การเลือกตั้งภาคใต้

“นิพิฏฐ์” แฉ เลือกตั้ง 69 ซื้อเสียงหัวละ 2,000

อดีตรัฐมนตรี “นิพิฏฐ์” แฉเลือกตั้ง 69 เงินเทาซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 2,000 บาท ชวนคนพัทลุงสั่งสอน รับเงินแต่ไม่เลือก “ให้มันจบที่พัทลุง”

วันที่ 3 มกราคม 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง สส. ในหัวเรื่อง “ให้มันจบที่พัทลุง” มีสาระใจความว่า การซื้อเสียงในภาคใต้ เริ่มต้นที่ จ.พัทลุง ในปี 2562 ด้วยการนำ “บุรีรัมย์โมเดล” มาใช้ คือการถ่ายบัตรประชาชน แล้วซื้อเสียงตามจำนวนบัตรที่ได้ถ่ายมา เมื่อวิธีการนี้ใช้ได้ผล วิธีการนี้ก็ระบาดไปทั่วภาคใต้ กลายเป็นการซื้อเสียงที่เรียกว่า “พัทลุงโมเดล”

นายนิพิฏฐ์ ระบุว่า เมื่อมันเริ่มที่พัทลุง จึงเป็นหน้าที่ของชาวพัทลุง ต้องร่วมมือกัน “กำจัด” วิธีการนี้เสีย ด้วยการ “รับเงินแล้วลงโทษด้วยการไม่เลือก”

วันนี้ มีการพูดกันว่า จะซื้อเสียงด้วยเงินเทา หัวละ 1,500-2,000 บาท ซึ่งถือว่า สูงที่สุดในประเทศไทย “เมื่อการซื้อเสียงนี้มันเริ่มต้นที่พัทลุง ก็ต้องทำให้มันจบที่พัทลุง”

“นิพิฏฐ์” แฉ เลือกตั้ง 69 ซื้อเสียงหัวละ 2,000

สถานการณ์การเมืองไทยในช่วงใกล้วันเลือกตั้งนั้น มีความร้อนแรงและมีการแข่งขันกันอย่างสูงในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการเลือกตั้งทุกครั้ง แม้ว่าจะมีกฎหมายและมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อป้องกันและปราบปราม แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเด็ดขาด

ล่าสุด นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรัฐมนตรี ได้ออกมาแฉถึงสถานการณ์การซื้อเสียงในการ เลือกตั้ง 69 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุว่ามีการใช้เงินเทาในการซื้อเสียงในราคาสูงถึงหัวละ 2,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย นายนิพิฏฐ์ยังได้ชี้ให้เห็นว่าการซื้อเสียงในภาคใต้นั้นเริ่มต้นที่จังหวัดพัทลุง และเรียกร้องให้ชาวพัทลุงร่วมมือกันกำจัดการซื้อเสียงให้หมดสิ้นไป

ทำไม “นิพิฏฐ์” ถึงออกมาแฉเรื่อง เลือกตั้ง 69?

การออกมาแฉเรื่องการซื้อเสียงของนายนิพิฏฐ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปให้ตระหนักถึงปัญหาการซื้อเสียงที่กำลังเกิดขึ้น และร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามการซื้อเสียงให้หมดสิ้นไป เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

การซื้อเสียงไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยและทำให้การเมืองไทยเสื่อมทรามลง การซื้อเสียงทำให้ผู้ที่ไม่มีความสามารถหรือไม่มีคุณธรรมเข้ามามีอำนาจ และทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามการซื้อเสียงจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม

การ เลือกตั้ง 69 ที่กำลังจะมาถึง จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้แสดงพลังและร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เกิดขึ้น โดยการไม่ขายเสียง ไม่สนับสนุนผู้ที่ซื้อเสียง และเลือกผู้แทนที่ซื่อสัตย์สุจริตและมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ

นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโทษของการซื้อเสียง และการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันและปราบปรามการซื้อเสียงได้อย่างยั่งยืน

การที่นายนิพิฏฐ์ออกมาเปิดเผยข้อมูลเรื่องการซื้อเสียงในการ เลือกตั้ง 69 ถือเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน เพราะเป็นการกระตุ้นให้สังคมตื่นตัวและร่วมกันแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

ดังนั้น เราทุกคนจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้การ เลือกตั้ง 69 เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และเป็นการเลือกตั้งที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้นให้กับประเทศไทย

ที่มา – “นิพิฏฐ์” แฉเลือกตั้ง 69 เงินเทาซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 2,000 ชวนคนพัทลุงสั่งสอน รับเงินแต่ไม่เลือก

“พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

“พิพัฒน์” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ย้ำภูมิใจไทยส่งแคนดิเดตนายกฯ มากกว่า 1 แน่ อีก 2 คนรอลุ้นเปิดตัวพรุ่งนี้ ตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ ว่า พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามอย่างถึงที่สุด เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นๆ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พื้นที่ภาคใต้ควรได้รับการปรับปรุงเรื่องใดบ้าง เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้ขาดโอกาสมากกว่า 30 ปี ฉะนั้นหากคนใต้อยากได้โอกาสกลับคืน ตนก็พร้อมที่จะทวงคืนโอกาส โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภค โดยเฉพาะเรื่องการขยายเส้นทางคมนาคม ซึ่งมีการพูดคุยกับปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะภาคใต้เป็นพื้นที่จังหวัดที่ได้รับการจัดอันดับรายได้ประชากรต่อหัวยากจนที่สุดของประเทศ

ส่วนเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หากบอกว่าไม่ส่งผลกระทบคงเป็นไปไม่ได้ แต่ยอมรับเรื่องภัยธรรมชาติต้องรับสภาพ โดยปี 2568 โดยเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่นประมาณการผิดพลาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พยายามแก้ไขปัญหาและเยียวยา เพราะที่ผ่านมาการเยียวยาค่อนข้างช้า ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการเร่งรัดโดยได้รับการเยียวยาไปแล้วกว่า 97% ซึ่งมีเพียงบางส่วนที่ติดขัดโดยจะพยายามให้จบก่อนสิ้นปีนี้

เมื่อถามว่าในฐานะดูแลพื้นที่ภาคใต้คาดว่าจะได้ สส.กี่เก้าอี้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังคงยืนยันเหมือนเดิม จะพยายามทำให้ได้ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เพราะหากทำได้น้อยกว่านั้นจะเสียความตั้งใจเพื่อนๆ สส. ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง สส.เขต ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคขณะนี้มีรวม 32 คน ฉะนั้นการรักษาพื้นที่เดิมถือเป็นเป้าหมาย เนื่องจากตามสถิติการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีผู้สมัครเก่าสอบไม่ผ่าน 30% แต่ต้องพยายาม เพราะมีผู้ที่ตัดสินใจมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทย

ส่วนที่ขณะนี้มีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. จากพรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การเมืองคือการแข่งขันอยู่แล้ว เราเชื่อว่ามีการเตรียมความพร้อมมาก่อน จึงต้องมั่นใจในความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคอื่นจะเตรียมความพร้อมขนาดไหนขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละพรรคที่แถลงไป และทำให้คนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้แทนจากพรรคใด

ส่วนการประชุมพรรคภูมิใจไทย วันที่ 24 ธันวาคม จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เลยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะมีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 500 คน ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบเขต

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ นายอนุทิน เป็นเบอร์ 1 ส่วนอีก 2 คน ขอให้รอลุ้นวันพรุ่งนี้ แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ส่งคนเดียว เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาเห็นอยู่แล้วว่าการเสนอแคนดิเดตนายกฯ คนเดียว เป็นความสุ่มเสี่ยง เพราะคำว่าจริยธรรม เราก็ไม่ทราบว่าจะพลาด หรือผิดเมื่อใด เพราะในปัจจุบันหรืออดีตหากมีความผิดพลาดขึ้นมา จะได้มีนายกฯ ที่พร้อมขึ้นมาทำงานบริหารประเทศในนามพรรคต่อไป

“พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ยังคงมั่นใจในศักยภาพของพรรคในการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบ เช่น สถานการณ์อุทกภัย แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

เป้าหมาย สส.ใต้ 30 ที่นั่งของภูมิใจไทย

การตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางการเมือง การที่พรรคสามารถรักษาที่นั่งเดิมและเพิ่มจำนวน สส. ได้ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความนิยมและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรค

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคในการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ และการทำความเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

การแข่งขันทางการเมืองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีความเชื่อมั่นในความพร้อมและศักยภาพของตนเอง รวมถึงนโยบายที่ได้นำเสนอต่อประชาชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่พรรคภูมิใจไทยส่งแคนดิเดตนายกฯ มากกว่าหนึ่งคน แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการบริหารประเทศในระยะยาว การมีตัวเลือกที่หลากหลายจะช่วยให้พรรคสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว พรรคภูมิใจไทยกำลังเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศต่อไป การที่นายพิพัฒน์ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นของพรรคภูมิใจไทยที่มีต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง ลุ้น “ภูมิใจไทย” เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ พรุ่งนี้

Scroll to top