การเมืองในประเทศไทย

“สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

“สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอในสังคมไทย ล่าสุด นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเขามองว่าการที่รัฐบาลทำงานมาครบ 6 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเรื่องการปรับ ครม. นั้น อาจเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละท่าน

นายสุทิน กล่าวอย่างเป็นกันเองว่า “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก ซึ่งถือเป็นมุมมองที่ชวนให้คิดต่อ เพราะโดยปกติแล้วรัฐบาลไทยมักจะมีอายุของ ครม. ที่ค่อนข้างสั้น หลายรัฐบาลที่ผ่านมามักจะมีการปรับทัพกันทุกๆ 6 เดือน เพื่อสร้างสมดุลทางการเมืองหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานให้ดียิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการปรับ ครม. ที่ต้องรู้

ทำไมการปรับ ครม. ถึงเป็นเรื่องใหญ่? โดยปกติแล้วนายกรัฐมนตรีจะมีเกณฑ์ในการตัดสินใจหลักๆ อยู่ไม่กี่ประการ ดังนี้ครับ:

  • ประสิทธิภาพการทำงาน: เป็นตัววัดสำคัญว่ารัฐมนตรีท่านนั้นสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ตามเป้าหมายหรือไม่
  • ความเข้าใจในงาน: การทำงานที่ “เข้าขา” กับเพื่อนร่วมงานและนายกรัฐมนตรีถือเป็นปัจจัยชี้ขาด
  • โควตาทางการเมือง: ปฏิเสธไม่ได้ว่าในรัฐบาลผสม เรื่องการจัดสรรตำแหน่งตามสัดส่วนพรรคร่วมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การที่นายสุทินออกมาระบุว่า “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก นั้น เป็นการให้เครดิตการทำงานของทีมบริหารชุดปัจจุบันว่าอาจจะสอบผ่านในสายตาของนายกฯ จนยังไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเวลานี้

มุมมองต่อเสถียรภาพรัฐบาลในอนาคต

สำหรับในมุมของประชาชนอย่างเราๆ การปรับหรือไม่ปรับ ครม. ไม่สำคัญเท่ากับการที่ผลงานนั้นส่งถึงมือเราหรือไม่ หากรัฐมนตรีคนเดิมยังคงทำงานได้ดี มีวิสัยทัศน์ และแก้ไขปัญหาให้ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง การรักษาสมดุลของ ครม. ชุดนี้ไว้อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเสี่ยงปรับเปลี่ยนแล้วต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ โดยนายสุทินยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ได้ดีที่สุดว่าใครคือตัวจริงที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไป

แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าการที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าด้วยทีมงานเดิมต่อไปในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้ ส่งผลดีต่อประเทศชาติอย่างไรบ้าง? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

“อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม”

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือกรณีที่ “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว ซึ่งเป็นคำยืนยันจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตีตกคดีหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทำให้เกิดกระแสคาดเดาว่าอาจดึงตัวกลับมารับตำแหน่งที่ว่างอยู่

“อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว

วันที่ 30 เมษายน 2567 นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าเก้าอี้รัฐมนตรีที่ว่าง 1 ตำแหน่งไม่ได้มีไว้รอใครเป็นพิเศษ โดยเฉพาะนายศักดิ์สยาม แม้ป.ป.ช.จะตีตกคดีซุกหุ้นแล้วก็ตาม "ไม่ดึงครับ เอาให้เคลียร์ตรงนี้ เดี๋ยวจะไปพูดกันอีกว่าที่ว่าง 1 ที่เก็บไว้รอนายศักดิ์สยาม" นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น นอกจากนี้ยังชี้แจงว่าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ผ่านมาถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และจำนวนรัฐมนตรีปัจจุบันเพียงพอต่อการขับเคลื่อนงานแล้ว

พื้นหลังคดีหุ้นของศักดิ์สยามและผลกระทบต่อการเมือง

ย้อนกลับไป คดีหุ้นของนายศักดิ์สยามเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ท่านยังเป็นรัฐมนตรีคมนาคม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นในบริษัทลูกสาว ทำให้ต้องลาออกจากตำแหน่งและพรรคภูมิใจไทยไปในที่สุด หลังจากป.ป.ช.ชี้มูลไม่ผิด กระแสข่าวลือเรื่องการกลับมารับตำแหน่งก็ผุดขึ้นทันที แต่ “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว ทำให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้น นายอนุทินยังย้ำว่านายศักดิ์สยามไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตั้งแต่ออกจากพรรค และไม่เคยมีการหารือเรื่องนี้เลย

  • ป.ป.ช.ตีตกคดีหุ้น: ยืนยันไม่มีความผิด
  • เก้าอี้ครม.ว่าง 1 ตำแหน่ง: ไม่จำเป็นต้องเติมหากงานเพียงพอ
  • ทีมงานในสำนักนายกฯ: มีผู้ช่วยถึง 3-4 คน ช่วยขับเคลื่อนงานได้ดี
  • ไม่ผูกโยงกับพรรคภูมิใจไทย: เคารพคำวินิจฉัยของหน่วยงานอิสระ

ปฏิกิริยาจากฝ่ายค้านและ สว.

แม้รัฐบาลจะยืนยันชัดเจน แต่ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมรวบรวมรายชื่อยื่นป.ป.ช.ตรวจสอบคดีศักดิ์สยามรอบใหม่ นายอนุทินมองว่าเป็นสิทธิ์ตามหน้าที่ และไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นพรรคฝ่ายค้านตั้ง "คณะรัฐมนตรีเงา" เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล นายอนุทินตอบแบบอารมณ์ดีว่า "ดีแล้ว ที่มีเงา ถ้าไม่มีเงาก็ไม่ใช่คนนะสิ" แสดงถึงความมั่นใจในผลงาน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความโปร่งใสของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ไม่ยึดติดกับโควต้าตำแหน่ง แต่เน้นประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลต้องรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ร้อนระอุ การตัดสินใจไม่ดึงนายศักดิ์สยามกลับมา ช่วยลดกระแสวิจารณ์เรื่องการเมืองแบบ "เก้าอี้รอ" และยืนยันว่ารัฐบาลมีทีมงานที่แข็งแกร่งเพียงพอ

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยข่าวลือและการคาดเดา แต่คำพูดของนายอนุทินในครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ยังคงสนับสนุนผู้นำพรรคอย่างเหนียวแน่น ในอนาคต รัฐบาลน่าจะโฟกัสที่การแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด และโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรค

สุดท้ายแล้ว “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว เป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้าด้วยทีมปัจจุบัน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว

“ไอซ์” ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ “ศักดิ์สยาม”

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแส ไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยามกันเถอะ ว้าว! เหตุการณ์นี้จุดประเด็นเรื่องความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองได้ชัดเจนมาก น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไอซ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกอาการฉุนเฉียวสุดๆ หลังจาก ป.ป.ช. ตัดสินใจยกคำร้องคดีหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยาม

เรื่องราวเริ่มต้นจากคดีที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบกรณีหุ้นบุรีเจริญ ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีนอมินีถือหุ้นแทนนายศักดิ์สยาม มีเส้นทางการเงินที่โยงใยชัดเจน แต่สุดท้าย ป.ป.ช. ใช้ดุลพินิจตัดสินว่า “ไม่มีเจตนา” จึงยกคำร้อง ทำให้ศักดิ์สยามรอดตัวแบบบริสุทธิ์ ไร้มลทิน ไอซ์มองว่านี่คือการใช้อำนาจแบบสองมาตรฐาน เพราะถ้าเทียบกับคดีอื่นๆ ที่ฝ่ายตรงข้ามทำ ก็โดนหนักกว่าเยอะ

โพสต์เฟซบุ๊กเดือดของไอซ์

วันที่ 19 เมษายน 2567 ไอซ์โพสต์เฟซบุ๊กระบายความในใจแบบตรงไปตรงมา เธอบอกว่า “เส้นเงินโยงใยชัดเจน ให้ใครในประเทศดูก็รู้ จงใจใช้นอมินี แต่ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจตัดสิน ผลออกมาว่าไม่มีเจตนา ไม่ผิด เป็นผู้บริสุทธิ์” แล้วยังเปรียบเทียบกับคดี 44 ส.ส.พรรคก้าวไกลที่ยื่นแก้กฎหมาย 112 ซึ่งกกต.รับรองเป็นนโยบายหาเสียง แค่ลงชื่อเฉยๆ แต่ยังไม่เข้าสภา ป.ป.ช.ก็ฟันว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง กำลังโดนตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต ประหารชีวิตทางการเมืองไปเลย

ไอซ์เขียนต่อด้วยอารมณ์เดือด “ชาตินี้พวกมึงอย่าได้สะเอะ… เอาเลย ไล่ยุบพรรค ตัดสิทธิ์ ตัดหัวพวกเราให้หมด ทำแบบเวรๆ เหตุผลเลวๆ ใช้อำนาจดิบๆ ซึ่งๆ หน้า… ประเทศนี้ของใคร องคาพยพสีส้ม ตายตกไปตามกันให้หมด สภาจะได้เหลือแต่สีน้ำเงิน” นี่แหละที่ทำให้ไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยามกลายเป็นไวรัลทันที

ศักดิ์สยามแซะกลับ ทาสีแผ่นดินเป็นสีน้ำเงิน

ไม่ยอมแพ้ นายศักดิ์สยามโพสต์แซะกลับแบบจัดเต็ม ผ่านเพจ “หมาเฝ้าบ้าน” โดยบอกว่าให้ยกประเทศให้ “พี่หนู-พี่เน” ปกครอง ทาสีแผ่นดินเป็นสีน้ำเงิน ให้คนดี คนรักชาติ รักสถาบันปกครองบ้านเมือง ไอซ์ยังแชร์โพสต์นั้นพร้อมแคปชั่น “มีเส้นเงินชัดขนาดนี้ ป.ป.ช. บอกว่าไม่มีเจตนา เยี่ยมครับพี่เน พี่หนู ประเทศนี้ ขอยกให้ตระกูลพี่ไปปกครอง” ดราม่าพุ่งปรี๊ด สีส้มปะทะสีน้ำเงินชัดๆ

  • ประเด็นหุ้นบุรีเจริญ: สงสัยนอมินีถือหุ้นแทนศักดิ์สยาม มีเส้นเงินจากบุคคลต้องห้าม
  • สองมาตรฐาน ป.ป.ช.: คดีฝ่ายตรงข้ามโดนหนัก คดีฝ่ายตัวเองรอดง่าย
  • การเมืองสี: สีส้ม (พรรคประชาชน-ก้าวไกล) vs สีน้ำเงิน (เพื่อไทย) และพันธมิตร
  • ผลกระทบ: ประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นกลางขององค์กรอิสระ

มาดู background กันหน่อย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า สังกัดพรรคภูมิใจไทย เคยเป็นเลขาฯพรรคและรัฐมนตรี คดีหุ้นนี้ร่ายราไยมาจากการตรวจสอบทรัพย์สินสมัยเป็น ส.ส. ส่วนไอซ์หรือน.ส.รักชนก เป็นดาวรุ่งของพรรคประชาชนที่แยกจากก้าวไกล เน้นประเด็นประชาธิปไตยและตรวจสอบ

เหตุการณ์ไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยามนี้ สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือการใช้อำนาจแบบเลือกข้าง ป.ป.ช.ที่ควรเป็นกลาง กลับถูกมองว่ามี double standard คดีนอมินีหุ้นที่ชัดเจนขนาดนี้ยังรอด แต่คดีเสนอนโยบายที่ยังไม่ทำจริงกลับโดนประหารการเมือง มันยุติธรรมตรงไหน? การแซะเรื่องสีแผ่นดิน ยิ่งทำให้เห็นว่าการเมืองไทยยังติดกับดักสีสันพรรค ไม่ยึดหลักธรรมาภิบาล

ในมุมผมนะ การเมืองควรแข่งกันด้วยนโยบาย ไม่ใช่ด้วยเส้นสาย ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ ประชาชนอย่างเราจะไว้ใจระบบได้ยังไง คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยาม? มาแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ จะได้ช่วยกันติดตามตรวจสอบการเมืองให้โปร่งใสขึ้น!

สุดท้ายนี้ ขอให้การเมืองไทยเดินหน้าด้วยความยุติธรรมแท้จริง อย่าให้สีสันมาบดบังประโยชน์ประชาชน

ที่มา – “ไอซ์” ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ “ศักดิ์สยาม” แซะให้ทาสีแผ่นดินเป็นสีน้ำเงิน

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5% ปิดตำนาน มท.2

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี เป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนในวงการการเมืองกำลังจับตาในขณะนี้! หลังจากที่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย โดยล่าสุดพรรคภูมิใจไทยได้ส่งรายชื่อผู้สมัครเข้าตำแหน่งไปตรวจสอบกับ 18 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว มีรายชื่อกว่า 40 ชื่อ รวมถึงชื่อสำรองหากมีใครขาดคุณสมบัติ นี่คือสัญญาณว่าทุกอย่างใกล้ลงตัวสุดๆ

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี

จุดเด่นที่สุดของโผครม.ชุดนี้คือการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ครองตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์ จวบจนรัฐบาลเศรษฐา แพทองธาร และอนุทิน 1 ล่าสุดมีข้อมูลว่าเขาจะขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลปัญหาน้ำทั่วประเทศและยาเสพติด แทนที่นายโสภณ ซึ่งถือเป็นการปิดตำนาน มท.2 อย่างเป็นทางการ!

สำหรับสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีรัฐมนตรีช่วย 3 คน ได้แก่ นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ (ส.ส.สตูล), นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (ส.ส.อุทัยธานี) และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี (ส.ส.นครราชสีมา)

รายชื่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงสำคัญ

ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 ชื่อ ได้แก่:

  • นายภราดร ปริศนานันทกุล (ส.ส.อ่างทอง)
  • นางศุภมาส อิศรภักดี (ส.ส.บัญชีรายชื่อ)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์ (แกนนำพรรค)
  • นางสุขสมรวย วันทนียกุล (ส.ส.อำนาจเจริญ)

กระทรวงกลาโหมชัดเจนแล้ว พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ขยับจากรัฐมนตรีช่วยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรมยังเป็นพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เหมือนเดิม

กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการ โดยมีรัฐมนตรีช่วย 3 คน: นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (ส.ส.ศรีสะเกษ), นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ (ส.ส.พิจิตร), นายสรรเพชญ บุญญามณี (ส.ส.สงขลา)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย (ส.ส.อุบลราชธานี) เป็นรัฐมนตรีช่วย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: นายสุชาติ ชมกลิ่น

กระทรวงพลังงาน: นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

กระทรวงวัฒนธรรม: นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์

กระทรวงสาธารณสุข: นายพัฒนา พร้อมพัฒน์

กระทรวงอุตสาหกรรม: นายวราวุธ ศิลปอาชา

โควตานายกรัฐมนตรีและพรรคร่วม

โควตาส่วนตัวของนายอนุทิน ประกอบด้วย:

  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ – รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ไม่มีรัฐมนตรีช่วย เพื่อให้ทำงานเต็มที่)
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ – รองนายกฯ ดูแลกฎหมาย

พรรคร่วมรัฐบาลได้ 5 กระทรวง 9 ตำแหน่ง รวมรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และรองประธานสภา 1 คน เช่น กระทรวงเกษตรฯ ศึกษาฯ อว. แรงงาน และพม. ส่วนพรรคพลังประชารัฐได้ 1 ตำแหน่ง

การปรับโผครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการกระจายอำนาจและมุ่งแก้ปัญหาเรื้อรังอย่างน้ำท่วมและยาเสพติด ซึ่งนายทรงศักดิ์มีประสบการณ์ยาวนาน คาดว่าจะช่วยให้รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

คุณคิดอย่างไรกับโผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี

พรรคประชาชนล่าชื่อ! อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แบบลงมติ

เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศจากอาคารรัฐสภา ว่า ภายหลังจากที่โหวต มาตรา 256/28 ที่มติที่ประชุมรัฐสภา ไม่เห็นด้วยกับกมธ.เสียงข้างมาก ในการใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้กลับไปใช้เสียงสว.1ใน3 มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีเสียงสส.พรรคภูมิใจไทย ไปร่วมโหวตพลิกมติกมธ.เสียงข้างมากด้วยนั้น ล่าสุด เวลา 20.00 น. ทางแกนนำพรรคปชน.ได้ตามตัว สส.พรรคปชน. ให้ไปร่วมลงชื่อเพื่อเสนอญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แบบลงมติ ทันที

พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

สถานการณ์ทางการเมืองร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาชน (ปชน.) เริ่มต้นเดินหน้ากระบวนการสำคัญทางการเมือง นั่นคือการล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบททางการเมืองที่ซับซ้อน และมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบัน

การตัดสินใจของพรรค ปชน. ในการผลักดันญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้ เป็นผลมาจากการพิจารณาถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการบริหารราชการแผ่นดิน พรรคฝ่ายค้านมักจะใช้กลไกของการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เปิดเผยข้อผิดพลาด และนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายให้กับประชาชน

เหตุผลเบื้องหลังการล่าชื่อเสนอญัตติ

มีหลายเหตุผลที่อาจเป็นแรงจูงใจให้พรรค ปชน. ตัดสินใจเดินหน้าในครั้งนี้ ประการแรกคือ ความไม่พอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในบางประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน หรือต่อผลประโยชน์ของประเทศ ประการที่สองคือ การต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคฝ่ายค้านยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างแข็งขัน

การเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ดังนั้น การล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมเสียงสนับสนุนจาก สส. ฝ่ายค้านและ สส. จากพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนที่อาจมีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลในบางประเด็น

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสสำคัญที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ซักถามข้อเท็จจริงจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างเปิดเผย การอภิปรายอาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขนโยบาย หรืออาจนำไปสู่การลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี หรือทั้งคณะรัฐบาล หากมีเสียงสนับสนุนเพียงพอ

ผลของการล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ครั้งนี้ จะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าผลการลงมติจะเป็นอย่างไร การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะการเคลื่อนไหวของพรรค ปชน. อาจจุดประกายการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

กกต. ตีตกคำร้อง ทักษิณครอบงำ 6 พรรค

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม โดยให้เหตุผลว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าทั้ง 6 พรรคถูกควบคุม ชี้นำ จนขาดอิสระในการตัดสินใจ นอกจากนี้ กกต. ยังไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ตรวจสอบ “เท้ง-อิ๊งค์” ว่าถูกคนนอกครอบงำหรือไม่

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เผยแพร่ผลการพิจารณาคำร้องเพื่อยุบพรรคเพื่อไทย และ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ในข้อหาครอบงำพรรคการเมือง ตามคำร้องของกลุ่มบุคคลหลายราย ซึ่งอ้างว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ “ครอบงำ ชี้นำ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้ง 6 พรรค” แม้ว่านายทักษิณฯ จะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใดๆ ก็ตาม

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า นายทักษิณฯ ได้กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดความอิสระ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 29 และพรรคการเมืองทั้ง 6 พรรคดังกล่าว ยินยอมให้บุคคลซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 28 และเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง

นอกจากนี้ กกต. ยังได้พิจารณาคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ตรวจสอบการกระทำของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันอาจเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้พิจารณารายงานความเห็นของคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานฯ ประกอบความเห็นของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษานายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว โดยมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ยังไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคเพื่อไทยและทั้ง 6 พรรคการเมืองดังกล่าวกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองที่มีลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคการเมืองขาดอิสระ ตามมาตรา 28 หรือมาตรา 29

กกต. ตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม

ด้วยเหตุนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงพิจารณายกคำร้อง และไม่รับคำร้องไว้พิจารณากรณีนายสนธิญา สวัสดี ตามข้อ 6 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง พ.ศ. 2566 โดยได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทั้ง 6 ราย เรียบร้อยแล้ว

ทำไม กกต. ถึงตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรค?

เหตุผลหลักที่ กกต. ตีตกคำร้อง“ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ก็คือ การขาดหลักฐานที่ชัดเจน และน่าเชื่อถือ ที่จะบ่งชี้ว่านายทักษิณฯ ได้เข้าไปควบคุม ชี้นำ หรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้ง 6 จริง และถึงขั้นทำให้พรรคการเมืองเหล่านั้นขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน

การพิจารณาของ กกต. เป็นไปตามข้อกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นที่การรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะมีมติออกมา ทำให้ผลการพิจารณาเป็นที่ยอมรับ และน่าเชื่อถือ

  • ประเด็นที่น่าสนใจ: การตีตกคำร้องนี้ อาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลเดิม
  • ข้อสังเกต: การที่ กกต. ไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี อาจสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดในการพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับการครอบงำพรรคการเมือง

การตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ถือเป็นบทสรุปของประเด็นทางการเมืองที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวอาจยังคงเป็นที่ถกเถียง และวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปในอนาคต

ที่มา – กกต.ตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ให้เหตุผลไม่มีหลักฐานว่าถูกควบคุมขาดอิสระ

Scroll to top