การเก็บกู้ระเบิด

ชายวัย 52 เห็นกระบะเอาของมาทิ้ง หวังค้นหาทองกลับเจอระเบิด

เชื่อเลยว่าใครที่ชอบของเก่าหรือของมือสองคงต้องเคยมีโมเมนต์ที่หวังจะเจอสมบัติล้ำค่ากันบ้าง แต่วันนี้มีเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี เมื่อชายวัย 52 เห็นกระบะเอาของมาทิ้ง หวังค้นหาทองกลับเจอระเบิดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถือเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีว่าของที่ดูไม่มีค่าในกองขยะ อาจซ่อนอันตรายร้ายแรงที่เราคาดไม่ถึงเอาไว้ครับ

เหตุการณ์ระทึกเมื่อชายวัย 52 เห็นกระบะเอาของมาทิ้ง หวังค้นหาทองกลับเจอระเบิด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในชุมชนสัมพันธ์นำชัย จ.ชลบุรี ขณะที่ชาวบ้านกำลังใช้ชีวิตตามปกติ นายสมชาย อายุ 52 ปี ได้สังเกตเห็นรถกระบะคันหนึ่งนำของมากองทิ้งไว้ข้างถังขยะ ด้วยความหวังดีหรืออาจจะด้วยความโชคชะตา นายสมชายจึงเข้าไปสำรวจดูว่ามีของอะไรที่พอจะเก็บไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง จนกระทั่งไปเจอพระเครื่องและเหรียญเก่าเข้า เลยคิดว่าอาจจะมีทองคำซ่อนอยู่ข้างใน แต่สิ่งที่เขาหยิบขึ้นมากลับทำให้ต้องขนลุก

จุดเริ่มต้นของการค้นหาที่เปลี่ยนเป็นความกลัว

หลังจากที่เขาพยายามรื้อค้นห่อผ้า เขาก็ไปพบกับวัตถุรูปร่างลักษณะคล้ายระเบิดสีดำสนิท ในตอนนั้นเองที่ชายวัย 52 เห็นกระบะเอาของมาทิ้ง หวังค้นหาทองกลับเจอระเบิดเข้าจังๆ โชคดีที่ไหวพริบดี รีบเอาไปวางที่เดิมและรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทันที หากวินาทีนั้นระเบิดเกิดทำงานขึ้นมา รัศมีการทำลายล้าง 50 เมตรรอบจุดเกิดเหตุอาจสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล

  • ระเบิดแสวงเครื่อง: เป็นวัตถุที่ดัดแปลงขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ
  • อันตรายที่มองไม่เห็น: ระเบิดประเภทนี้มีทั้งแสงวาบและเสียงดังที่อันตรายต่อดวงตาและระบบการได้ยิน
  • หลักปฏิบัติเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย: ห้ามสัมผัส รีบถอยห่าง และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ทางเจ้าหน้าที่ชุด EOD ยืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่ของเล่น แต่มันคือระเบิดแสวงเครื่องที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง การที่นายสมชายรอดมาได้ถือว่าโชคดีสุดๆ ต่อไปนี้เวลาเห็นถุงขยะหรือกองของทิ้งไว้ อย่าชะล่าใจหยิบมาค้นสุ่มสี่สุ่มห้านะครับ เพราะบางครั้ง “ทอง” ที่เราตามหา อาจกลายเป็น “ระเบิด” ที่พรากชีวิตเราไปได้ง่ายๆ

ที่มา – ชายวัย 52 เห็นกระบะเอาของมาทิ้ง หวังค้นหาทองกลับเจอระเบิด รีบวิ่งหนีตายโทรแจ้งตำรวจ

คนร้ายลอบบึม สังหารเจ้าหน้าที่ ฉก.นราฯ แต่เดาเส้นทางผิด ทหารรอดตาย

เหตุการณ์ คนร้ายลอบบึม สังหารเจ้าหน้าที่ ฉก.นราฯ แต่เดาเส้นทางผิด ทหารรอดตาย สร้างความฮือฮาในพื้นที่ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา คนร้ายวางแผนร้ายอย่างแนบเนียน แต่พลาดท่าเพราะคาดเดาเส้นทางของเจ้าหน้าที่ทหารผิด ทำให้ระเบิดที่ฝังไว้กลายเป็นแค่หลุมใหญ่กลางถนน โดยไม่มีใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โชคดีมากสำหรับเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจนราธิวาส (ฉก.นราฯ) ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่มอบธงชาติให้โรงเรียนในพื้นที่

คนร้ายลอบบึม สังหารเจ้าหน้าที่ ฉก.นราฯ แต่เดาเส้นทางผิด ทหารรอดตาย

รายละเอียดของเหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณถนนมุ่งหน้าเชิงเขาหมู่บ้านไอร์จะเซ็ง ม.6 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เวลาประมาณ 11.50 น. คนร้ายได้เจาะผิวถนนฝังระเบิดแสวงเครื่องที่บรรจุในถังแก๊สปิกนิกขนาด 25 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยแบตเตอรี่และสายไฟยาวเข้าไปในป่ารกทึบสองข้างทาง แผนการคือดักสังหารเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังเดินทางไปมอบธงชาติไทยให้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่

แต่เจ้าหน้าที่ฉก.นราฯ ซึ่งตระหนักถึงความเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนใต้ ได้เลือกใช้เส้นทางอื่นที่ปลอดภัยกว่าตอนไป และตอนกลับก็ยังไม่ใช่เส้นนี้ คนร้ายที่ซุ่มรอเห็นไม่มีเป้าหมายจึงตัดสินใจกดชนวนทิ้ง สร้างหลุมระเบิดลึก 1 เมตร กว้าง 3 เมตร กลางถนนแทน เจ้าหน้าที่อย่าง พ.อ.ณัฎฐพล สุนทรนนท์ ผบ.ฉก.ทพ.49 และ พ.ต.อ.วีระศักดิ์ พอแสละ ผกก.สภ.จะแนะ ร่วมกับทีมเก็บกู้ระเบิดและกองพิสูจน์หลักฐาน รุดตรวจสอบในวันถัดไป (22 ก.พ.) หลังเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยก่อน

สาเหตุที่คนร้ายพลาดเป้าและทหารรอดตาย

พ.ต.อ.วีระศักดิ์ เปิดเผยว่า คนร้ายน่าจะเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ชอบลอบโจมตีเจ้าหน้าที่รายวัน การวางระเบิดครั้งนี้แสดงถึงความซับซ้อนในการประกอบและติดตั้ง แต่ความผิดพลาดในการคาดเดาเส้นทางทำให้แผนล้มเหลว เจ้าหน้าที่เก็บเศษระเบิดและชิ้นส่วนถังแก๊สเป็นหลักฐานเพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดต่อไป

  • ระเบิดแสวงเครื่อง 25 กก. ในถังปิกนิก
  • จุดชนวนด้วยแบตเตอรี่และสายไฟยาว
  • หลุมระเบิดขนาดใหญ่แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ
  • เจ้าหน้าที่ใช้เส้นทางปลอดภัย ทำให้รอดตาย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงสถานการณ์ความมั่นคงในภาคใต้ที่ยังตึงเครียด แม้เจ้าหน้าที่จะรอดตาย แต่ก็สะท้อนถึงภัยคุกคามที่ยังคงมีอยู่ การทำงานของทหารและตำรวจต้องอาศัยความระมัดระวังสูงสุด เช่น การเปลี่ยนเส้นทางและการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังพบว่าพื้นที่ป่ารกทึบสองข้างทางเป็นจุดเสี่ยงที่คนร้ายอาจซุ่มโจมตีเพิ่ม เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น การใช้โดรนลาดตระเวนและหน่วยทหารพรานกองร้อย 4902 เข้าเคลียร์พื้นที่

บทเรียนจากเหตุคนร้ายลอบบึมครั้งนี้

จากกรณี คนร้ายลอบบึม สังหารเจ้าหน้าที่ ฉก.นราฯ แต่เดาเส้นทางผิด ทหารรอดตาย ทำให้เห็นว่าความฉลาดในการวางแผนของเจ้าหน้าที่เป็นกุญแจสำคัญในการเอาชีวิตรอด ผู้บัญชาการและทีมงานสมควรได้รับการยกย่อง นอกจากนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ควรแจ้งเบาะแสเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ปราบปรามกลุ่มก่อความไม่สงบ

สุดท้ายนี้ ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ และหวังว่าสถานการณ์ในภาคใต้อาจดีขึ้นในอนาคต หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที หรือติดตามข่าวสารความมั่นคงจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – คนร้ายลอบบึม สังหารเจ้าหน้าที่ ฉก.นราฯ แต่เดาเส้นทางผิด ทหารรอดตาย

ตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา! อย่าเชื่อข่าวปลอมอพยพ

รัฐบาลย้ำกองทัพยังตรึงกำลังแนวที่มั่น 11 พื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา วางรั้วลวดหนามรักษาอธิปไตย หากถูกรุกล้ำตอบโต้ทันที อย่าเชื่อข่าวปลอมให้อพยพ เร่งสำรวจซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนเสียหาย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามาแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตยของไทย ประเด็นสำคัญคือการตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา

ขณะที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังตรวจพบกับระเบิดที่ลักลอบเข้ามาวางในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชานำมาวางไว้ ซึ่งเป็นการผิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวาที่ห้ามใช้กับระเบิดบุคคล ถือเป็นการละเมิดระดับโลกอย่างร้ายแรง และรัฐบาลไทยจะดำเนินการต่อคณะกรรมการสนธิสัญญาออตตาวา เพื่อให้ดำเนินการกับกัมพูชาต่อไป

พร้อมกันนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชารับข้อตกลงหยุดยิง 2 ข้อ ที่รัฐบาลไทยเคยเสนอไว้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศมาเลเซีย คือ 1. การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์รวมทั้งยาเสพติด และ 2. การเก็บกู้ทุนระเบิดที่วางไว้

ส่วนการเดินทางกลับภูมิลำเนาของพี่น้องประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากมีเหตุการณ์ใดๆ รัฐบาลจะดำเนินการแจ้งให้ทราบ ผ่านเครือข่ายองค์กรปกครองท้องถิ่นและกองทัพทันที ทั้งนี้ ขอให้ตรวจสอบข่าวอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล เนื่องจากวานนี้ (13 สิงหาคม) มีการปล่อยข่าวปลอมออกมาอย่างต่อเนื่องว่า ให้อพยพออกจากพื้นที่

“รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่มีสถานการณ์ใดๆ พี่น้องประชาชนที่กลับภูมิลำเนาสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ส่วนพี่น้องประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา หากพบวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที”

ตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา หากรุกล้ำตอบโต้ทันที รัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวปลอมอพยพ

ทางด้าน นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคาร เพื่อซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัด จากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้นพบบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ จำนวน 307 หลัง, สถานที่ราชการ (โรงเรียน โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล วัด) จำนวน 7 แห่ง, สถานที่เอกชน (ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ) จำนวน 2 แห่ง, ปศุสัตว์ (วัว กระบือ แพะ ไก่) จำนวน 39 ตัว และสิ่งสาธารณประโยชน์ (ถนน) จำนวน 1 แห่ง การดำเนินการเรื่องการตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นไปอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ กรมโยธาฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 7 จังหวัด ได้ประสานความร่วมมือมอบหมายให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกรมโยธาฯ ร่วมกับวิศวกรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และวิศวกรอาสาของเอกชนในพื้นที่ สำรวจตรวจสอบประเมินสภาพความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมออกแบบและประมาณราคาค่าซ่อมแซมตามระเบียบของราชการ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมอย่างเร่งด่วน โดยได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานความมั่นคงเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกรณีบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายทั้งหลัง กรมโยธาฯ ออกแบบอาคารไว้กว่า 10 แบบ เพื่อให้ประชาชนพิจารณาในการก่อสร้างทดแทนหลังเก่า ซึ่งทั้งราคาและขนาดจะมีความใกล้เคียงกับหลังเดิม คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน และเมื่อทำการสำรวจความเสียหายเสร็จสิ้น จะนำข้อมูลสรุปผลความเสียหายพร้อมประมาณราคาซ่อมแซมทั้งหลังให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดไปพิจารณางบประมาณเยียวยาต่อไป

“ภารกิจซ่อมแซมบ้าน มุ่งหวังให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาใช้ชีวิตมีที่อยู่อาศัยตามปกติ โดยรัฐบาลเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้ง 7 จังหวัดชายแดน ให้มีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงและปลอดภัย”

สถานการณ์ล่าสุด: กองทัพตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลและกองทัพกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

(แฟ้มภาพ)

ที่มา – กองทัพตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา หากรุกล้ำตอบโต้ทันที รัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวปลอมอพยพ

Scroll to top