การเจรจาการค้า

นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส ต่อยอดนำเข้าวัตถุดิบดันแฟรนไชส์ไทยในตลาดยุโรป

เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อได้เห็นข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลไทยในการบุกตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการที่ นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส ต่อยอดนำเข้าวัตถุดิบดันแฟรนไชส์ไทยในตลาดยุโรป ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้สินค้าและบริการของไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส ต่อยอดนำเข้าวัตถุดิบดันแฟรนไชส์ไทยในตลาดยุโรป อย่างไร?

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อท่านนายกฯ ได้หารือร่วมกับผู้บริหารบริษัทเอกชนไทยชั้นนำในกรุงปารีส เพื่อรับฟังปัญหาและหาจุดเชื่อมโยงในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลมีแผนชัดเจนที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายและการเงินเข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจา FTA หรือการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจาก EXIM Bank ได้ง่ายขึ้น เพื่อการขยายธุรกิจให้กว้างไกลกว่าเดิม

โอกาสทองของร้านอาหารไทยเมื่อ นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส ต่อยอดนำเข้าวัตถุดิบดันแฟรนไชส์ไทยในตลาดยุโรป

ปัญหาหนึ่งที่คนไทยในต่างแดนพบเจอก็คือ รสชาติอาหารไทยในบางร้านที่ดัดแปลงจนขาดความเป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นการที่รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนให้คนไทยได้ทำธุรกิจแฟรนไชส์อาหารไทยโดยตรง จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ดังนี้:

  • การันตีความอร่อย: รสชาติไทยแท้ที่ปรุงโดยคนไทยจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอาหารไทยทั่วโลก
  • เพิ่มยอดส่งออกวัตถุดิบ: เมื่อร้านแฟรนไชส์ขยายตัว ความต้องการวัตถุดิบจากประเทศไทยก็จะสูงขึ้น ช่วยเหลือเกษตรกรไทยได้โดยตรง
  • การสร้างงาน: เปิดโอกาสให้คนไทยในยุโรปได้มีรายได้และสร้างธุรกิจที่มั่นคง

นอกจากนี้ ในฝั่งของภาครัฐได้เตรียมหารือกับทางธนาคารเพื่อออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพสามารถนำแบรนด์ไปปักธงในตลาดระดับโลกได้อย่างสง่างาม นี่ถือเป็นการเปลี่ยนเกมที่น่ายกย่อง เพราะนอกจากจะสร้างรายได้เข้าประเทศแล้ว ยังเป็นการส่งออก Soft Power ของไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในตลาดระดับสากลอีกด้วย

ในฐานะคนไทย ผมเชื่อว่าหากโครงการนี้ได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง แบรนด์ร้านอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจากบ้านเราจะกลายเป็นที่ชื่นชอบของชาวยุโรปอย่างแน่นอน การมีภาครัฐที่คอยเป็นพี่เลี้ยงและผลักดันเช่นนี้ คือหัวใจสำคัญของการสร้างความสำเร็จให้กับผู้ประกอบการไทยในต่างแดนครับ

ที่มา – นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส ต่อยอดนำเข้าวัตถุดิบดันแฟรนไชส์ไทยในตลาดยุโรป

“อนุทิน” เซ็นตั้ง “วีระพงษ์ ประภา” นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้อ่านที่ชื่นชอบข่าวการเมืองและเศรษฐกิจไทย วันนี้เรามีอัปเดตข่าวร้อนๆ จากแวดวงรัฐบาล ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือเรื่อง “อนุทิน” เซ็นตั้ง “วีระพงษ์ ประภา” นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการเสริมทีมเจรจาการค้าของไทยในเวทีโลก

“อนุทิน” เซ็นตั้ง “วีระพงษ์ ประภา” นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

ตามรายงานเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 104/2569 เรื่องการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ออกเลยทีเดียว โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย

ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งทั้งหมด 3 ท่าน ได้แก่

  • นางนงนุช เพ็ชรรัตน์
  • นายชุตินทร คงศักดิ์
  • นายวีระพงษ์ ประภา

ทั้งสามท่านจะเข้ามารับผิดชอบการเจรจาและผลักดันผลประโยชน์ทางการค้าของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญมากในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวหลังโควิด-19 และการแข่งขันทางการค้ารุนแรง

ประวัติและบทบาทของนายวีระพงษ์ ประภา

ที่ทำให้ข่าวนี้ฮือฮาเป็นพิเศษคือชื่อของนายวีระพงษ์ ประภา ซึ่งเคยมีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมืองและการค้า เขาเคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และที่สำคัญคือเคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในสมัยของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร โดยรับผิดชอบการเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกา การกลับมาของเขาครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการรับมือกับการค้าสำคัญเหล่านี้

ผู้แทนการค้าไทยมีบทบาทอย่างไร? โดยพื้นฐานแล้ว ตำแหน่งนี้คือตัวแทนของรัฐบาลไทยในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) การแก้ไขข้อพิพาททางการค้า และการส่งเสริมการส่งออก ในยุคที่ไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นฮับเศรษฐกิจอาเซียน การมีทีมที่แข็งแกร่งแบบนี้จะช่วยให้ไทยได้เปรียบในการแข่งขันกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรืออินโดนีเซีย

ความสำคัญของการแต่งตั้งนี้ต่อเศรษฐกิจไทย

การเคลื่อนไหวของนายอนุทินครั้งนี้มาพร้อมกับบริบทเศรษฐกิจที่ท้าทาย ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการส่งออกที่ชะลอตัวจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน และผลกระทบจากราคาน้ำมันโลก การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิอย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคการค้าต่างประเทศ นอกจากนี้นายวีระพงษ์ยังมีความเชี่ยวชาญในการเจรจากับ EU ซึ่งไทยกำลังผลักดัน FTA กับกลุ่มนี้ เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าไทย เช่น อาหารแปรรูป ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์

ไม่ใช่แค่นายวีระพงษ์เท่านั้น แต่สองท่านที่เหลืออย่างนางนงนุชและนายชุตินทร ก็มีประวัติการทำงานที่แข็งแกร่งในวงการเศรษฐกิจ คาดว่ารัฐบาลจะใช้ทีมนี้ในการประชุมนานาชาติที่กำลังจะมาถึง เช่น APEC หรือ WTO

จากมุมมองของผม การแต่งตั้ง “อนุทิน” เซ็นตั้ง “วีระพงษ์ ประภา” นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย นี้เป็นก้าวเชิงยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด เพราะนำคนเก่าที่มีเครือข่ายกว้างกลับมาเสริมทีม มันจะช่วยให้ไทยเจรจาได้มั่นใจขึ้น และหวังว่าจะนำไปสู่ข้อตกลงดีๆ ที่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้จริง

คุณคิดอย่างไรกับการแต่งตั้งครั้งนี้? มันจะช่วยเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน คอมเมนต์บอกกันได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “อนุทิน” เซ็นตั้ง “วีระพงษ์ ประภา” นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการประกาศ ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งเป็นข้อตกลงที่หลายคนรอคอยมานาน หลังจากเจรจายืดเยื้อหลายเดือน ข่าวนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ แต่ยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์พลังงานด้วย

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่าสหรัฐฯ และอินเดียบรรลุข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดกำแพงภาษีสินค้าอินเดียจาก 25% เหลือ 18% ทันที ขณะที่อินเดียสัญญาจะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย หันมาซื้อจากสหรัฐฯ มากขึ้น และอาจรวมถึงเวเนซุเอลา นอกจากนี้ อินเดียยังจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าอเมริกันในหมวดพลังงาน เทคโนโลยี เกษตรกรรม ถ่านหิน และอื่นๆ มูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์

ทรัมป์ยกย่องนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ว่าเป็น “มิตรสหายที่ดีที่สุด” และผู้นำที่ทรงอิทธิพล โดยระบุว่า “เราได้พูดคุยเรื่องการค้าและการยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ท่านโมดีตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งจะช่วยยุติสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนนับพันทุกสัปดาห์” ข้อตกลงนี้ยังรวมถึงการลดมาตรการกีดกันทางการค้าของอินเดียเหลือศูนย์ ทำให้สินค้า Made in India เข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ง่ายขึ้น

ปฏิกิริยาจากนายกรัฐมนตรีโมดี

ฝั่งอินเดีย นายโมดีโพสต์ยืนยันผ่าน X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า “ยินดีที่ผลิตภัณฑ์ Made in India ได้รับสิทธิลดภาษีเหลือ 18% ขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์” เขายังชื่นชมความเป็นผู้นำของทรัมป์ที่ช่วยส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่ง โดยระบุว่า “สองเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่และประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ร่วมมือกันจะปลดล็อกโอกาสมหาศาล”

ผลกระทบและบริบทเบื้องหลัง

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังอินเดียเพิ่งปิดดีลการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ซึ่งโมดีเรียกว่า “มารดาของข้อตกลงทั้งปวง” นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นปัจจัยเร่งให้สหรัฐฯ และอินเดียเร่งเจรจา ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย เพื่อแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในยุคที่รัสเซียถูกคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน อินเดียซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซีย การหันมาซื้อจากสหรัฐฯ จะช่วยลดแรงกดดันด้านพลังงานโลก

  • สหรัฐฯ ลดภาษีสินค้าอินเดียเหลือ 18% ทำให้ส่งออกเพิ่ม
  • อินเดียเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย สนับสนุนสหรัฐฯ ทางอ้อมในสงครามยูเครน
  • เพิ่มนำเข้าสินค้าอเมริกันมูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์
  • เสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับเศรษฐกิจไทยและอาเซียน ข้อตกลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยซึ่งส่งออกสินค้าไปอินเดียและสหรัฐฯ อาจได้ประโยชน์จากตลาดที่เปิดกว้างขึ้น แต่ต้องจับตาการแข่งขันจากสินค้าอินเดียที่ถูกลง

สุดท้าย ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย แสดงให้เห็นถึงสไตล์การทูตแบบ “ลงมือทำจริง” ของทรัมป์ ที่ผสมผสานการค้าเข้ากับ geopolitics ได้อย่างลงตัว ข้อตกลงนี้ไม่เพียงช่วยสหรัฐฯ แต่ยังเสริมสร้างเสถียรภาพโลก คุณคิดอย่างไรกับดีลนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

“ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ปมเจรจาการค้า

“ทูตรัศม์” ฉะ นายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสแต่ทำประเทศเสียหาย ถามจะรับผิดชอบความเสียหายนี้อย่างไร

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาแสดงความเห็นวิจารณ์อย่างรุนแรงต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีพูดจาท้าทายสหรัฐอเมริกา จนนำไปสู่การระงับการเจรจา กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว ซึ่งกรณีดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศฯ ที่ระบุว่ารองผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ แจ้งขอระงับการเจรจาชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขให้ฝ่ายไทยกลับไปให้คำมั่นที่จะร่วมมือตาม Joint Declaration อีกครั้ง

นายรัศม์ชี้ว่า ไม่ทันขาดคำนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ได้จัดให้ที่บัดนี้ผลเสียได้เกิดขึ้นจริงแล้ว จึงอยากถามถึงความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีต้องไปพูดจาท้าทายสหรัฐฯ มีประโยชน์ใดที่ต้องพูดเช่นนั้น ซึ่งคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงการมุ่ง “เอาใจกระแสสังคมบางส่วน” โดยไม่สนใจผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม ซึ่งแสดงถึง ความไม่รู้ ไม่เข้าใจบริบททางด้านการต่างประเทศ และนำมาซึ่งความเสียหายต่อประเทศ พร้อมทิ้งท้ายว่ายังไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบต่อความเสียหายนี้อย่างไร.

“ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับการเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสทำประเทศเสียหาย

จากกรณีที่นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของนายกรัฐมนตรีที่อาจนำไปสู่การระงับการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์และสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงนักการทูตและนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ผลเสียทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ การระงับการเจรจาการค้า ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยอีกด้วย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการระงับการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ:

  • การลดลงของปริมาณการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอเมริกา
  • ความเสียหายต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออก
  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดลง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียดขึ้น

ทำไมนายรัศม์ถึงออกมา “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ?

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อสหรัฐอเมริกานั้น เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ นายรัศม์ยังตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝงอยู่ โดยมุ่งหวังที่จะเรียกคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้สนับสนุนบางกลุ่ม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติโดยรวม การกระทำเช่นนี้จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ข้อเสนอแนะและทางออกสำหรับประเทศไทย:

  • รัฐบาลควรทบทวนท่าทีและแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
  • ควรให้ความสำคัญกับการเจรจาและการประนีประนอมเพื่อแก้ไขปัญหา
  • ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
  • ควรเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้มีประสบการณ์

การที่ “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สุดท้ายนี้ เราทุกคนควรตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับการเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสทำประเทศเสียหาย

ทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมเรแกน! รู้เลย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มอีก หลังรัฐออนแทริโอตัดทอนคำพูดบางส่วนของ อดีตประธานาธิบดี เรแกน มาใช้เพื่อต่อต้านมาตรการภาษีของนายทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 ว่า เขาจะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาจากแคนาดาขึ้นอีก หลังจากรัฐออนแทรีโอได้เผยแพร่โฆษณาต่อต้านภาษีของนายทรัมป์ โดยใช้ภาพของนาย โรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นายทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ เรียกโฆษณาว่าเป็นการฉ้อฉล และโจมตีเจ้าหน้าที่แคนาดาที่ไม่ยอมนำโฆษณาดังกล่าวออกก่อนการแข่งขันเบสบอลชิงแชมป์เวิลด์ซีรีส์

“เนื่องจากการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และการกระทำที่เป็นปรปักษ์ของพวกเขา ผมจึงเพิ่มภาษีต่อแคนาดาอีก 10% นอกเหนือจากที่พวกเขากำลังจ่ายอยู่ในขณะนี้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

ทั้งนี้ โฆษณาดังกล่าวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออนแทรีโอ นำคำพูดที่ว่า “ภาษีทำร้ายชาวอเมริกันทุกคน” ของอดีตประธานาธิบดีเรแกน ผู้มาจากพรรครีพับลิกันและเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษนิยมของสหรัฐฯ มาใช้เพื่อต่อต้านมาตรการภาษีของนายทรัมป์ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ โจมตีว่า นี่เป็นการเลือกเฉพาะส่วน และบิดเบือนคำพูดของเรแกน

โฆษณานี้ทำให้นายทรัมป์ประกาศถอนตัวจากการเจรจาการค้ากับแคนาดาเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) ส่งให้นาย ดั๊ก ฟอร์ด นายกรัฐมนตรีรัฐออนแทรีโอต้องรีบออกมากล่าวว่า เขาจะถอดโฆษณาดังกล่าวออกไป โดยย้ำว่า เขาตัดสินใจเช่นนี้หลังจากหารือกับนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แล้ว เพื่อให้การเจรจากลับมาดำเนินต่อได้

นายฟอร์ดกล่าวด้วยว่า โฆษณาดังกล่าวยังคงจะออกอากาศในช่วงสุดสัปดาห์ รวมถึงระหว่างการแข่งขันเบสบอลเวิลด์ซีรีส์ ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างทีมโทรอนโต บลู เจย์ส กับ ลอสแอนเจลิส ดอดเจอร์ส

อนึ่ง แคนาดาเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม G7 ที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มพยายามเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงลิ่วจากสินค้าของประเทศคู่ค้านทั้งหมดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีที่จะเก็บจากสินค้านำเข้าจากแคนาดาทั้งหมดไว้ที่ 35% แม้ว่าสินค้าส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ แต่สหรัฐฯ ยังกำหนดอัตราภาษีต่อสินค้าแคนาดาเฉพาะกลุ่มด้วย รวมถึง ภาษี 50% สำหรับเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียม และ 25% สำหรับรถยนต์

ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดายังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการตอบโต้แคนาดาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่รัฐออนแทริโอของแคนาดา นำคำพูดของอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน มาใช้ในการโฆษณาเพื่อต่อต้านนโยบายภาษีของทรัมป์ ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจเป็นอย่างมากและตัดสินใจตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มเติม

การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการค้าระลอกใหม่ได้ หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่ารัฐบาลแคนาดาจะตอบสนองต่อมาตรการนี้อย่างไร และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมากน้อยแค่ไหน

ผลกระทบจากการที่ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา

การที่ทรัมป์ประกาศ ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและอาจทำให้การลงทุนในแคนาดาลดลงได้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่จำกัดเฉพาะแคนาดาเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม เนื่องจากแคนาดาเป็นคู่ค้ารายสำคัญของหลายประเทศ การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าของแคนาดาอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าระหว่างประเทศได้

การที่ ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของนโยบายทางการค้าในยุคปัจจุบัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและการค้าได้ การทำความเข้าใจพลวัตเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจและบุคคลทั่วไป

ที่มา – ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

Scroll to top