การอภิปราย

อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีกระแสข่าวเรื่องการเสนอให้มีการยุบหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้อภิปรายเสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เนื่องจากมองว่าภารกิจมีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนานและมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ดังนั้นการที่นายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี จึงถือเป็นจุดยืนที่ค่อนข้างชัดเจนของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน โดยนายกฯ มองว่าหน่วยงานนี้มีส่วนช่วยดูแลความสงบสุขของประชาชนมาตลอดหลายสิบปี

มุมมองต่อประเด็นการยุบ กอ.รมน.

สำหรับการตั้งคำถามว่าประเด็นนี้จะกลายเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทินได้ปฏิเสธประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เองก็ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง และกำลังจะร่วมคณะเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียเพื่อภารกิจสำคัญร่วมกันอีกด้วย การแสดงความคิดเห็นเชิงนโยบายจึงมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยชี้แจงกันได้ตามกระบวนการทำงาน

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้ย้ำถึงความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานว่า ทุกฝ่ายทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ กอ.รมน. เข้าไปมีบทบาทอย่างมาก อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี คำกล่าวนี้นอกจากจะเป็นการตอบโต้ประเด็นข้อเสนอแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงว่ารัฐบาลยังคงสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อความมั่นคงของประเทศชาติ

  • การตรวจสอบภารกิจเพื่อลดความซ้ำซ้อนเป็นเรื่องที่พึงกระทำ แต่ต้องรักษาเสถียรภาพความมั่นคง
  • ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐควรเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์
  • จุดยืนของผู้นำรัฐบาลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ในโลกของการเมืองนโยบายต่างๆ มักมีการถกเถียงเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด หากมองในอีกมุมหนึ่ง การทบทวนงานของ กอ.รมน. ให้กระชับและตอบโจทย์คนในพื้นที่มากขึ้นอาจเป็นทางเลือกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ในท้ายที่สุด หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การยุบหรือไม่ยุบ แต่อยู่ที่ว่าหน่วยงานนั้นสร้างความอุ่นใจและแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ นี่คือคำถามที่คนไทยทุกคนต้องการคำตอบ

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

“การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวการเมืองคงจะผ่านตาประเด็นร้อนแรงล่าสุด เมื่อนางการดี เลียวไพโรจน์ สส. ปัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปล่งเสียงสะท้อนความไม่ชอบมาพากลในงบประมาณปี 2570 โดยเฉพาะหัวข้อที่หลายคนจับตามองอย่าง “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปรายในสภาฯ ครั้งหน้าให้เข้มข้นที่สุดครับ

“การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์ ส่อแววซ้ำซ้อน

นางการดีได้ตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ปี 2570 นั้นมีการเพิ่มขึ้นถึง 30% โดยเฉพาะงบการทำคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นมากถึง 5 พันล้านบาท แต่ปัญหาก็คือเรื่องของ “ประสิทธิภาพ” ครับ เพราะจากการตรวจสอบพบว่าโครงการคลาวด์ถูกทำกระจายไปหลายกระทรวง แทนที่จะรวมศูนย์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันระดับประเทศ ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจเกิดความซ้ำซ้อนในการใช้งบประมาณโดยใช่เหตุ

เจาะลึกงบ AI และดิจิทัลที่ดูยังไม่ชัดเจน

นอกจากนี้ ในส่วนของ AI ที่มีการของบประมาณกว่า 2.5 พันล้านบาท ครอบคลุม 206 โครงการ นางการดีมองว่าตัวเลขเหล่านี้ยังขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน รวมถึงแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลที่มีมูลค่ากว่า 8.7 พันล้านบาท กลับพบว่ามีงบดำเนินงานสูงถึง 72.6% ในขณะที่งบลงทุนมีเพียง 9.4% เท่านั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางพรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะอภิปรายชี้แจงในสภาฯ ให้ชัดเจนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ประเด็นสำคัญที่น่าคิดจากกรณี “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์

  • ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณดิจิทัลที่ดูเหมือนจะเน้นเพียงการดำเนินงานแต่ขาดการลงทุนที่เห็นผลจริง
  • การประหยัดเวลาด้วยการไม่เปิดเผยไฟล์ดิจิทัลให้ฝ่ายค้านตรวจสอบก่อนเวลาอันควร ทั้งที่โลกก้าวไกลสู่ยุคดิจิทัลแล้ว
  • ความจำเป็นในการรวมศูนย์ข้อมูลรัฐบาล (Cloud) เพื่อลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ

อีกเรื่องที่น่าผิดหวังคือเรื่องของการเปิดเผยเอกสารงบประมาณ ที่ต้องบอกว่าในยุคดิจิทัลแบบนี้ การที่ต้องรอรับเอกสารขนาดใหญ่ถึง 2 ลัง เพียงไม่กี่วันก่อนการอภิปรายถือเป็นเรื่องที่ล้าหลังมากครับ หากรัฐบาลต้องการจะเป็นรัฐบาลดิจิทัลจริงๆ ควรเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบไฟล์ที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย ประเด็นนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนัก“งบดีอี –คลาวด์”

หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ อีกครั้ง เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาเปิดเผยถึงความผิดปกติในโครงการ TH-AI Passport โดยเจ้าตัวยืนยันว่าถูกปิดกั้นจากการอภิปรายในสภา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจสำหรับการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาษีของประชาชน หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ก่อนที่จะดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ในวันพรุ่งนี้

หลักฐานการล็อกสเปกในโครงการ TH-AI Passport

สิ่งที่เป็นข้อกังวลหลัก คือการที่รัฐออก TOR ออกมาในลักษณะที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนรายเดียว โดยมีการระบุเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องมีการติดตั้งจอดิจิทัลตามร้านสะดวกซื้อชื่อดังจำนวนมหาศาล ซึ่งดูคล้ายกับการล็อกสเปกไว้ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ในเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทำท่าทีเพิกเฉยต่อหลักฐานที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปิดเผย

รายละเอียดการตรวจสอบที่ ป.ป.ช. ต้องจับตา

สำหรับประเด็นที่ นพ.วรงค์ เตรียมยื่นต่อ ป.ป.ช. มีหัวข้อสำคัญดังนี้:

  • การจัดทำ TOR ที่มีการระบุเงื่อนไขการติดตั้งสื่อดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา และแหล่งธุรกิจอีกกว่า 400 จุด
  • โครงสร้างการจ่ายเงินที่ผูกติดกับเงื่อนไขการติดตั้งจอ ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน
  • การเพิกเฉยของหน่วยงานรัฐ แม้จะมีการเตือนและชี้เบาะแสหลักฐานผ่านทางรัฐสภาแล้วก็ตาม

หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง เพราะจากเหตุการณ์ในอดีต ศาลเคยพิจารณาคำอภิปรายในสภาฯ ว่าเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักในการเอาผิดนักการเมืองฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต การที่หน่วยงานรับผิดชอบหลักอย่างกระทรวงดีอีจะอ้างว่าไม่รู้เรื่องนั้น จึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้นในสายตาของผู้ตรวจสอบ

บทเรียนจากอดีตสอนให้เรารู้ว่า การทุจริตที่ซ่อนมาในรูปแบบสัญญาของภาครัฐนั้นเป็นภัยร้ายแรงต่อภาษีประชาชน หากรัฐมนตรีไม่ได้แสดงความจริงใจในการตรวจสอบตั้งแต่เนิ่นๆ สุดท้ายแล้วประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยเดิม ความโปร่งใสไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดแค่ลมปาก แต่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยการเปิดพื้นที่ให้มีการตรวจสอบอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “หมอวรงค์” เตือน รมว.ดีอี ดูคดี “จำนำข้าว” เป็นตัวอย่าง เตรียมยื่น ป.ป.ช. พรุ่งนี้

จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตบิ๊ก ตร. ฉลุยเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สำหรับการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ทรงอิทธิพลในกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับ จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตบิ๊ก ตร. ฉลุยเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อโต้แย้งจากสมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่มอย่างดุเดือด

จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตบิ๊ก ตร. ฉลุยเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในการประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องด่วนเพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ ซึ่งการเสนอชื่อ นายจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น กลายเป็นจุดชนวนให้ สว. กลุ่มพันธุ์ใหม่ลุกขึ้นคัดค้านเนื่องจากมองว่ามีความไม่ชอบมาพากลในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติทางวิชาการและองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา

เจาะลึกปมข้อพิพาทก่อนโหวตผ่าน จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตบิ๊ก ตร. ฉลุยเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ความดุเดือดในการประชุมมาจาก 2 ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปราย ได้แก่:

  • บอร์ดสรรหาไม่สมบูรณ์: มีการตั้งข้อสังเกตว่าขาดผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมาร่วมพิจารณา ทำให้กระบวนการอาจไม่เป็นไปตามครรลองที่บริสุทธิ์ยุติธรรม
  • คุณสมบัติสายงานรัฐศาสตร์: มีการโต้แย้งว่านายจักรพงศ์เติบโตมาในสายตำรวจและนักวิชาการกฎหมาย ซึ่งมองว่าอาจไม่ตรงกับโควตาคุณสมบัติด้านรัฐศาสตร์ที่เปิดรับ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงคัดค้านจากฝ่าย สว. กลุ่มพันธุ์ใหม่ที่มองว่าควรชะลอการสรรหาออกไปก่อน แต่ทางด้านกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ นำโดย นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ได้ออกมาโต้แย้งว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบและถูกต้องตามกระบวนการของคณะกรรมการสรรหาแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องเลื่อนการลงมติออกไป ย้ำชัดว่าไม่มีใครสามารถมาบงการการตัดสินใจของสภาสูงได้

ท้ายที่สุด การลงคะแนนเสียงลับได้ชี้ขาดว่าการที่ จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตบิ๊ก ตร. ฉลุยเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ได้รับแรงสนับสนุนอย่างท่วมท้นด้วยคะแนนเสียง 140 ต่อ 17 เสียง ทำให้เขาได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการปิดฉากดราม่าทางการเมืองครั้งสำคัญ

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องอาศัยกลไกการตรวจสอบที่โปร่งใสเพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่น ต่อจากนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการทำงานในตำแหน่งใหม่ของท่านจะมีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคต

ที่มา – “จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช” อดีตบิ๊ก ตร. ฉลุยเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

“ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัย บี้พิพัฒน์

“ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน เป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทย เมื่อนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแสดงจุดยืนเด็ดขาดต่อปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบผู้สูงอายุโดยตรง พร้อมเรียกร้องให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ชี้แจงกรณีการกักตุนน้ำมันที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

“ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.23 น. วันที่ 14 เมษายน 2567 ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล เจตจอมทอง กรุงเทพฯ ตัวแทนพรรคประชาชนอย่าง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และนายณัฐชา ได้เข้าร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ควรเต็มไปด้วยความสุข แต่กลับถูกบดบังด้วยปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง

นายณัฐชา เน้นย้ำว่า ช่วงสงกรานต์ปีนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือผู้สูงวัยกว่า 14 ล้านคนทั่วประเทศ ที่ต้องเผชิญค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ขาดแคลนและแพงมหาศาล สืบเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง การเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอีก 100 บาทต่อเดือน มองว่าไม่เพียงพอและไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

ปัญหาน้ำมันดีเซลขาดแคลนกระทบผู้เดินทางกลับภูมิลำเนา

ประชาชนที่เดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์ต้องเจอปัญหาเติมน้ำมันยากลำบาก ทุกครั้งที่แวะปั๊ม นึกถึงความรับผิดชอบของรัฐบาล โดยเฉพาะนายพิพัฒน์ที่ถูกมอบหมายจากนายกฯ ให้ดูแลเรื่องนี้ แต่จนถึงบัดนี้ยังเงียบไม่ชี้แจง หลังถูกอภิปรายในสภาเรื่อง “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมันเก็งกำไร สร้างส่วนต่างราคา ส่งผลให้ราคาพุ่งและขาดตลาด

  • ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูง: จากสถานการณ์โลกและการกักตุนภายใน
  • น้ำมันขาดแคลน: โดยเฉพาะช่วงที่ประชาชนใช้รถเดินทางมากที่สุด
  • ผลกระทบผู้สูงวัย: ค่าครองชีพเพิ่ม ไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด
  • การอภิปรายในสภา: นายรังสิมันต์ โรม เผยหลักฐานคลังน้ำมันที่หายไป

นายณัฐชากล่าวว่า รัฐบาลต้องออกมาชี้แจงชัดเจนว่า ไอ้โม่งกักตุนกับผู้ปราบปรามต่างหากหรือไม่ หากเงียบต่อไป ประชาชนจะเข้าใจว่ารัฐบาลมีส่วนด้วย โดยเฉพาะนายพิพัฒน์ที่ถูกพาดพิงถึงความสัมพันธ์กับเจ้าของคลังน้ำมันที่ถูกกล่าวหา หลักฐานในสภาเปิดเผยจุดที่คลังน้ำมัน น้ำมันหายไปช่วงขาดแคลน แล้วขายออกเมื่อราคาขึ้น

เรียกร้องให้นายพิพัฒน์ตอบสังคม

ในที่เกิดเหตุ นายณัฐชา ย้ำว่า อย่าฉวยเทศกาลสงกรานต์มาตีเนียน ต้องขีดเส้นชัดเจน ขอให้พูดคุยกับประชาชน แก้ปัญหาช่วงเดินทางสูงสุด นอกจากนี้ ยังขอให้นายกรัฐมนตรีกำชับ รมว.ที่อ้างว่าเป็นคนเก่ง มาจัดการสถานการณ์ให้คลี่คลาย เป็นของขวัญปีใหม่ไทย

ประเด็น “ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน สะท้อนปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ผู้สูงวัยซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของสังคม ควรได้รับการดูแลที่เข้มแข็งกว่านี้ ไม่ใช่แค่เพิ่มเบี้ยเล็กน้อย การกักตุนน้ำมันไม่เพียงกระทบราคา แต่ยังสะเทือนความเชื่อมั่นในรัฐบาล

จากข้อมูล สงครานต์ 2567 มีผู้เดินทางกว่า 20 ล้านคน สร้างความต้องการน้ำมันมหาศาล หากไม่แก้ไข วิกฤตจะยืดเยื้อ สังคมไทยต้องการความโปร่งใสจากผู้บริหาร เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก

สุดท้าย “ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน เป็นเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านที่ประชาชนรอฟังคำตอบ คุณคิดว่ารัฐบาลควรจัดการอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ที่มา – “ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน

แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2: นายกฯ ชมอภิปรายดี

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องร้อนๆ ในวงการการเมืองไทยกันดีกว่า นั่นคือ แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 ที่กำลังเป็นที่จับตามองของทุกคน โดยเฉพาะท่าทีของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ดูจะมั่นใจสุดๆ หลังจากอภิปรายวันแรกผ่านไปแบบราบรื่น มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 นายกฯ อนุทินยิ้มแย้มเข้าสภา

เมื่อเวลา 09.16 น. วันที่ 10 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภาใหม่เอี่ยม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเข้าประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระด่วนเพื่อแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา สีหน้านายกฯ ดูยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนพร้อมลุยเต็มที่เลยครับ

ผู้สื่อข่าวที่รอจับภาพอยู่แน่นๆ ก็ไม่พลาดที่จะถามถึงภาพรวมของการอภิปรายในวันแรก นายกรัฐมนตรีตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “ดีครับ” แล้วก็รีบเดินเข้าห้องประชุมทันที ไม่มีทีท่าว่าจะขยายความเพิ่มเติม เหมือนเก็บท่าทีไว้ก่อน

สรุปภาพรวมอภิปรายวันแรกในแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2

สำหรับวันแรกของการแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ใช้เวลาอภิปรายไปทั้งหมดประมาณ 17 ชั่วโมง จากเวลาทั้งหมดที่จัดสรรไว้ 32 ชั่วโมง 30 นาที ยังเหลือเวลาอีกกว่า 15 ชั่วโมงให้อภิปรายต่อในวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้าย

มาดูรายละเอียดการใช้เวลาแบบละเอียดยิบกันเลยครับ:

  • นายกรัฐมนตรี: ใช้ไปกว่า 1 ชั่วโมง เหลือประมาณ 21 นาที
  • คณะรัฐมนตรี: ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง 20 นาที เหลือกว่า 4 ชั่วโมง 30 นาที
  • สว. (วุฒิสภา): ใช้ไปกว่า 2 ชั่วโมง เหลือ 1 ชั่วโมง 40 นาที
  • ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล: ใช้เกือบ 4 ชั่วโมง เหลือกว่า 1 ชั่วโมง 40 นาที
  • ส.ส. ฝ่ายค้าน: ใช้เกือบ 8 ชั่วโมง เหลือกว่า 6 ชั่วโมง 30 นาที
  • ประธานสภา: ใช้ประมาณ 31 นาที เหลือประมาณ 28 นาที

จากตัวเลขเหล่านี้ จะเห็นว่าฝ่ายค้านยังมีเวลาอภิปรายเหลือเพียบเลยครับ คงมีดุเดือดต่อแน่นอน ส่วนฝ่ายรัฐบาลดูจะจัดการเวลาได้ดี

นายกฯ งดสัมภาษณ์สื่อเป็นวันที่ 3 แล้ว

ที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ นี่เป็นวันที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ หลังจากมีภาวะวิกฤตพลังงานรุมเร้า ดูเหมือนว่านายกฯ จะโฟกัสที่การประชุมสภาเป็นหลัก เก็บไพ่ในมือไว้ก่อน

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะกำหนดทิศทางประเทศในช่วงข้างหน้า โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และพลังงานที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ ฝ่ายค้านคงไม่ปล่อยให้ผ่านง่ายๆ แน่นอน

จากที่ติดตามมาจะเห็นว่ารัฐบาลพยายามนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน เช่น การแก้ปัญหาค่าครองชีพ การกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด และการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน แต่การอภิปรายวันแรกก็เผยให้เห็นจุดอ่อนหลายจุดที่ฝ่ายค้านจวกหนัก

วันนี้เป็นวันสุดท้าย คงต้องรอฟังนโยบายตอบโต้จากรัฐบาล และการโหวตความไว้วางใจต่อไป ทุกอย่างกำลังเข้มข้นมาก!

ส่วนตัวผมมองว่าท่าที “ดีครับ” ของนายกฯ แสดงถึงความมั่นใจ รัฐบาลนี้น่าจะเตรียมการมาดี สภาจะโหวตผ่านหรือไม่ ต้องรอติดตามครับ สุดท้ายแล้ว นโยบายต้องลงสู่ประชาชนจริงๆ ถึงจะสำเร็จ

คุณคิดยังไงกับ แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 ครั้งนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 นายกฯ รับภาพรวมอภิปรายวันแรกดี ยังเก็บท่าที หลังงดสัมภาษณ์แล้ว 3 วัน

“อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าร้อนๆ วันนี้เรามีเรื่องฮาๆ มาอัปเดตกันกับเหตุการณ์ล่าสุดที่ “อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตพูดถึงกันสนั่นโซเชียล!

“อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจช่วงเช้า ก็เจอสื่อมวลชนรุมล้อมทันที เจ้าหน้าที่แจ้งว่าพี่ใหญ่จะให้สัมภาษณ์ที่ห้องโถง แต่สุดท้าย “อนุทิน” สับขาหลอก เดินอ้อมผ่านวงสื่อตรงไปที่รถเลย สั้นๆ แค่ว่า “ต้องรีบไปแถลงที่ ปปง.” ชุลมุนกันนิดๆ แต่ฮาสุดๆ

สื่อไม่ยอมแพ้ ถามถึงดราม่าที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายในสภา พาดพิงว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้มีแต่ “ลูกเทพ” จะทำงานจริงจังได้เหรอ? คำตอบจาก “อนุทิน” มาแบบอารมณ์ดีสุดๆ “ก็ลูกเทพ ไม่มีลูกมาร” โอ้ย มุกนี้แซ่บมาก! ทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดทันที ชาวเน็ตแชร์กันรัวๆ

บริบทเบื้องหลัง “อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

ย้อนดูบริบท พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชอบสไตล์ตรงไปตรงมา อภิปรายแรงๆ มาตลอด ส่วน “อนุทิน” ก็เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า จากพรรคภูมิใจไทย ที่ขึ้นแท่นนายกฯ หลังการเลือกตั้งล่าสุด คำว่า “ลูกเทพ” อาจหมายถึงบุคคลที่ถูกมองว่ามีแบ็คกราวด์ดีๆ แต่ “อนุทิน” สวนกลับแบบกวนๆ ว่าไม่มี “ลูกมาร” หรือคนชั่วร้ายผสม แสดงถึงความมั่นใจในทีมงานชุดนี้

นอกจากนี้ สื่อยังถามถึงความสัมพันธ์กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พรรคกล้าธรรม ที่เพิ่งทักทายกันในสภา ว่ายังเป็นเพื่อนดีกันอยู่มั้ย? แต่ “อนุทิน” ไม่ตอบตรงๆ หันไปบอกสื่อว่า “Car Pool” เพราะชวนนายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งรถยนต์ไฟฟ้าไปด้วยกัน แบบกรีนๆ สไตล์นายกฯ สมัยใหม่!

  • เหตุการณ์เกิดที่รัฐสภา 9 เม.ย. 2569
  • “อนุทิน” เลี่ยงสัมภาษณ์ แต่สวนมุกฮาเรื่อง “ลูกเทพ”
  • ชวนปลัด มท. Car Pool ด้วยรถ EV
  • เชื่อมโยงดราม่าอภิปรายของ “เสรีพิศุทธ์”

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่ผสมผสานระหว่างดราม่าและอารมณ์ขัน นายกฯ “อนุทิน” แสดงให้เห็นถึงสไตล์การรับมือสื่อที่คล่องแคล่ว ไม่เครียดกับคำวิจารณ์ แต่ตอบโต้ด้วยมุกตลกที่จดจำง่าย ทำให้ภาพลักษณ์ดูเข้าถึงง่ายขึ้น

ในมุมกว้างขึ้น คำพูดนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความสามัคคีใน ครม. ชุดปัจจุบัน ที่ถูกมองว่ามีบุคลากรคุณภาพสูง แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้าน แต่ “อนุทิน” ยืนยันว่าไม่มีปัญหาภายใน ทีมนี้พร้อมลุยงานพัฒนาประเทศต่อไป

สำหรับแฟนข่าวการเมืองอย่างเราๆ คงต้องจับตาดูต่อไปว่านโยบายของ ครม. ชุด “ลูกเทพ” นี้จะออกมาอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องมหาดไทยและเศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรง

คุณคิดยังไงกับมุกนี้? ลูกเทพหรือลูกมารกันแน่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกดราม่าร้อน!

ที่มา – “อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

“วันนอร์” ถก ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 10-11 ธ.ค.นี้

“วันนอร์” บรรจุแล้ว ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง 10-11 ธ.ค.นี้ จ่อนัดประชุมวิป 3 ฝ่ายกำหนดกรอบแบ่งเวลา

วันที่ 4 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้บรรจุวาระการนัดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ วันที่ 10-11 ธ.ค. เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสอง ระหว่างวันที่ 10-11 ธ.ค. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวว่า วิป 3 ฝ่าย นัดหารือถึงการเตรียมความพร้อมประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 8 ธ.ค. เท่าที่ประเมินคิดว่า ระยะเวลา 2 วัน น่าจะเพียงพอในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสอง แม้จะมีประเด็นพิจารณาค่อนข้างมาก และมีกมธ.สงวนความเห็นไว้ทุกมาตรา แต่บางมาตราที่มีการแก้ไข แต่ได้ปรับเนื้อหาตามกัน ส่วนการกำหนดกรอบเวลาวาระสอง ว่า แต่ละฝ่ายจะได้เวลาอภิปรายเท่าใด ยังไม่สามารถกำหนดได้ ต้องรอหารือในวิป 3 ฝ่าย

“วันนอร์” บรรจุแล้ว ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง 10-11 ธ.ค.นี้

การประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสองที่จะมีขึ้นในวันที่ 10-11 ธันวาคมนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อน และส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการเมืองและสังคมไทย ดังนั้น การพิจารณาในครั้งนี้จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ให้ความสำคัญกับการประชุมครั้งนี้เป็นอย่างมาก โดยได้บรรจุวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ในวาระการประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้ร่วมกันพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ความพร้อมของวิป 3 ฝ่าย

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้กล่าวถึงความพร้อมในการประชุมร่วมรัฐสภา โดยวิป 3 ฝ่ายจะมีการนัดหารือเพื่อเตรียมความพร้อมในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ เพื่อกำหนดกรอบเวลาในการอภิปรายและพิจารณารายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แม้ว่าจะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาค่อนข้างมาก และมีกรรมาธิการสงวนความเห็นไว้ในทุกมาตรา แต่ทางวิปรัฐบาลเชื่อมั่นว่า ระยะเวลา 2 วัน น่าจะเพียงพอต่อการพิจารณา เนื่องจากบางมาตราที่มีการแก้ไขได้มีการปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกันแล้ว อย่างไรก็ตาม การกำหนดกรอบเวลาในการอภิปรายของแต่ละฝ่ายยังไม่สามารถสรุปได้ และจะต้องรอการหารือในวิป 3 ฝ่ายอีกครั้ง

การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทาง เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพิจารณา จะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การประชุมเพื่อพิจารณา “วันนอร์” บรรจุแล้ว ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง 10-11 ธ.ค.นี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

ติดตามความคืบหน้าของการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ “วันนอร์” บรรจุแล้ว ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง 10-11 ธ.ค.นี้ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดและความคืบหน้าของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง มาร่วมกันติดตามและให้กำลังใจผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ที่มา – “วันนอร์” บรรจุแล้ว ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง 10-11 ธ.ค.นี้

Scroll to top