การเยียวยา

แม่ขอถอนฟ้อง ทราย สก๊อต หวังพูดคุยเพื่อเยียวยาสัมพันธ์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวกรณีความขัดแย้งภายในครอบครัวของ คุณจีรานุช ภิรมย์ภักดี กับลูกชายอย่าง คุณทราย สก๊อต ซึ่งล่าสุดถือเป็นข่าวดีเมื่อคุณแม่ตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อถอนฟ้องคดีดังกล่าว โดยหวังจะเปิดช่องว่างให้ทั้งสองฝ่ายได้หันหน้ามาปรับความเข้าใจกันอีกครั้ง

แม่ขอถอนฟ้อง ทราย สก๊อต หวังพูดคุยเพื่อหาทางออก เยียวยาความสัมพันธ์

การตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ที่เป็นแม่ เพราะการต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายจัดการกับลูกถือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่คุณจีรานุชพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด ท่านได้เปิดเผยถึงเหตุผลที่เลือก แม่ขอถอนฟ้อง ทราย สก๊อต หวังพูดคุยเพื่อหาทางออก เยียวยาความสัมพันธ์ ในครั้งนี้ว่าเป็นเพราะความรักและสายใยความเป็นแม่ลูกที่ยังคงแน่นแฟ้น และเชื่อมั่นว่าการพูดคุยด้วยความเข้าใจมีค่ามากกว่าการเอาชนะกันในศาล

มุมมองความสัมพันธ์และคำแนะนำจากศาล

ในการไกล่เกลี่ยครั้งที่ผ่านมา ศาลแพ่งพระโขนงได้ให้คำแนะนำอย่างอบอุ่นให้ทั้งคู่หันหน้ามาคุยกัน ซึ่งคุณจีรานุชก็น้อมรับคำแนะนำนั้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง จนเป็นที่มาของการขอถอนฟ้องเพื่อ แม่ขอถอนฟ้อง ทราย สก๊อต หวังพูดคุยเพื่อหาทางออก เยียวยาความสัมพันธ์ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ความพยายามในการประคับประคองครอบครัวให้ดีที่สุด
  • การหลีกเลี่ยงปัญหาไม่ให้บานปลายไปกระทบถึงชื่อเสียงของตระกูลหรือบริษัท
  • การมุ่งเน้นไปที่การเยียวยาจิตใจของลูกทั้งสองคน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวการถอนฟ้องเกิดขึ้น แต่คุณจีรานุชก็ยืนยันว่าท่านรักลูกทั้งสองคนอย่างเท่าเทียมกันมาโดยตลอด และหากลูกต้องการพิสูจน์ความจริงในกระบวนการยุติธรรม ท่านก็พร้อมที่จะเคารพการตัดสินใจนั้นเช่นกัน สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการลดช่องว่างระหว่างแม่และลูก เพื่อให้ครอบครัวกลับมาเป็นที่พักพิงที่อบอุ่นสำหรับทุกคนอีกครั้ง

ในมุมมองของเรา นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แม้ในสถานการณ์ที่แตกหักที่สุด ความรักและความเข้าใจของแม่ยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดเสมอ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาจุดสมดุลและหันหน้ามาปรับความเข้าใจกันได้สำเร็จ เพื่อความสงบสุขภายในครอบครัวที่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – แม่ขอถอนฟ้อง “ทราย สก๊อต” หวังพูดคุยเพื่อหาทางออก เยียวยาความสัมพันธ์

“เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤตปากท้องที่รุนแรง รัฐบาลจึงออกมาตรการเร่งด่วนด้วย “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง เพื่อเยียวยาประชาชนให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งสูงและค่าครองชีพที่แพงขึ้นทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเหตุผล ความจำเป็น และผลกระทบที่จะตามมา

“เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 12 พ.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันถึงความจำเป็นของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แม้ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ตาม โดยระบุว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและวิกฤตปากท้องของประชาชน ซึ่งทุกประเทศมีหน้าที่ดูแลประชาชนของตนเอง

นายเอกนิติ เปรียบเทียบกับวิกฤตในอดีต เช่น วิกฤตปี 2540 ที่เป็นวิกฤตค่าเงินและธนาคารล้ม ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูง ส่งผลให้เป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพิจารณาอย่างรอบคอบในครม. และยืนยันความเร่งด่วน หากไม่ทำตอนนี้ วิกฤตจะถาโถมมาอีกหลายระลอก

วิกฤตค่าครองชีพ: ภัยคุกคามที่มองข้ามไม่ได้ ใน “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

“วันนี้เห็นแล้วว่า เงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้น และวิกฤตต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่สามารถหยุดวิกฤตนี้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ และรอให้เกิดปัญหา เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้หดตัว ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตคนตกงาน นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และหากปล่อยให้เกิดนานขึ้น จะยิ่งแก้ไขยาก” นายเอกนิติ กล่าว

พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว โดยเงิน 4 แสนล้านบาทแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 2 แสนล้านเน้นเยียวยา ส่วนหลังรอพิจารณาในงบประมาณปกติได้ แต่ทั้งหมดมุ่งเป้า “ยิงนกสองตัว” คือทั้งบรรเทาผลกระทบและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจ

  • เยียวยาประชาชนจากผลกระทบเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูง
  • สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กไม่ให้ล้มละลาย
  • ป้องกันวิกฤตว่างงาน大规模
  • เปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน

ไทยมีความเสี่ยงสูงจากวิกฤตพลังงาน เพราะนำเข้ามาก หากยังพึ่งพาน้ำมัน ต้องเผชิญราคาผันผวนจากสงครามที่ไม่รู้จุดจบ

“วันนี้ชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เพราะเราต้องนำเข้าพลังงานสูง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะหากยังต้องพึ่งพาน้ำมันมากขนาดนี้ ก็ต้องนำเข้า ขณะที่วิกฤตสงครามไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ และจะกระทบประชาชนอีกหลายระลอก ตนคิดว่าประชาชนจะเดือดร้อน” นายเอกนิติ กล่าว

ประโยชน์ระยะยาวจาก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

มาตรการนี้ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่เป็นการลงทุนในอนาคต เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดการนำเข้า ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นการบริโภค หมุนเงินในระบบให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีทุนหมุนเวียน สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน

หากมองในมุมกว้าง วิกฤตปากท้องนี้คล้ายโรคระบาดที่ต้องรักษาแต่เนิ่นๆ หากรอให้ลุกลาม จะรักษายากและแพงกว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านจึงเป็นยาแก้ที่ถูกต้องเวลา

สุดท้าย มาตรการ “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง จะช่วยให้ประชาชนไทยผ่านพ้นช่วงวิกฤตได้อย่างมั่นใจ รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง หากคุณกำลังเผชิญค่าครองชีพสูง ลองติดตามการเยียวยาที่จะตามมา และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยได้แค่ไหน?

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง เยียวยาประชาชนให้กลับมาแข็งแรงขึ้น

ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ทวงงบ 1,000 ล้าน

หลังจากเกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ชาวบ้านจำนวนมากยังคงรอคอยการเยียวยาจากรัฐบาลอย่างใจจดใจจ่อ ล่าสุด ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด หลังผ่านไปครึ่งปีแล้ว แต่เงินช่วยเหลือยังไม่ถึงมือครบถ้วน ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดโฉมหน้าทวงถามในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการจ่ายเงิน โดยเฉพาะงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนกว่า 1,000 ล้านบาท และเงินเยียวยาเกษตรกรที่ค้างจ่าย

ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายรุนแรงให้กับครัวเรือนนับหมื่นรายในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลาที่ได้รับผลกระทบหนัก บ้านเรือนพังพินาศ สัตว์เลี้ยงจมน้ำตาย พืชผลเสียหาย แต่ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่าคือความล่าช้าของระบบราชการในการเยียวยา ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด เพราะแม้รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนจำนวน 1,098 ล้านบาท ครอบคลุม 60,000 ครัวเรือนแล้ว แต่การดำเนินการกลับเชื่องช้า ไม่มีกำหนดการโอนเงินที่ชัดเจน ชาวบ้านบางรายที่บ้านพังหนัก กลับได้รับเงินเยียวยาน้อยเกินจริง ไม่พอสำหรับการซ่อมแซม

ส.ส.ประชาธิปัตย์ย้ำถึงปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้น ดังนี้

  • ข้อมูลผู้ประสบภัยตกหล่น ทำให้บางครัวเรือนไม่ได้รับสิทธิ์
  • วงเงินเยียวยาไม่สอดคล้องกับความเสียหายจริง
  • ขั้นตอนราชการยุ่งยาก ล่าช้าเกิน 6 เดือน
  • ไม่มีช่องทางร้องเรียนที่สะดวกสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ

เพื่อแก้ไขปัญหา ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์เรียกร้องให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดไทม์ไลน์จ่ายเงินชัดเจน และจัดตั้งช่องทางร้องเรียนสำหรับผู้ที่ข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือได้รับเงินไม่เป็นธรรม ชาวบ้านที่รอคอยด้วยความหวัง ไม่อยากให้ความช่วยเหลือกลายเป็นภาระที่ต้องไล่ตามอีกต่อไป

ทวงงบซ่อมบ้าน 1,000 ล้าน จี้จ่ายเงินเกษตรกรด่วน

นอกจากปัญหาที่อยู่อาศัยแล้ว กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในสงขลากว่า 1,725 ราย ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว แม้ความเสียหายรวมจะสูงถึง 114 ล้านบาท เกษตรกรเหล่านี้สูญเสียสัตว์เศรษฐกิจไปจำนวนมาก ไม่มีทุนหมุนเวียนในการเริ่มต้นใหม่ ส.ส.ปชป. จึงจี้กรมปศุสัตว์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งกำหนดกรอบเวลาจ่ายเงินที่ชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรสามารถฟื้นฟูอาชีพได้ทันท่วงที

ความล่าช้านี้ไม่เพียงสร้างความทุกข์ยากให้ประชาชนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของสงขลา หากรัฐบาลปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป ความเชื่อมั่นในระบบบรรเทาภัยอาจสั่นคลอน น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง การมีกลไกเยียวยาที่รวดเร็วและโปร่งใสจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องลำบากซ้ำซ้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ถือเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วย เช่น แอปพลิเคชันยื่นขอเยียวยาออนไลน์ เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความโปร่งใส หากทำได้ ชาวบ้านจะได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับปัญหานี้? รัฐบาลควรเร่งแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและภัยพิบัติจากเรา เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ทวงงบซ่อมบ้าน 1,000 ล้าน จี้จ่ายเงินเกษตรกรด่วน

สดุดีวีรบุรุษ ยกหนี้ ธ.ก.ส. กรณีพิเศษ

รัฐบาลแสดงความเสียใจและสดุดีวีรบุรุษทหารกล้าที่สละชีวิตปกป้องอธิปไตยจากเหตุความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งอนุมัติ ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สร้างความสูญเสียต่อชีวิตของวีรบุรุษผู้เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาเอกราช และอธิปไตยของชาติ รัฐบาลขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของทหารกล้า และขอสดุดีวีรกรรมอันหาญกล้าของทุกท่าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการเร่งให้ความช่วยเหลือครอบครัวของวีรบุรุษอย่างเต็มที่ ตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการช่วยเหลือลูกค้าที่เป็นทหาร หรือ ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงให้ความช่วยเหลือแก่บิดา มารดา หรือ คู่สมรส ที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ของวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิต

สดุดีวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิต -ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ

มาตรการช่วยเหลือที่สำคัญคือ การยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ โดยให้ธนาคารยกหนี้ในส่วนของต้นเงินกู้ทุกสัญญา และยกหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยค้างรับและดอกเบี้ยปรับทั้งหมด ภายใต้สัญญาที่ใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส.

รายละเอียดการ ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ

  • ยกหนี้ต้นเงินกู้ทั้งหมด
  • ยกหนี้ดอกเบี้ยค้างรับทั้งหมด
  • ยกหนี้ดอกเบี้ยปรับทั้งหมด
  • ครอบคลุมสัญญาที่ใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส.

รัฐบาลยืนยันว่าจะยืนหยัดเคียงข้างเหล่านักรบ ทหารกล้าของไทย และพี่น้องประชาชนคนไทย เพื่อก้าวผ่านวิกฤติการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาไปด้วยกัน รัฐบาลจะเร่งดำเนินการทุกมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทั่วถึง

การดำเนินการยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการดูแลและเยียวยาครอบครัวของวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตเพื่อชาติ เป็นการแสดงความขอบคุณและให้เกียรติแก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชน

ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและปรับปรุงมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการได้อย่างแท้จริงและทันท่วงที

การเสียสละของวีรบุรุษทุกท่านเป็นสิ่งที่มิอาจประเมินค่าได้ และรัฐบาลจะจดจำคุณงามความดีของทุกท่านตลอดไป การช่วยเหลือครอบครัวของวีรบุรุษเป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งของรัฐบาล และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าครอบครัวเหล่านี้จะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

ที่มา – สดุดีวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิต -ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทย สั่งเยียวยาเต็มที่

“ตรีนุช” พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนสถานทูตอิสราเอล รับร่าง “สนธยา อัครศรี” แรงงานไทยที่เสียชีวิตในสงครามอิสราเอล หลังเสียชีวิตนานกว่า 2 ปี กำชับเยียวยา ดูแลสิทธิประโยชน์ครอบครัวที่พึงได้รับอย่างเต็มที่

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลา 16.45 น. ที่อาคารสำนักงานเขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย เดินทางไปรับร่างนายสนธยา อัครศรี แรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิตจากเหตุสงครามอิสราเอล-ฮามาส หลังถูกจับเป็นตัวประกันตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2566 โดยหลังเดินทางถึงบริเวณสำนักงานเขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวตรีนุช พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และ ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าสู่พื้นที่คลังสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

จากนั้น รมว.แรงงาน พร้อมคณะ ได้วางพวงหรีดไว้อาลัยแด่ผู้วายชนม์ และยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที ซึ่งบรรยากาศการรับร่างแรงงานไทยในวันนี้เป็นไปด้วยความเศร้าโศก ก่อนที่จะมีการนำร่างของนายสนธยา ขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับสู่อ้อมอกของครอบครัวในจังหวัดหนองบัวลำภู ต่อไป

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ตนรู้สึกเศร้ากับการสูญเสียพี่น้องแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศแต่ไม่สามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว “อัครศรี” ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ขอให้กำลังใจกับทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และลูกสาวของคุณสนธยา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอเป็นตัวแทนรัฐบาลไทย พาคุณสนธยากลับบ้าน หลังจากที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัวนานถึง 7 ปี

รมว.แรงงาน กล่าวว่า จะดูแลเรื่องการเยียวยาและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ครอบครัวของคุณสนธยาพึงได้รับอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ได้มีการดำเนินการไปแล้วในหลาย ๆ ส่วน เช่น เงินชดเชยจากสถาบันประกันภัยอิสราเอล หลังจากที่ได้รับร่างของคุณสนธยากลับคืนมายังประเทศไทยแล้ว จำนวน 5 ส่วน ดังต่อไปนี้

1.เงินช่วยเหลือค่าชดเชยการไว้ทุกข์ประมาณ 80,000 บาท

2.ค่าใช้จ่ายในการจัดการศพ จ่ายตามจริงไม่เกิน 40,000 บาท

3.เงินชดเชยรายเดือน ประมาณ 80,000 – 120,000 บาท

4.เงินช่วยเหลือประจำปี 40,000 บาท

5. เงินช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร เงินช่วยเหลือทางจิตวิทยา อีกจำนวนหนึ่ง

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีเงินชดเชยกรณีถูกเลิกจ้าง ที่เรียกว่า ปิซูอิม ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามขอรับเอกสารที่เกี่ยวข้องจากทายาท ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้มีการจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของกรมการจัดหางาน กรณีเสียชีวิตในต่างประเทศให้กับครอบครัวไปเรียบร้อยแล้ว จำนวน 40,000 บาท และในส่วนของสำนักงานประกันสังคม ที่เป็นเงินสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพให้กับทายาท อีกจำนวน 10,042 บาท รวมถึงเงินช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินสำหรับครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อีกจำนวน 3,000 บาท

“ดิฉันขอยืนยันว่า จะให้การดูแลแรงงานไทยทุกคนที่ไปทำงานในต่างประเทศให้ได้รับการดูแล การคุ้มครองสิทธิ รวมถึง ความปลอดภัยในการที่พวกท่านจะต้องออกไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง เพื่อนำรายได้กลับเข้าประเทศ อย่างเต็มที่” รมว.แรงงาน กล่าว

และในส่วนของการส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศอิสราเอล กระทรวงแรงงาน ได้ประกาศยกเลิกการชะลอการส่งแรงงานไทยไปอิสราเอลแล้ว และทางกรมการจัดหางาน ตั้งเป้าที่จะส่งแรงงานไทยไปทำงานที่อิสราเอล โดยขณะนี้ เรามีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในอิสราเอล ประมาณ 40,461 คน

น.ส.ตรีนุช ย้ำว่า การดูแลคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศ ได้ให้สำนักงานแรงงานในต่างประเทศ ทุกแห่ง ให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกในการเข้าไปดูแลแรงงานไทยให้มีความปลอดภัย ในทุกมิติ อย่างเคร่งครัด

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่

การดำเนินการของกระทรวงแรงงานในการช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างแดน การยกเลิกการชะลอส่งแรงงานไทยไปอิสราเอล ควบคู่ไปกับการดูแลและคุ้มครองแรงงานอย่างเข้มงวด จะช่วยให้แรงงานไทยมีโอกาสในการสร้างรายได้ และได้รับการปกป้องสิทธิอย่างเต็มที่

มาตรการเยียวยาและสิทธิประโยชน์ที่ครอบครัวของตัวประกันไทยจะได้รับ

มาตรการเยียวยาต่างๆ ที่ “ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่ นั้น ครอบคลุมทั้งเงินชดเชย ค่าจัดการศพ เงินช่วยเหลือรายเดือน และเงินช่วยเหลืออื่นๆ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินของครอบครัวได้เป็นอย่างมาก การดำเนินการที่รวดเร็วและโปร่งใสในการจ่ายเงินชดเชย จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ ว่าพวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาลไทย

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลและคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง กระทรวงแรงงานควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการในต่างประเทศ และให้ความรู้แก่แรงงานไทยเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของตน เพื่อให้แรงงานไทยทุกคนที่ไปทำงานในต่างแดนได้รับความปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศ การทำงานเชิงรุกของสำนักงานแรงงานในต่างประเทศ และการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับแรงงานไทย และส่งเสริมให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในการเป็นแรงงานไทยในต่างแดน

ที่มา – “ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่

อนุทินบอก ตื๊อ “อนุชา” เท่านั้น ย้ำน้ำไม่ท่วม!

“อนุทิน” หยอดหวาน “อนุชา” ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก! หลังสื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่จะชวน “อนุชา” เข้าพรรคภูมิใจไทย อนุทินตอบอย่างอารมณ์ดี พร้อมยืนยันว่าดีใจที่ผลโพลออกมาดี แต่ยิ่งต้องทำงานให้หนักขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังเมินเสียงวิจารณ์จาก “พิธา” เรื่องการดูด สส.​ พร้อมให้ความมั่นใจว่าปีนี้น้ำจะไม่ท่วมหนักเหมือนปี 54 อย่างแน่นอน เพราะได้เตรียมการรับมือไว้แล้ว

เมื่อเวลา 17.00 น. ที่จ.ชัยนาท นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดชัยนาทโดยมีนายอนุชา นาคาศัย สส.ชัยนาท ให้การต้อนรับ จะถือโอกาสนี้ทาบทามนายอนุชามาอยู่พรรคภูมิใจไทยเลยหรือไม่ ว่า นอกจากภรรยาผมแล้ว ผมก็รักพี่แฮงค์ (นายอนุชา) เป็นคนที่สอง

เมื่อถามย้ำว่า สรุปว่านายอนุทินจะชวนนายอนุชามาอยู่ภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า นายอนุทิน กล่าวว่า “ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก”

เมื่อถามว่า ล่าสุดอีสานโพลได้เผยผลสำรวจ ถ้าเลือกตั้งวันนี้อยากให้ใครเป็นนายกมากที่สุด โดยชื่อนายอนุทินมาเป็นอันดับหนึ่ง รู้สึกอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า ตรงนั้นดีใจคืนเดียว แต่ต้องทำงาน ยิ่งมาแบบนี้ ต้องยิ่งทำให้ความคาดหวังของพี่น้องประชาชนไม่สูญเปล่า ยอมรับว่าจากบ๊วยมาเป็นที่หนึ่งครั้งแรก

เมื่อถามว่า 4 เดือนนี้ภูมิใจไทยจะทำโพลของตัวเองหรือไม่ นายอนุทิน ได้ชี้ไปที่ สส.พรรคภูมิใจไทยที่อยู่ด้านข้าง พร้อมกล่าวว่า โพลของเราคือการลงพื้นที่ และเข้าใจชาวบ้าน ไม่ต้องทำโพลหรอก เราต้องการให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในตัวเราว่าเราทุ่มเทให้เขาอย่างเต็มที่ จะอยู่ได้หรือไม่ได้ก็ตรงนี้แหละ

เมื่อถามว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุถึงกระแสพรรคภูมิใจไทยดูด สส. ว่าที่ผ่านมาแม้จะดูดแต่ก็แพ้นายพิธามาแล้ว นายอนุทิน ย้อนถามว่า เลือกตั้งครั้งที่แล้วไม่มีดูดใคร

ถามต่อว่า นายพิธากล่าวเช่นนี้จะมีผลกระทบกับพรรคประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่มี ไม่เคยมีปัญหา เราทำงานกับสส.พรรคประชาชนในสภาเป็นอย่างดี เป้าหมายเดียวกันเราก็ทำร่วมกันเป็นอย่างดี เช่น เรื่องรัฐธรรมนูญ กฎหมายอากาศสะอาด ก็ครบองค์ประชุม ซึ่งเป็นกฎหมายที่พรรคประชาชนเสนอก็ผ่านสภา และในเอ็มโอเอก็เขียนไว้ ตกลงกันไว้ กฎหมายอะไรที่เป็นประโยชน์ก็จะสนับสนุนกัน อย่าไปคิดว่าใครเป็นฝ่ายค้าน ใครเป็นฝ่ายรัฐบาล และเราก็แสดงท่าทีอย่างชัดเจน

อนุทินบอก ตื๊อ “อนุชา” เท่านั้นหลังยังไม่เข้าภูมิใจไทย-ยืนยันน้ำไม่ท่วมเหมือนปี 54

นอกจากนี้นายอนุทิน ยังได้ติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณประตูเขื่อนระบายน้ำก่อนจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะให้ความมั่นใจได้ว่า สถานการณ์จะไม่ซ้ำรอยปี 2554 ว่า ปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 54 เราจะเร่งบริหารจัดการสถานการณ์น้ำ ให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่ามั่นใจได้หรือไม่ว่าคนกรุงเทพฯ จะไม่เผชิญน้ำท่วม คล้ายปี 2554 นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าไม่มีฝนตกหนักมาเติมก็มั่นใจ อีก 2-3 อาทิตย์จะเข้าสู่ปลายฤดูฝน ปริมาณน้ำทั่วประเทศ น่าจะได้ระบายคล่องตัวทำให้การท่วมขังน้อยลง

ส่วนพื้นที่อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ที่เป็นพื้นที่รับน้ำทุกปีสถานการณ์น่าจะคลี่คลายในกี่สัปดาห์ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าน่าจะประมาณ 2-3 สัปดาห์ ส่วนใหญ่สิ้นเดือนตุลาคมเข้าเดือนพฤศจิกายน สถานการณ์น่าจะดีขึ้น แต่ตอนนี้เราคิดไปไกลกว่านั้นต้องคิดถึงเรื่องของการบริหารจัดการในระยะยาวด้วย ทุกปีเราเน้นเรื่องของการเยียวยา ใช้เงินปีละประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท ถ้าเราใช้เงินก้อนนี้มาเป็นเรื่องของการลงทุน ระบบสาธารณูปโภค ระบบเขื่อน ระบบเส้นทางน้ำ ระบบฝาย เรื่องการบริหารจัดการน้ำ เราน่าจะทำให้เงินงบประมาณเหล่านี้เกิดประโยชน์มากขึ้น

ชี้เยียวยา 9,000 บาท เดือนเดียว 2 หมื่นล้านไม่ได้อะไร แต่เท่ากับโครงการใหญ่ที่เบิกจ่าย 3-4 ปี

เมื่อถามถึงแนวโน้มในการสร้างเขื่อนเพิ่ม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สทนช. ต้องไปศึกษาและหาวิธีที่จะทำให้สภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีคลี่คลาย ไม่เช่นนั้นทุกปีก็จะต้องเกิดปัญหา แบบนี้แล้วกลับไปก็ต้องหาตังค์มาจ่าย

“อนุมัติงบกลางชาวบ้านได้ 9,000 บาท ถามว่าวันนี้ต่อให้เขาแสนบาทเขาก็ไม่เอาหรอกเงิน ขอให้น้ำไม่ท่วมดีกว่า เราก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้น้ำไม่ท่วม ไม่ให้เขาเดือดร้อน เงินใช้พอๆ กันเลย อย่างคลองบางบาล บางไทร 20,000 กว่าล้าน เท่ากัน แต่ 5-6 ปีกว่าจะเสร็จเท่ากับปีหนึ่งงบประมาณ 4-5 พันล้าน แต่นี่ 20,000 ล้าน เยียวยาปีหนึ่งให้ชาวบ้านแล้ว และยังไม่มีโครงการอะไรที่จะไปทำในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคเลย” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าจากการลงพื้นที่ทุกแห่งในประเทศเกี่ยวข้องกับปัญหาใหญ่ที่ทำให้การบริหารจัดการน้ำเกิดปัญหาคืออะไร นายอนุทินกล่าวว่ามันก็มีหลายปัญหาที่ดินของชาวบ้านด้วย มาอยู่ต่างจังหวัดจะไปเวนคืนที่ของพี่น้องประชาชนเป็นเกษตรกรทำไร่ทำนา เป็นเรื่องที่อธิบายยาก ต้องหาวิธีในการหาเทคโนโลยีใหม่ๆ น้ำก็เช่นกัน เห็นแบบนี้ อีก 6 เดือนก็ต้องมาแก้ปัญหาภัยแล้ง เป็นไปได้อย่างไรเรื่องน้ำ ทำอย่างไร ตนให้นโยบาย สทนช. ไปว่าทำอย่างไรได้บ้างให้ช่วยกันคิด ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานแนวคิดพื้นฐานมาแล้วเรื่องแก้มลิง แต่ด้วยสภาพนิเวศที่เปลี่ยนไปแก้มลิงที่มีอยู่อาจไม่พอต้องทำเพิ่มได้หรือไม่ หลีกเลี่ยงการเวนคืนที่ของประชาชน ที่ของรัฐ ที่ของหลวง ที่ราชพัสดุ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ใช้เป็นที่เก็บกักน้ำได้หรือไม่ ต้องคิดต่อไป เอาไว้หลังเลือกตั้งก่อน ค่อยมาคิด

เมื่อถามว่า 4 เดือนที่จะวางรากฐานให้ได้จะทำได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รากฐานวางได้อยู่แล้ว คือการบอก สทนช. ให้ใช้สำนักทรัพยากรน้ำ เป็นเจ้าภาพหลัก และค่อยกระจายไปยังหน่วยงานต่างๆ

“เราก็ต้องบอกท่านเลขาธิการ บอกท่านอนุชาว่าพี่ไม่ไหวแล้วนะ ปีหนึ่ง 2-3 หมื่นล้าน และหมดไปครั้งเดียวเลย โดยปกติ 30,000 ล้านบาท งบประมาณผูกพันต้องใช้ 3-4 ปีถึงจะใช้หมด แต่นี่ 30,000 ล้านบาท เดือนเดียวใช้หมด ดังนั้นจะต้องเรียนท่านไปว่าเงินมีแล้วเอาไปสร้างอะไรที่เป็นการลงทุนระยะยาวได้หรือไม่ ท่านก็มาจากสภาพัฒน์ มีวิสัยทัศน์ เห็นลู่ทาง นี่คือการวางรากฐาน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

“อนุทิน” บอก ตื๊อ “อนุชา” เท่านั้น ยังยืนยันน้ำไม่ท่วมแน่

สรุปแล้วประเด็นสำคัญจากที่นายกฯ อนุทินให้สัมภาษณ์คือ 1) ยังคง “ตื๊อ” คุณอนุชาให้มาร่วมงานกับภูมิใจไทยต่อไป 2) มั่นใจว่าสถานการณ์น้ำจะไม่รุนแรงเหมือนปี 54 และ 3) เตรียมวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอย่างยั่งยืน

อนุทินให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวมากกว่าการเยียวยาเพียงอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและอาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนกว่าเดิม เราต้องติดตามกันต่อไปว่าแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลจะประสบความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “อนุทิน” บอก ตื๊อ “อนุชา” เท่านั้นหลังยังไม่เข้าภูมิใจไทย-ยืนยันน้ำไม่ท่วมเหมือนปี 54

Scroll to top