การเติบโตสีเขียว

ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR

เชื่อว่าหลายคนน่าจะตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อได้ยินข่าวการผนึกกำลังกันระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งอาเซียนอย่างไทยและเวียดนาม ล่าสุดมีการเปิดเผยว่าทั้งสองประเทศพร้อมก้าวข้ามผ่านการเป็นแค่คู่แข่งทางการค้า มาสู่การเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่เน้นการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลที่มีการประกาศว่า ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจของทั้งสองประเทศ

ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR

การเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงิน ด้วยการเชื่อมระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทยเข้ากับ VietQR ของเวียดนาม จะทำให้นักท่องเที่ยวไทยที่ไปเยือนเวียดนาม หรือนักท่องเที่ยวเวียดนามที่มาเที่ยวไทย สามารถสแกนจ่ายเงินได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันธนาคารในมือถือ ไม่ต้องแลกเงินสดจำนวนมากให้ยุ่งยากอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่นอย่าง “บาท-ดอง” เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อีกด้วย

ยุทธศาสตร์ Three Connects พลิกโฉมเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ “Three Connects” ที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงใน 3 มิติหลัก เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น:

  • การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้แข็งแกร่งขึ้น
  • การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs)
  • การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว (Green Growth) เพื่ออนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้วยยุทธศาสตร์นี้ จะเห็นได้ชัดว่า ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคเรากลายเป็นฐานการผลิตระดับโลกได้ในอนาคต

ในมุมมองของผม นี่เป็นก้าวที่ฉลาดมากครับ เพราะในโลกยุคใหม่การร่วมมือกันย่อมสร้างโอกาสได้มากกว่าการโดดเดี่ยว การที่ไทยและเวียดนามจับมือกันจะทำให้เรามีแต้มต่อในตลาดโลกมากขึ้น เชื่อได้เลยว่านโยบายนี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวในระยะยาวอย่างแน่นอน ใครว่าคู่แข่งต้องเป็นศัตรูเสมอไป ในทางธุรกิจ นี่คือโอกาสทองของการสร้างความมั่งคั่งร่วมกันครับ

ที่มา – ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR

“ธนกร” ยก “อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง

“ธนกร” ยาหอมนายกฯ อนุทินพาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง เชื่อนานาชาติพร้อมเจรจาลงทุนในอนาคต

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะบริหารประเทศมาเพียง 1 เดือน แต่เชื่อว่าประเทศไทยได้กลับเข้าสู่สายตาของประชาคมโลกอีกครั้งแล้ว โดยเฉพาะบทบาทของรัฐบาลในเวทีโลก ที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถ้อยแถลงตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างเฉียบคม จนได้รับการยกย่องและเสียงปรบมือจากผู้แทนนานาชาติ ขณะที่เวที APEC นายกรัฐมนตรีได้ชูศักยภาพของไทยในการเป็นผู้นำด้าน การเติบโตสีเขียวและยั่งยืน ภายใต้นโยบาย Quick Big Win

นายธนกรยังระบุถึงการหารือทวิภาคีระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งนายกฯ ได้ใช้โอกาสนี้ติดตามการเจรจาซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน และยืนยันว่ารัฐบาล ไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้คาสิโน แต่จะส่งเสริมสินค้าไทยและเทคโนโลยีที่มีอยู่แทน พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับมาเที่ยวประเทศไทย

นายธนกรสรุปว่า วันนี้ผู้นำระดับโลกหลาย ๆ ประเทศกำลังให้ความสนใจประเทศไทย ถึงแม้ว่าสิ่งที่ท่านนายกฯ กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้อาจจะยังไม่เห็นผลทันที แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นแล้วว่า นานาประเทศพร้อมเปิดรับประเทศไทยสำหรับการเจรจาลงทุนการค้าต่าง ๆ ในอนาคต

“ธนกร” ยก “อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังกลับมาเป็นที่จับตามองของนานาชาติอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวทีโลกที่ประเทศไทยได้แสดงบทบาทอย่างแข็งขันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการเติบโตสีเขียวและยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมสินค้าไทยและเทคโนโลยีที่มีอยู่ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับความต้องการของโลกในปัจจุบัน

ผลสำเร็จที่จับต้องได้จากการที่ “อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง

  • การตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างเฉียบคมในเวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นและได้รับการยกย่องจากนานาชาติ
  • การหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีจีนเพื่อติดตามการเจรจาซื้อข้าวไทย ส่งผลดีต่อภาคการเกษตรของไทย
  • การยืนยันนโยบายที่ไม่ใช้คาสิโนกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะส่งเสริมสินค้าไทยและเทคโนโลยี สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
  • การเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับมาเที่ยวประเทศไทย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ การที่ผู้นำระดับโลกให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น ถือเป็นโอกาสที่ดีในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการเจรจาการค้าต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

การที่“อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้าง แต่เป็นสิ่งที่จับต้องได้และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต้องขอชื่นชมการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งมั่นพัฒนาประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติ

รัฐบาลชุดนี้มาพร้อมความมุ่งมั่นที่จะยกระดับประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล การสร้างความเชื่อมั่นและความน่าสนใจให้กับประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับคนไทยทุกคน หวังว่าความพยายามเหล่านี้จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ย่อมต้องใช้เวลา การที่นายธนกรออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ถูกต้อง และความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – “ธนกร” ยก “อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง

Scroll to top