การเยียวยาผู้ประสบภัย

เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น

เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีว่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เคยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ แต่ในช่วงที่ผ่านมา ภาคเอกชนหาดใหญ่ต้องเผชิญกับมรสุมหลายระลอก ทั้งจากภัยธรรมชาติและปัญหาเศรษฐกิจ จนล่าสุดต้องออกมาสะท้อนความเดือดร้อนว่า เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายกำลังแบกรับภาระหนักอึ้ง

จากการสัมมนาของพรรคประชาธิปัตย์ที่โรงแรมบุรีศรีภู โดยมีตัวแทนภาคธุรกิจและภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมสะท้อนปัญหาพบว่า หลังจากมาตรการพักดอกเบี้ย 6 เดือน และเงินต้น 1 ปี ได้สิ้นสุดลง สภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ยังไม่ฟื้นตัวตามที่คาดหวัง กำลังซื้อในพื้นที่หายไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มไม่สามารถประคับประคองธุรกิจต่อไปได้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

นายสมพล ชีววัฒนาพงศ์ อุปนายกสมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่ ได้ระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่ภาคธุรกิจพบคือการเข้าถึงสินเชื่อใหม่ แม้ภาครัฐจะมีโครงการสนับสนุน แต่ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดในการตรวจสอบเครดิตบูโร ทำให้การเข้าถึงเงินทุนเป็นไปได้ยาก การที่ เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะผู้ประกอบการต้องเผชิญหน้ากับภาระดอกเบี้ยที่กลับมาเรียกเก็บอีกครั้ง ในขณะที่รายได้ยังไม่กลับมาเป็นปกติ

  • การเยียวยาจากภาครัฐยังเข้าไม่ถึงประชาชนอย่างทั่วถึง
  • ปัญหาการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมที่ยังมีความเสี่ยงซ้ำซาก
  • ภาคธุรกิจโรงแรมกังวลต่อฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ทางออกและความคาดหวังจากภาคธุรกิจ

ทางออกที่ภาคเอกชนเรียกร้องคือการที่รัฐบาลต้องปรับเกณฑ์การประเมินสินเชื่อใหม่ ไม่ใช่ตรวจสอบแค่เครดิตเก่า แต่ต้องดูศักยภาพและการอยู่รอดของธุรกิจในภาพรวมด้วย รวมถึงการมีมาตรการบริหารจัดการเมืองอย่างชัดเจน เช่น “หาดใหญ่โมเดล” เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนว่า หาดใหญ่จะไม่จมอยู่ในวงจรน้ำท่วมซ้ำซากอีกต่อไป

สถานการณ์ที่ เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญไปยังภาครัฐ หากปล่อยให้สภาพคล่องในพื้นที่สุดไปมากกว่านี้ อาจเกิดปัญหาการเลิกจ้างและธุรกิจปิดตัวลงเป็นโดมิโน รัฐบาลจึงควรเร่งหามาตรการเยียวยาที่ตรงจุดและรวดเร็วมากกว่าการช่วยเหลือในรูปแบบเดิมๆ ก่อนที่หาดใหญ่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปมากกว่านี้

ที่มา – ภาคเอกชน อ.หาดใหญ่ ครวญ หมดโปรพักดอกเบี้ย-เงินต้น ศก. ฟุบยาวยังโงหัวไม่ขึ้น

“สุชาติ” ชี้เผาป่าหาของต้นเหตุ PM2.5 รัฐหนุน พรบ.อากาศสะอาด

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลับมาวิกฤตในภาคเหนือของไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ที่ประชาชนต้องเผชิญกับอากาศเสีย สุขภาพเสี่ยงอันตรายจากมลพิษนี้ รัฐบาลเร่งแก้ไขหลายมาตรการ ล่าสุด “สุชาติ” ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงสาเหตุหลักและแนวทางแก้ไขอย่างชัดเจน

“สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

“สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวถึงการลงพื้นที่เชียงใหม่ของนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยมีรายงานจากทุกภาคส่วน เช่น กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ขณะนี้มีกำลังพลกว่า 6,000-7,000 นาย ลงพื้นที่ดับไฟป่า ปีนี้สถานการณ์แห้งแล้งรุนแรง ฝนทิ้งช่วง ทำให้ไฟป่าลุกลามง่าย สาเหตุหลักมาจากประชาชนที่เข้าไปเผาป่าหาของป่า มากกว่าไฟจากธรรมชาติ ซึ่งลดลงมาก รัฐบาลใช้เฮลิคอปเตอร์ดับไฟจากยอดเขา ลดฮอตสปอตได้จำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่เหนื่อยล้า ต้องทำงานกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงฮีทสโตรก งบประมาณใช้จากรายได้อุทยานแห่งชาติภาคใต้

“สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

นายสุชาติ วอนประชาชนตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาป่า ที่ก่อมลพิษต่อคนหมู่มาก กระทรวงทรัพยากรฯ จะบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด กรมประชาสัมพันธ์ต้องสื่อสารผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายกฯ สั่งแก้ปัญหาหลายด้าน เช่น ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนสำหรับนักเรียน

สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีเกณฑ์ชัดเจนอยู่แล้ว การลงพื้นที่ของนายกฯ เป็นการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ รัฐบาลผลักดัน “เชียงดาวโมเดล” ชวนชุมชนรอบป่ามาช่วยรักษาผืนป่า และหาทางเลือกให้คนหาของป่ามีรายได้จากแหล่งอื่น

รัฐบาลยินดีหนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาดเต็มที่

รัฐบาลสนับสนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด 100% แม้ร่างกฎหมายค้างวาระ 2 ในวุฒิสภา กำลังพิจารณาความขัดแย้งบางประเด็น เช่น ไม่ป้องกันนายทุน แต่ต้องสมดุลกับการดึงดูดนักลงทุนผ่าน BOI ที่มีสิทธิประโยชน์มาก กฎหมายต้องไม่ขัด พ.ร.บ.การลงทุน

ประเด็นสำคัญที่ต้องดู เช่น การตีความ “กลุ่มเปราะบางทำงานกลางแจ้ง” วิธีเยียวยา และอัตราค่าปรับให้เหมาะสม กฎหมายต้องครอบคลุมทุกมิติ

นอกจากนี้ ปัญหา PM2.5 ส่งผลกระทบสุขภาพรุนแรง หายใจลำบาก โรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ สาเหตุหลักจาก

  • การเผาป่าหาของป่าและเกษตรกรรม
  • ควันจากยานพาหนะ
  • โรงงานอุตสาหกรรม
  • ฝุ่นข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน

รัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วน เช่น เพิ่มการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ส่งเสริมพืชคลุมดินแทนเผาไหม้ และรณรงค์ลดใช้รถส่วนตัว

สุดท้าย “สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่ออนาคตอากาศบริสุทธิ์ ประชาชนช่วยกันงดเผาป่า เลือกทางเลือกยั่งยืน สนับสนุนกฎหมายนี้เพื่อสุขภาพทุกคน

เชิญชวนทุกท่านแชร์บทความนี้ เพื่อสร้างความตระหนักและลด PM2.5 ทั่วไทย!

ที่มา – “สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

“พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

“พิพัฒน์” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ย้ำภูมิใจไทยส่งแคนดิเดตนายกฯ มากกว่า 1 แน่ อีก 2 คนรอลุ้นเปิดตัวพรุ่งนี้ ตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ ว่า พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามอย่างถึงที่สุด เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นๆ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พื้นที่ภาคใต้ควรได้รับการปรับปรุงเรื่องใดบ้าง เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้ขาดโอกาสมากกว่า 30 ปี ฉะนั้นหากคนใต้อยากได้โอกาสกลับคืน ตนก็พร้อมที่จะทวงคืนโอกาส โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภค โดยเฉพาะเรื่องการขยายเส้นทางคมนาคม ซึ่งมีการพูดคุยกับปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะภาคใต้เป็นพื้นที่จังหวัดที่ได้รับการจัดอันดับรายได้ประชากรต่อหัวยากจนที่สุดของประเทศ

ส่วนเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หากบอกว่าไม่ส่งผลกระทบคงเป็นไปไม่ได้ แต่ยอมรับเรื่องภัยธรรมชาติต้องรับสภาพ โดยปี 2568 โดยเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่นประมาณการผิดพลาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พยายามแก้ไขปัญหาและเยียวยา เพราะที่ผ่านมาการเยียวยาค่อนข้างช้า ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการเร่งรัดโดยได้รับการเยียวยาไปแล้วกว่า 97% ซึ่งมีเพียงบางส่วนที่ติดขัดโดยจะพยายามให้จบก่อนสิ้นปีนี้

เมื่อถามว่าในฐานะดูแลพื้นที่ภาคใต้คาดว่าจะได้ สส.กี่เก้าอี้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังคงยืนยันเหมือนเดิม จะพยายามทำให้ได้ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เพราะหากทำได้น้อยกว่านั้นจะเสียความตั้งใจเพื่อนๆ สส. ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง สส.เขต ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคขณะนี้มีรวม 32 คน ฉะนั้นการรักษาพื้นที่เดิมถือเป็นเป้าหมาย เนื่องจากตามสถิติการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีผู้สมัครเก่าสอบไม่ผ่าน 30% แต่ต้องพยายาม เพราะมีผู้ที่ตัดสินใจมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทย

ส่วนที่ขณะนี้มีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. จากพรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การเมืองคือการแข่งขันอยู่แล้ว เราเชื่อว่ามีการเตรียมความพร้อมมาก่อน จึงต้องมั่นใจในความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคอื่นจะเตรียมความพร้อมขนาดไหนขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละพรรคที่แถลงไป และทำให้คนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้แทนจากพรรคใด

ส่วนการประชุมพรรคภูมิใจไทย วันที่ 24 ธันวาคม จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เลยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะมีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 500 คน ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบเขต

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ นายอนุทิน เป็นเบอร์ 1 ส่วนอีก 2 คน ขอให้รอลุ้นวันพรุ่งนี้ แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ส่งคนเดียว เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาเห็นอยู่แล้วว่าการเสนอแคนดิเดตนายกฯ คนเดียว เป็นความสุ่มเสี่ยง เพราะคำว่าจริยธรรม เราก็ไม่ทราบว่าจะพลาด หรือผิดเมื่อใด เพราะในปัจจุบันหรืออดีตหากมีความผิดพลาดขึ้นมา จะได้มีนายกฯ ที่พร้อมขึ้นมาทำงานบริหารประเทศในนามพรรคต่อไป

“พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ยังคงมั่นใจในศักยภาพของพรรคในการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบ เช่น สถานการณ์อุทกภัย แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

เป้าหมาย สส.ใต้ 30 ที่นั่งของภูมิใจไทย

การตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางการเมือง การที่พรรคสามารถรักษาที่นั่งเดิมและเพิ่มจำนวน สส. ได้ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความนิยมและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรค

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคในการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ และการทำความเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

การแข่งขันทางการเมืองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีความเชื่อมั่นในความพร้อมและศักยภาพของตนเอง รวมถึงนโยบายที่ได้นำเสนอต่อประชาชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่พรรคภูมิใจไทยส่งแคนดิเดตนายกฯ มากกว่าหนึ่งคน แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการบริหารประเทศในระยะยาว การมีตัวเลือกที่หลากหลายจะช่วยให้พรรคสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว พรรคภูมิใจไทยกำลังเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศต่อไป การที่นายพิพัฒน์ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นของพรรคภูมิใจไทยที่มีต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง ลุ้น “ภูมิใจไทย” เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ พรุ่งนี้

นายกฯ ทบทวน เยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและพยายามหามาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หนึ่งในมาตรการที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือการเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วม โดยมีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการจ่ายเงินเยียวยาเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท

นายกฯ อนุทิน ขอดูรายละเอียด เยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงประเด็นการเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท ว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณารายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการขยายขอบเขตการเยียวยาไปยังพื้นที่ที่ไม่ได้ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยียวยาไม่ได้จำกัดเฉพาะพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่จะครอบคลุมผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เสียชีวิตนอกพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีขอตรวจสอบรายละเอียดและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน

การพิจารณาเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท มีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ได้แก่

  • ขอบเขตพื้นที่: การกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่จะได้รับการเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือพื้นที่ประสบภัยพิบัติอื่นๆ
  • เงื่อนไขการรับเงินเยียวยา: การกำหนดเงื่อนไขของผู้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา เช่น หลักฐานการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วม
  • แหล่งเงินทุน: การจัดหาแหล่งเงินทุนที่เพียงพอสำหรับการเยียวยาผู้เสียชีวิตทั้งหมด
  • ความเหมาะสมของจำนวนเงินเยียวยา: การพิจารณาความเหมาะสมของจำนวนเงินเยียวยา 2 ล้านบาท ว่าเพียงพอต่อการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตหรือไม่

นอกจากประเด็นการเยียวยาผู้เสียชีวิตแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราว การสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค และการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหาย

การเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด การพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกๆ ด้าน รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

ถึงแม้ว่าการเยียวยาผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติจะไม่สามารถชดเชยการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

รัฐบาลควรเร่งพิจารณาและให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์การเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักได้อย่างทันท่วงที

ที่มา – นายกฯ ขอดูรายละเอียด เยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน นอกพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

อนุทินรับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพ

“อนุทินรับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพ บอกเป็นใครก็โกรธ ลั่น ทุกข์ไม่ต่างกัน ย้ำสัปดาห์หน้าเงินเยียวยาต้องถึงผู้ประสบภัย-ศพละ 2 ล้านต้องถึงครอบครัว

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยมศูนย์พักพิงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงการจัดการศพของประชาชนชาวมุสลิม นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องเร่งดำเนินการพิสูจน์เอกลักษณ์และคืนร่างให้กับครอบครัว ตอนนี้รับรายงานว่ามีจำนวนศพ 100 เศษ มีทีมนิติเวชอยู่ในพื้นที่แล้วกว่า 20 คน และเตรียมพร้อมสนับสนุนเพิ่มอีก 40 คน

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่าทำความเข้าใจกับประชาชนที่มาโวยวายในการลงพื้นที่ครั้งนี้อย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เราต้องรับฟังไว้ เป็นใครก็โกรธ เป็นความเครียดที่เกิดขึ้น เราต้องยอมรับให้เขาระบายมา และนำข้อมูลของเขามาแก้ไขให้เป็นประโยชน์ พร้อมย้ำว่าได้ขอโทษไปแล้ว เป็นรัฐบาลไม่ว่าจะอย่างไร รัฐบาลให้ประชาชนมาอยู่ตรงนี้มันก็เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ต้องไม่ให้มีอะไรผิดมากกว่านี้

จากนั้นนายอนุทิน ได้สอบถามว่า อาหารเพียงพอหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่รายงานว่าอาหารเพียงพอ และประชาชนบางส่วนได้เดินทางกลับบ้านไปบ้างแล้ว นายอนุทิน จึงบอกว่าเดี๋ยวต้องจ่ายไฟไปให้ชาวบ้าน ก่อนจะเดินดูภายในศูนย์อพยพ พร้อมบอกว่าหากไม่ได้ที่นี่แย่เลย โดยในช่วงหนึ่งมีผู้ประสบภัยเดินเข้ามาหาพร้อมยกมือไหว้ ซึ่งนายอนุทินได้ถามความเป็นอยู่ ผู้ประสบภัยบอกว่าอยู่คนเดียว ญาติพี่น้องไม่มี นายอนุทินจึงบอกว่าอยู่ที่นี่ก่อน จากนั้นผู้ประสบภัยก็ร้องไห้พร้อมสวมกอดไปที่เอว นายอนุทินกอดปลอบแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” ระหว่างนั้นผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามผู้ประสบภัย แต่นายอนุทินขอไม่ให้สัมภาษณ์ และบอกผู้ประสบภัยว่าให้อยู่ที่นี่ก่อน

ต่อมามีหญิงรายหนึ่งมาบอกกับนายกรัฐมนตรีว่า หารถกลับบ้านที่เกาะหมี โดยนายกรัฐมนตรีเอ่ยปากว่าให้กลับไปพร้อมกับตนรวมทั้งสัมภาระที่ติดตัวมาด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่จะขอนายกรัฐมนตรีไปดำเนินการเรื่องนี้ แต่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะให้หญิงรายดังกล่าวไปด้วยกัน เนื่องจากเป็นทางที่ต้องผ่านอยู่แล้ว และให้นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ช่วยถือสัมภาระ พร้อมระบุว่าจะไปเกาะหมีเพื่อดูสภาพความเสียหายของพื้นที่ดังกล่าวอยู่แล้ว

สำหรับการประเมินด้านการสาธารณสุข นายกรัฐมนตรี ระบุว่ามีการตั้งโรงพยาบาลสนาม 7 แห่งเพื่อรับมือแล้ว ขณะที่การแก้ไขปัญหาระยะยาวเนื่องจากโรงพยาบาลใหญ่หลายแห่งเสียหายหนักนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกโรงพยาบาลมีกองช่างและวิศวกรที่คอยดูแลอยู่แล้ว ส่วนเรื่องโรคหลังน้ำท่วม กระทรวงสาธารณสุขจะมีแผนการรับมืออยู่แล้ว

เมื่อถามต่อไปว่าการมาวันนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี เผยว่า รู้สึกเครียดที่เห็นประชาชนลำบากแบบนี้ ทุกข์ไม่น้อยกว่าท่านแน่นอน และต้องเร่งคืนความสะดวกสบายให้กับประชาชนมากที่สุด พร้อมย้ำว่าสัปดาห์หน้าเงินเยียวยาจะต้องถึงมือผู้ประสบภัย เงินช่วยเหลือศพละ 2 ล้านบาทต้องถึงครอบครัว และนโยบายพักหนี้ก็ต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วที่สุด จากนั้นนายกรัฐมนตรีขึ้นรถทหารเพื่อเดินทางไปยังเกาะหมี โดยในเวลา 17.00 น. ขบวนรถทหารของนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงเกาะหมี และส่งหญิงรายดังกล่าวถึงที่หมายปลอดภัย

ทั้งนี้ ในระหว่างที่นายอนุทิน พร้อมคณะขึ้นรถทหารจากเดินทางจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ไปยังศูนย์พักพิงในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปรากฏว่ามีชาวบ้าน 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดที่ท้ายรถ ก่อนตะโกนพร้อมชี้ไปนายกรัฐมนตรีและต่อว่าด้วยประโยคว่า “นายกฯ อย่านั่งรถสิ นายกฯ เดินดูเลย ถ้านายกฯ ลงมาเดินดูจะเยี่ยมแบบนี้เลย” พร้อมยกนิ้วโป้งแล้วกล่าวอีกว่า “เอาลูกนักเลงมาเลย คนลำบาก นายกฯ นั่งรถ ชาวบ้านด่าเพราะนายกฯ นั่งรถ ให้ลงเดินเลยเชื่อผม เพราะถ้าเป็นผม ผมลงเดินเลย” ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะตอบว่า “โอเค” ชาวบ้านพูดต่ออีกว่า “นายกฯ กลัวอะไรมีอำนาจอยู่แล้ว ใครมาว่าจับเลย” ก่อนจะขี่รถออกไป

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวถามนายกรัฐมนตรีว่า ชาวบ้านมาต่อว่าได้ทำความเข้าใจกับชาวบ้านรายดังกล่าวอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี ตอบว่า เราต้องฟังเขา เป็นใครก็โกรธ เราต้องน้อมรับ เพราะเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์แบบนี้ ก็ต้องยอมรับให้เขาระบาย และก็ขอโทษเขา และยังต้องนำข้อมูลของเสียงสะท้อนนั้น มาจัดการแก้ไขให้เป็นประโยชน์ หากเขามาบอกให้เข้าไปดูตรงจุดไหนเราก็ต้องเข้าไปดู ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเครียดจากสถานการณ์ นายกรัฐมนตรี ตอบกลับทันทีว่าเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว ทุกคนมีความเครียด และเราเป็นรัฐบาล เราก็ต้องขอโทษที่ทำให้พวกเขาต้องจากที่อยู่อาศัยมาอยู่แบบนี้ ไม่ว่าอะไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าเป็นข้อผิดพลาด แต่เราต้องไม่ทำให้มีอะไรผิดซ้ำซ้อน หรือผิดไปมากกว่านี้ และต้องเร่งฟื้นฟู และคืนสภาพชีวิตปกติให้ชาวบ้านโดยเร็วที่สุด ซึ่งตรงนี้รัฐบาลกำลังเร่งทำอยู่

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงของประชาชน และการน้อมรับความผิดพลาดจากผู้บริหารประเทศ การแก้ไขปัญหาและการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหลังภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย

อนุทินรับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความเดือดร้อนของประชาชนและความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา แม้ว่าความผิดพลาดจะเกิดขึ้น แต่การยอมรับผิดและการเร่งแก้ไขคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

อนุทินรับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพต่อสถานการณ์ที่ยากลำบาก

การที่นายอนุทินออกมาอนุทินรับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การเยียวยาและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา

การทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การที่รัฐบาลออกมาแสดงความรับผิดชอบ และอนุทินรับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

ที่มา – “อนุทิน” รับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพ บอกเป็นใครก็โกรธ ลั่น ทุกข์ไม่ต่างกัน

อนุมัติ! **มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ**

“อนุทิน” สั่งลุย! มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ เร่งด่วน ช่วยชีวิตประชาชนสำคัญที่สุด เตรียมลงหาดใหญ่รอบ 4

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมบูรณาการการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ เข้าร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมจุดรับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมบริจาค

นายอนุทินกล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นจุดที่วิกฤติที่สุดและเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ จึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเฉพาะหน้าและระยะฟื้นฟู รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัยอย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำว่าความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในพื้นที่ เพื่อให้การบูรณาการข้อสั่งการและการทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

กระทรวงการคลังได้ยกเว้นกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดซื้อจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว นายอนุทินได้มอบหมายให้กระทรวงต่างๆ เร่งบูรณาการยกระดับประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม โดยกล่าวว่า “เราจะรอช้าไม่ได้ ทุกวินาทีมีความหมายกับพี่น้องประชาชนที่นั่น”

การประชุมในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียม**มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ** เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตและฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติโดยเร็วที่สุด รัฐบาลได้เชื่อมโยงเครือข่ายทรัพยากรและการสื่อสารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานความร่วมมือต่างๆ

ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการช่วยเหลือในระยะสั้น เช่น การให้ประชาชนเข้าถึงอาหาร น้ำดื่ม ยา และที่พักพิงชั่วคราวอย่างทั่วถึง ส่วนในระยะกลาง จะมีการเพิ่มรายได้ลดภาระ โดยมาตรการพักชำระหนี้ สินเชื่อดอกเบี้ย 0% และมาตรการทางการพาณิชย์ เช่น การหาสินค้าที่ต้นทุนต่ำกว่าทุน โดยการสนับสนุนของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาถึง**มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ** ในระยะยาว

ในระยะที่ 3 จะเป็นการฟื้นฟูให้กลับสู่ภาวะปกติ โดยรัฐบาลจะเร่งประสานงานให้บริษัทประกันภัยดำเนินการจ่ายค่าประกันให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ย 0% เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือน ร้านค้า และความเสียหายอื่นๆ กระทรวงมหาดไทยพร้อมให้ความร่วมมือในการสำรวจความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุด นายกรัฐมนตรีอาจจะเดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกครั้งในช่วงบ่าย

**มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ**

สรุป**มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ**

ระยะที่ 1: ช่วยเหลือเร่งด่วน – มุ่งเน้นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที

ระยะที่ 2: เยียวยาและฟื้นฟู – กระทรวงการคลังบูรณาการหน่วยงานเพื่อออกมาตรการเยียวยาทั้งประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างครอบคลุม:

  • พักชำระหนี้
  • ลดดอกเบี้ย
  • ออกสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยต่ำเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและร้านค้า
  • มอบเงินเยียวยา
  • ประสาน คปภ. เร่งเคลมประกันภัย
  • จัดตั้งศูนย์พักพิง
  • ขอความร่วมมือจากรัฐวิสาหกิจในการฟื้นฟูกิจการและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย

ระยะที่ 3: ฟื้นฟูระยะยาว – กระทรวงการคลังออกมาตรการฟื้นฟูที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถฟื้นฟูอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ:

  • ออกสินเชื่อฟื้นฟู
  • พิจารณามาตรการตามความเหมาะสม
  • ประสานบริษัทประกันภัยจ่ายเงินประกันโดยเร็ว
  • จัดหาสินเชื่อดอกเบี้ย 0% เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและร้านค้า
  • เร่งสำรวจความเสียหายโดยกระทรวงมหาดไทย

รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ให้กลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด โดย **มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ** นี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – เคาะมาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ “อนุทิน” ลั่นรอช้าไม่ได้ บ่ายนี้จ่อไปหาดใหญ่

Scroll to top