การเยียวยาจิตใจ

รัฐบาลส่งทีม MCATT เยียวยาเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่สร้างความตกใจให้กับสังคมไทยอย่างมาก กรณีเหตุสลดในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเร่งด่วน โดยรัฐบาลห่วงใย ส่งทีม MCATT เข้าดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เพื่อประคับประคองสภาพจิตใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

รัฐบาลห่วงใย ส่งทีม MCATT เข้าดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

การลงพื้นที่ของทีมเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต หรือทีม MCATT ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเข้าไปให้กำลังใจเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปฐมพยาบาลทางจิตใจ (PFA) และการวางแผนดูแลระยะยาว ทั้งสำหรับนักเรียน ครู บุคลากร และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับการสนับสนุนที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

ข้อควรระวังในการเสพข่าวสารและโซเชียลมีเดีย

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว รัฐบาลห่วงใย ส่งทีม MCATT เข้าดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนให้ร่วมกันรับผิดชอบสังคมด้วยการ:

  • งดแชร์คลิปหรือภาพเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อลดการตอกย้ำบาดแผลทางใจ
  • ไม่ขุดคุ้ยประวัติหรือรายละเอียดของผู้ก่อเหตุที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม
  • หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของครอบครัวผู้สูญเสีย
  • ให้ความสำคัญกับการเสพข่าวจากช่องทางหลักที่เชื่อถือได้เท่านั้น

สำหรับผู้ปกครองที่มีบุตรหลาน สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงนี้คือการเฝ้าระวังและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบว่าเด็กมีความวิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือหวาดกลัวผิดปกติ ควรหมั่นพูดคุยและรับฟังด้วยความเข้าใจ ไม่ควรเร่งรัดให้เด็กเล่าเหตุการณ์ซ้ำๆ เพราะจะยิ่งเป็นการเปิดแผลในใจให้ลึกขึ้น

ทางรัฐบาลยังคงยืนยันว่าจะดำเนินการบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามและฟื้นฟูสุขภาพจิตของทุกคนในเหตุการณ์นี้จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หากคุณหรือคนใกล้ชิดได้รับผลกระทบ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือสายด่วนปรึกษาเด็กและครอบครัว 1415 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เราต้องผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกันด้วยความเห็นอกเห็นใจและสนับสนุนซึ่งกันและกันครับ

ที่มา – รัฐบาลห่วงใย ส่งทีม MCATT เข้าดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

“พัฒนา” เยี่ยมเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ ส่งทีม MCATT เยียวยาจิตใจ

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญเพลิงไหม้สถานบันเทิงชื่อดังย่านลาดพร้าว ล่าสุด “พัฒนา” เยี่ยมเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ ส่งทีม MCATT เยียวยาจิตใจ เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์และประคับประคองทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน

“พัฒนา” เยี่ยมเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ ส่งทีม MCATT เยียวยาจิตใจ อย่างเร่งด่วน

ในวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายพัฒนาได้ลงพื้นที่โรงพยาบาลราชวิถีเพื่อตรวจเยี่ยมผู้บาดเจ็บ ซึ่งจากรายงานพบว่ามีความเสียหายรุนแรง โดยมีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรวม 17 แห่ง จำนวน 74 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 28 รายแล้ว การดำเนินการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องการรักษาแผลทางกาย แต่รัฐมนตรียังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตใจเป็นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของการสั่งการให้ทีม MCATT ลงพื้นที่ทันที

มาตรการเยียวยาจิตใจและสุขภาพสิ่งแวดล้อม

นอกจากข่าวที่ “พัฒนา” เยี่ยมเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ ส่งทีม MCATT เยียวยาจิตใจ แล้ว ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ดังนี้:

  • การจัดตั้งจุดปฏิบัติการ: ทีม MCATT จากโรงพยาบาลศรีธัญญาได้กระจายกำลังประจำจุด MRT ลาดพร้าว เพื่อคัดกรองสุขภาพจิตผู้รอดชีวิตและญาติ
  • การบริหารจัดการผู้ป่วยวิกฤต: มีการส่งต่อผู้ป่วยสีแดงไปยังหอผู้ป่วยเฉพาะทาง (Burn Unit) ในโรงพยาบาลเครือข่ายที่มีความพร้อมสูงสุด
  • การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม: ทีม SEhRT เร่งประเมินผลกระทบจากควันไฟในระยะ 100 เมตร เพื่อความปลอดภัยของชุมชน

ผลการสำรวจเบื้องต้นยังไม่พบปัญหามลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่เจ้าหน้าที่ก็ได้มอบหน้ากาก N95 ให้กับประชาชนเพื่อเฝ้าดูอาการและป้องกันผลกระทบระยะยาว สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งทำคือการสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่าผู้ประสบเหตุทุกคนจะไม่ถูกทอดทิ้ง ทั้งในเรื่องค่ารักษาพยาบาลและการติดตามอาการต่อเนื่อง

เราขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบและครอบครัวผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี การฟื้นฟูจิตใจคือกุญแจสำคัญไม่แพ้การรักษาทางกาย หากคุณหรือคนใกล้ชิดได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – “พัฒนา” เยี่ยมเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ ส่งทีม MCATT เยียวยาจิตใจ

สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิตคนไทยตะวันออกกลาง

ในสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อคนไทยกว่า 1 แสนคนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ตื่นตัวเตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลสุขภาพทั้งกายและใจของพี่น้องชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะ สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิต ให้คนไทยในประเทศเสี่ยง จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นมาตรการที่ครอบคลุมและเข้าถึงง่าย

สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิต ให้คนไทยในประเทศเสี่ยง จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมืออย่างรอบด้าน มี 3 มิติหลักในการดูแล

1. ช่องทางการปรึกษาสุขภาพออนไลน์ทันที

สำหรับสุขภาพกาย สามารถใช้ หมอพร้อม Super App เพื่อนัดหมายแพทย์ออนไลน์ ตรวจรักษาทางไกล และจัดเก็บเอกสารสุขภาพดิจิทัล หรือไลน์ OA “คู่ใจสุขภาพแรงงานไทยในต่างประเทศ” พิมพ์ขอคำปรึกษาเพื่อประเมินอาการเบื้องต้นจากบุคลากรทางการแพทย์ทุกที่ทุกเวลา

ด้านสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิตเปิดช่องทางพิเศษ ลดความเครียดและวิตกกังวล เพิ่มเพื่อนไลน์ ID: @1323middle.east หรือสแกน QR Code เพื่อรับคำปรึกษาฟรีทันที

2. มาตรการคัดกรอง 3 มิติที่จุดเข้าประเทศ

  • มิติเชิงรุก: กรมควบคุมโรคคัดกรองอาการไข้ ไอ ระบบทางเดินหายใจ ผื่น พบผิดปกติแยกกักส่งโรงพยาบาลทันที
  • มิติโรคประจำตัวและบาดเจ็บ: กรมการแพทย์ตรวจและส่งต่อโรงพยาบาลเครือข่ายทั่วประเทศ
  • มิติสุขภาพจิต: กรมสุขภาพจิตและทีม MCATT ประเมินเบื้องต้น รักษาภาวะนอนไม่หลับ ตื่นตระหนก เครียดรุนแรงทันที

ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ประจำจุดคัดกรอง พร้อมรับมือเต็มประสิทธิภาพ

3. การติดตามดูแลต่อเนื่องหลังกลับบ้าน

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลภูมิลำเนา เยี่ยมบ้าน ติดตามทางโทรศัพท์ สำหรับผู้ป่วยเรื้อรังหรือฟื้นฟู มีบริการต่อเนื่องทันท่วงที

นพ.วรตม์ เน้นย้ำ หากกลับมาแล้วมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หอบ หรือเครียดสะสม แจ้งเจ้าหน้าที่จุดคัดกรองทันที สธ. มีความพร้อมทั้งบุคลากรและเวชภัณฑ์ครบถ้วน

คำแนะนำสำคัญสำหรับคนไทยในพื้นที่เสี่ยง: ติดตามข่าวจากแหล่งเชื่อถือได้ วางแผนสำรองความปลอดภัย ใช้ชีวิตปกติ หากิจกรรมคลายเครียด ติดต่อคนใกล้ชิดบ่อยๆ และขอความช่วยเหลือโดยไม่ลังเล

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยจากรัฐบาลต่อคนไทยทุกคน หากคุณหรือคนใกล้ชิดอยู่ในสถานการณ์นี้ รีบใช้ช่องทางปรึกษาทันที เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ สุขภาพจิตสำคัญไม่แพ้กาย โดยเฉพาะในยามวิกฤตแบบนี้ การดูแลตัวเองและขอความช่วยเหลือคือกุญแจสู่ความปลอดภัย

ที่มา – สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิต ให้คนไทยในประเทศเสี่ยง จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

โสภณ ลั่นไม่สนโพล! เชื่อการกระทำพิสูจน์

“โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ไม่ใช่คนบางกลุ่มมาปั้นกระแส ชี้สถานการณ์แบบนี้ไม่มีรัฐบาลชุดไหนทำให้สมบูรณ์ได้ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 30 พ.ย. 2568 ที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ ดอนเมือง นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงผลกระทบการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมของรัฐบาล ต่อสนามเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคภท.ซึ่งมีผลโพลความนิยมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภท.ลดลง ว่าไม่ห่วงเรื่องกระแสการเมือง เพราะประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ หากนำสถานการณ์มาปั่นเป็นกระแสความสามัคคี เฟคนิวส์ ทำให้ประชาชนที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงหลงผิด เชื่อว่าเวลา และการกระทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์การกระทำของรัฐบาล

“พวกผมไม่ได้เวอรี (Worry) กับเรื่องกระแส เรื่องโพล แต่พวกผมวันนี้ก้าวข้ามเรื่องนั้นแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือเราจะเยียวยาจิตใจกันอย่างไร ระยะยาวจะทำอย่างไร มันไม่เพอร์เฟกต์ เราก็รู้ว่าสถานการณ์แบบนี้ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะทำให้สมบูรณ์ได้ มันเกินคาด แต่จะทำอย่างไรส่วนที่บกพร่อง ก็เป็นอุทาหรณ์ไป ส่วนความนิยมทางการเมือง จะบอกว่าพวกผมทำผิดประชาชนจะตัดสิน ไม่ใช่คนบางคน คนบางกลุ่มที่ไปปั่น ความจริงจะปรากฏเอง” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อว่า เราจะเดินหน้าเยียวยาสภาพจิตใจและฟื้นฟูเรื่องอาชีพต่อ เช่น ศูนย์รับส่งต่อสิ่งของบริจาคนี้จะต้องมีต่อไป และในอนาคต รถยนต์มอเตอร์ไซค์จะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือประชาชน และประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร ไม่ใช่การเรี่ยไร แต่ประชาชนพร้อมช่วยชี้ว่าบรรยากาศแบบนี้จะวัดใจคนว่าใครปรารถนาดีกับประชาชนจริง ทำจริงไม่ได้ใช้วาทกรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่อยู่ตลอด เชื่อว่าประชาชนรับรู้รับทราบ ไม่ได้กังวล

เมื่อถามเรื่องการตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรีหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ต้องเร่งฟื้นฟู จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อพรรคภท.หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า พรรคภท.ไม่เกี่ยว แต่ประกาศแล้วว่า

“ถ้ายื่นอภิปราย พวกผมก็ยุบ ส่วนประชาชนจะบอกว่ายุบแล้วผลกระทบกับน้ำท่วม เป็นเรื่องของคนที่ยื่นไม่เห็นความสำคัญและความเดือดร้อนของประชาชน ยื่นมาผมก็ยุบ เพราะประกาศมาก่อนแล้ว คุณยื่นมาผมก็ยุบ ส่วนเราเป็นรัฐบาลรักษาการเราก็เดินหน้าทำเต็มที่แต่อาจจะดรอปลงหน่อยหนึ่งในฐานะรัฐบาลรักษาการ แต่ถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นก็เดินหน้าเต็มที่ฟื้นฟูสถานการณ์น้ำท่วมไม่ว่าที่อำเภอหาดใหญ่ หรือภาคใต้ทั้งหมด” นายโสภณกล่าว

“โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกระแสความนิยมทางการเมืองที่วัดจากโพลต่างๆ โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกระทำที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาล

ท่าทีที่แข็งกร้าวของนายโสภณแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากบางส่วนของสังคม การที่นายโสภณประกาศชัดเจนว่าไม่สนใจกระแสโพล สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาลในระยะยาว

ทำไม “โสภณ” ถึงไม่สนใจกระแสโพล?

เหตุผลที่นายโสภณ ซารัมย์ ไม่ให้ความสำคัญกับผลสำรวจความคิดเห็นหรือโพล อาจมาจากความเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานของตนเองและรัฐบาล รวมถึงความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะมองเห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ การยึดมั่นในการกระทำมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่นายโสภณเชื่อว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่นายโสภณกล่าวถึงการปั่นกระแสและความพยายามของคนบางกลุ่มในการบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาไม่ไว้วางใจผลสำรวจที่มาจากการสร้างกระแสที่ไม่ถูกต้อง การให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ถูกต้องและการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งที่นายโสภณยึดมั่น

การประกาศว่าพร้อมที่จะยุบสภาหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและความพร้อมที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น การกระทำเช่นนี้อาจเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สำคัญ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความนิยมของพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลชุดปัจจุบัน

โดยรวมแล้ว ท่าทีของนายโสภณ ซารัมย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนและความเชื่อมั่นในการกระทำมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง การตัดสินใจว่าจะให้ความสำคัญกับกระแสโพลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมุมมองและยุทธศาสตร์ของแต่ละบุคคล แต่สำหรับนายโสภณแล้ว การกระทำที่เป็นรูปธรรมคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาล

ดังนั้น ประชาชนควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและตัดสินใจด้วยเหตุผล เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – “โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

Scroll to top