การเจรจาทวิภาคี

“สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 44 และแผนที่ 1:200,000

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ล่าสุดนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรณีที่กัมพูชาเตรียมยื่นเรื่องต่อสหประชาชาติ (UN) เพื่อให้รับรอง “สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 44 และแผนที่ 1:200,000 โดยระบุว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่และไม่น่ากังวลแต่อย่างใด

“สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 44 และแผนที่ 1:200,000

นายสีหศักดิ์ได้ชี้แจงให้เห็นภาพว่า เอกสารและ MOU ต่างๆ นั้นมีการรับรองจากทางยูเอ็นอยู่แล้ว การเคลื่อนไหวของกัมพูชาในครั้งนี้จึงเป็นเพียงสิ่งที่เคยมีอยู่ ไม่ใช่ประเด็นใหม่ที่ไทยจะต้องตื่นตระหนก นอกจากนี้ยังย้ำว่า MOU 2544 ไม่ได้มีแค่เรื่องแผนที่ 1:200,000 เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของสนธิสัญญาและแผนที่ 1:50,000 ที่ไทยถือครองอยู่ ซึ่งเป็นการยืนยันสิทธิของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน

กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS

นอกจากประเด็นเอกสารแล้ว นายสีหศักดิ์ยังได้อธิบายถึงความคืบหน้ากรณีที่กัมพูชาพยายามดึงไทยเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตามกติกาของ UNCLOS โดยย้ำว่าไทยพร้อมเดินตามกระบวนการภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็ยังคงตั้งข้อสังเกตว่า “สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 44 และแผนที่ 1:200,000 แต่กัมพูชากลับเลือกที่จะปิดประตูการเจรจาทวิภาคี ทั้งที่การพูดคุยแบบทวิภาคีอาจนำไปสู่ทางออกที่ดีกว่าสำหรับปัญหาชายแดนทางบก

สิ่งที่น่าสนใจจากประเด็นนี้มีดังนี้:

  • ความมั่นใจของฝ่ายไทยว่าสามารถดูแลผลประโยชน์ของชาติได้ภายใต้กรอบกติกาโลก
  • ความพยายามของกัมพูชาที่เลือกใช้กลไกประนอมภาคบังคับแทนการเจรจา
  • ความห่วงใยเรื่องความเป็นกลางของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่อาจถูกดึงไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ในมุมมองของรัฐบาลไทย การยกเลิก MOU 2544 นั้นทำไปเพื่อให้เกิดการเริ่มต้นเจรจาใหม่ที่ทันสมัยและเป็นธรรมกว่าเดิม หลังจากที่ไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 20 ปี การที่กัมพูชาเมินเฉยต่อการพูดคุยทวิภาคีและมุ่งเน้นแต่การใช้กลไกต่างประเทศเข้ากดดัน จึงอาจเป็นการปิดโอกาสในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางบกด้วยตนเอง

ท้ายที่สุดแล้ว ความละเอียดอ่อนในสถานการณ์นี้ต้องการความรอบคอบและท่าทีที่หนักแน่น ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะยืนหยัดรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ โดยไม่หวั่นไหวต่อเกมการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น หวังว่าในอนาคตจะมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์มากกว่าการเผชิญหน้าบนเวทีโลก

ที่มา – “สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 43 – แผนที่ 1:200,000 ชี้ ไม่มีอะไรใหม่

“สีหศักดิ์” ชี้กัมพูชาปิดประตูเจรจาเอง ปม UNCLOS

“สีหศักดิ์” ชี้กัมพูชาปิดประตูเจรจาเอง หลังดึงไทยเข้า UNCLOS

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามอง สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาตอกย้ำจุดยืนของไทยในเวทีประชุมสุดยอดอาเซียน ณ กรุงมะนิลา ว่าทางฝั่งไทยนั้นมีความตั้งใจจริงที่จะเดินหน้าพูดคุยทวิภาคีในประเด็นเขตแดน ทั้งทางบกและทางทะเล แต่ทว่ากลับติดปัญหาสำคัญจากการตัดสินใจของกัมพูชาเอง

สาเหตุหลักที่นายสีหศักดิ์ระบุว่า “สีหศักดิ์” ชี้กัมพูชาปิดประตูเจรจาเอง หลังดึงไทยเข้า UNCLOS นั้น ก็เพราะการที่กัมพูชาเลือกนำเอาประเด็นเขตแดนทางทะเลไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ทั้งที่มีช่องทางการเจรจาแบบสมัครใจและทวิภาคีภายใต้ MOU 2544 รองรับอยู่แล้ว ซึ่งท่าทีดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นโอกาสในการหาทางออกที่ควรจะเป็นแบบทวิภาคีร่วมกัน

ท่าทีของไทยต่อกระบวนการเจรจาเขตแดน

สำหรับประเด็นที่ว่าไทยไม่ยอมคุยนั้น นายสีหศักดิ์ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ในทางตรงกันข้าม ไทยได้ย้ำมาโดยตลอดว่าต้องการให้ใช้กลไกการพูดคุยที่มีอยู่เดิม เพราะในขณะที่ทำ MOU 2544 นั้น สถานการณ์ของทั้งสองประเทศแตกต่างจากปัจจุบัน และเมื่อกัมพูชาเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญา UNCLOS แล้ว การใช้กติการะหว่างประเทศมาร่วมโต๊ะเจรจาจึงควรเป็นทางเลือกแรก ไม่ใช่วิธีการประนอมภาคบังคับที่กัมพูชาเลือกใช้ในขณะนี้

ยิ่งไปกว่านั้น การที่กัมพูชาเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อคุยเรื่องทางบก แต่กลับไม่ยอมคุยคู่ขนานไปกับเรื่องทางทะเลในกรอบ UNCLOS ถือเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งในตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ซึ่ง “สีหศักดิ์” ชี้กัมพูชาปิดประตูเจรจาเอง หลังดึงไทยเข้า UNCLOS จึงเป็นบทสรุปที่สะท้อนให้เห็นว่าฝั่งกัมพูชาเป็นผู้เลือกเส้นทางดังกล่าวด้วยตัวเอง

  • เน้นย้ำความสำคัญของความเชื่อใจก่อนการปักปันเขตแดน
  • ปัญหาความมั่นคงชายแดนต้องแก้ไขควบคู่ไปกับเรื่องเทคนิค
  • การจัดตั้ง JBC ของไทยเป็นเรื่องภายใน ไม่ใช่การตอบรับการเจรจาในตอนนี้

ในมุมมองของรัฐบาลไทย การแก้ปัญหาชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคการปักปันเขตแดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความร่วมมือในการกำจัดทุ่นระเบิดและการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งหากความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองประเทศยังไม่เกิดขึ้นจริง การเจรจาใดๆ ก็คงยากที่จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

สรุปแล้ว แม้ว่ากระแสข่าวจะดูรุนแรง แต่ไทยยังคงยืนหยัดในแนวทางสันติวิธีและการพูดคุยแบบทวิภาคี โดยหวังว่ากัมพูชาจะปรับท่าทีและกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาตามกลไกที่ได้วางรากฐานไว้แต่เดิม เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองชาติในระยะยาวต่อไป

ที่มา – “สีหศักดิ์” ชี้กัมพูชาปิดประตูเจรจาเอง หลังดึงไทยเข้า UNCLOS ย้ำไทยต้องการคุยทวิภาคีเขตแดนทะเล-บก

นายกฯอนุทินเผยผลหารือสี จิ้นผิง อาสากาวใจปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีประเด็นร้อนแรงและเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองระดับภูมิภาค เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของเรา ได้ออกมาเปิดเผยถึงภารกิจสำคัญในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งผลลัพธ์นั้นถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีมากๆ สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง นายกฯอนุทินเผยผลหารือสี จิ้นผิง อาสากาวใจปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่หลายคนกำลังจับตามองครับ

นายกฯอนุทินเผยผลหารือสี จิ้นผิง อาสากาวใจปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เข้าพบหารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยหัวใจสำคัญคือความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งทางจีนยินดีเสนอตัวเป็นตัวกลางหรือกาวใจเพื่อประสานความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อลดความขัดแย้งและฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

รายละเอียดการหารือประเด็นยุทธภัณฑ์

หนึ่งในประเด็นที่คนไทยกังวลมากที่สุดคือเรื่องการส่งรถถังจากจีนไปกัมพูชา นายกฯอนุทินเผยผลหารือสี จิ้นผิง อาสากาวใจปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจีนได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าคำสั่งซื้อนี้มีมานานแล้วก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบ และจีนได้เน้นย้ำความมั่นใจว่ายุทธภัณฑ์เหล่านี้จะไม่ถูกนำมาใช้สร้างความเสียหายต่อประเทศไทยอย่างแน่นอนครับ

นอกเหนือจากเรื่องความมั่นคงแล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ:

  • การผลักดันความร่วมมือด้าน AI ภายใต้หลักธรรมาภิบาล
  • การเปลี่ยนเจ้าภาพการประชุมแม่โขง-ล้านช้าง เพื่อความสะดวกของทุกฝ่าย
  • การกราบทูลเชิญประธานาธิบดีจีนเยือนประเทศไทยในระดับ State Visit
  • การส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มียอดทะลุ 1 ล้านล้านบาท

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ไปคนเดียวนะครับ แต่ยังนำทัพนักธุรกิจชาวไทยกว่า 100 รายไปสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมามีบทบาทโดดเด่นบนเวทีโลกอีกครั้ง นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้การทูตเชิงรุกนำหน้าการพัฒนาเศรษฐกิจครับ

ส่วนตัวผมเชื่อว่าการที่ผู้นำระดับโลกหันมาให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านแบบนี้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากจริงๆ ครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือความมั่นคง การพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด หวังว่าการเป็นกาวใจของจีนในครั้งนี้จะช่วยให้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายไปในทิศทางที่สดใสขึ้นนะครับ

ที่มา – “นายกฯอนุทิน” เผยผลหารือ “สี จิ้นผิง” อาสากาวใจปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

สรศักดิ์แนะรัฐบาลรอบคอบกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS

ในสภาวะที่กัมพูชาได้ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS ท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ล่าสุด นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นตั้งข้อสังเกตต่อยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเลือกนักกฎหมายระดับโลกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างถึงที่สุด

จับตา สรศักดิ์แนะรัฐบาลรอบคอบกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS

นายสรศักดิ์ชี้ให้เห็นว่า การที่รัฐบาลพยายามสร้างความมั่นใจต่อสาธารณะว่าไทยพร้อมรับมือกับกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS นั้น อาจเป็นเพียงการลดกระแสทางการเมืองในประเทศ แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศสถานการณ์มีความซับซ้อนและกดดันกว่าที่คิด เพราะคำว่า “ภาคบังคับ” หมายความว่าเราไม่สามารถปฏิเสธกระบวนการนี้ได้ตามกลไกของสหประชาชาติ

ก้าวสำคัญในการเลือกทีมกฎหมายเพื่อสู้ศึกเจรจา

ปัญหาสำคัญที่ฝ่ายค้านมองเห็น คือเรื่องของกรอบการเจรจาที่มีความเปราะบาง โดยนายสรศักดิ์ได้ยกประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียวโดยไม่มีแผนสำรองที่ชัดเจน ทำให้ไทยเสียเปรียบในเวทีโลก
  • ความเข้าใจในมาตรา 74(3) และ 83(3) ของ UNCLOS ที่เรียกร้องให้มีข้อตกลงชั่วคราวระหว่างรอผลเขตแดน
  • บทเรียนจากกรณีติมอร์-เลสเต กับ ออสเตรเลีย ที่ผลการประนอมแม้ไม่ผูกมัดแต่สามารถสร้างบรรทัดฐานกดดันประเทศคู่กรณีได้

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งทำภายใน 21 วัน คือการคัดเลือกผู้ประนอมที่มีศักยภาพสูงสุด นายสรศักดิ์ย้ำว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่มองข้ามได้ รัฐบาลต้องเลิกใช้วิธีการแต่งตั้งนักกฎหมายตามความคุ้นเคย แต่ต้องเฟ้นหาผู้ที่มีเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลระดับสากลเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของประเทศไทยในคณะกรรมการจะไม่เป็นเพียงเสียงที่ถูกมองข้าม

ในมุมมองของเรา ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลการเจรจาให้กับประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญ เพราะเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลส่งผลกระทบต่อทรัพยากรพลังงานและอธิปไตยของชาติในระยะยาว รัฐบาลควรเปลี่ยนมุมมองจากการตั้งรับมาเป็นการวางยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศจะเป็นที่ตั้งในเวทีโลก

ที่มา – “สรศักดิ์” แนะรัฐบาลรอบคอบกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS ย้ำเลือกนักกฎหมายปกป้องผลประโยชน์ชาติ

“สีหศักดิ์” ยันไทยไม่โดนลากเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อเมื่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุเก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า “สีหศักดิ์” ยันไทยไม่โดนลากเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ หลังมีกระแสข่าวว่ากัมพูชาพยายามผลักดันเรื่องเขตแดนทางทะเลเข้าสู่กระบวนการของ UNCLOS ภายหลังการยกเลิก MOU 44 ของไทย

“สีหศักดิ์” ยันไทยไม่โดนลากเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ อย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อกัมพูชาตัดสินใจยื่นเรื่องเขตอาณาเขตทางทะเลเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับฝ่ายไทยเป็นอย่างมาก เพราะไม่สอดคล้องกับบรรยากาศการพูดคุยทวิภาคีที่ผ่านมา โดยนายสีหศักดิ์ได้ชี้แจงต่อคณะทูตว่า การดำเนินงานในลักษณะนี้เป็นการปิดประตูความเชื่อใจ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ รวมถึงการเจรจาเขตแดนทางบกที่กำลังดำเนินอยู่ด้วย

เหตุผลที่ “สีหศักดิ์” ยันไทยไม่โดนลากเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ

สำหรับในประเด็นนี้ มีข้อเท็จจริงสำคัญที่ประชาชนควรทราบดังนี้:

  • รัฐบาลยืนยันว่าประเทศไทยไม่เห็นด้วยกับขอบเขตที่กัมพูชาเสนอในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรร่วมกัน
  • ไทยเตรียมส่งหนังสือคัดค้านต่อกระบวนการและขอบเขตหน้าที่ที่กัมพูชาพยายามตีความ
  • ทางรัฐบาลไทยได้เตรียมตั้งผู้ประนีประนอมที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศไว้รองรับแล้ว 2 คน
  • ผลลัพธ์จากกระบวนการนี้ไม่มีผลผูกมัดหรือมีผลบังคับตามกฎหมายไทยโดยตรง

นายสีหศักดิ์ยังเสริมอีกว่า แม้กัมพูชาจะพยายามเดินหมากเกมนี้ แต่ในท้ายที่สุดทุกอย่างก็ต้องกลับมาจบที่การเจรจาพูดคุยกันระหว่างสองประเทศอยู่ดี การที่กัมพูชาเลือกใช้วิธีการดังกล่าวอาจไม่ได้ทำให้ปัญหาคลี่คลายเร็วขึ้น ตรงกันข้ามกลับทำให้การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเพื่อนบ้านกลายเป็นเรื่องยากกว่าเดิม

ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี การหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาข้อสรุปภายใต้ความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย ย่อมเป็นวิธีที่ยั่งยืนที่สุด มากกว่าการพึ่งพากระบวนการระหว่างประเทศที่อาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจสำหรับทุกฝ่าย เราหวังว่าความสัมพันธ์ของไทยและกัมพูชาจะกลับมาอยู่ในทิศทางที่สร้างสรรค์และเจรจากันได้โดยตรงโดยเร็วที่สุด

ที่มา – “สีหศักดิ์” ยันไทยไม่โดนลากเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ

“สีหศักดิ์” ขอให้มั่นใจปกป้องผลประโยชน์ประเทศ มองกัมพูชาทำสวนทางกับสิ่งที่เรียกร้อง

“สีหศักดิ์” ขอให้มั่นใจปกป้องผลประโยชน์ประเทศ มองกัมพูชาทำสวนทางกับสิ่งที่เรียกร้อง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ สำหรับกรณีพื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมากล่าวถึงสถานการณ์ที่กัมพูชาตัดสินใจใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่งท่ามกลางความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

นายสีหศักดิ์ได้เน้นย้ำให้ประชาชนคนไทยวางใจได้ว่า “สีหศักดิ์” ขอให้มั่นใจปกป้องผลประโยชน์ประเทศ มองกัมพูชาทำสวนทางกับสิ่งที่เรียกร้อง ในทุกมิติอย่างเต็มที่ รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านข้อกฎหมายระหว่างประเทศและทีมที่ปรึกษา เพื่อรับมือกับกระบวนการดังกล่าวอย่างมืออาชีพ โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้งเสมอมา

เหตุผลที่ไทยต้องการเริ่มหารือแบบใหม่

สาเหตุสำคัญที่ไทยต้องก้าวผ่าน MOU 2544 เป็นเพราะสถานการณ์และบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ไทยต้องการสร้างแนวทางการเจรจาใหม่ที่ทันสมัย พัฒนาบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศที่แท้จริง โดยที่ผ่านมาไทยแสดงความชัดเจนว่าต้องการความร่วมมือที่สร้างสรรค์และเป็นที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย แต่การตัดสินใจที่เร่งรีบของกัมพูชาในครั้งนี้กลับดูเหมือนว่าจะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่กัมพูชาเคยเรียกร้องมาโดยตลอด ทั้งเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์หรือการมีส่วนร่วมในกรอบทวิภาคีต่างๆ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ ได้แก่:

  • ความพยายามของกัมพูชาในการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS
  • ท่าทีของไทยที่เน้นการเจรจาโดยตรงในฐานะเพื่อนบ้านเพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรม
  • การเตรียมความพร้อมด้านที่ปรึกษากฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทย

ก้าวย่างต่อไปของไทยเพื่อรักษาอธิปไตย

สำหรับกระบวนการประนอมภาคบังคับนั้น ถือเป็นหนึ่งในกลไกของ UNCLOS ที่จะออกมาในรูปแบบของรายงานข้อเสนอแนะ ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่เป็นตัวช่วยในการนำไปสู่การเจรจาที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้น ดังนั้น “สีหศักดิ์” ขอให้มั่นใจปกป้องผลประโยชน์ประเทศ มองกัมพูชาทำสวนทางกับสิ่งที่เรียกร้อง ว่าไทยจะไม่หยุดเดินหน้าหาทางออกที่ยั่งยืน และขอปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องเขตแดนทางบกโดยสิ้นเชิง โดยยึดตามถ้อยแถลงร่วม GBC ที่ผ่านมา

ในฐานะคนไทย เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเกมรุกและเกมรับในเวทีระหว่างประเทศครั้งนี้จะมีบทสรุปอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสามัคคีและการเชื่อมั่นในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่กำลังทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติไว้ให้ได้

ที่มา – “สีหศักดิ์” ขอให้มั่นใจปกป้องผลประโยชน์ประเทศ มองกัมพูชาทำสวนทางกับสิ่งที่เรียกร้อง

วสวรรธน์ บี้ กต. แจงปม MOU 44 ย้ำชัดการทูตกัมพูชาไม่ต้องรีบร้อน

วสวรรธน์ บี้ กต. แจงปม MOU 44 ย้ำชัดการทูตกัมพูชาไม่ต้องรีบร้อน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความเคลื่อนไหวในรัฐสภาเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องเขตแดน โดยล่าสุด วสวรรธน์ บี้ กต. แจงปม MOU 44 ย้ำชัดการทูตกัมพูชาไม่ต้องรีบร้อน เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจในผลประโยชน์ของชาติและประชาชนคนไทยในพื้นที่ชายแดน การดำเนินนโยบายในมิตินี้ถือว่าละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความรอบคอบเป็นอย่างมากครับ

ทำไม วสวรรธน์ บี้ กต. แจงปม MOU 44 ย้ำชัดการทูตกัมพูชาไม่ต้องรีบร้อน ถึงเป็นเรื่องใหญ่?

ในการประชุมคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ในฐานะรองประธาน กมธ. ได้ออกมาเน้นย้ำถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมองว่าการรีบร้อนตัดสินใจในเรื่องสถานะของ MOU 44 อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ซึ่งเคยผ่านเหตุการณ์ความตึงเครียดมาในอดีต ดังนั้น การเร่งรีบโดยไม่ฟังเสียงรอบด้านอาจกลายเป็นการทิ้งบาดแผลใจไว้ให้กับคนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเด็นที่ นายวสวรรธน์ บี้ กต. แจงปม MOU 44 ย้ำชัดการทูตกัมพูชาไม่ต้องรีบร้อน ยังรวมไปถึงคำแนะนำที่แจ้งไปยังกระทรวงการต่างประเทศว่า การเจรจาต้องสร้างสมดุลระหว่างหลักการทางการทูตและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ต้องให้ความสำคัญสูงสุด โดยมองว่าความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศนั้นไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการเซ็นสัญญา แต่คือความจริงใจและการเคารพซึ่งกันและกันอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจจากทางกรรมาธิการฯ มีดังนี้:

  • เร่งปรับปรุงการสื่อสารข้อมูล MOU 44 ให้กับประชาชนทราบอย่างชัดเจน
  • เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจัง
  • ยึดถือผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งเหนือสิ่งอื่นใด
  • การเจรจาต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ ไม่มีการตัดสินใจที่รีบร้อนจนคนในพื้นที่รู้สึกไม่ปลอดภัย

ในมุมมองของผู้เขียน มองว่าเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ ‘เสียงของประชาชน’ มากขึ้น การที่กรรมาธิการกล้าออกมาส่งสัญญาณเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอการตัดสินใจและหันกลับมาทบทวนความรู้สึกของประชาชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระยะยาว หากรัฐบาลรับฟังและปรับตัวตามแนวทางนี้ เชื่อว่าความร้าวฉานในอดีตจะได้รับการเยียวยาและสร้างความมั่นใจให้กับคนไทยทุกคนครับ

ที่มา – “วสวรรธน์”บี้ กต. แจงปม MOU 44 ย้ำชัดการทูตกัมพูชาไม่ต้องรีบร้อน

“อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน

ในสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาโต้กลับอย่างชัดเจน เกี่ยวกับคลิปเสียงที่อินฟลูเอ็นเซอร์กัมพูชาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอ้างว่านายกฯ ไทยจะเปิดด่านการค้าหรือไม่? วันนี้เรามีรายละเอียดมาอัปเดตให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ตามหลัก SEO เพื่อให้คุณตามทันข่าวการเมืองและความมั่นคงชายแดน

“อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน

วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 (แก้จาก 2569 ในต้นฉบับ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์โต้คลิปเสียงดังกล่าวทันที โดยยืนยันว่า “อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน เพราะน้ำเสียงและการพูดไม่ใช่สไตล์ของตัวเองเลย “ผมพูดไม่เก่งแบบนั้น ขออย่าไปเชื่อ” นายกฯ กล่าว พร้อมตั้งคำถามกลับว่าทำไมวิธีการโจมตีถึงย่ำแย่ลงทุกวัน ไม่น่าเชื่อถือ และย้ำชัด ๆ ว่าไม่มีนโยบายเปิดด่านชายแดนเด็ดขาด

คลิปนี้ถูกอินฟลูเอ็นเซอร์กัมพูชานำมาโพสต์เพื่อสร้างกระแส โดยเฉพาะในช่วงที่ปัญหาชายแดนร้อนระอุ หลังเกิดเหตุคนไทยถูกทหารกัมพูชาจับกุมขณะหาของป่า แต่ฝั่งไทยยืนกรานว่าจะไม่ยอมให้ข้อมูลเท็จมาบิดเบือนนโยบายรัฐบาล

เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี ย้ำยกเลิก MOU 44

ขณะที่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งห้ามเจรจาทวิภาคีไทย-กัมพูชา หลังไทยประกาศยกเลิก MOU 44 (บันทึกความเข้าใจปี 2544 เกี่ยวกับการร่วมสำรวจอ่าวไทย) นายอนุทินเมินท่าทีนี้ชัดเจน โดยชี้ว่าฝ่ายไทยยกเลิกฝ่ายเดียวได้ ไม่ต้องขออนุญาตใคร

ในที่ประชุมอาเซียนที่กรุงเซบู ฟิลิปปินส์ นายกฯ ไทยแจ้งนายกฯ กัมพูชาไปแล้ว และฝั่งกัมพูชารับทราบแต่แสดงความผิดหวัง พร้อมประกาศใช้กลไก Compulsory Conciliation ตาม UNCLOS (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล) แต่ไทยยืนยันใช้กระบวนการ UNCLOS เช่นกัน และยังไม่กำหนดรูปแบบเจรจา เพราะไทยไม่ได้เดือดร้อนอะไร

MOU 44 เป็นประเด็นเก่าที่ไทยมองว่าไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องทับซ้อนพื้นที่ในอ่าวไทย การยกเลิกครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ

ความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยและสร้างรั้วชายแดน

สำหรับคนไทยที่ถูกจับกุม นายอนุทินย้ำว่ามีการประสานงานแล้ว ในอดีตไทยเคยช่วยกัมพูชาส่งคนลอบข้ามแดนกลับ หากไม่กระทบความมั่นคง ดังนั้นหวังให้กัมพูชาทำเช่นเดียวกัน โดยย้ำว่าปัญหานี้เป็นเรื่องรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับประชาชน

ส่วนการสร้างรั้วชายแดน รัฐบาลจัดงบให้กองทัพแล้ว ทั้งกองทัพบก เรือ และกองบัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินการตามพื้นที่รับผิดชอบ รัฐบาลเห็นชอบรูปแบบและงบประมาณเรียบร้อย เพื่อป้องกันเหตุล้ำแดนในอนาคต

  • ประเด็นสำคัญ: คลิปเสียงเป็น AI ไม่จริง
  • ยกเลิก MOU 44 ฝ่ายไทยตัดสินใจเอง
  • ใช้ UNCLOS แก้ปัญหาทับซ้อนทะเล
  • สร้างรั้วชายแดน กองทัพรับผิดชอบ
  • ช่วยเหลือประชาชนข้ามแดนโดยไม่กระทบความมั่นคง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและผลประโยชน์ชาติ การที่นายกฯ อนุทินออกมาโต้อย่างเด็ดขาด แสดงถึงท่าทีแข็งกร้าวแต่มีเหตุผล ช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ความเห็นส่วนตัว: ในยุค AI ปลอมข้อมูลง่ายมาก ทุกคนควรตรวจสอบแหล่งข่าวให้ดีก่อนแชร์ เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง สถานการณ์นี้ไทยได้เปรียบเพราะยึดกฎหมายสากล

คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของ “อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้ทราบข้อมูลจริง!

ที่มา – “อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี ย้ำแนวทางไทยยกเลิก MOU 44

“ธนกร” ยก “อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง

“ธนกร” ยาหอมนายกฯ อนุทินพาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง เชื่อนานาชาติพร้อมเจรจาลงทุนในอนาคต

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะบริหารประเทศมาเพียง 1 เดือน แต่เชื่อว่าประเทศไทยได้กลับเข้าสู่สายตาของประชาคมโลกอีกครั้งแล้ว โดยเฉพาะบทบาทของรัฐบาลในเวทีโลก ที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถ้อยแถลงตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างเฉียบคม จนได้รับการยกย่องและเสียงปรบมือจากผู้แทนนานาชาติ ขณะที่เวที APEC นายกรัฐมนตรีได้ชูศักยภาพของไทยในการเป็นผู้นำด้าน การเติบโตสีเขียวและยั่งยืน ภายใต้นโยบาย Quick Big Win

นายธนกรยังระบุถึงการหารือทวิภาคีระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งนายกฯ ได้ใช้โอกาสนี้ติดตามการเจรจาซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน และยืนยันว่ารัฐบาล ไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้คาสิโน แต่จะส่งเสริมสินค้าไทยและเทคโนโลยีที่มีอยู่แทน พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับมาเที่ยวประเทศไทย

นายธนกรสรุปว่า วันนี้ผู้นำระดับโลกหลาย ๆ ประเทศกำลังให้ความสนใจประเทศไทย ถึงแม้ว่าสิ่งที่ท่านนายกฯ กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้อาจจะยังไม่เห็นผลทันที แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นแล้วว่า นานาประเทศพร้อมเปิดรับประเทศไทยสำหรับการเจรจาลงทุนการค้าต่าง ๆ ในอนาคต

“ธนกร” ยก “อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังกลับมาเป็นที่จับตามองของนานาชาติอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวทีโลกที่ประเทศไทยได้แสดงบทบาทอย่างแข็งขันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการเติบโตสีเขียวและยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมสินค้าไทยและเทคโนโลยีที่มีอยู่ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับความต้องการของโลกในปัจจุบัน

ผลสำเร็จที่จับต้องได้จากการที่ “อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง

  • การตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างเฉียบคมในเวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นและได้รับการยกย่องจากนานาชาติ
  • การหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีจีนเพื่อติดตามการเจรจาซื้อข้าวไทย ส่งผลดีต่อภาคการเกษตรของไทย
  • การยืนยันนโยบายที่ไม่ใช้คาสิโนกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะส่งเสริมสินค้าไทยและเทคโนโลยี สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
  • การเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับมาเที่ยวประเทศไทย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ การที่ผู้นำระดับโลกให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น ถือเป็นโอกาสที่ดีในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการเจรจาการค้าต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

การที่“อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้าง แต่เป็นสิ่งที่จับต้องได้และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต้องขอชื่นชมการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งมั่นพัฒนาประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติ

รัฐบาลชุดนี้มาพร้อมความมุ่งมั่นที่จะยกระดับประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล การสร้างความเชื่อมั่นและความน่าสนใจให้กับประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับคนไทยทุกคน หวังว่าความพยายามเหล่านี้จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ย่อมต้องใช้เวลา การที่นายธนกรออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ถูกต้อง และความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – “ธนกร” ยก “อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง

Scroll to top