การออกเสียงประชามติ

“แสวง” สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เลือกตั้ง 8 ก.พ. ต้องพร้อม

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการออกเสียงประชามติที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเป็นที่จับตามองของประชาชนทั่วประเทศ หลังจากเกิดปัญหาในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุด “แสวง” สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. ต้องพร้อม ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกคำสั่งกำชับอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยและโปร่งใส

“แสวง” สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. ต้องพร้อม ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานข้อบกพร่องสำคัญในการติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. หน้าหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงาน กกต. และอาจกระทบสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครด้วย เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงาน กกต. นายแสวงได้ส่งข้อความทางไลน์กลุ่มไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกแห่ง โดยย้ำให้ตรวจสอบความเรียบร้อยทุกหน่วย โดยเฉพาะการติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ทุกคนในเขตนั้นๆ ให้ครบถ้วนก่อนวันเลือกตั้ง

ปัญหาจากการเลือกตั้งล่วงหน้าทำให้เกิดเสียงวิจารณ์หนัก เนื่องจากประชาชนบางส่วนไม่สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้สมัครได้อย่างถูกต้อง สร้างความไม่เชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง การสั่งการครั้งนี้จึงเป็นมาตรการป้องกันที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิมในการเลือกตั้งทั่วไปและประชามติครั้งนี้

ข้อความสั่งการเต็มจากนายแสวง บุญมี

“ท่าน ผอ. ครับ ด้วยมีข้อบกพร่องในการติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. หน้าหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 69 ทำให้เกิดความเสียหายกระทบต่อภาพลักษณ์ของ สนง. และอาจกระทบต่อสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วยก็ได้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีกในวันที่ 8 ก.พ. 69 ในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ในวันจัดหน่วยเลือกตั้ง ให้ตรวจสอบว่าในทุกหน่วยเลือกตั้งได้มีการติดรายชื่อผู้สมัครทุกคนในเขตเลือกตั้งนั้นเรียบร้อยแล้ว และให้รายงานและยืนยันมาพร้อมกับการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง ภายในวันและเวลาที่ด้านบริหารเลือกตั้ง (ดบล) กำหนด ทั้งนี้ จะให้ ดบล มีหนังสือสั่งการไปอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (4 ก.พ.) แล้วสำนักงาน กกต. จะแถลงข่าวความพร้อมเย็นวันที่ 7 ก.พ. 69 จะแถลงเรื่องนี้ว่า ได้มีการติดรายชื่อผู้สมัครทุกคนของทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งเรียบร้อยก่อนวันเลือกตั้งแล้ว เลขาธิการ กกต.”

สิ่งที่ กกต. จังหวัดต้องเตรียมพร้อม

เพื่อให้การเลือกตั้งและประชามติวันที่ 8 ก.พ. 2569 ผ่านพ้นไปด้วยดี สำนักงาน กกต. ได้กำหนดแนวทางชัดเจน โดยมีรายการหลักที่ต้องตรวจสอบดังนี้:

  • การติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ทุกคนในทุกหน่วยเลือกตั้ง ต้องครบถ้วนและชัดเจน
  • ตรวจสอบเครื่องมือและอุปกรณ์เลือกตั้งให้พร้อมใช้งาน
  • ประสานงานกับเจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้งเพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอย
  • รายงานผลการตรวจสอบกลับไปยังด้านบริหารงานเลือกตั้ง (ดบล.) ตามกำหนด
  • เตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ฝูงชนหนาแน่นหรือปัญหาทางเทคนิค

นอกจากนี้ สำนักงาน กกต. จะจัดการแถลงข่าวความพร้อมในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เพื่อยืนยันว่าทุกหน่วยได้ติดรายชื่อผู้สมัครครบถ้วนแล้ว ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้

การเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติในปี 2569 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทาง政治ของประเทศ ปัญหาจากเลือกตั้งล่วงหน้าทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของ กกต. แต่คำสั่งของนายแสวงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไข หากทำได้ดี จะช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์และปกป้องสิทธิประชาชน ประชาชนควรเตรียมตัวโดยตรวจสอบบัตรประชาชนและสถานที่เลือกตั้งล่วงหน้า

ในมุมมองของผู้เขียน “แสวง” สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. ต้องพร้อม ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นก้าวสำคัญที่แสดงความรับผิดชอบ การที่ กกต. ยอมรับข้อผิดพลาดและแก้ไขทันที จะช่วยให้การเลือกตั้งครั้งนี้โปร่งใสและยุติธรรมยิ่งขึ้น ชาวเน็ตและประชาชนควรให้กำลังใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งของคุณในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เพื่อเสียงที่ดังของประชาชน! ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งและ政治อัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา

ที่มา – “แสวง” สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. ต้องพร้อม ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า

กกต. ออกแถลงการณ์ ส่งกำลังใจให้ กปน. หลังวิจารณ์

ในช่วงที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและออกเสียงประชามติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ออกแถลงการณ์ ส่งกำลังใจให้ กปน. หลังจากที่การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนและสื่อต่างๆ ว่ามีความวุ่นวาย บกพร่อง และบางส่วนกล่าวหาว่าอาจมีทุจริต กกต. ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อชื่นชมและให้กำลังใจแก่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ

กกต. ออกแถลงการณ์ ส่งกำลังใจให้ กปน. หลังเลือกตั้งล่วงหน้าถูกวิจารณ์

กกต. ออกแถลงการณ์ ส่งกำลังใจให้ กปน.

แถลงการณ์ของกกต. เน้นย้ำถึงบริบทที่เกิดขึ้นหลังพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 โดยกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปและวันออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกัน การเลือกตั้งล่วงหน้ามีผู้ใช้สิทธิ์จำนวนมาก แต่กลับถูกวิจารณ์ว่าการจัดการไม่เรียบร้อย กปน. ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และจิตอาสาประชาชนในพื้นที่กว่า 20,000 คนทั่วประเทศ ต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาล กกต. เข้าใจดีว่าพวกเขาอาจรู้สึกท้อแท้ แต่ยืนยันว่าทุกคนทำหน้าที่เต็มที่เพื่อความสุจริตและเที่ยงธรรม

กกต. ชื่นชมความเสียสละของกปน. และผู้ปฏิบัติงานที่ช่วยจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จลุล่วงท่ามกลางความคาดหวังสูงจากประชาชน แถลงการณ์ยังระบุว่าการปฏิบัติงานอาจมีข้อบกพร่องบ้างตามปกติ แต่ย้ำชัดเจนว่าจะไม่มีการสนับสนุนหรือส่งเสริมการทุจริตเด็ดขาด โดยเฉพาะในวันเลือกตั้งหลักที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะมีผู้ปฏิบัติงานรวมกว่า 1,500,000 คนทั่วประเทศ

แถลงการณ์กกต. ส่งกำลังใจกปน. เลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์

สาเหตุวิจารณ์เลือกตั้งล่วงหน้าและการตอบโต้ของกกต.

การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 1 ก.พ. 2569 เจอปัญหาหลายอย่าง เช่น คิวยาว เอกสารไม่พร้อม และข้อกล่าวหาบางหน่วยว่ามีการทุจริต ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียและสื่อหลัก กกต. ออกแถลงการณ์ ส่งกำลังใจให้ กปน. เพื่อย้ำว่าพวกเขาเป็นจิตอาสาที่มีส่วนร่วมสำคัญในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย แม้จะมีข้อผิดพลาด แต่โดยรวมคือความทุ่มเทที่ควรได้รับการยกย่อง

ย้ำวัน 8 ก.พ. 2569 จะสุจริต โปร่งใส 100%

กกต. มั่นใจว่าวันเลือกตั้งจริงและประชามติ 8 ก.พ. จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริต และโปร่งใส โดยขอขอบคุณกปน. จากวันล่วงหน้าและส่งกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเตรียมพร้อม พวกเขาย้ำว่าพลังความร่วมมือของประชาชนคือหัวใจของประชาธิปไตยไทย

  • ชื่นชมกปน. และจิตอาสา: ทุ่มเท เสียสละ แรงกายแรงใจ
  • รับทราบข้อบกพร่อง: อาจเกิดได้ แต่ไม่ใช่ทุจริต
  • มั่นใจวันหลัก: 1.5 ล้านคนปฏิบัติงาน สุจริตโปร่งใส
  • ส่งกำลังใจ: เพื่อแผ่นดินและประชาธิปไตย

การออกแถลงการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของกกต. ในการรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง แม้จะถูกวิจารณ์ แต่ก็เป็นโอกาสในการปรับปรุงเพื่อวันสำคัญ 8 ก.พ. ที่จะกำหนดอนาคตประเทศไทย

ความเห็นส่วนตัว: การส่งกำลังใจเช่นนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะกปน. คือฮีโร่เงียบที่ทำให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป หวังว่าทุกคนจะร่วมมือกันทำให้เลือกตั้งครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดี

CTA: อย่าลืมไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเสียงของเราจะดังก้องทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – กกต. ออกแถลงการณ์ ส่งกำลังใจให้ กปน. หลังเลือกตั้งล่วงหน้าถูกวิจารณ์ ย้ำ 8 ก.พ. สุจริต โปร่งใส

กกต. สั่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อตผิดพลาดเลือกตั้ง

กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งใหญ่และประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กำลังจะมาถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้มีมติสำคัญในการประชุมล่าสุด เพื่อเร่งรัดการตรวจสอบข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า และปัญหาการเบิกเงินจำนวนมหาศาลจากนิติบุคคล ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า

ในการประชุม กกต. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.30 น. สำนักงาน กกต. ได้สรุปรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้าให้ที่ประชุมทราบ โดยมีแนวทางแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในการเลือกตั้งใหญ่และการออกเสียงประชามติที่กำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์หน้า นอกจากนี้ ยังมีการรายงานข้อมูลการเบิกเงินผิดปกติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งสำนักงาน กกต. กำลังตรวจสอบมูลเหตุและความเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง โดย กกต. กำชับให้ฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการโดยด่วน

ปัญหาความผิดพลาดในการเลือกตั้งล่วงหน้า

ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้ามีหลายประการ เช่น การปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ไม่ปิดเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครบางเบอร์ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงข้อผิดพลาดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้สมัคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ส่งข้อความในกลุ่มไลน์สำนักงาน กกต. ถึงเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยระบุว่าข่าวที่นำเสนอทำให้สำนักงานและตัวเขาเองเสียหายอย่างมาก และเรื่องนี้ “คงไม่จบลงง่ายๆ” จึงสั่งการให้ กกต. จังหวัดที่เกี่ยวข้องรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็ว พร้อมให้สำนักประชาสัมพันธ์ถอดเทปกรณีต่างๆ เพื่อติดตามและรายงานต่อ กกต.

การตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองและเบิกเงินบิ๊กล็อต

ที่ประชุม กกต. ยังไม่ได้พิจารณาข้อสังเกตจากคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของ 51 พรรคการเมืองที่ใช้เงินพรรคในการโฆษณาหาเสียง ส.ส. โดยจะนำเข้าประชุมวันที่ 3 กุมภาพันธ์ต่อไป สำหรับการเบิกเงินบิ๊กล็อตนั้น กกต. มองว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จึงสั่งเร่งตรวจสอบข้อมูลจาก ธปท. เพื่อหาความเชื่อมโยง

  • สรุปรายงานปัญหาเลือกตั้งล่วงหน้าและแนวทางแก้ไข
  • ตรวจสอบข้อมูลเบิกเงินผิดปกติจากนิติบุคคล
  • กำชับฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการ
  • สั่ง กกต. จังหวัดรายงานชี้แจงความผิดพลาด
  • ถอดเทปข่าวเพื่อติดตามทุกประเด็น

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของ กกต. ในการรักษาความโปร่งใสและเป็นธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยไทย การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และปัญหาที่เกิดขึ้นหากไม่แก้ไขทันที อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการเลือกตั้งหลัก

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองมองว่า การสั่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อตจะช่วยป้องกันการฟอกเงินหรือการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปัญหาคงตัวในอดีต โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลจากธนาคารช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วขึ้น กกต. จึงต้องใช้โอกาสนี้แสดงศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

สำหรับประชาชนที่สนใจติดตาม สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ กกต. อย่างเป็นทางการ เพื่อให้เข้าใจกระบวนการเลือกตั้งมากขึ้น และอย่าลืมไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งใหญ่และประชามติ เพื่อเสียงของเราจะดังและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของ กกต. ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามทุจริต หากดำเนินการได้ผล จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างมาก

ที่มา – กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า

กกต. ยันไม่เปลี่ยนหน่วยเลือกตั้ง คิดมาดีเพื่อประชาชน

กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย เตือนพรรคการเมืองและผู้สมัคร สส. อย่าหาเสียงผิดกฎหมาย หลังพบการร้องเรียนใส่ร้ายและข่มขู่จำนวนมาก

เมื่อวันที่ 16 มกราคม เวลา 09.30 น. ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีทนายความยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง เรื่องรูปแบบหน่วยเลือกตั้งซ้ำซ้อนว่า ได้ทราบข่าวการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว และประชาชนมายื่นเรื่องที่สำนักงานเช่นกัน การจัดหน่วยออกเสียงประชามติของสำนักงานฯ ได้คำนึงถึงหลักกฎหมายและเจตจำนงของประชาชนในการออกเสียง หลักการแรกคือการรักษาเจตจำนงของประชาชนในการลงคะแนนให้เป็นไปตามเสียงของประชาชน หลักการที่สองคือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน และหลักการที่สามคือการบริหารจัดการให้เกิดความเรียบร้อย ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราคำนึงถึงในการออกแบบหน่วยเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นข้อคิดเห็นที่ยื่นต่อศาลปกครองหรือที่สำนักงานฯ เราได้พิจารณาในทุกรูปแบบแล้ว และเห็นว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่างกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะเราใช้บังคับกฎหมาย 2 ฉบับพร้อมกัน ทั้งการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในหน่วยเดียวกัน จึงคิดว่าการออกแบบเช่นนี้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว และขอยืนยันตามนี้

กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย

นายณรงค์ ยืนยันว่าการออกแบบหน่วยเลือกตั้งได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานฯ และคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ แต่สุดท้ายเราก็เลือกแบบที่เผยแพร่ คือจัดหน่วยในบริเวณเดียวกัน โดยรับบัตรเลือก สส. ก่อน แล้วจึงไปลงประชามติ ซึ่งคิดว่าจะไม่เกิดความสับสน และเป็นการอำนวยความสะดวก และในกรณีที่มีการเลือก สส. ล่วงหน้าไปแล้ว และมารอทำประชามติอย่างเดียว เราจะมีช่องทางให้ทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยแยกไม่ต้องเดินผ่านตรงที่มีการเลือก สส. คิดว่ามีความชัดเจน และป้องกันการสับสน อีกทั้งเราทำแบบจำลองในการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติแล้ว และจะเริ่มเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบ ทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น เชื่อว่าไม่ได้มีข้อยุ่งยากหรือเกิดความสับสนอะไร

กกต. ย้ำ ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง มั่นใจประชาชนไม่สับสน

สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ กกต. และสำนักงาน กกต. จะต้องดูบริบทของสังคม โดยประธาน กกต. กล่าวว่า มองว่ามีการแข่งขันที่สูงขึ้น ดูจากพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครจำนวนมาก ทาง กกต. ให้นโยบายในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อยากสื่อสารไปยังพรรคการเมืองว่า ในการหาเสียง ขอให้ท่านหาเสียงโดยนโยบาย หรือในเชิงบริหาร และเชิญชวนให้ประชาชนออกมาเลือกพรรคของตัวเอง การหาเสียงที่ผิดกฎหมายไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษกับท่านเอง เช่น การหาเสียงใส่ร้ายและการข่มขู่ ขณะนี้มีคนมาร้องเรียนแล้ว ซึ่ง กกต. กำลังดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ กกต. ก็ได้ออกระเบียบ ซึ่งกรรมการและอนุกรรมการก็ได้ประชุมกันในเรื่องนโยบายพรรค ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินและงบประมาณ ซึ่งจะต้องส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ในเรื่องประโยชน์และแหล่งที่มาของเงิน โดยภาพรวมก็ยังไม่ได้รับรายงานอะไรที่เป็นประเด็น และอยากให้คงการหาเสียงแบบนี้ไว้

เมื่อถามว่ามีการหาเสียงที่ดุเดือด กกต. จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า ได้ประชุมกับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศแล้ว โดยให้นโยบายว่าต้องทำงานเชิงรุก กฎหมายให้อำนาจ กกต. ในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความสุจริต ซึ่งคงจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว และเบื้องต้นก็ได้มีการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งมีทุกจังหวัด จังหวัดละ 6-8 คน โดยทำหน้าที่ติดตามข่าวในเรื่องการหาเสียง ว่ามีการหาเสียงที่รุนแรงหรือผิดกฎหมายหรือไม่

นอกจากนั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ และการนับคะแนนการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ว่า คนไทยในต่างประเทศที่ไปใช้สิทธิที่จะถ่ายภาพการนับคะแนนและบรรยากาศการใช้สิทธิได้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ต้องไม่ไปรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งไม่ควรที่จะไปถ่ายภาพในลักษณะจ้องถ่ายที่ทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าเหมือนถูกจับผิด นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือในการรณรงค์ออกเสียงประชามติ กฎหมายประชามติให้การคุ้มครองเรื่องของการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่การแสดงความคิดเห็นนั้นจะต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ขณะนี้มีบรรยากาศการรณรงค์ที่เหมือนไปกดดันให้บุคคลตอบว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งถ้าเป็นบุคคลสาธารณะประชาชนก็ให้ความสนใจ แต่การจี้หรือไปบังคับให้เขาตอบอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องพิจารณาว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นหรือไม่

นายแสวง ยังกล่าวถึงการรวมคะแนน การลงคะแนน และการประกาศผลว่า มีคนตั้งข้อสังเกตว่า กกต. อาจไม่โปร่งใสในช่วงของการลงคะแนน โดยหลักการทำงานของ กกต. มี 4 หลัก คือ 1. ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ 2. อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน 3. หลักการมีประสิทธิภาพของการมีส่วนร่วม เงินฝากทุกสตางค์ที่มาจ่ายงบประมาณ 4. การมีส่วนร่วม ซึ่งประชาชนอาจไม่เห็นว่าเราทำอะไรแต่เราทำบนหลักนี้ทุกเรื่อง การรายงานผลคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงให้กับผู้สมัคร จะต้องลงให้ตรงกับที่เราไปประกาศผล นี่คือความโปร่งใสซึ่งจะมีขั้นตอนในการตรวจสอบ ในชั้นหน่วย เขต จังหวัด และ กกต. ว่าทุกคะแนนตรงกับเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ ครั้งนี้เราได้ร่วมกับสื่อในการรายงานผล โดยจะรายงานตั้งแต่คะแนนแรกที่ออกมา ทั้ง สส. และประชามติ คาดว่าไม่เกิน 23.00 น. จะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการ ยืนยันว่าเราทำงานด้วยความโปร่งใส และหน้าหน่วยก็จะมีการติดรายละเอียดการใช้สิทธิของผู้มีสิทธิในหน่วยนั้น และผลคะแนนที่นับได้ในหน่วยนั้นด้วย พร้อมกับจะมีการส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวเข้ามาที่จังหวัดและลงในระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ผู้สังเกตการณ์และพรรคการเมืองก็สามารถถ่ายรูปเอกสารดังกล่าว และสามารถตรวจสอบของหน่วยเลือกตั้งอื่นทั่วประเทศได้ในระบบคอมพิวเตอร์

กกต. ยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอน คำนึงถึงสิทธิของประชาชนและความโปร่งใสเป็นสำคัญ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ที่มา – กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย

รทสช.ย้ำ! “เลือกตั้ง-ประชามติ” ต้องใช้สิทธิ

“ศศิกานต์” รองโฆษก รทสช. ย้ำลงทะเบียนล่วงหน้า “เลือกตั้ง-ประชามติ” ต้องไปใช้สิทธิให้ครบ พลาดวันเดียวถูกตัดสิทธิการเมือง 2 ปี

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า จากการประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำหนดให้มีการลงทะเบียนขอใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักร รวมถึงการออกเสียงประชามติ ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 นั้น พบว่าประชาชนจำนวนมากยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับขั้นตอนและวันเวลาในการไปใช้สิทธิ จึงขอเน้นย้ำกำหนดการสำคัญเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวให้พร้อม โดยการใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้าในครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 วัน คือ

  1. วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ล่วงหน้า สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนนอกเขตเลือกตั้ง หรือนอกราชอาณาจักรไว้
  2. วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติ สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตพื้นที่ไว้

ประชาชนที่ได้ทำการลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้าไว้ทั้งสองส่วน จำเป็นต้องเดินทางไปลงคะแนนให้ครบทั้ง 2 วัน หากผู้ที่มีชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนนอกเขตไว้ ไม่เดินทางไปใช้สิทธิในวันออกเสียงประชามติ คือ วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และไม่ได้ดำเนินการแจ้งเหตุจำเป็น หรือแจ้งความประสงค์ งดออกเสียง ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด จะส่งผลให้ผู้นั้นถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองเป็นระยะเวลานานถึง 2 ปี

รทสช.ย้ำ! “เลือกตั้ง-ประชามติ” ต้องใช้สิทธิ

การพลาดการใช้สิทธิเพียงครั้งเดียวในการเลือกตั้งและประชามติ อาจนำมาซึ่งผลกระทบต่อสิทธิทางการเมืองของคุณอย่างมาก ดังนั้นการเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในกระบวนการเลือกตั้ง รวมถึงการออกเสียงประชามติจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

พรรครวมไทยสร้างชาติเน้นย้ำถึงความสำคัญของการไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งและประชามติ เพื่อให้เสียงของทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ การที่ประชาชนแต่ละคนออกมาใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ จะทำให้เกิดการตัดสินใจที่สะท้อนความต้องการของสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง

ทำไมการ “เลือกตั้ง-ประชามติ” ถึงสำคัญ?

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่ประชาชนเลือกผู้แทนของตนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เพื่อออกกฎหมายและบริหารประเทศ การออกเสียงประชามติก็เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ช่วยให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสำคัญต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม ทั้งสองกระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

การใช้สิทธิในการเลือกตั้งและประชามติ ไม่ได้เป็นเพียงการทำตามหน้าที่พลเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และการมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน การที่ประชาชนละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับการใช้สิทธิของตนเอง อาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ไม่เป็นไปตามความต้องการของสังคมส่วนใหญ่ และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ดังนั้น การที่พรรครวมไทยสร้างชาติออกมาเน้นย้ำให้ประชาชนไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งและประชามติ จึงเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิและหน้าที่ของตนเอง และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์และมีความหมาย

อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของท่าน เตรียมตัวให้พร้อม และไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งและประชามติ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทยของเรา

ที่มา – รองโฆษก รทสช. ย้ำ “เลือกตั้ง-ประชามติ” ต้องไปใช้สิทธิให้ครบ พลาดวันเดียวถูกตัดสิทธิการเมือง 2 ปี

กกต. ประกาศวันออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. 69

กกต. ออกประกาศวันออกเสียงประชามติ วันเดียวกับวันเลือกตั้ง ยันต้องไปใช้สิทธิ 8 ก.พ. 69 เท่านั้น เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการออกเสียงประชามติครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กำหนดให้ วันออกเสียงประชามติ ตรงกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ใหม่เป็นการทั่วไป นั่นคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดให้นายกรัฐมนตรีหารือร่วมกับ กกต. ในการกำหนดวันออกเสียงประชามติ

สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวระบุว่า หากการเลือกตั้ง สส. ใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการออกเสียงประชามติ สามารถกำหนดให้ วันออกเสียงประชามติ และวันเลือกตั้งเป็นวันเดียวกันได้ เพื่อความสะดวกและประหยัดงบประมาณ กกต. จึงได้ออกระเบียบรองรับการดำเนินการดังกล่าว ขณะนี้ระเบียบดังกล่าวกำลังรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้

กกต. ประกาศวันออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. 69

สำนักงาน กกต. ยืนยันว่า การออกเสียงประชามติครั้งนี้จะไม่มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า เนื่องจาก พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ กำหนดให้การออกเสียงประชามติกระทำในวันเดียวกันทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน จะมีการเปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ดังนั้น ประชาชนที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดหนึ่ง แต่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในอีกจังหวัดหนึ่ง สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตได้ โดยไม่ต้องเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาของตนเอง

รายละเอียดการลงทะเบียนออกเสียงประชามติ

กกต. จะประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตให้ประชาชนทราบต่อไป เมื่อระเบียบ กกต. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ คาดว่าระยะเวลาในการเปิดระบบให้ลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขต จะใกล้เคียงหรือคาบเกี่ยวกับการลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตและนอกราชอาณาจักรสำหรับการเลือกตั้ง สส.

  • ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งของคุณได้ที่เว็บไซต์ของ กกต.
  • เตรียมหลักฐานที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียน เช่น บัตรประชาชน
  • ติดตามข่าวสารและประกาศจาก กกต. อย่างใกล้ชิด

การออกเสียงประชามติเป็นสิทธิและหน้าที่ของประชาชนทุกคน อย่าลืมไปใช้สิทธิของท่านใน วันออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศ

การที่ กกต. กำหนดให้วันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. นั้น ถือเป็นแนวทางที่ช่วยประหยัดงบประมาณและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการออกเสียงประชามติ และออกมาใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มที่

ที่มา – กกต. ออกประกาศวันออกเสียงประชามติ วันเดียวกับวันเลือกตั้ง ยันต้องไปใช้สิทธิ 8 ก.พ. 69 เท่านั้น

กกต.เตือน! ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

กกต. ยืนยันความพร้อมจัดทำประชามติ ควบคู่ไปกับการลงคะแนนเลือกตั้งทั่วประเทศ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เตือนพรรคการเมืองว่าสามารถหาเสียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนเวทีประชามติต้องห้ามการหาเสียง หากไม่ระมัดระวังอาจเสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดทำประชามติว่า รัฐบาลได้ส่งหนังสือมายัง กกต. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม เรื่องการขอให้ กกต. จัดทำประชามติ ตามมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ 2564 โดยมีรายละเอียดสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ เหตุผลความจำเป็น สาระสำคัญของเรื่องที่จะทำประชามติ และงบประมาณตามกฎหมายที่กำหนด เพื่อให้ กกต. เตรียมเอกสารที่จะส่งให้กับประชาชน

ทั้งนี้ กระบวนการประชามติยังไม่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ 100% และต้องรออีก 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศวันออกเสียงประชามติ ซึ่งคาดว่าจะตรงกับวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์ กกต. ได้ให้ข้อมูลกับรัฐบาลไปแล้วว่าสามารถจัดประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งได้ กกต. มีความพร้อม แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล

เลขาธิการ กกต. ยังได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งและการรณรงค์การออกเสียงประชามติ การหาเสียงคือการที่พรรคการเมืองหาคะแนนนิยมเพื่อให้ประชาชนเลือกผู้สมัครหรือพรรคของตนเอง แต่การทำประชามติคือการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของประเด็นที่จะทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หน่วยงานที่ให้ กกต. จัดทำประชามติ ได้ส่งข้อมูลมาเพื่อให้ กกต. เผยแพร่ให้กับประชาชนตามมาตรา 15 และจะมีการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

นายแสวง กล่าวย้ำว่า การหาเสียงเป็นการเสนอแนวทางและนโยบายของพรรค แต่เวทีประชามติคือเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของประเด็นที่จะทำประชามติ ไม่ใช่เวทีหาเสียง ข้อมูลที่ส่งมาตามมาตรา 15 ต้องเป็นกลาง และ กกต. จะต้องจัดเวทีแสดงความคิดเห็นให้มีความทัดเทียมกันทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้สมัคร สส. หรือตัวแทนพรรคการเมืองสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ นายแสวงอธิบายว่าข้อมูลที่รัฐบาลส่งมา หรือข้อมูลที่สภาจัดทำ จะต้องไม่ชี้นำ แต่จะต้องให้ข้อมูลที่เป็นกลางเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของประเด็นประชามติ ตามมาตรา 15 ในขณะที่การให้ข้อมูลกับประชาชน ฝ่ายที่เห็นชอบก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นด้วย ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวไปในอีกทางหนึ่ง

ดังนั้น ในส่วนของการทำประชามติ จะมี 2 ส่วน คือ ส่วนของข้อมูลและส่วนของความคิดเห็น ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติสากล ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัคร สส. สามารถนำประเด็นประชามติไปใช้ในการหาเสียงได้ แต่หากเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ กสทช. จะดูแลสื่อของรัฐและสื่อเอกชนให้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน และสำนักงาน กกต. จะทำความเข้าใจเรื่องนี้กับสื่อมวลชนและประชาชนไปพร้อมกัน

เมื่อถามว่า ในเวทีปราศรัยหาเสียง พรรคการเมืองสามารถบอกได้หรือไม่ว่าประชาชนควรจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการทำประชามติ นายแสวง กล่าวว่า พรรคสามารถบอกได้ว่านโยบายของพรรคเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่าเป็นการหาเสียง แต่ในเวทีประชามติ ผู้ที่พูดจะต้องไม่ใช่พรรคการเมือง แต่เป็นตัวแทนของฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นประชามติ

หากพรรคการเมืองต้องการแสดงความคิดเห็นในเวทีประชามติ จะต้องลงทะเบียนเป็นฝ่ายเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้น การหาเสียงของพรรคจึงทำได้เพียงการเสนอว่า พรรคมีนโยบายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ หากล้ำเส้นก็จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

“ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องระมัดระวัง และต้องพิจารณาว่าขณะที่พูด กำลังอยู่ในเวทีกรอบกฎหมายเลือกตั้ง หรืออยู่ในเวทีกรอบการทำประชามติ” นายแสวง กล่าวย้ำ

เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงกรณี ครม. เตรียมหารือเรื่องคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติว่า กกต. ขอเวลาพิจารณารายละเอียดในหนังสือที่ ครม. ส่งมาก่อน แต่โดยหลักกฎหมายแล้ว อำนาจในการกำหนดคำถามเป็นของหน่วยงานที่ส่งเรื่องมาให้ทำประชามติ ไม่ใช่ กกต.

ส่วนงบประมาณในการจัดทำประชามติ หากไม่รวมกับการจัดการเลือกตั้ง จะใช้งบประมาณใกล้เคียงกับการเลือกตั้ง เนื่องจากมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 53 ล้านคน หากแยกกันทำจะต้องใช้งบประมาณประมาณหมื่นล้านบาท แต่หากจัดพร้อมกัน จะใช้งบประมาณประมาณ 8 พันล้านบาท

กกต.เตือน! ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

สิ่งที่ผู้สมัคร สส. ต้องระวังเกี่ยวกับการแสดงความเห็นต่อประชามติ

จากคำเตือนของ กกต. นี้ ผู้สมัคร สส. และพรรคการเมืองควรระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเข้าข่ายชี้นำประชาชนและผิดกฎหมายเลือกตั้ง การทำความเข้าใจข้อกำหนดและขอบเขตที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – กกต.เตือนผู้สมัคร สส. ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

กกต.ยัน! ไม่มีประชามติล่วงหน้า เลือกตั้งวันไหนยังไม่ชัด

กกต. ชี้ยังไม่ชัดประชามติ กาพร้อมเลือกตั้ง สส. หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐสภา-ครม. แต่หากเลื่อนยุบสภาอาจกระทบวันทำประชามติ พร้อมยันไม่มีกระบวนการลงคะแนนประชามติล่วงหน้า

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการกกต. กล่าวถึงกรอบเวลาในการจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ว่า เวลานี้ กกต. ไม่อาจบอกได้ว่า การทำประชามติจะเกิดขึ้นหรือไม่ เกิดขึ้นเมื่อไร หรืออย่างไร ขึ้นอยู่กับว่ารัฐสภาและคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้ง กกต. มาเมื่อใด รวมถึงไม่อาจบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมการเลือกตั้ง สส. หรือไม่ เพราะไม่ทราบว่าจะยุบสภาเมื่อไร ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กำหนดให้วันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป หรือวันเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระได้ แต่ต้องไม่เร็วกว่า 60 วัน และไม่ช้ากว่า 150 วัน นับแต่วันที่ กกต.ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภาหรือวันที่ ครม.มีมติ แล้วแต่กรณี

จากกรอบเวลาเดิมที่มีกำหนดยุบสภาในวันที่ 31 ม.ค. และกำหนดให้ 29 มี.ค.เป็นวันเลือกตั้งพร้อมการจัดทำประชามตินั้น แต่เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป โจทย์ของเราคือยุบสภาวันไหน และรัฐสภาแจ้งให้มีการทำประชามติเมื่อไร ต้องนำ 2 อย่างนี้มาผนวกกัน เพื่อดูว่าต้องใช้เวลาตามกฎหมายเท่าใด ซึ่งไม่ใช่อำนาจของ กกต. ไม่สามารถก้าวล่วงรัฐบาลหรือรัฐสภาได้

ว่าที่ ร.ต. ภาสกร ย้ำว่า กกต.มีหน้าที่รับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำและ กกต. จะแจ้งให้ประชาชนทราบเท่านั้น รวมถึงการดูแลกระบวนการจัดทำประชามติพร้อมการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่พร้อมกัน กกต. ก็ต้องมีความพร้อมดำเนินการอยู่ดี

หากยึดตามไทม์ไลน์เดิมว่า รัฐบาลยุบสภาปลายเดือนมกราคม และจัดการเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค.นั้น ตอนนี้จะเหลือเวลาให้รัฐบาลดำเนินการและแจ้งต่อ กกต. เท่าใด ว่าที่ร้อยตรี ภาสกรกล่าวว่า วันเลือกตั้งอย่างช้าคือ 29 มี.ค. ดังนั้น รัฐสภาต้องแจ้งมาก่อนภายใน 60 วัน และยังมีขั้นตอนที่ กกต. ต้องนำข้อมูลไปแจ้งให้ประชาชนอีก จึงมีเงื่อนเวลาที่บีบมาพอสมควร ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน โดยคาดว่าเพื่อให้เป็นไปตามกรอบเวลาเดิม อย่างช้ารัฐบาลต้องแจ้ง กกต. มาภายในประมาณ 15 ธ.ค. ซึ่งเป็นการกำหนดคร่าวๆ ตามแผนเดิม แต่ในความเป็นจริงยังมีเวลาเพียงพออยู่ตามกฎหมายประชามติ

ส่วนหากเกิดอุบัติเหตุยุบสภาวันที่ 12 ธ.ค. นี้ จะส่งผลให้การเลือกตั้ง สส. และการจัดทำประชามติไม่สามารถทำวันเดียวกันหรือไม่นั้น ว่าที่ร้อยตรีภาสกร กล่าวว่า กกต. ไม่สามารถตอบได้ ซึ่งหากลองไล่เวลาดูว่า ในระยะเวลาภายใน 45 วัน และไม่เกิน 60 วันนั้น จะตรงกับวันไหน ยังไม่นับที่รัฐสภาจะต้องแจ้งมายัง กกต. ก่อน ซึ่ง กกต. ไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องคิด

ขณะที่หากมีการยุบสภาก่อนกำหนดที่รัฐสภาได้ลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะยังสามารถจัดทำประชามติโดยถามคำถามเดียวก่อนได้หรือไม่ แทนที่จะเป็น 2 คำถามพร้อมกันในครั้งเดียวตามแผนเดิม ว่าที่ร้อยตรี ภาสกรกล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ โจทย์อยู่ที่ไม่ว่าจะกี่คำถาม แต่คำถามนี้เป็นอำนาจของ ครม. และของรัฐสภา

กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง

ว่าที่ร้อยตรีภาสกร ยังกล่าวถึงข้อเสนอของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ที่เสนอให้สำนักงาน กกต. พิจารณาจัดการออกเสียงประชามติล่วงหน้านอกเขตผ่านทางไปรษณีย์ โดยให้ประชาชนลงทะเบียนพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้านอกเขตนั้น ว่า กกต. ตระหนักถึงการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เราต้องดำเนินการบนพื้นฐานของกฎหมาย กฎหมายให้ทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ กกต. ก็จะมีช่องทาง แต่พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ เขียนไว้ค่อนข้างชัดว่า การออกเสียงประชามติให้กระทำได้ในวันเดียวกันทั่วประเทศ นั้นหมายความว่าไม่มีกระบวนการในการลงคะแนนล่วงหน้า ดังนั้นการออกเสียงประชามติผ่านทางไปรษณีย์ถือว่าเป็นการออกเสียงล่วงหน้า กฎหมายมีข้อจำกัดอยู่ ส่วนเหตุผลที่ทำไมการเลือกตั้ง สส. สามารถออกเสียงล่วงหน้าได้ เนื่องจากกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าสามารถลงคะแนนล่วงหน้าได้ 

อย่างไรก็ตามการเลือกต่างประเทศจะไม่เหมือนเรา ให้อำนาจเอกอัครราชทูตในการกำหนดวิธีการและเวลา ซึ่งอาจมีการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. ผ่านทางไปรษณีย์ แต่ยังนับคะแนนไม่ได้ เพราะมีเงื่อนไขต้องนับคะแนนภายใน 48 ชั่วโมง หลังการลงคะแนนเลือกตั้งภายในประเทศสิ้นสุดลง

กกต. ยืนยันชัดเจน ประชามติล่วงหน้าไม่มี!

จากข้อมูลล่าสุด กกต. ยืนยันว่า กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของการทำประชามติในประเทศไทย การที่ กกต. ยังไม่สามารถระบุวันที่ชัดเจนสำหรับการลงคะแนนเสียง ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ประชาชนหลายคนอาจสงสัยว่า การที่ กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง จะส่งผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศอย่างไร การที่ไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้าอาจทำให้ประชาชนบางส่วนที่ไม่สามารถเดินทางไปลงคะแนนในวันจริง เสียสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำคือ ติดตามข่าวสารจาก กกต. อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมสำหรับการลงคะแนนเสียงเมื่อมีการประกาศวันที่ชัดเจนออกมา การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนในการลงประชามติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ในขณะที่ กกต. กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ต่างๆ สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐสภา ครม. และ กกต. ร่วมมือกันเพื่อให้การทำประชามติเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้เสียงของประชาชนทุกคนได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียมกัน กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง

Scroll to top