การเลือกตั้งครั้งหน้า

“เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ เลือกตั้ง69 กำหนดอนาคต

“เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ประเทศไทยเหมือนคนตกเหว การเลือกตั้ง69 กำหนดหน้าตารัฐบาลแก้ปัญหาการเมืองสีเทา-คอร์รัปชัน เหตุไม่มีเสียง สว.ร่วมโหวตนายกฯ ชูทีมรองนายกฯ แก้ปัญหาประเทศ ไม่มีโควตา

วันที่ 19 ธ.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 ของพรรค กล่าวในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ เรื่องการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า เมื่อวานพรรคประชาชนได้ประชุมพร้อมกับว่าที่ ผู้สมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเตรียมความพร้อมสู้การเลือกตั้ง เพราะตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกล พรรคอนาคตใหม่ และพรรคประชาชน เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ปัญหาให้กับประเทศ ปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ ที่เราเจออยู่ ไม่ว่าเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองต่างๆ

ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเหมือนคนที่อยู่ขอบเหว และการเลือกตั้ง69 กำหนดความเป็นไปของประเทศครั้งหน้า จะเป็นจุดชี้เป็นชี้ตาย จุดชี้ชะตาที่สำคัญที่จะทำให้เราไม่ตกเหวหรือเปล่า และใจความสำคัญอีกหนึ่งอย่างในการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นการเลือกตั้งที่เสี่ยงของประชาชน กำหนดหน้าตารัฐบาลได้จริง เพราะไม่มีเสียง สว. มาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีแล้ว ที่ผมบอกว่า ประเทศไทยเปรียบเหมือนคนที่อยู่ขอบเหว เพราะถ้าเรามองปัญหาทุกๆ ด้าน ที่ผ่านมาเราจะรู้สึกคุ้นชินกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

แต่ขอตั้งคำถามคุณภาคภูมิกับผู้ชมทางบ้าน ว่ามีครั้งไหนไหมที่การทุจริตคอร์รัปชัน มันกัดกินทำให้ตึกถล่มลงมาหรือเปล่า มีคนตายเกือบร้อย อย่างกรณี ตึก สตง. เราอาจจะคุ้นชินเรื่องของส่วยตำรวจ แต่มีครั้งไหนไหมที่ส่วยตำรวจ ลุกลามเข้าไปกัดกินในวงการข้าราชการตำรวจ โยงใยถึง ผบ.ตร. มีการชี้มูลความผิดตำรวจระดับสูงร่วม 200 คน มีเรื่องปัญหาแก๊งหลอกลวง แต่มีครั้งไหนไหมที่ทุนเทามายึดครองประเทศได้แบบนี้ นอกจากว่าไปพัวพันกับตลาดหลักทรัพย์ พยายามไปยึดครองกลุ่มบริษัทพลังงาน ยังเกี่ยวข้องกับสภาด้วย เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่แวดวงทางการเมืองด้วย ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นปัญหาที่น่ากลัว ถ้าเรายังปล่อยให้ประเทศของเราเดินไปแบบนี้อยู่อีก มันเหมือนประเทศไทยคงตกเหว แล้วก็ไม่สามารถที่จะกอบกู้กลับมาได้อีก

เมื่อถามว่าเหลืออีกกี่ก้าวถึงจะตกเหวนั้น “นี่คือก้าวสุดท้าย เลือกตั้ง69 กำหนดอนาคตประเทศครั้งหน้าเข้าใจว่าประชาชนหลายส่วน ถ้าเราดูจากผลโพล อาจจะรู้สึกผิดหวัง ขาดความเชื่อมั่นทางการเมือง แต่ผมอยากยืนยันกับทุกๆ คนอีก 1 ครั้ง ว่า การเมืองคือเรื่องแห่งความหวัง แล้วเสียงของทุกคนมีความหวังจริงๆ ไม่มีเสียงของ สว.มาขวาง แล้วเราจำเป็นที่จะต้องทำให้การเมือง ยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนคนส่วนใหญ่ เป็นการเมืองที่ตรงไปตรงมา เป็นการเมืองที่ไม่มีสีเทา ตราบใดที่การเมืองยังมีสีเทาอยู่ เราไม่มีทางที่แก้ไขปัญหาทั้งหมดที่ผมบอกมาได้ แต่ถ้าจุดเริ่มต้นการเมืองดี เราได้รัฐบาลของประชาชน ทุกปัญหามีทางออก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่านี่เป็นสิ่งชูธงในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พวกเราสื่อสารมาโดยตลอดและเป็นจุดสำคัญชี้เป็นชี้ตาย อย่างที่บอกว่า ปัญหาเรื่องสีเทา มันพัวพันกับประเทศเยอะเต็มไปหมด

ส่วนเมื่อวานที่พรรคประชาชนเปิดตัว รองนายกฯ 4 คน เพราะปัญหาที่ประเทศไทยเจอตอนนี้เพราะผมไม่เชื่อว่า จะมีผู้นำคนใดคนนึง ถึงแม้จะเก่ง มีคุณภาพ มีคุณสมบัติที่ดีขนาดไหน ผมไม่เชื่อว่าจะมีผู้นำเพียงแค่ 1 คน แล้วแก้ปัญหาทุกเรื่องที่บอกมาได้ จะเป็นเรื่องชายแดน สแกมเมอร์ การทุจริตคอร์รัปชัน การจัดการภัยพิบัติ สิ่งที่คนไทยต้องการตอนนี้ คือ ผู้นำที่มีทีมที่เข้มแข็ง จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวทีมรองนายกฯ พรรคประชาชน 4 ด้าน 4 คน ดูแลอธิปไตยความมั่นคงใหม่ ดูแลเรื่องคุณภาพชีวิต ดูแลเรื่องเศรษฐกิจใหม่ และการบริหารราชการแผ่นดินใหม่

“แต่ละคนจะไม่ได้มาทำงานแบบตำแหน่งลอย ถ้าเราดูระบบการเมืองที่เป็นอยู่บางทีตำแหน่งรองนายกฯ จะเป็นลอยๆ และให้ไปควบกระทรวง ที่แบ่งตามโควตา แต่เราออกแบบทีมโครงการบริหารที่เข้มแข็งให้รองนายกฯ ดูแลเป็นวาระ อยากขับเคลื่อนวาระยังไง โดย 1 วาระ ต้องทำงานหลายกระทรวงร่วมกัน โดยไม่ต้องควบ ยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐกิจ ที่นายวีรยุทธ เป็นคนดู อาจจะต้องดูทั้งในส่วนของ ที่เกี่ยวข้องกระทรวงการต่างประเทศก็เกี่ยว กระทรวงพลังงาน คมนาคม พาณิชย์ หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ซึ่งจะมีความชัดเจนในอนาคตว่ารองนายกฯ ดูแลกระทรวงไหนบ้าง เราเชื่อว่าวิธีการแก้ปัญหาของประเทศ ต้องเริ่มจากผู้นำที่มีทีมที่เข้มแข็ง แล้วเราสาระปัญหาของประเทศเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาเรื่องตำแหน่งหรือโควตารัฐมนตรี เป็นตัวตั้ง ถึงจะสามารถแก้ไขปัญหาแต่ละด้านได้ ซึ่งเป็นการเสนอผลประโยชน์ของประชาชน เชื่อว่าเข้าคูหา 8 ก.พ.69 นอกจากนโยบายที่เชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนมีนโยบายที่ดี ไม่แพ้พรรคไหน การทำให้ประชาชนเห็นทีมบริหารด้วย จะทำให้เขาเกิดความเชื่อมั่น ถ้าเลือกพรรคประชาชนแล้ว จะได้โฉมหน้าทีมบริหารแบบไหน เข้าไปบริหารประเทศ เพื่อทำให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า พรรคประชาชนพร้อมบริหาร แล้วเราจะสามารถดึงประเทศไทยกลับมาไม่ให้ตกเหวได้

ส่วนต้นเดือน ม.ค.69 จะเปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน ซึ่งไม่จำเป็นต้องดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีก็ได้ จะเริ่มเห็นหน้ามีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เคยเป็นอดีตข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ รวบรวมคนที่เป็นมืออาชีพมาบริหารประเทศ ส่วนนโยบายพรรคจะเปิดช่วงปลายปี เปิดกระเช้าปีใหม่เป็นของขวัญวันปีใหม่ให้ประชาชนวันที่ 25 ธ.ค. ก่อนวันรับสมัคร สส. 27 ธ.ค.นี้

“เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ไทยเหมือนคนตกเหว เลือกตั้ง69 กำหนดหน้าตารัฐบาลแก้ปัญหาประเทศจริง

ทำไมการเลือกตั้ง69 กำหนดอนาคตประเทศไทย?

การเลือกตั้ง69 กำหนดอนาคตของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง เนื่องจากไม่มี สว. มาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้เสียงของประชาชนมีความหมายและสามารถกำหนดทิศทางของประเทศได้

การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดว่าประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ ที่สะสมมานานได้หรือไม่

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ไทยเหมือนคนตกเหว เลือกตั้ง69 กำหนดหน้าตารัฐบาลแก้ปัญหาประเทศจริง

โสภณ ลั่นไม่สนโพล! เชื่อการกระทำพิสูจน์

“โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ไม่ใช่คนบางกลุ่มมาปั้นกระแส ชี้สถานการณ์แบบนี้ไม่มีรัฐบาลชุดไหนทำให้สมบูรณ์ได้ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 30 พ.ย. 2568 ที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ ดอนเมือง นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงผลกระทบการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมของรัฐบาล ต่อสนามเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคภท.ซึ่งมีผลโพลความนิยมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภท.ลดลง ว่าไม่ห่วงเรื่องกระแสการเมือง เพราะประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ หากนำสถานการณ์มาปั่นเป็นกระแสความสามัคคี เฟคนิวส์ ทำให้ประชาชนที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงหลงผิด เชื่อว่าเวลา และการกระทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์การกระทำของรัฐบาล

“พวกผมไม่ได้เวอรี (Worry) กับเรื่องกระแส เรื่องโพล แต่พวกผมวันนี้ก้าวข้ามเรื่องนั้นแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือเราจะเยียวยาจิตใจกันอย่างไร ระยะยาวจะทำอย่างไร มันไม่เพอร์เฟกต์ เราก็รู้ว่าสถานการณ์แบบนี้ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะทำให้สมบูรณ์ได้ มันเกินคาด แต่จะทำอย่างไรส่วนที่บกพร่อง ก็เป็นอุทาหรณ์ไป ส่วนความนิยมทางการเมือง จะบอกว่าพวกผมทำผิดประชาชนจะตัดสิน ไม่ใช่คนบางคน คนบางกลุ่มที่ไปปั่น ความจริงจะปรากฏเอง” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อว่า เราจะเดินหน้าเยียวยาสภาพจิตใจและฟื้นฟูเรื่องอาชีพต่อ เช่น ศูนย์รับส่งต่อสิ่งของบริจาคนี้จะต้องมีต่อไป และในอนาคต รถยนต์มอเตอร์ไซค์จะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือประชาชน และประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร ไม่ใช่การเรี่ยไร แต่ประชาชนพร้อมช่วยชี้ว่าบรรยากาศแบบนี้จะวัดใจคนว่าใครปรารถนาดีกับประชาชนจริง ทำจริงไม่ได้ใช้วาทกรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่อยู่ตลอด เชื่อว่าประชาชนรับรู้รับทราบ ไม่ได้กังวล

เมื่อถามเรื่องการตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรีหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ต้องเร่งฟื้นฟู จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อพรรคภท.หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า พรรคภท.ไม่เกี่ยว แต่ประกาศแล้วว่า

“ถ้ายื่นอภิปราย พวกผมก็ยุบ ส่วนประชาชนจะบอกว่ายุบแล้วผลกระทบกับน้ำท่วม เป็นเรื่องของคนที่ยื่นไม่เห็นความสำคัญและความเดือดร้อนของประชาชน ยื่นมาผมก็ยุบ เพราะประกาศมาก่อนแล้ว คุณยื่นมาผมก็ยุบ ส่วนเราเป็นรัฐบาลรักษาการเราก็เดินหน้าทำเต็มที่แต่อาจจะดรอปลงหน่อยหนึ่งในฐานะรัฐบาลรักษาการ แต่ถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นก็เดินหน้าเต็มที่ฟื้นฟูสถานการณ์น้ำท่วมไม่ว่าที่อำเภอหาดใหญ่ หรือภาคใต้ทั้งหมด” นายโสภณกล่าว

“โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกระแสความนิยมทางการเมืองที่วัดจากโพลต่างๆ โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกระทำที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาล

ท่าทีที่แข็งกร้าวของนายโสภณแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากบางส่วนของสังคม การที่นายโสภณประกาศชัดเจนว่าไม่สนใจกระแสโพล สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาลในระยะยาว

ทำไม “โสภณ” ถึงไม่สนใจกระแสโพล?

เหตุผลที่นายโสภณ ซารัมย์ ไม่ให้ความสำคัญกับผลสำรวจความคิดเห็นหรือโพล อาจมาจากความเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานของตนเองและรัฐบาล รวมถึงความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะมองเห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ การยึดมั่นในการกระทำมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่นายโสภณเชื่อว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่นายโสภณกล่าวถึงการปั่นกระแสและความพยายามของคนบางกลุ่มในการบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาไม่ไว้วางใจผลสำรวจที่มาจากการสร้างกระแสที่ไม่ถูกต้อง การให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ถูกต้องและการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งที่นายโสภณยึดมั่น

การประกาศว่าพร้อมที่จะยุบสภาหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและความพร้อมที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น การกระทำเช่นนี้อาจเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สำคัญ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความนิยมของพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลชุดปัจจุบัน

โดยรวมแล้ว ท่าทีของนายโสภณ ซารัมย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนและความเชื่อมั่นในการกระทำมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง การตัดสินใจว่าจะให้ความสำคัญกับกระแสโพลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมุมมองและยุทธศาสตร์ของแต่ละบุคคล แต่สำหรับนายโสภณแล้ว การกระทำที่เป็นรูปธรรมคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาล

ดังนั้น ประชาชนควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและตัดสินใจด้วยเหตุผล เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – “โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย เร่งสร้างผลงาน

“ไชยชนก” ไม่ตอบเลือกตั้งรอบหน้าตั้งเป้า “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ ลั่นขอลุยงานเต็มที่ทำผลงานให้ประชาชนตัดสิน

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่มีคนไหลเข้าพรรค ภท.มากขึ้น ยังคาดหวังจะเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ว่า ต้องรอให้ประชาชนตัดสินใจ เพราะยังมีเวลาทำงานอีกเยอะ ตอนนี้รัฐบาลผ่านไปยังไม่ถึง 2 เดือน แต่ได้ทำงานกันมาแล้วพอสมควร

เมื่อถามถึงกระแสนายกฯอนุทิน นำขึ้นมาเช่นกัน นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกพรรคมีโอกาส โดยเฉพาะพรรคที่เป็นรัฐบาลมีโอกาสที่จะแสดงผลงานก่อนการเลือกตั้ง ก็แล้วแต่ทุกพรรคว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่า ก่อนหมดอายุของรัฐบาล มีนโยบายอะไรที่จะตึงกระแสความนิยมเอาไว้ นายไชยชนก กล่าวว่า จริงๆ มีปัญหาใหญ่ๆ ที่ชัดเจนหลายเรื่องอยู่แล้ว ส่วนจะกำหนดนโยบายอย่างไร ต้องรอดูอีกครั้ง งานข้างหน้ายังมีอีกเยอะ

เมื่อถามว่า จะทันในช่วงอายุรัฐบาลนี้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า จะทันหรือไม่ทันเราก็ต้องทำ นั่นหมายความว่าต้องทำให้เต็มที่ และหวังว่าจะทัน

ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย เร่งสร้างผลงาน

นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางและเป้าหมายของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสร้างผลงานให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ แม้จะยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะตั้งเป้าให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ แต่ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย จะมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

ความเห็นของ ไชยชนก ต่อโอกาสของพรรค

นายไชยชนกกล่าวถึงกระแสของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ถูกพูดถึงในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่า ทุกพรรคการเมืองมีโอกาส โดยเฉพาะพรรคที่เป็นรัฐบาลย่อมมีโอกาสในการแสดงผลงานก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคว่าจะสามารถทำได้ดีเพียงใด

นอกจากนี้ นายไชยชนกยังกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลที่จะใช้เพื่อรักษาความนิยมในช่วงท้ายของอายุรัฐบาลว่า ยังมีปัญหาใหญ่อีกหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข และต้องรอดูว่าจะสามารถกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างไร ซึ่งงานในอนาคตยังมีอีกมากที่ต้องดำเนินการ

เมื่อถูกถามถึงความทันเวลาในการดำเนินงานตามนโยบายต่างๆ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะทันหรือไม่ทัน ก็จะต้องทำให้เต็มที่ และหวังว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายไชยชนกในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการทำงานเพื่อประชาชน และการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในที่สุด ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย พร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายไชยชนก ชิดชอบ ดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่การทำงานอย่างหนักและการสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ก่อนที่จะประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า การเน้นย้ำถึงการตัดสินใจของประชาชนแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการประชาธิปไตยและความต้องการที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างแท้จริง

การที่ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย จะ ‘ลุยงานเต็มที่’ นั้น เป็นสัญญาณที่ดีที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การทำงานให้ทันตามกรอบเวลาและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงนั้น ยังคงเป็นความท้าทายที่พรรคจะต้องเผชิญต่อไป

ที่มา – “ไชยชนก” ลั่น “ภูมิใจไทย” ขอลุยงานเต็มที่เร่งสร้างผลงานให้ประชาชนตัดสิน

ภคมน ร้อง! ชนนพัฒฐ์คุย รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี

“ภคมน” โพสต์คลิป “ชนนพัฒฐ์” คุยชาวบ้าน หากรอบนี้เคลียร์ตัวเองเสร็จสิ้น รอบหน้าได้เป็นรัฐมนตรีแน่  เชื่อคนพูดคงมั่นใจ ถือเป็นการท้าทายประเทศไทยแบบสุดๆ

เมื่อเวลา 20.00 น. นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์คลิปนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ที่กล่าวกับชาวบ้านที่มาให้กำลังใจในตอนหนึ่งว่า จะรีบเคลียร์ตัวเองให้จบ “ถ้าผมเสร็จรอบนี้ รอบหน้าผมได้เป็นรัฐมนตรี และสัญญาว่าจะทำงานอยู่กับชาวบ้านอย่างนี้ตลอดไป อยู่ใกล้ชิดกับทุกคนตลอดไปไม่ทิ้ง” นายชนนพัฒฐ์ กล่าวและว่า ถ้าได้เป็นสส.สมัยหน้าก็ยังจะทำงานแบบนี้ เพราะสนุกและมีความสุขที่ได้เที่ยวไปที่นั่นที ที่นี่ที

ซึ่งน.ส.ภคมน ระบุว่า “ถือเป็นการท้าทายกันให้สุดๆไปเลยประเทศไทย ในขณะที่สังคมกำลังจับตาการสอบเส้นทางเงินของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว แต่เจ้าตัวบอกว่าเคลียร์จบรอบนี้ รอบหน้าเป็นรัฐมนตรีแล้ว ไอยะ!!??”  สส.พรรคประชาชนยังระบุด้วยว่า การทุจริตคอร์รัปชันมันเคลียร์ได้มาตลอด รอบนี้ก็คงมั่นใจ มันจะอยู่กันยังไงถ้าคนที่มีชนักติดหลัง กล้าประกาศตัวจะเป็นรัฐมนตรี เหมือนพี่น้องประชาชนพื้นที่เขต4 สงขลาเป็นสมบัติตัวเอง ผูกขาดมั่นใจ จัดสรรอำนาจให้ตัวเองเสร็จสรรพ

ภคมน ร้อง! ชนนพัฒฐ์คุย รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี

จากกรณีข่าวดังกล่าว นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ที่กำลังพูดคุยกับประชาชน โดยใจความสำคัญของการสนทนาคือ นายชนนพัฒฐ์ แสดงความมั่นใจว่าจะสามารถเคลียร์ปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ได้ และหากทำได้สำเร็จ ในอนาคตอันใกล้เขาจะได้เป็นรัฐมนตรีอย่างแน่นอน คำพูดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการท้าทายสังคม และสร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ที่นายชนนพัฒฐ์ กำลังถูกตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงิน

ทำไมคำพูดที่ว่า “รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี” ถึงเป็นประเด็น?

คำพูดที่ว่า “รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม เนื่องจาก:

  • ความไม่เหมาะสม: ในขณะที่สังคมกำลังจับตาและตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของนักการเมือง การออกมาประกาศว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีนั้น ดูเหมือนเป็นการไม่เคารพต่อกระบวนการตรวจสอบ และอาจสร้างความเข้าใจผิดว่าการได้ตำแหน่งทางการเมืองนั้น สามารถล็อบบี้หรือใช้เส้นสายได้
  • การท้าทายอำนาจประชาชน: คำพูดดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเป็นการท้าทายอำนาจของประชาชน เพราะเป็นการแสดงความมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถเคลียร์ปัญหาต่างๆ ได้ โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะคิดเห็นอย่างไร
  • ปัญหาธรรมาภิบาล: การแสดงความมั่นใจว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี แม้จะมีข้อกังขาในเรื่องความโปร่งใส อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล และทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศ

สถานการณ์นี้กระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามถึงจริยธรรมและธรรมาภิบาลของนักการเมือง รวมถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิด การที่นางสาวภคมนออกมาโพสต์คลิปดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ต้องการจะตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย

เรื่องราวของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ที่ถูกพูดถึงว่า ภคมน ร้อง! ชนนพัฒฐ์คุย รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย นั่นคือการที่นักการเมืองบางส่วนยังคงคิดว่าตนเองอยู่เหนือกฎหมาย และสามารถทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนทุกคน ที่ต้องร่วมกันตรวจสอบและกดดันให้นักการเมืองทำหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

การที่นักการเมืองกล้าออกมาพูดว่าจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีในอนาคต ทั้งๆ ที่ยังมีข้อกังขาในเรื่องความโปร่งใส เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจในทางที่ผิด

ดังนั้นการที่ ภคมน ร้อง! ชนนพัฒฐ์คุย รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของนักการเมืองสองคน แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมือง

ที่มา – “ภคมน”ร้องไอยะ หลัง“ชนนพัฒฐ์” คุยชาวบ้าน หากรอบนี้เคลียร์ตัวเองเสร็จสิ้น รอบหน้าได้เป็นรัฐมนตรี

นายกฯ ย้ำ “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาจริงหรือ

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงที่น่าจับตามอง เมื่อนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภา ก่อนที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยย้ำคำพูดที่ว่า “ไม่มีแผนตายตัว” ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

นายกฯ ย้ำ “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาจริงหรือ

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและการตัดสินใจยุบสภา โดยตอบว่า “Play it by ear (ไม่มีแผนการตายตัว)” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภาหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ตอบว่า จะพิจารณาจากประเด็นที่ถูกนำมายื่น หากเป็นเรื่องของการล้างแค้นกัน ก็อาจจะตัดสินใจยุบสภา นายกฯ ยังกล่าวอย่างมั่นใจว่า จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นภายในปีหน้าอย่างแน่นอน

ความมั่นใจในการทำงานและตรวจสอบได้

เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่อาจถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องประเมิน เพราะรัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยความตั้งใจ ซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้

นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคลว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำได้ภายใต้ขอบข่ายอำนาจและกฎหมายที่มีอยู่ เมื่อถามย้ำว่า หากไม่มีการยื่นอภิปรายนายกฯ แต่เป็นการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีคนอื่น นายกฯ จะยุบสภาหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “Play it by ear” เช่นเดิม

เมื่อถูกถามว่า หากมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิดหรือไม่สุจริต ทำไมไม่เปิดรับการอภิปราย นายกฯ กล่าวว่า “ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ ผมถึงบอกว่า “Play it by ear”

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจะเป็นไปในทิศทางใด ยังคงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ทุกฝ่ายต่างมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จากคำสัมภาษณ์ของนายกฯ ที่ว่า “ไม่มีแผนตายตัว” ทำให้เห็นว่าการตัดสินใจทางการเมืองนั้นมีความซับซ้อนและผันผวนอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่านายกฯ จะตัดสินใจอย่างไรต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพในกฎเกณฑ์และกติกาของประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างโปร่งใส เพื่อให้การตัดสินใจใดๆ ที่เกิดขึ้น เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ย้ำคำพูด “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกหรือไม่

“ทรงศักดิ์” เปิดพรรคภูมิใจไทย รับสมัคร สส.อุดรฯ

“ทรงศักดิ์ ทองศรี” เปิดพรรคต้อนรับ ผู้ประสงค์จะลงสมัคร สส.อุดรธานี สมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เตรียมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า เผย “สมเกียรติ สุขธนะ – สุภีรภัทร ภูมิภักดิ์” จ่อลาออกจากพรรคเดิม มาร่วมทีม “ทรงศักดิ์” เปิดพรรคภูมิใจไทย รับสมัคร สส.อุดรฯ

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับ นางสาวพิชฎาภา อายุวัฒน์ ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส.อุดรธานี เขต 2, นางบัวเงิน รอดขันเมือง ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส.อุดรธานี เขต 5, นายทัชภูมิ ทองทิพย์ ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส.อุดรธานี เขต 10 ที่มาสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหน้าในนามพรรคภูมิใจไทย ทำให้บรรยากาศภายในพรรคคึกคักเป็นพิเศษ

การเปิดตัวผู้สมัคร สส.อุดรธานี ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดึงตัวผู้ที่มีศักยภาพและเป็นที่รู้จักในพื้นที่เข้ามาเสริมทัพ ทำให้พรรคมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าจะสามารถคว้าเก้าอี้ สส. ในจังหวัดอุดรธานีได้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังมี นายสมเกียรติ สุขธนะ ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส.อุดรธานี เขต 7 และนายสุภีรภัทร ภูมิภักดิ์ ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส.อุดรธานี เขต 8 เตรียมยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคเดิม และจะมาลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยกำลังได้รับความนิยมและเป็นที่สนใจของผู้ที่ต้องการเข้ามาทำงานการเมือง

“ทรงศักดิ์” เปิดพรรคภูมิใจไทย รับสมัคร สส.อุดรฯ

การที่นายทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาเปิดพรรคต้อนรับผู้สมัครด้วยตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยให้กับการเลือกตั้งในจังหวัดอุดรธานี และความมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายของพรรคให้เป็นรูปธรรมในพื้นที่

อนาคตพรรคภูมิใจไทยกับการเลือกตั้ง สส.อุดรธานี

การที่พรรคภูมิใจไทยได้รับความสนใจจากผู้สมัครหน้าใหม่ และผู้ที่ต้องการย้ายจากพรรคอื่นมาสังกัด แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรค และความหวังที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเดินหน้าอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง สส.อุดรธานี ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของพรรคภูมิใจไทย และการเปิดรับผู้สมัครในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเตรียมความพร้อมและการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกพรรคการเมือง “ทรงศักดิ์” เปิดพรรคภูมิใจไทย รับสมัคร สส.อุดรฯ คือก้าวสำคัญในการแสดงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการลงสู่สนามเลือกตั้ง

และด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชน พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การเปิดตัวผู้สมัคร สส.อุดรธานีของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตามองว่า พรรคภูมิใจไทยจะสามารถสร้างความแตกต่างและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ได้มากน้อยเพียงใดในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะ “ทรงศักดิ์” เปิดพรรคภูมิใจไทย รับสมัคร สส.อุดรฯ พร้อมลุยศึกเลือกตั้งแล้ว

ที่มา – “ทรงศักดิ์” เปิดพรรคภูมิใจไทย รับผู้ประสงค์จะลงสมัคร สส.อุดรฯ สู้ศึกเลือกตั้งหน้า

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่หาเสียงในอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัคร ส.ส. นางสาวภูริกา สมหมาย (กุ้ง) ทายาทการเมืองของ ส.ส. อมรเทพ สมหมาย ที่มาจากลูกหลานชาวขุนหาญ-ภูสิงห์แท้ๆ พี่น้องประชาชนมาร่วมให้กำลังใจอย่างหนาแน่น แสดงถึงความศรัทธาที่พรรคเพื่อไทยยังคงมีในใจของคนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายของพรรค

การลงพื้นที่หาเสียงและคำมั่นสัญญาจากณัฐวุฒิ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นี่เป็นครั้งที่สองที่มาเยือนอำเภอภูสิงห์ ครั้งแรกมาในฐานะรัฐบาล แต่ตอนนี้ถูก “วิ่งราว” ไปเสียแล้ว เอางูเห่าไปด้วย จนกลายเป็นทั้งงูทั้งหนูอยู่ด้วยกัน การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อภูริกา เพื่อทำงานรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง เขายังเน้นย้ำถึงผลงานในอดีตของพรรคที่ช่วยยกระดับชีวิตคนยากจน ทำให้คนไทยลืมตาอ้าปาก มีสิทธิมีเสียงมากขึ้น นโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชน ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่เรียกว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก นายณัฐวุฒิ ฝากให้ประชาชนช่วย “แตะเบรก” รัฐบาลนี้ โดยการเลือกตั้งในวันที่ 28 กันยายน 2568 จะเป็นโอกาสให้คนศรีสะเกษส่งสัญญาณชัดเจน ว่าสังคมไทยจะไม่ยอมให้ใครยึดทุกอย่างได้หมด จะไม่ปล่อยให้น้ำเงินครองทุกสีสันของการเมืองไทย

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง: ความหวังและความมุ่งมั่น

หนึ่งในประเด็นที่นายณัฐวุฒิพูดถึงคือ การถูกจับกุมของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จากคดีที่เกิดจากการทำหน้าที่นายกฯ แต่พรรคเพื่อไทยไม่เคยหายไปจากใจประชาชน เพราะ “ล้มบนตักประชาชน” เขายังเล่าว่า ได้ส่งข่าวไปยังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพื่อเล่าให้ท่านทักษิณฟังว่า คนศรีสะเกษยังจำได้ คนขุนหาญยังไม่ลืม คนภูสิงห์ยังซึ้งใจ หากไม่มีปฏิวัติ คงหายจนไปแล้ว พรรคเพื่อไทยจะไม่ยอมแพ้ และ เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง อย่างแน่นอน เราจะช่วยกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทย เพื่อนำความเจริญกลับมาสู่ประชาชน

การหาเสียงครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งซ่อม แต่เป็นสัญญาณของการต่อสู้เพื่ออนาคตทางการเมืองไทย พรรคเพื่อไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการยืนหยัดเพื่อประชาชน จากนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 30 บาทรักษาทุกโรค ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้คนจนลุกขึ้นยืนได้ ในยุคที่รัฐบาลปัจจุบันถูกมองว่าล้มเหลวในการแก้ปัญหา โอกาสของเพื่อไทยในการกลับมาครองอำนาจดูสดใสยิ่งขึ้น

  • ผลงานที่ผ่านมา: ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
  • นโยบายที่ตอบโจทย์: ช่วยเหลือคนยากจนและผู้มีรายได้น้อย
  • ความศรัทธาจากประชาชน: ยังคงเหนียวแน่นแม้เผชิญอุปสรรค

ประชาชนในพื้นที่แสดงความเห็นด้วยอย่างมาก บางคนเล่าว่าชีวิตดีขึ้นจริงจากนโยบายเพื่อไทย และหวังว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน และเพื่อไทยพร้อมนำทางไปสู่ความยุติธรรมและความเจริญรุ่งเรือง

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่า เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ฝัน แต่เป็นเป้าหมายที่เราจะทำให้สำเร็จร่วมกัน คุณคิดอย่างไร? มาร่วมแสดงความเห็นและสนับสนุนพรรคที่ใส่ใจประชาชนอย่างแท้จริงในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

ภูมิธรรมอึ้ง! ธนาธร ส่อป้องเขากระโดง?

“ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล พิสูจน์ผลงานแก้ปัญหาได้ แต่ไม่ยอมเป็น

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวถึงคดีฮั้วสว.และเขากระโดง ว่า ถ้ามีความผิดจริง ทำไมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยถึงไม่สั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ฟ้องร้องเอาผิด ว่า 2 ปีที่ผ่านมาคนที่เป็นรมว.มหาดไทย คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีนั่นแหละที่ไม่ดำเนินการ เพราะต้องเริ่มต้นจากกรมที่ดิน เมื่อตนเองเข้าไปถึงได้เริ่มดำเนินการ จะพูดว่า 2 ปีไม่ทำ นั้นไม่ใช่ แต่นายอนุทิน ไม่ได้ทำ สิ่งที่นายธนาธรพูดนั้น ตนเองก็อึ้งและเชื่อว่าประชาชนก็อึ้งกันไปเป็นแถบ เพราะไม่ควรจะออกมาจากปากของนายธนาธร ซึ่งเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคประชาชน ตนเองคงไม่ต้องอธิบาย ไปถามประชาชน ว่าเวลานี้ประชาชนรู้สึกกันอย่างไร ตนว่านายธนาธร คงต้องไปทบทวนคำพูดเหมือนกัน ว่าที่พูดนั้นเชื่อแบบนั้นจริง ๆ หรือ พูดเพื่ออะไร ตนเองไม่ขอวิจารณ์ เมื่อถามว่าการที่นายธนาธรออกมาพูดแบบนี้ หลายคนมองว่า เป็นการปกป้องรัฐบาลมากกว่า และอาจไม่ใช่ฝ่ายค้านที่แท้จริง นายภูมิธรรม ตอบว่าสื่อถามเองตอบเองไปแล้ว ตนเองไม่ขอวิจารณ์คิดว่า วันนี้ทุกคนอยู่ในสายตาพี่น้องประชาชน ใครทำอะไรไว้คนก็จดจำ

เสียดายโอกาส ปชน.ไม่บริหาร

นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงระยะเวลา 4 เดือนสำหรับการเตรียมเลือกตั้งเพียงพอจะทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ ว่าอยู่ที่ความเป็นจริง ทุกพรรคมี 4 เดือนเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ประเด็น ยืนยันเราพร้อมที่จะทำงานเต็มที่ อยู่ที่คนเป็นรัฐบาลประกาศอะไรไว้กับประชาชน ก็คงต้องทำและได้ยินว่าจะทำเร็วขึ้น เมื่อถามถึงเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายภูมิธรรม กล่าวว่า เหมือนเดิม เราเป็นพรรคการเมืองซึ่งอาสามาเป็นรัฐบาล เมื่อมีโอกาส ก็ต้องทำงานเต็มที่ แต่เสียดายพรรคประชาชนเขาอยากเป็นรัฐบาล อยากแสดงฝีมือ ครั้งนี้มีโอกาสเป็นรัฐบาล อยากจะเป็นกระทรวงแรงงานก็ได้ กระทรวงมหาดไทยก็ได้ หรือกระทรวงการคลังก็ได้ เห็นมีการพูดและอภิปรายไว้เยอะ แต่ทำไมมีโอกาสแล้วถึงไม่ทำ ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร และไม่รู้ว่าโอกาสข้างหน้าจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ แต่ถ้ามีโอกาสแล้วทำไมไม่ทำ ปล่อยให้หลุดมือไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย อันนี้ต้องเป็นคำตอบให้คนเข้าใจ ว่าในเมื่ออยากพิสูจน์ตัวเองว่าไม่เคยทำและนำเสนอความเห็นว่าอยากลองทำ เมื่อมีโอกาสทำ และสามารถทำได้ แต่เมื่อมีโอกาสแล้ว ไม่ทำ แล้วจะไปความหวังลมๆ แล้งๆ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องช่วยกันคิด

“ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล

จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีฮั้ว ส.ว. และ เขากระโดง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่ส่อไปในทางปกป้องรัฐบาล ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงบทบาทที่แท้จริงของนายธนาธร

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า รู้สึก “อึ้ง” กับคำพูดของนายธนาธร และเชื่อว่าประชาชนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

ภูมิธรรมชี้ ธนาธรควรทบทวนคำพูด

นายภูมิธรรมกล่าวว่า นายธนาธรควรทบทวนคำพูดของตนเอง ว่าสิ่งที่พูดนั้นเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ หรือมีจุดประสงค์อื่นใดแอบแฝง นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงประเด็นที่พรรคประชาชนไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะพรรคมีโอกาสที่จะแสดงฝีมือในการบริหารประเทศ แต่กลับปล่อยโอกาสนั้นหลุดลอยไป

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่นายภูมิธรรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายธนาธรอย่างตรงไปตรงมา อาจสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวหน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการเมืองในอนาคต

การที่นายธนาธรออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าว อาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างทางการเมือง หรืออาจเป็นเพียงการแสดงความเห็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความสับสนให้กับประชาชน และทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงจุดยืนที่แท้จริงของนายธนาธรและพรรคก้าวหน้า

เรื่องราวของ “ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และคาดว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

การเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองได้ในหลายมิติ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล

Scroll to top