การเปิดเผยข้อมูล

จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ปมสารหนูตกค้าง

เชื่อว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกกและแม่น้ำสายสำคัญหลายแห่ง กำลังเฝ้ารอคอยความหวังจากการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและเมียนมา หลังจากต้องทนทุกข์อยู่กับมลพิษในน้ำมายาวนานกว่า 1 ปีเต็ม วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจกับประเด็น จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ร่างข้อตกลงนี้อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่กลับกลายเป็นการผูกมัดตัวเองของภาครัฐเสียมากกว่า

วิเคราะห์ร่างข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ที่ชาวบ้านควรรู้

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของร่างข้อตกลง (TOR) ฉบับที่จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ซึ่งประเด็นสำคัญที่น่ากังวลคือ การที่ไทยอาจต้องยอมจำนนต่อเงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลสารพิษ หากไม่มีการเซ็นยินยอมจากทั้งสองฝ่าย ชาวไทยก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทราบว่าน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคอยู่นั้นมีสารหนูหรือโลหะหนักเกินมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากในมุมมองของความปลอดภัยในชีวิตประชาชน

ทำไมการ จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ถึงเป็นเรื่องเร่งด่วน?

ปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามแดนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะชาวบ้านในพื้นที่ต้องหยุดจับปลา หยุดให้ลูกหลานลงเล่นน้ำ เพราะกลัวสารหนูและแคดเมียม แต่ร่างข้อตกลงที่ใช้เวลาเตรียมการมาถึง 1 ปี กลับมุ่งเน้นเพียงการตรวจวัดมลพิษโดยขาดมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจน ดังนี้:

  • ไม่มีการแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ร่างฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงการจัดการเหมืองแร่ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษเลย
  • การเปิดเผยข้อมูลที่ล่าช้า: การกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองประเทศก่อนเปิดเผยข้อมูล เป็นการปิดกั้นสิทธิการรับรู้ของประชาชนไทยโดยตรง
  • กรอบการทำงานที่จำกัด: ร่างนี้เน้นเฉพาะจังหวัดเชียงราย แต่ละเลยผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นอย่าง แม่ฮ่องสอน หรือระนอง

ข้อเสนอของทางพรรคประชาชนถือเป็นทางออกที่รัฐบาลควรพิจารณาอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลผลตรวจสารพิษสู่สาธารณะได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต รวมถึงการมีกลไกตรวจสอบร่วมกันในพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิด เพื่อหยุดยั้งการปนเปื้อนตั้งแต่วงจรต้นทาง ไม่ให้ไทยต้องกลายเป็นทางผ่านของแร่พิษอีกต่อไป

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเลือกระหว่างการเกรงใจเพื่อนบ้านกับการปกป้องสุขภาพของคนในชาติ การแก้ปัญหาแม่น้ำเป็นพิษต้องมีความจริงใจมากกว่าแค่การตรวจน้ำรายจังหวัด แต่ต้องเป็นการจัดการเชิงระบบที่ยั่งยืน เพื่อให้สายน้ำของไทยกลับมาอุดมสมบูรณ์และปลอดภัยสำหรับทุกคนอีกครั้ง

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ชวนจับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ “ไทย-เมียนมา” ชี้ 1 ปีที่ชาวบ้านริมน้ำกกต้องอยู่กับสารหนู

ภคมน ยื่นหลักฐาน นพ.สรณ เรียกร้องนายกฯ ถอดถอนโดยเร็ว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อ ภคมน ยื่นหลักฐาน นพ.สรณ เรียกร้องนายกฯ ถอดถอนโดยเร็ว หลังจากที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ได้ตรวจสอบพบข้อมูลความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. ท่านปัจจุบัน จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ภคมน ยื่นหลักฐาน นพ.สรณ เรียกร้องนายกฯ ถอดถอนโดยเร็ว

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ในฐานะโฆษกพรรคประชาชนและประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้เปิดเผยว่า ทีมงานได้ทุ่มเททำงานอย่างหนัก โดยรวบรวมหลักฐานสำคัญจนถึงนาทีสุดท้าย เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยประเด็นหลักคือข้อสงสัยเรื่องลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ซึ่งอาจขัดต่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

รายละเอียดเอกสารสำคัญที่กรรมาธิการค้นพบ

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบหลักฐานสำคัญ 2 ชุดที่น่าจับตามอง ได้แก่:

  • หนังสือที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาส่งมอบให้ ซึ่งเป็นสำเนาการลงนามรับรองคุณสมบัติของ นพ.สรณ เมื่อปี 2565
  • หนังสือยืนยันจากกระทรวง อว. และมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ชี้ชัดว่าในช่วงเวลานั้น นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติงานเป็นแพทย์รายชั่วโมงอยู่

ความเหลื่อมล้ำของข้อมูลเหล่านี้ทำให้ กมธ. เกิดข้อสงสัยว่า ประธาน กสทช. ท่านนี้ขาดคุณสมบัติหรือไม่ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ ภคมน ยื่นหลักฐาน นพ.สรณ เรียกร้องนายกฯ ถอดถอนโดยเร็ว เพื่อความโปร่งใสและถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล

ในมุมมองของกรรมาธิการฯ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ หากขั้นตอนการคัดเลือกมีการหมกเม็ดหรือให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการทูลเกล้าฯ ถอดถอนเพื่อให้เรื่องนี้จบลงอย่างเป็นธรรมที่สุด

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจอย่างไรกับการพิสูจน์ความจริงในครั้งนี้ นี่ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลว่าจะเลือกปกป้องคนของตนเอง หรือเลือกยืนหยัดอยู่ข้างความถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและชาติบ้านเมืองโดยรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “ภคมน” เผยยื่นเอกสารหลักฐาน “นพ.สรณ” จนนาทีสุดท้าย เรียกร้องนายกฯ ทูลเกล้าฯ ถอดถอนโดยเร็ว

ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์และแวดวงราชการไทย เมื่อมีข่าว ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบท้องถิ่น หลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงปริศนาที่พาดพิงถึงภรรยาของปลัดกระทรวงมหาดไทย เชื่อมโยงไปถึงขบวนการทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า 4.5 พันล้านบาท

เบื้องลึกการเดินหน้าฟ้องร้อง: ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อแอดมินเพจดัง CSI LA ได้นำคลิปเสียงความยาวกว่า 5 นาทีออกมาโพสต์แฉ พร้อมระบุข้อความที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง งานนี้ทางสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงไม่นิ่งเฉย โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นิติกรเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทำไมเรื่องนี้ถึงบานปลาย?

การที่ ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการแก้ต่าง แต่เป็นการปกป้องชื่อเสียงขององค์กรและตัวบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่แพร่กระจายโดยไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งทางตัวแทนทางกฎหมายของกระทรวงฯ ยืนยันว่าเนื้อหาเหล่านั้นคือการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์: การแชร์ข้อมูลเท็จสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนทั่วไป
  • การดำเนินคดี: เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำร้องทุกข์และเตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน
  • เจตนาการโพสต์: ทางกระทรวงฯ มองว่าไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้คดีอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานจากทางกองบังคับการปราบปราม ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิสูจน์ความจริงว่าคลิปเสียงที่ถูกปล่อยออกมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือการกลั่นแกล้งกันแน่ ประชาชนที่ติดตามข่าวสารควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูล เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ต้องการสร้างความวุ่นวาย

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เรื่องการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย การเปิดโปงทุจริตเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนความถูกต้องและหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่การนำชื่อคนอื่นไปแปดเปื้อนโดยไม่มีที่มาที่ไป หากคุณพบเห็นข้อมูลที่หมิ่นเหม่ ควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ก่อนแชร์ต่อ เพื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างสรรค์ขึ้น

ที่มา – ปลัดมหาดไทย แจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียง พาดพิงภรรยาโยงโกงสอบท้องถิ่น

“ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ประเด็นร้อนอย่างโครงการ “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน ได้กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสื่อสารถึงแนวทางการดำเนินโครงการภาครัฐที่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการตรวจสอบที่โปร่งใส ไม่ใช่เพียงแค่กระแสทางการเมือง

“ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน

การวิพากษ์วิจารณ์โครงการจากฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่ในกรณีของ “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน นั้น รัฐมนตรีมองว่าการตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าหรือความซ้ำซ้อนเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องไม่จบลงด้วยการเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการในทันทีโดยที่ยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายที่ชัดเจน เพราะนั่นอาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ในภายหลัง

มุมมองต่อการนำ AI มาใช้ในภาครัฐ

นายภราดรได้เน้นย้ำในประเด็นการตรวจสอบว่า “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยมีใจความสำคัญดังนี้:

  • การตรวจสอบต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและกระบวนการที่เป็นธรรม
  • การกล่าวหาว่ามีเครื่องมือฟรีอยู่แล้วอาจเป็นการมองเพียงมิติเดียว เพราะเป้าหมายหลักคือการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน
  • การยกเลิกโครงการโดยปราศจากข้อเท็จจริงที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางสัญญาและภาระค่าเสียหายของรัฐที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับ

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี การตัดสินใจหยุดโครงการเพียงเพราะได้รับแรงกดดันทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย ฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ตามวิถีทางรัฐสภา ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ชี้แจงความโปร่งใสในเนื้องาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบทำงานไปตามขั้นตอน เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับประเทศชาติ

โดยสรุปแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์ควรถูกแยกออกจากกระบวนการตัดสินโครงการ การมีส่วนร่วมตรวจสอบเป็นสิทธิของทุกคน แต่การตัดสินล่วงหน้าไม่ใช่การตรวจสอบที่แท้จริง เราควรให้ข้อมูลและหลักฐานเป็นตัวพิสูจน์ เพื่อให้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการทรานส์ฟอร์มประเทศก้าวไปข้างได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน

“เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา

“เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ อย่างดุเดือด โดยมองว่าการแถลงข่าวในคดีสำคัญนั้นมีความไม่ชอบมาพากลและดูไม่ปกติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่มีการ“เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา ซึ่งสร้างความกังขาให้กับสังคมเป็นอย่างมากว่าทำไมจึงต้องปฏิบัติเช่นนี้

นายณัฐพงษ์มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเสมือนการนำสถานะของหน่วยงานรัฐมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง พร้อมทั้งประกาศจุดยืนชัดเจนว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐคนใดใช้กฎหมายโดยมิชอบ ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนเตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องกลับจนถึงที่สุด เพื่อปกป้องความยุติธรรม

ก้าวต่อไปของพรรคประชาชนกับคดี TH-AI Passport

นอกเหนือจากเรื่องการแถลงข่าวของดีเอสไอแล้ว นายณัฐพงษ์ยังได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส โดยระบุว่า ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ในการทำงานเชิงรุกตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล โดยไม่ต้องรอให้มีผู้มาร้องเรียน หากเห็นพฤติการณ์ส่อเค้าว่ามีการล็อกสเปกหรือการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ต้องเร่งสอบสวนทันที

  • การตรวจสอบโครงการภาครัฐต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายฝ่ายตรงข้าม
  • พรรคประชาชนย้ำว่าการเปิดเผยข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการยืนยันความบริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรณี นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. พรรคประชาชนนั้น นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าทางพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการตั้งทีมงานขึ้นมาเสาะหาข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินที่กำลังเป็นที่จับตามอง

ท้ายที่สุด การที่ “เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญต่อวงการยุติธรรมไทย ว่าประชาชนกำลังเฝ้ามองทุกความเคลื่อนไหว หากหน่วยงานรัฐขาดความเที่ยงธรรมและเลือกปฏิบัติ ย่อมนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาของสังคมในที่สุด ในฐานะพลเมือง เราควรสนับสนุนการตรวจสอบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกระดับ

ที่มา – “เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา

“ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว

ในยุคที่การบริหารงานภาครัฐต้องการความโปร่งใสและตรวจสอบได้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาตอกย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงบประมาณของกรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนต้องดำเนินการตามระเบียบของกรมบัญชีกลางอย่างเคร่งครัด

“ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว

การถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงนั้น นายชัชชาติมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายได้ตามหลักการและระเบียบราชการ อย่างไรก็ตาม เพื่อความโปร่งใสสูงสุด กทม. ได้เร่งพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบ Digital เพื่อให้ภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทาง จนถึงขั้นนำระบบ AI มาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการล็อกสเปกโครงการ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ

ก้าวสำคัญสู่การเป็นเมืองแบบ Digital Twin ที่ตรวจสอบได้จริง

สำหรับประเด็นการบริหารทรัพย์สินสาธารณะ นายชัชชาติยืนยันว่าปัจจุบัน กทม. ได้ทำฐานข้อมูลและแผนที่ดิจิทัลไว้อย่างเป็นระบบ โดยที่มาของประเด็น “ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว นั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพูดลอยๆ แต่มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จริง ได้แก่:

  • ระบบแผนที่แสดงโครงการโครงสร้างพื้นฐานและจุดขุดเจาะสาธารณูปโภคทั่วกรุง
  • ฐานข้อมูลถังดับเพลิงและหัวจ่ายน้ำดับเพลิงในชุมชนเพื่อความปลอดภัย
  • การจัดทำบันทึกข้อมูลอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่กว่า 16,400 แห่ง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉิน
  • การเชื่อมโยงฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างร่วมกับกรมบัญชีกลางเพื่อความโปร่งใสแบบ real-time

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาไปสู่แนวคิด “Digital Twin” หรือการจำลองเมืองในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้เห็นภาพรวมของเมืองและสถานะทรัพย์สินทั้งหมดแบบครบวงจร ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารจัดการงบประมาณและการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในฐานะประชาชน เราถือเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้ามาช่วยสอดส่องดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่ ข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจาก กทม. ไม่เพียงแค่เพิ่มความโปร่งใส แต่ยังเป็นเครื่องมือให้ชาวกรุงเทพฯ ได้รับรู้ถึงความเป็นไปของเมืองผ่านปลายนิ้วสัมผัส การที่ “ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการเมืองท้องถิ่นที่จะสร้างเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนร่วมกัน

ที่มา – “ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว

กมธ.ป.ป.ช. ลุยภูเก็ต สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับความยุติธรรมและการทวงคืนพื้นที่สาธารณะมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับการจัดการกับปัญหากลุ่มอิทธิพลที่รุกรานสมบัติของชาติในจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ต

กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้ออกมาประกาศความชัดเจนว่า ทางคณะทำงานจะลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนและที่สาธารณะบริเวณหาดฟรีด้อม โดยงานนี้ถือเป็นการขานรับนโยบายของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งมั่นจะกวาดล้างกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้นอมินีและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นให้สิ้นซาก

รายละเอียดการตรวจสอบและแผนการกวาดล้างทุนสีเทา

การลงพื้นที่ครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการไปดูงานเฉยๆ แต่เป็นการทำงานเชิงรุก โดยมีการเชิญ สส. ในพื้นที่ทั้ง 3 เขตมาร่วมตรวจสอบเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และรอบด้านที่สุด เพื่อให้การทำงานโปร่งใสและเป็นธรรมที่สุดครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ จะมุ่งเน้นประกอบด้วย:

  • ตรวจสอบการครอบครองที่ดินและการบุกรุกป่าสงวน
  • จัดการกับกลุ่มนอมินีที่ถือครองธุรกิจแทนทุนต่างชาติ
  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าหาด
  • รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

หลายคนคงจำได้ว่าหาดฟรีด้อมเป็นพื้นที่สวยงามที่ควรจะเป็นสมบัติของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง การที่ กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากว่าภาครัฐเอาจริงกับการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ และจะไม่มีการละเว้นให้กับผู้ที่ทำผิดกฎหมายเด็ดขาดครับ

ในฐานะประชาชน เราได้แต่หวังว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะนำไปสู่การทวงคืนหาดที่สวยงามกลับมาเป็นของส่วนรวมอย่างแท้จริง และหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดการกับปัญหาการบุกรุกพื้นที่ในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศด้วยครับ หากใครมีข้อมูลหรือเบาะแสเพิ่มเติมก็สามารถส่งต่อให้กับทางคณะกรรมาธิการฯ เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาได้นะครับ

ที่มา – กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา

“วีระยุทธ” จัดทัพ 30 สส. เปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พรุ่งนี้

“วีระยุทธ” จัดทัพ 30 สส. เปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พรุ่งนี้ เป็นข่าวสำคัญที่ทุกคนกำลังจับตามองท่ามกลางวิกฤตน้ำมันที่เกิดจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบหนักต่อภาคเกษตร ประมง และผู้ใช้บริการรายย่อยอย่างแท็กซี่หรือไรเดอร์ พรรคประชาชน โดยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค เตรียมยื่นญัตติด่วนเพื่ออภิปรายในสภา วันที่ 25 มี.ค. 2569 นี้ เพื่อสะท้อนปัญหาและส่งข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล

“วีระยุทธ” จัดทัพ 30 สส. เปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พรุ่งนี้

วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ชาวนาชาวประมงต่างเดือดร้อนเพราะต้นทุนพุ่งสูง หาน้ำมันรายวันไม่ได้ส่งผลให้ขาดเครื่องมือทำมาหากิน นายวีระยุทธ ระบุว่ารัฐบาลส่งสัญญาณเปิดกว้างรับฟัง โดยจะมี สส. กว่า 30 คนร่วมอภิปราย เพื่อรวบรวมปัญหาจากทุกภาคส่วน แม้รัฐบาลจะพูดถึงการนำน้ำมันสำรองออกมาใช้หรือเพิ่มปริมาณในระบบ แต่ปัญหายังอยู่ที่การช่วยเหลือเฉพาะจุดสำหรับคนตัวเล็กตัวน้อย

ปัญหาเฉพาะจุดที่คนรายย่อยเผชิญ

การตรึงราคาน้ำมันแบบกว้างอาจไม่ตอบโจทย์ ชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือตรงจุด เช่น เกษตรกรที่ขาดปุ๋ยเพราะต้นทุนสูง โครงการธงฟ้าธงเขียวช่วยได้เพียง 5 ล้านกิโลกรัม จากความต้องการทั้งประเทศ 5 ล้านตันต่อปี หรือแค่ 0.1% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีประเด็นไอ้โม่งกักตุนน้ำมันที่พรรคได้รับร้องเรียนหลายจุด ซึ่งจะเปิดข้อมูลชัดเจนในการอภิปรายพรุ่งนี้

  • ปัญหาหาน้ำมันรายวันไม่ได้ ส่งผลต่อการทำมาหากิน
  • ข้อมูลปั๊มน้ำมันไม่โปร่งใส ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก
  • แอพ Fuel Now ยังไม่พร้อมใช้งาน กรมพัฒนาธุรกิจพลังงานต้องเร่งรัด
  • ภาคเกษตรขาดปุ๋ย ต้นตอปัญหาที่รัฐต้องแก้ไขด่วน

นายวีระยุทธ ย้ำว่าการเปิดเผยข้อมูลสำคัญมาก จะช่วยให้ประชาชนวางแผนชีวิตและตรวจสอบช่องโหว่ได้ หากรัฐบาลมีน้ำมันสำรองกว่า 100 วันตามที่ยืนยัน การกระจายให้ทั่วถึงและโปร่งใสจะสร้างความเชื่อมั่น

ข้อเสนอทางออกจากพรรคประชาชน

ระยะสั้น: เร่งกระจายน้ำมันและเปิดข้อมูลปั๊มที่เติมได้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ สัญญาว่าสัปดาห์หน้าจะมีน้ำมันทุกปั๊ม แต่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลจริง ระยะยาว: แก้ปัญหาต้นตอปุ๋ยและพลังงานทางเลือก เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนซ้ำ

การอภิปรายครั้งนี้ช้าไปบ้างเพราะเสนอตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่ดีที่รัฐบาลพร้อมรับฟัง ชวนทุกท่านติดตามมุมมองทั้งฝ่ายค้านและรัฐ เพื่อเห็นทางออกวิกฤตนี้

ในฐานะนักข่าวการเมือง มองว่าการเปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากรัฐบาลตอบสนองเร็ว จะช่วยลดความตื่นตระหนกและฟื้นเศรษฐกิจฐานรากได้ทันที สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมรายงานปัญหาเพื่อความโปร่งใส

ที่มา – “วีระยุทธ” จัดทัพ 30 สส. เปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พรุ่งนี้

สส.ปชน. เตือนปั๊มรายย่อยตาย รัฐช่วยรายใหญ่

สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่ ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการเมืองและพลังงานเลยครับ มาจากปากของ “โต๋ ศุภโชติ” สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ออกมาเตือนรัฐบาลกลางแจ้ง ว่าปั๊มน้ำมันรายย่อยกำลังจะสูญพันธุ์ แต่มาตรการตรึงราคาดันช่วยเฉพาะรายใหญ่ซะงั้น! วันนี้เรามาฟังมุมมองกันแบบเป็นกันเอง ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ และรัฐควรทำอะไรต่อ

สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โต๋ ศุภโชติ” ได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง รัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน แต่โต๋ตั้งคำถามใหญ่หลวง ว่ามาตรการนี้ช่วยทุกคนจริงหรือ แค่เอื้อรายใหญ่?

ปั๊มรายย่อยกำลังเดือดร้อนหนัก

จากรายงานและเสียงสะท้อนในพื้นที่ ปั๊มน้ำมันที่ไม่มีแบรนด์หรือปั๊มอิสระ กำลังเจอต้นทุนพุ่งสูง บางแห่งต้องตั้งราคาแพงกว่าปั๊มใหญ่เพื่ออยู่รอด บางปั๊มขาดน้ำมัน หยุดบริการชั่วคราว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล เกษตรกรเดือดร้อนหนัก เพราะน้ำมันแพง ต้นทุนเกษตรพุ่ง ไถนา รดน้ำ ทำนา ลำบากหมด

โครงสร้างตลาดน้ำมันไทย โรงกลั่นและผู้ค้ารายใหญ่ผูกกันแน่น มีเครือข่ายปั๊มตัวเอง สัญญาระยะยาว ราคามั่นคง แต่ปั๊มย่อย 17,500 แห่ง จากทั้งหมด 26,000 แห่ง ต้องซื้อผ่าน “จ็อบเบอร์” หรือพ่อค้าคนกลาง ราคาสูงกว่ามาก!

จ็อบเบอร์คือตัวการราคาแพง?

จ็อบเบอร์ซื้อจากโรงกลั่นหรือคลัง แล้วขายต่อให้ปั๊มย่อย ในวิกฤตราคา พวกเขาขายแพงกว่าปั๊มใหญ่ที่ได้ชดเชยจากกองทุน เช่น ดีเซลราคา 45 บาท/ลิตร กองทุนชดเชย 15.45 บาทให้รายใหญ่ แต่ย่อยยังจ่าย 40+ บาท แย่เลย!

ยิ่งไปกว่านั้น บางรายใหญ่มีบริษัทลูกเป็นจ็อบเบอร์ ขายแพงให้ย่อย รัฐตรึงราคาแต่ไม่มีกฎห้าม สุดท้ายปั๊มย่อยแข่งไม่ได้ หายไป การแข่งขันลด ผูกขาดง่าย

สส.ปชน. เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน

โต๋เสนอว่ารัฐต้องโปร่งใส เปิดข้อมูลทั้งห่วงโซ่ ทำ 3 ข้อหลัก:

  • เปิดข้อมูลห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ: ต้นทุนน้ำมันดิบ การกลั่น กำไรโรงกลั่น ตรวจค้ากำไรเกินควรไหม?
  • ตรวจสอบจ็อบเบอร์: กักตุน ปั่นราคาให้ย่อยหรือเปล่า?
  • ป้องกันการเอาเปรียบ: ห้ามจ็อบเบอร์ขายเกินราคาตรึงในวิกฤต

นอกจากนี้ รัฐมนตรีพลังงานบอกจะให้ปั๊มย่อยซื้อตรงจากรายใหญ่ได้ แต่ล่าช้า สถานการณ์วิกฤต ผู้ประกอบการทุนน้อย ทนไม่ไหว ปิดกิจการระลอกแล้วระลอกเล่า ผลกระทบถึงชาวบ้าน โดยเฉพาะเกษตรกร ต้องลุยหาน้ำมันไกล

หากปล่อยไป ไทยเหลือแต่ปั๊มรายใหญ่ไม่กี่เครือ ผูกขาด กำไรพุ่ง ประชาชนจ่ายแพง หาน้ำมันยาก สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่ เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐไม่ใช่เครื่องมือทุนใหญ่

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างตลาดพลังงานที่ไม่เป็นธรรม รัฐต้องรีบแก้ไขเพื่อรักษาการแข่งขันและปกป้องผู้บริโภคตัวจริง คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวพลังงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บเรา!

ที่มา – สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่

Scroll to top