การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ด

เป็นประเด็นร้อนที่คอการเมืองต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อ “เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ดในศึกซักฟอก หลังจากที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับการจัดการปัญหาทุจริตการสอบข้าราชการกว่า 5,925 คน

“เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ดในศึกซักฟอก

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลตัดสินใจส่งเรื่องการถอดถอนข้าราชการที่ทุจริตให้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นดำเนินการ แต่ทางผู้นำฝ่ายค้านมองว่านี่คือการหนีปัญหา “เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ดในศึกซักฟอก โดยชี้ว่านายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจเต็มมือ แต่กลับเลือกที่จะโยนเผือกร้อนให้คนอื่นทำแทน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่กล้าหาญทางการเมืองอย่างชัดเจน

เบื้องลึกศึกซักฟอกที่รัฐบาลต้องหวาดหวั่น

นอกจากประเด็นทุจริตสอบแล้ว นายณัฐพงษ์ยังได้กล่าวถึงเรื่องการตรวจสอบการเลือก สว. ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ โดยมองว่ารัฐบาลพยายามเบี่ยงประเด็นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ พรรคประชาชนจึงได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะถึงนี้

  • รัฐบาลถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสในการตรวจสอบ สว.
  • พรรคประชาชนเตรียมช่องทางกฎหมายรับมือหากคดีถูกยกคำร้อง
  • ความร้าวฉานภายในขั้วรัฐบาลเริ่มชัดเจนขึ้นจากระบอบผลประโยชน์

ผู้นำฝ่ายค้านยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้รัฐบาลจะพยายามใช้วาทกรรมเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ฝ่ายค้านยังมีข้อมูลเด็ดอีกหลายชุดที่เก็บไว้ใช้ในสภา การที่นายกฯ ออกมาตอบโต้ด้วยการกล่าวหาว่าฝ่ายค้านอยากเป็นรัฐบาลนั้น เป็นเพียงการเลี่ยงคำถามจากหลักฐานที่มีอยู่จริงเท่านั้น

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยในยุคนี้ต้องการความชัดเจนและการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น การที่ฝ่ายค้านออกมาทำหน้าที่อย่างแข็งขันถือเป็นเรื่องที่ดีต่อระบอบประชาธิปไตย แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลจะพิสูจน์ตัวเองอย่างไรในศึกซักฟอก ต้องรอติดตามดูกันต่อไปครับ

ที่มา – “เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ดในศึกซักฟอก

ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน

ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน

ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดเซอร์ไพรส์ว่า ตนเองก็เคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์เข้ามาหลอกถึงในห้องทำงานที่กระทรวงมาแล้ว!

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน มากับตัว ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพเหล่านี้ไม่มีความเกรงกลัวกฎหมาย และพร้อมจะสุ่มโทรหาทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือระดับรัฐมนตรีก็ตาม

กลยุทธ์ 8 เดือน ดีอีแก้ปัญหาลดฮวบ 50 %

แม้จะเคยถูกลองดี แต่ท่านรัฐมนตรีก็ได้ประกาศความสำเร็จว่า ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กระทรวงดีอีได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งธนาคาร และผู้ให้บริการเครือข่าย จนสามารถทำให้สถิติการหลอกลวงลดลงได้กว่า 50% ซึ่งถือเป็นผลงานที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

  • เตือนประชาชน: อย่าหลงเชื่อความกลัวและความโลภที่มิจฉาชีพนำมาขู่
  • การบูรณาการ: หัวใจสำคัญคือการดึงทุกหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน
  • ความเชื่อมั่น: รัฐมนตรีไม่หวั่นหากต้องเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ในการให้สัมภาษณ์ นายไชยชนกยังได้ย้ำว่า แม้จะมีกระแสเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นโครงการ TH-AI Passport แต่ตนก็ไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด เพราะทุกอย่างทำตามกฎหมายและเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะชี้แจงต่อสภาอย่างตรงไปตรงมา

สรุปแล้ว แม้ว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะยังมีอยู่ แต่การตื่นตัวของรัฐบาลและการให้ความรู้แก่ประชาชนคือวัคซีนที่ดีที่สุด หากเรามีสติและเท่าทันรูปแบบการหลอกลวง เราก็จะสามารถป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพเหล่านี้ได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ไชยชนก” รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน โว 8 เดือน ดีอีแก้ปัญหาลดฮวบ 50 %

อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. พร้อมเอาผิดไอลอว์

อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. พร้อมเอาผิดไอลอว์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านและพรรคประชาชนเตรียมเปิดหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีการฮั้ว สว. ภาคพิเศษ โดยนายอนุทินได้ย้ำชัดว่า อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศหลังจากกระบวนการคัดเลือก สว. สิ้นสุดลงไปแล้ว

นายอนุทินกล่าวว่า ในฐานะฝ่ายบริหาร รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาคอยชี้แจงประเด็นการเมืองที่ตนเองไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย และในส่วนที่มีการกล่าวหาโดยองค์กรหรือบุคคลต่างๆ นั้น ทางทนายความส่วนตัวอย่าง นายศุภชัย ใจสมุทร ได้ดำเนินการทางกฎหมายกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เรียบร้อยแล้ว เพื่อรักษาสิทธิและแสดงความบริสุทธิ์ใจ

มุมมองต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับกระแสข่าวการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนสิงหาคมนี้ นายอนุทินมองว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยที่ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งตนเองก็ไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด หากรัฐบาลทำงานด้วยความโปร่งใสและไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมายก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัว โดยมองว่านี่คือการทำหน้าที่ปกติของฝ่ายค้านที่ประชาชนคาดหวัง

นอกเหนือจากประเด็นการเมืองแล้ว นายอนุทินยังได้ชี้แจงถึงการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก โดยระบุว่า:

  • มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
  • สั่งยกเลิกการสอบทันทีที่มีหลักฐานทุจริต
  • ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • ไม่มีการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดอย่างแน่นอน

นายอนุทินเชื่อมั่นว่าในประเด็นการทุจริตสอบท้องถิ่นนั้นรัฐบาลได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และมีความโปร่งใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้สำหรับประเด็นที่ว่า อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง นั้น ถือเป็นการยืนยันจุดยืนของรัฐบาลที่ต้องการมุ่งเน้นการบริหารประเทศมากกว่าการโต้ตอบประเด็นทางการเมืองที่ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน

ท้ายที่สุด การที่นายอนุทินมั่นใจในผลงานของรัฐบาลและการจัดการปัญหาการทุจริตอย่างเด็ดขาด เป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง การตรวจสอบเป็นสิ่งที่รัฐบาลพร้อมรับฟังเสมอ แต่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและอยู่ในขอบเขตของการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่การเมืองที่มุ่งเน้นแต่การกล่าวหาเพื่อทำลายชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง ยันเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” กล่าวหา

“พลอยทะเล” เย้ย “ลิซ่า” เป็นฝ่ายค้านเลยไม่เห็นภาวะผู้นำของนายกฯ

“พลอยทะเล” เย้ย “ลิซ่า” เป็นฝ่ายค้านเลยไม่เห็นภาวะผู้นำของนายกฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาโต้กลับนางสาวภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” โฆษกพรรคประชาชน อย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็นภาวะผู้นำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมองว่าการที่ฝ่ายค้านออกมาวิจารณ์เรื่องการปรับ ครม. หรือภาวะผู้นำนั้น อาจเป็นเพราะมุมมองของคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ทำให้มองไม่เห็นการทำงานที่แท้จริงของรัฐบาล

สรุปประเด็นดราม่า “พลอยทะเล” เย้ย “ลิซ่า” เป็นฝ่ายค้านเลยไม่เห็นภาวะผู้นำของนายกฯ

ทางด้านรองโฆษกฯ ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินมีวุฒิภาวะสูงและมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาทั้งระดับประเทศและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะประเด็นที่ทางฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาโจมตี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกักตุนน้ำมัน การทุจริตสอบท้องถิ่น หรือแม้แต่เรื่องการฮั้ว สว. ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับคำสั่งการจากนายกฯ ให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจังและโปร่งใส

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเห็นต่างในครั้งนี้ “พลอยทะเล” เย้ย “ลิซ่า” เป็นฝ่ายค้านเลยไม่เห็นภาวะผู้นำของนายกฯ เพราะว่าฝ่ายค้านไม่มีโอกาสได้เข้าไปรับฟังการสั่งการหรือเห็นกระบวนการทำงานในห้องประชุม ครม. ที่นายกฯ ติดตามงานอย่างใกล้ชิดและเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารายงานความคืบหน้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้ภาพที่ปรากฏต่อสายตาฝ่ายค้านอาจคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

  • ยืนยันรัฐบาลทำงานเชิงรุก ไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหาประชาชน
  • ปฏิเสธข้อครหาเรื่อง “ครม.สัดส่วนลูกเทพ” โดยระบุว่ารัฐมนตรีทุกคนมีศักยภาพ
  • เชิญชวนฝ่ายค้านอภิปรายด้วยข้อมูลที่สร้างสรรค์ เลิกใช้อคติทางการเมือง
  • เรียกร้องให้เปิดใจติดตามข่าวสารผลงานการปราบปรามผู้มีอิทธิพลอย่างเป็นรูปธรรม

ในมุมมองของรัฐบาล การทำงานบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องของการสร้างวาทกรรมเพื่อหวังผลทางการเมือง แต่เป็นการลงมือแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง การที่ฝ่ายค้านวิจารณ์โดยไม่มีข้อมูลรอบด้านอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี การเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรเป็นการตรวจสอบเพื่อพัฒนา ไม่ใช่เพื่อการทำลายความเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีและผลงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างไร การเปิดพื้นที่รับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายถือเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองที่ก้าวหน้า หวังว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในอนาคตจะเป็นเวทีแห่งการนำเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่าการสาดโคลนใส่กันด้วยอคติ

ที่มา – “พลอยทะเล” เย้ย “ลิซ่า” เป็นฝ่ายค้านเลยไม่เห็นภาวะผู้นำของนายกฯ

“ธรรมนัส” ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย มีศักดิ์ศรี

“ธรรมนัส” ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย มีศักดิ์ศรีนักการเมือง ขอเดินหน้าฝ่ายค้านเต็มที่ คำพูดสุดแซ่บจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรมคนใหม่ ที่เพิ่งขึ้นเวทีประกาศกร้าวหลังได้รับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ วันนี้เรามาชำแหละคำแถลงที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทยกันเลย

ธรรมนัส ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย

หลังจากนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคกล้าธรรมคนใหม่ “ธรรมนัส ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย” โดยย้ำชัดว่าพรรคไม่ได้มาด้วยความแค้นเคืองส่วนตัว แต่มาด้วยศักดิ์ศรีของนักการเมืองตัวจริง เขาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารพรรคชุดใหม่ 21 คน ที่ผ่านการรับรองจาก กกต. อย่างถูกต้อง และบอกว่าทุกคนคือครอบครัวพี่น้อง ไม่มีบ่าวไพร่ ไม่มีเผด็จการตัดสินใจคนเดียว

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคชุดเก่าที่ทำหน้าที่มานานกว่า 2 ปี ก็ไม่ได้ถูกตำหนิ แต่เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับธรรมนัสในการนำทัพ สร้างพรรคให้เป็นความหวังของคนไทยในฐานะ ส.ส. ที่เข้มแข็ง

ศักดิ์ศรีนักการเมือง ขอเดินหน้าฝ่ายค้านเต็มที่

ย้อนดูผลเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมได้ ส.ส. เขต 56 เขต แม้ถูกโจมตีหนัก แต่รอดมาได้แบบบอบช้ำ ถ้ามีเวลาหาเสียงมากกว่า 28 วัน คาดว่าทะลุ 100 ที่นั่งแน่นอน! แถมยังมีคะแนนสำรองอีกเพียบ ถ้าเจาะลึกเข้าไป

สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือบทบาทฝ่ายค้าน ส.ส. หน้าใหม่หลายคนกลายเป็นดาวสภา พูดมีหลักการ จังหวะดี แม้ธรรมนัสจะเคยอยู่ฝ่ายบริหารมานานตั้งแต่ปี 2562 แต่ยืนยันว่านักการเมืองต้องถนัดทุกด้าน โดยเฉพาะการตรวจสอบรัฐบาลในยุคเศรษฐกิจย่ำแย่ ภัยธรรมชาติ ภัยมนุษย์ สงคราม

รัฐบาลควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร พรรคจะนำเสนอชัดเจน ถ้าไม่ฟังก็อภิปรายไม่ไว้วางใจทันที แต่ “ธรรมนัส ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย” ชัดๆ ไม่เอาส่วนตัว ไม่แค้นเก่า ไม่รอคอยเฉยๆ แต่ทำหน้าที่เต็มที่เพื่อประชาชน

  • ไม่ใช้ความแค้นส่วนตัวเป็นเงื่อนไข
  • มีศักดิ์ศรีนักการเมืองที่แท้จริง
  • ตรวจสอบรัฐบาลอย่างมีหลักการ
  • นำเสนอทางออกเศรษฐกิจและปัญหาประชาชน

ธรรมนัสยังเล่าถึงการสู้แบบสุดตัว ยามลูกน้องสู้ก็สู้ให้ชนะ ไม่เคยทำให้ผิดหวัง และเชิญชวน ส.ส. จากพรรคอื่นมาร่วมครอบครัวกล้าธรรม เพื่อเพิ่มจำนวน ส.ส. สูงสุด ตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด

พิธีรดน้ำดำหัวจากผู้สูงอายุที่มาร่วมยินดี ยังแสดงถึงความผูกพัน พ่อแม่ผู้ใหญ่ใจดีไปหาเสียงทุกที่ ทำให้ได้ ส.ส. 58 เสียงจากความรักเคารพซึ่งกันและกัน ประเพณีปีใหม่ไทย “สูมาคารวะ” แบบเหนือ สวยงาม ขอพรให้สุขภาพดี มีความสุข โชคดี

สุดท้าย ธรรมนัสขอบคุณทุกคน และกลุ่มผู้สูงอายุอวยให้เป็นนายกฯ ในอนาคต! การเมืองไทยกำลังเข้มข้น ฝ่ายค้านอย่างพรรคกล้าธรรมจะเป็นกระบอกเสียงประชาชนได้ดีแค่ไหน รอติดตาม

คุณคิดอย่างไรกับคำประกาศ “ธรรมนัส ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย” นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ สนับสนุนการเมืองที่โปร่งใส มีศักดิ์ศรีกันเถอะ!

ที่มา – “ธรรมนัส” ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย มีศักดิ์ศรีนักการเมือง ขอเดินหน้าฝ่ายค้านเต็มที่

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกระแสข่าวลือที่ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ส่งสัญญาณเชิญชวนให้เข้าร่วมรัฐบาลใหม่นี้

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

วันที่ 6 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้เดินทางเข้ารายงานตัวในฐานะ ส.ส. และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเรื่องนี้ โดยยอมรับตรงๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยได้ประสานงานผ่านเลขาธิการพรรคมาจริง แต่พรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคขนาดเล็ก จะไม่ตัดสินใจเด็ดขาดโดยตัวบุคคล ต้องรอให้มีมติพรรคอย่างเป็นทางการก่อน เบื้องต้น พรรคเห็นว่าการเข้าร่วมรัฐบาลไม่ได้ขัดหลักการใดๆ และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนหากได้รับคำเชิญอย่างชัดเจน

ไม่มีปมแค้นเก่าเรื่อง “เขากระโดง”

หนึ่งในประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ ความขัดแย้งในอดีต โดยเฉพาะกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี เคยตรวจสอบคดีฮั้วประมูล สว. และที่ดินเขากระโดงที่เกี่ยวข้องกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทวีชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีปัญหาส่วนตัวใดๆ ทุกอย่างเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในขณะนั้นเท่านั้น สำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 124 ที่ไม่มีใครครอบงำได้ ที่ผ่านมาเคยร่วมงานกันมาก็มีความสนิทสนมเป็นธรรมดา แต่หากมีเรื่องทุจริตหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พรรคประชาชาติยอมรับไม่ได้เด็ดขาด

บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาลในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

พ.ต.อ.ทวียังให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยระบุว่า “บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาล” เพราะใช้เสียง ส.ส. เพียง 1 ใน 10 ก็สามารถยื่นตรวจสอบจริยธรรม จนนำไปสู่การถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสียอีก จุดยืนหลักของพรรคประชาชาติยังคงยึดมั่นในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้าสู่โหมดจัดตั้งรัฐบาล พรรคขนาดเล็กอย่างประชาชาติกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ การที่ “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและยึดหลักประชาธิปไตยของพรรค หากมติพรรคออกมาเป็นบวก อาจส่งผลให้สมการรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปทันที

นอกจากนี้ พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในภาคอีสานและภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มที่รังเกียจการทุจริต การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนนโยบายหลักของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

  • รอ มติพรรคอย่างเป็นทางการก่อนตัดสินใจ
  • ยืนยันไม่มีแค้นส่วนตัวกับพรรคภูมิใจไทย
  • บทบาทฝ่ายค้านมีพลังตรวจสอบสูงในรัฐธรรมนูญใหม่
  • ยึดมั่นต่อต้านคอร์รัปชันเป็นหลัก

สำหรับพรรคภูมิใจไทยที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ก็กำลังเร่งหาพันธมิตรเพื่อขยายฐานเสียงในรัฐบาล การต่อสายจีบพรรคเล็กๆ อย่างนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของ “ทวี” จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง

ผู้ติดตามการเมืองควรจับตาการประชุมพรรคประชาชาติในช่วงสัปดาห์หน้า เพราะอาจมีเซอร์ไพรส์ที่เปลี่ยนเกมการเมืองทั้งประเทศได้ ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวแบบนี้ช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบพรรคการเมืองไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคประชาชาติ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง จริงหรือ?

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต. ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความเป็นกลางทางการเมือง วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็น นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง อย่างละเอียด พร้อมสรุปประเด็นสำคัญจากข่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับเขตเลือกตั้งปี 2569 ของ กกต. ว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. พรรคการเมืองต้องปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์ ไม่ใช่ให้ กกต. ปรับเข้าหาเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไปสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชนดีกว่าการมานั่งคิดเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบ นี่คือใจความสำคัญที่ท่านอนุทินได้กล่าวไว้

ยืนยัน! นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง

นายอนุทินยังตอบคำถามถึงความคาดหวังจะได้ สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าถึง 200 ที่นั่งหรือไม่ โดยกล่าวติดตลกว่า “พันนึงได้ไหมล่ะ” ส่วนการจับมือกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ในสมัยหน้า นายอนุทินตอบแบบกั๊ก ๆ ว่า ไม่มีพรรคใดออกมาพูดก่อนการเลือกตั้งว่าจะจับมือกับใคร แต่พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามทำตัวให้ดีที่สุดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวดีลกับพรรคเพื่อไทยเพื่อไม่ให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินยืนยันว่า ไม่มีการดีล ส่วนการลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ได้ไปในฐานะพรรคภูมิใจไทยเพราะตราบใดที่เป็นรัฐบาลอยู่ก็ต้องลุยเต็มที่เพื่อช่วยประชาชนให้พ้นจากความทุกข์เร็วที่สุด

ส่วนกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นร้อง ป.ป.ช. ให้เอาผิดปมบริหารจัดการน้ำท่วมล้มเหลวนั้น นายอนุทินทำท่าทีนิ่งไปสักพักก่อนถามกลับว่า ใครยื่น ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ว่า อ๋อ ครับ รัฐบาลควบคุมคนอื่นไม่ได้ แต่ยืนยันมีเจตนารมณ์ที่ดีและจะทำงานเต็มที่ อย่างไรก็ตามน้อมรับทุกเสียงตำหนิที่ดูจะขมหูในช่วงนี้ โดย แต่ตรงไหนที่ฟังแล้วเข้าท่า มีเหตุมีผล ขออนุญาตคัดลอกไปแก้ไขด้วยซ้ำ

ประเด็นสำคัญ: นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. จริงหรือไม่?

แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง แต่หลายฝ่ายก็ยังคงจับตาดูการทำงานของ กกต. อย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นการแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นมีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้งได้

  • กกต. มีความเป็นอิสระในการแบ่งเขตเลือกตั้ง
  • ทุกพรรคการเมืองต้องปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์
  • การสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชนสำคัญกว่า

การแบ่งเขตเลือกตั้ง ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเลือกตั้ง ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรมเพื่อให้ทุกพรรคการเมืองมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของ กกต.

อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และตรวจสอบข้อมูลต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจในการเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีเหตุผล

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ร่วมกันตรวจสอบและติดตามการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ท่านคิดเห็นอย่างไรกับการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง ยันไม่ดีล พท. ปมยื่นซักฟอก

นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา หากจำเป็นก็ไม่มีทางเลือก

“อนุทิน” ชี้ยุบสภาฯ อยู่ที่สถานการณ์ จำเป็นก็ไม่มีทางเลือก ปัดคุยเพื่อไทย ไม่หวั่นดราม่าน้ำท่วม บอกไม่มีปัญหา ยกมือไหว้เหนือหัวคะแนนนิยมภาคใต้ได้ 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่มอง “อภิสิทธิ์” เป็นคู่แข่ง

วันที่ 1 ธ.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวเรื่อง นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา วันที่ 12 ธ.ค. ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ว่า เรื่องยุบสภาฯ อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมือง ทุกท่านทราบอยู่แล้วว่าสภาฯ ชุดนี้ไม่เกินวันที่ 31 ม.ค. 69 เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่ารัฐบาลประสานกับพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับเรื่องการยุบสภาฯ นายอนุทิน กล่าวว่า “ยังเลย ยังไม่มีครับ ผมยังไม่ได้คุยกับผู้บริหารพรรคไหนเลย อย่าว่าแต่พรรคเพื่อไทยเลย พรรคไหนก็ไม่ได้คุย เราบริหารราชการไปโดยมีไทม์ไลน์ของเราอย่างไรก็รักษาคำพูด เรามีเอ็มโอเอ ผมเชื่อว่าตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็ได้ทำทุกอย่างตามเงื่อนไขเอ็มโอเอกับพรรคประชาชน วันนี้เราเป็นรัฐบาลแล้วก็ไม่อยากพูดคำว่าเอ็มโอเอเยอะเพราะเป็นเรื่องของ 2 พรรค วันนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลและประเทศแล้ว ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เราบอกแล้วว่าวันที่ 31 ม.ค. 69 เราจะยุบสภา ตอนนี้มีสถานการณ์อะไรต่าง ๆ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากขอให้พวกเราทุกคนไปช่วยพี่น้องประชาชนบรรเทาทุกข์ให้พวกเขาออกจากความทุกข์ร้อน พาพวกเขากลับบ้าน ฟื้นฟูคืนบ้านเมืองให้พวกเขา หายใจอีกแปร๊บเดียวก็ยุบสภาฯแล้ว” เมื่อถามว่าล่าสุดพรรคเพื่อไทยแสดงท่าทีจะไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตอนนี้ นายอนุทิน ยิ้ม ก่อนกล่าวว่า ถ้ายุบสภาฯ ในช่วงที่มีภัยพิบัติเรื่องฉุกเฉินต่าง ๆ รัฐบาลจะทำงานช่วยเหลือประชาชนลำบาก แต่ถ้าเกิดมีความจำเป็นหากไม่มีทางเลือกก็ไม่มีทางเลือก เราก็ต้องมีความพร้อม

ไม่ประเมินตัวเองแต่ก็มั่นใจทำทุกอย่างถูกทาง

เมื่อถามว่ากำลังใจตอนนี้เป็นอย่างไรเพราะตอนนี้มีกระแสดราม่ามาก นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่มีปัญหาอะไรกับกระแสดราม่าเลยแม้แต่น้อย เพราะผมและคณะรัฐมนตรีของผม ยึดถือความทุกข์ของประชาชน ถ้าประชาชนทุกข์หนึ่งเท่า พวกผมทุกข์สิบเท่า เพราะเราต้องดูแลเขา และแสวงหาความร่วมมือช่วยพวกเขา“ เมื่อถามว่าได้ประเมินกระแสนิยมพรรคภูมิใจไทยบ้างหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ”ไม่ได้ประเมินเลยพูดจริง ๆ ผมก็ทำงานของผม ตั้งแต่ทำงานการเมืองมา 20 ปีไม่เคยประเมิน เวลาสื่อถามว่าประเมินคะแนนตัวเองเท่าไหร่ ก็พูดเล่นๆว่าให้ 10 เต็ม 10 เพราะผมทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดเลย จริง ๆ คนประเมินผมคือประชาชน“ เมื่อถามว่าประชาชนอาจมองว่ารัฐบาลติดลบในการแก้วิกฤติน้ำท่วม บั่นทอนความรู้สึกหรือไม่ นายอนุทิน ส่ายศีรษะ ก่อนตอบว่า ”ไม่รู้สึก เพราะคนพูดเช่นนี้อาจติดตามข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง อย่างพวกผมก็ไปลุยน้ำเท่าอกเหมือนกัน ยังมีปัญหาเรื่องผิวหนังอยู่เลย แต่ไม่มีปัญหาเพราะลงไปแล้วเราก็รู้งานใครพูดอะไรก็ตอบได้ แต่ไม่ต้องการไปเถียงเพราะทุกคนมีสิทธิพูด แต่ถ้าจะพูดเรื่องน้ำที่หาดใหญ่ในการช่วยเหลือประชาชนและมาตรการต่าง ๆ รัฐบาลต้องมั่นใจว่ามาถูกทางและทำทุกอย่างที่ต้องทำ“ เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยมีบ้านใหญ่พื้นที่ภาคใต้เยอะ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้คิดตรงนั้นตอนนี้คิดอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นต้องไปถามว่าจะกาพรรคอะไรถึงช่วยซึ่งไม่ใช่ เราไปทั้งหมดเพื่อเอาพวกเขาออกจากความทุกข์พูดได้แค่นี้

นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา จากจำเป็นก็ไม่มีทางเลือก ไม่ขอมอง “อภิสิทธิ์” เป็นคู่แข่งภาคใต้

เมื่อถามถึงผลโพลล่าสุดในพื้นที่ภาคใต้ ที่นายอนุทินมาเป็นอันดับ 3 นายอนุทิน กล่าวว่า โพลออกมาตน 15% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ได้ 25% ตนมาจาก 0.2% มาเป็น 15% ตนก็สาธุ พร้อมยกมือท่วมหัว ก่อนกล่าวว่า เช่นเดียวกับคะแนนพรรคภูมิใจไทยที่ตกมาเหลือ 11% ก่อนหน้านี้เราเคยอยู่ 0.21% ก็ขอบคุณมากแล้วได้แค่นี้ก็ดีใจตายแล้ว เมื่อถามว่าประเมินว่าจะชนะนายอภิสิทธิ์ได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไปช่วยเหลือประชาชน นายอภิสิทธิ์ มาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำให้มีการตื่นตัวมีสีสันขึ้นแต่ตนไม่ได้มองท่านเป็นคู่แข่ง เรามาทำงานให้บ้านเมืองอย่างไรก็ได้ เมื่อถามว่าการลงพื้นที่หาดใหญ่เหมือนประชาชนให้กำลังใจมากกว่าดราม่า นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่ติดตามใกล้ชิดคงเห็นเราลงพื้นที่โดยไม่คิดว่าจะได้คะแนนเสียง ถ้าลงไปแล้วช่วยเหลือประชาชนได้ แล้วไม่มีคนเสียชีวิตไม่มีคนเสียหายไม่เลือกก็ได้ มีใครจะดีใจเท่ากับคนที่ทำแล้วช่วยชีวิตคนได้ ตนไม่ได้คิดตรงนั้นเลย สงขลาพรรคภูมิใจไทยมี สส. คนเดียว ตราบใดที่ไม่เสียเขาไปก็ไม่ได้ขาดอะไร ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว เมื่อถามว่าตอนนี้เหนื่อยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า 

ทำไมนายกฯ บอกเรื่องยุบสภา ถึงเป็นประเด็นสำคัญ?

การที่ นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความคาดหวังของประชาชนต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น การทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังและความเป็นไปได้ต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวางแผนและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา จากจำเป็นก็ไม่มีทางเลือก ไม่ขอมอง “อภิสิทธิ์” เป็นคู่แข่งภาคใต้

โสภณ ลั่นไม่สนโพล! เชื่อการกระทำพิสูจน์

“โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ไม่ใช่คนบางกลุ่มมาปั้นกระแส ชี้สถานการณ์แบบนี้ไม่มีรัฐบาลชุดไหนทำให้สมบูรณ์ได้ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 30 พ.ย. 2568 ที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ ดอนเมือง นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงผลกระทบการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมของรัฐบาล ต่อสนามเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคภท.ซึ่งมีผลโพลความนิยมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภท.ลดลง ว่าไม่ห่วงเรื่องกระแสการเมือง เพราะประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ หากนำสถานการณ์มาปั่นเป็นกระแสความสามัคคี เฟคนิวส์ ทำให้ประชาชนที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงหลงผิด เชื่อว่าเวลา และการกระทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์การกระทำของรัฐบาล

“พวกผมไม่ได้เวอรี (Worry) กับเรื่องกระแส เรื่องโพล แต่พวกผมวันนี้ก้าวข้ามเรื่องนั้นแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือเราจะเยียวยาจิตใจกันอย่างไร ระยะยาวจะทำอย่างไร มันไม่เพอร์เฟกต์ เราก็รู้ว่าสถานการณ์แบบนี้ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะทำให้สมบูรณ์ได้ มันเกินคาด แต่จะทำอย่างไรส่วนที่บกพร่อง ก็เป็นอุทาหรณ์ไป ส่วนความนิยมทางการเมือง จะบอกว่าพวกผมทำผิดประชาชนจะตัดสิน ไม่ใช่คนบางคน คนบางกลุ่มที่ไปปั่น ความจริงจะปรากฏเอง” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อว่า เราจะเดินหน้าเยียวยาสภาพจิตใจและฟื้นฟูเรื่องอาชีพต่อ เช่น ศูนย์รับส่งต่อสิ่งของบริจาคนี้จะต้องมีต่อไป และในอนาคต รถยนต์มอเตอร์ไซค์จะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือประชาชน และประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร ไม่ใช่การเรี่ยไร แต่ประชาชนพร้อมช่วยชี้ว่าบรรยากาศแบบนี้จะวัดใจคนว่าใครปรารถนาดีกับประชาชนจริง ทำจริงไม่ได้ใช้วาทกรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่อยู่ตลอด เชื่อว่าประชาชนรับรู้รับทราบ ไม่ได้กังวล

เมื่อถามเรื่องการตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรีหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ต้องเร่งฟื้นฟู จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อพรรคภท.หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า พรรคภท.ไม่เกี่ยว แต่ประกาศแล้วว่า

“ถ้ายื่นอภิปราย พวกผมก็ยุบ ส่วนประชาชนจะบอกว่ายุบแล้วผลกระทบกับน้ำท่วม เป็นเรื่องของคนที่ยื่นไม่เห็นความสำคัญและความเดือดร้อนของประชาชน ยื่นมาผมก็ยุบ เพราะประกาศมาก่อนแล้ว คุณยื่นมาผมก็ยุบ ส่วนเราเป็นรัฐบาลรักษาการเราก็เดินหน้าทำเต็มที่แต่อาจจะดรอปลงหน่อยหนึ่งในฐานะรัฐบาลรักษาการ แต่ถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นก็เดินหน้าเต็มที่ฟื้นฟูสถานการณ์น้ำท่วมไม่ว่าที่อำเภอหาดใหญ่ หรือภาคใต้ทั้งหมด” นายโสภณกล่าว

“โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกระแสความนิยมทางการเมืองที่วัดจากโพลต่างๆ โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกระทำที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาล

ท่าทีที่แข็งกร้าวของนายโสภณแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากบางส่วนของสังคม การที่นายโสภณประกาศชัดเจนว่าไม่สนใจกระแสโพล สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาลในระยะยาว

ทำไม “โสภณ” ถึงไม่สนใจกระแสโพล?

เหตุผลที่นายโสภณ ซารัมย์ ไม่ให้ความสำคัญกับผลสำรวจความคิดเห็นหรือโพล อาจมาจากความเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานของตนเองและรัฐบาล รวมถึงความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะมองเห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ การยึดมั่นในการกระทำมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่นายโสภณเชื่อว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่นายโสภณกล่าวถึงการปั่นกระแสและความพยายามของคนบางกลุ่มในการบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาไม่ไว้วางใจผลสำรวจที่มาจากการสร้างกระแสที่ไม่ถูกต้อง การให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ถูกต้องและการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งที่นายโสภณยึดมั่น

การประกาศว่าพร้อมที่จะยุบสภาหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและความพร้อมที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น การกระทำเช่นนี้อาจเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สำคัญ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความนิยมของพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลชุดปัจจุบัน

โดยรวมแล้ว ท่าทีของนายโสภณ ซารัมย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนและความเชื่อมั่นในการกระทำมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง การตัดสินใจว่าจะให้ความสำคัญกับกระแสโพลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมุมมองและยุทธศาสตร์ของแต่ละบุคคล แต่สำหรับนายโสภณแล้ว การกระทำที่เป็นรูปธรรมคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาล

ดังนั้น ประชาชนควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและตัดสินใจด้วยเหตุผล เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – “โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

Scroll to top