การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต

ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569

ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 เป็นข่าวสำคัญที่ทุกคนกำลังจับตามอง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่เพิ่งผ่านพ้นไป คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเสนอโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมรัฐสภาครั้งแรก

ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 เกิดอะไรขึ้น

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 แล้ว แต่ยังไม่ระบุวันที่แน่นอนในการเรียกประชุม เนื่องจากต้องรอประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรี

การดำเนินการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้รับเลือกตั้งครบ 95% ของจำนวนทั้งหมด หรืออย่างน้อย 475 คน จากทั้งหมด 500 คน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเรียกประชุมรัฐสภา

รัฐธรรมนูญมาตรา 83 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 500 คน แบ่งเป็น ส.ส. เขต 400 คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน มาตรา 84 ระบุว่าหากมี ส.ส. ครบ 95% แล้ว สามารถเรียกประชุมรัฐสภาได้ หากมีความจำเป็น

  • มาตรา 85 วรรคสี่: กกต. ต้องประกาศผลเลือกตั้งภายใน 60 วันหลังวันเลือกตั้ง (ไม่เกิน 8 เมษายน 2569)
  • มาตรา 121: เรียกประชุมรัฐสภาภายใน 15 วันหลังประกาศผล (ไม่เกิน 22 เมษายน 2569)
  • มาตรา 122: พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุม โดยอาจเสด็จพระราชดำเนินหรือโปรดผู้แทน

ดังนั้น ร่างพระราชกฤษฎีกานี้จึงถูกยกร่างขึ้นเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบกฎหมาย และดำเนินการอย่างเรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อกำหนดวันประชุมที่ชัดเจน ซึ่งจะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและความรับผิดชอบของรัฐบาลในการเตรียมพร้อมสำหรับสภาลูกใหม่

ผลกระทบต่อการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง

การที่ ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 จะเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยประชุมใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ การอภิปรายนโยบาย และการผลักดันกฎหมายสำคัญๆ ประชาชนต่างคาดหวังว่าสภาจะทำงานเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ค้างคา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นถกเถียงเรื่องความสุจริต การนับคะแนน และการจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ซึ่ง กกต. ต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อความโปร่งใส

เพื่อให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ลองดู timeline สรุป:

  • วันเลือกตั้ง: [วันที่เลือกตั้ง]
  • ประกาศผล กกต.: ภายใน 8 เมษายน 2569
  • เรียกประชุม: ภายใน 22 เมษายน 2569
  • ประชุมครั้งแรก: รอ ส.ส. ครบ 475 คน

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนมองว่าการเตรียมการที่รวดเร็วเช่นนี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อประชาธิปไตยไทย ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของชาติ หากคุณสนใจติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากเว็บไซต์ของเราได้เลยวันนี้!

ที่มา – ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569

กกต.ย้ำ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง โทษจำคุก

กกต.ย้ำ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ฝ่าฝืนโทษหนักถึงจำคุก

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นสำคัญสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกท่าน โดยเฉพาะในวันเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกประกาศย้ำข้อห้ามสำคัญ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นธรรม โดยเฉพาะ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ที่ลงคะแนนแล้ว ซึ่งหากฝ่าฝืนอาจโดนโทษจำคุกได้เลย

การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นที่โรงอาหารโรงเรียนบ้านศาลา ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. กกต. จึงขอเตือนประชาชนให้ทราบกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรง หากไม่ปฏิบัติตาม มาดูรายละเอียดกันเลย

ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง

ข้อห้ามหลักที่ กกต. ย้ำคือ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ด้วยอุปกรณ์ใดๆ หลังจากลงคะแนนแล้ว เช่น มือถือ แท็บเล็ต หรือกล้องถ่ายรูป รวมถึงห้ามนำบัตรที่ลงคะแนนแล้วไปแสดงให้ผู้อื่นดู เพื่อให้รู้ว่าลงคะแนนใคร เหตุผลสำคัญคือเพื่อรักษาความลับของการลงคะแนน ป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การข่มขู่บังคับ หรือการแทรกแซงจากภายนอก หากฝ่าฝืน ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง จะมีความผิดตามกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โทษสำหรับการห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและข้อห้ามอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกกต. ย้ำให้ทราบดังนี้

  • ต่อต้านกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.): กปน. ถือเป็นเจ้าพนักงาน หากใครต่อสู้ ขัดขวาง หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หากใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ โทษหนักขึ้นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับ 40,000 บาท
  • ใช้บัตรปลอมหรือนำบัตรออกจากหน่วย: ห้ามใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าพนักงาน ห้ามนำบัตรออกจากที่เลือกตั้ง ห้ามทำเครื่องหมายสังเกตบนบัตร โทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
  • ทำลายบัตรเลือกตั้ง: หากจงใจทำให้บัตรชำรุด เสียหาย หรือแก้ไขบัตรเสียให้ใช้ได้ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

กฎเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมีเจตนารมณ์เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง ในอดีตเคยมีกรณีผู้ลงคะแนนโพสต์ภาพบัตรลงโซเชียลมีเดียเพื่อขายสิทธิ์ ส่งผลให้การเลือกตั้งถูกแทรกแซง สร้างความเสียหายต่อประชาธิปไตย การที่ กกต. ย้ำ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง จึงเป็นการป้องกันปัญหาล่วงหน้า

เหตุผลที่ต้องมีกฎห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง

ทำไมถึงห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง? ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะการลงคะแนนต้องเป็นความลับส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญ ถ้าถ่ายภาพได้ กลุ่มผลประโยชน์อาจใช้เป็นเครื่องมือกดดัน เช่น นายทุนสั่งลูกน้องถ่ายภาพเพื่อพิสูจน์ว่าลงคะแนนให้ใคร หรือแม้แต่เพื่อนฝูงท้าทายกันเอง สุดท้ายนำไปสู่การทุจริต ลองนึกภาพถ้าทุกคนถ่ายภาพโพสต์ออนไลน์ การเลือกตั้งจะไม่โปร่งใสอีกต่อไป กฎนี้ช่วยรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสิทธิเลือกตั้งของทุกคน

นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายยิ่งขึ้น การบังคับใช้กฎ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ยิ่งจำเป็น กกต. มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง และมีกล้องวงจรปิดในหน่วยเลือกตั้ง หากถูกจับได้ โทษรออยู่แน่นอน

ข้อแนะนำสำหรับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ผู้มีสิทธิควร:

  • ลงคะแนนให้เรียบร้อย แล้วหย่อนบัตรทันที ไม่ถ่ายภาพเด็ดขาด
  • ปฏิบัติตามคำสั่ง กปน. อย่างเคร่งครัด
  • ไม่นำบัตรออกจากบูธ และไม่ทำเครื่องหมายแปลกๆ
  • ถ้ามีข้อสงสัย ถาม กปน. ได้เลย

การเลือกตั้งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน หากเราทุกคนช่วยกันปฏิบัติตามกฎ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้น

สุดท้ายนี้ การย้ำกฎห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งจากกกต. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใส อย่าเสี่ยงโทษหนักเลยดีกว่า แนะนำให้แชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัวทราบ เพื่อให้ทุกคนไปใช้สิทธิอย่างถูกต้อง สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

ที่มา – กกต.ย้ำข้อห้าม ไม่ให้ใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ฝ่าฝืนมีโทษถึงจำคุก

กกต. สรุปยอด 8 ก.พ. ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 71.42%

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจเรื่องการเมืองและประชาธิปไตยไทย! วันนี้เรามีข่าวสำคัญมาอัปเดตกัน เมื่อ กกต. สรุปยอด 8 ก.พ. ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 71.42% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ แสดงถึงการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ครับ ถึงแม้ตัวเลขนี้จะยังไม่รวมพื้นที่ที่ต้องเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ แต่ก็ถือว่าสูงมากแล้วนะ

กกต. สรุปยอด 8 ก.พ. ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 71.42%

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกประกาศข้อมูลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 21.48 น. โดยแยกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง และแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งผู้มีสิทธิทั้งหมดมีจำนวน 52,933,610 คนทั่วประเทศ ยอดผู้มาใช้สิทธิอยู่ที่ 37,807,781 คน คิดเป็นร้อยละ 71.42% ถือเป็นอัตราการมีส่วนร่วมที่สูง สะท้อนถึงความตื่นตัวของประชาชนในยุคนี้เลยครับ

กกต. สรุปยอด 8 ก.พ. สำหรับการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ

มาดูรายละเอียดกันแบบเจาะลึกเลยครับ สำหรับบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ:

  • ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง: 52,933,610 คน
  • ผู้มาใช้สิทธิ: 37,807,781 คน (71.42%)
  • บัตรดี: 35,030,601 ใบ (92.65%)
  • บัตรเสีย: 1,669,006 ใบ (4.41%)
  • บัตรไม่เลือกบัญชีรายชื่อพรรคใด: 1,108,051 ใบ (2.93%)

เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่เป็นบัตรดีเกือบ 93% แสดงถึงความเข้าใจในการลงคะแนนของผู้มาใช้สิทธิครับ

รายละเอียดการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

ส่วนแบบแบ่งเขตนั้น ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิใกล้เคียงกันมาก:

  • ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง: 52,933,610 คน
  • ผู้มาใช้สิทธิ: 37,807,778 คน (71.42%)
  • บัตรดี: 34,862,178 ใบ (92.21%)
  • บัตรเสีย: 1,337,396 ใบ (3.54%)
  • บัตรไม่เลือกผู้สมัครใด: 1,608,174 ใบ (4.25%)

ที่น่าสนใจคือ จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 2 แบบไม่เท่ากันเล็กน้อย เพราะบัตรจากนอกเขตหรือนอกราชอาณาจักรบางซองยังไม่ครบทั้ง 2 ใบ กกต. ชี้แจงชัดเจนแล้วครับ

หมายเหตุสำคัญจากกกต. และข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อมูลนี้ ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ยังไม่รวมพื้นที่ที่ต้องนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะอัปเดตเพิ่มเติม รายละเอียดต่อจังหวัดจะเผยแพร่หลังจากดำเนินการครบถ้วน สิ่งนี้แสดงถึงความโปร่งใสของกกต. ในการรายงานผลครับ

ถอยหลังมองภาพรวม การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าประชาชนมาใช้สิทธิสูงเมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค แม้จะมีอุปสรรคอย่าง天气หรือการเดินทาง แต่ 71.42% คือตัวเลขที่พูดได้ถึงความสำคัญของสิทธิเลือกตั้ง บัตรเสียในแบบเขตต่ำกว่าแบบบัญชี แสดงว่าประชาชนมั่นใจในผู้สมัครท้องถิ่นมากกว่า? หรือเพราะแบบเขตเข้าใจง่ายกว่า บัตรไม่เลือกก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะแบบเขต 4.25% อาจสะท้อนการไม่พอใจตัวเลือก

สำหรับผู้ที่สนใจวิเคราะห์ลึก กกต. สรุปยอด 8 ก.พ. ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 71.42% นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการติดตามผลการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งจะนำไปสู่รัฐบาลใหม่ที่มั่นคง ในอนาคต กกต. อาจปรับปรุงระบบบัตรนอกเขตให้ดีขึ้นเพื่อลดปัญหาไม่ครบซอง

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่ายอดนี้เป็นสัญญาณบวกต่อประชาธิปไตยไทย แม้จะไม่ถึง 80% แต่ก็สูงพอให้เราเชื่อมั่นในกระบวนการ คุณล่ะครับ คิดว่ายอดนี้ดีพอไหม? มาคุยกันในคอมเมนต์ได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจการเมืองนะครับ!

ที่มา – กกต. สรุปยอด 8 ก.พ. ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 71.42% ยังไม่รวมเลือกตั้งใหม่-นับคะแนนใหม่

ปชช. เปิดชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต


พรรคประชาชน (ปชช.) เปิดรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. ครบทั้ง 33 เขต ส่วนใหญ่เป็นหน้าเดิมที่คุ้นเคย แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงใน 10 เขต โดยคาดการณ์ว่า “ณัฐชา-รักชนก-ปิยรัฐ” อาจขยับไปลง สส. บัญชีรายชื่อ ในขณะที่ “ชุลพล หลักคำ” จะลงสมัครในลาดกระบังอีกครั้ง เพื่อหวังแก้มือจากการเลือกตั้งครั้งก่อน

ปชช. เปิดชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต ส่วนใหญ่คุ้นหน้า

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่พรรคประชาชนได้ดำเนินการสรรหาและประเมินว่าที่ผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตของพรรคจนครบถ้วนทั้ง 300 เขตทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ของกรรมการบริหารพรรค รวมถึงการประเมินจากสมาชิกพรรคและทีมงานจังหวัดต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งรายชื่อเข้าสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 ที่กำลังจะมาถึงนี้

นอกจากนี้ พรรคฯ ยังได้จัดสัมมนาสำหรับว่าที่ผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตทั้ง 300 คน รวมถึงว่าที่ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่ออีก 100 คน เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านนโยบายและการลงพื้นที่หาเสียง โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคม

ล่าสุด มีรายงานว่า รายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33 เขต ได้ผ่านกระบวนการสรรหาและคัดกรองเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นผู้สมัครคนเดิมที่เคยลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม มี 10 เขตที่ได้มีการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ได้แก่ เขต 2, 5, 14, 23, 24, 26, 27, 28, 31 และ 33

รายชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต มีใครบ้าง ไปดูกัน!

  • เขต 1 (พระนคร, ป้อมปราบฯ, สัมพันธวงศ์, ดุสิต, บางรัก): นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์
  • เขต 2 (สาทร, ปทุมวัน, ราชเทวี): นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ (แทน น.ส. ธิษะณา ชุณหะวัณ)
  • เขต 3 (บางคอแหลม, ยานนาวา): นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์
  • เขต 4 (คลองเตย, วัฒนา): นายภัณฑิล น่วมเจิม
  • เขต 5 (ห้วยขวาง, วังทองหลาง): นายปิติกรณ์ บรรณเภสัช (แทน นายเฉลิมชัย กุลาเลิศ)
  • เขต 6 (พญาไท, ดินแดง): นายกันตภณ ดวงอัมพร
  • เขต 7 (บางซื่อ, ดุสิต): น.ส. ภัสริน รามวงศ์
  • เขต 8 (จตุจักร, หลักสี่): นายชยพล สท้อนดี
  • เขต 9 (บางเขน, จตุจักร, หลักสี่): นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์
  • เขต 10 (ดอนเมือง): นายเอกราช อุดมอำนวย
  • เขต 11 (สายไหม): น.ส. ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
  • เขต 12 (สายไหม, บางเขน, ลาดพร้าว): นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ
  • เขต 13 (ลาดพร้าว, บึงกุ่ม): เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข
  • เขต 14 (วังทองหลาง, บางกะปิ): นายก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ (แทน น.ส. สิริลภัส กองตระการ)
  • เขต 15 (คันนายาว, บึงกุ่ม): นายวิทวัส ติชะวาณิชย์
  • เขต 16 (คลองสามวา): น.ส. พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์
  • เขต 17 (หนองจอก, คลองสามวา): นายวีรวุธ รักเที่ยง
  • เขต 18 (หนองจอก, มีนบุรี, ลาดกระบัง): นายธีรัจชัย พันธุมาศ
  • เขต 19 (มีนบุรี, สะพานสูง): นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์
  • เขต 20 (ลาดกระบัง): นายชุมพล หลักคำ (ลงสมัครอีกครั้ง)
  • เขต 21 (ประเวศ, สะพานสูง): นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์
  • เขต 22 (สวนหลวง, ประเวศ): นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ
  • เขต 23 (พระโขนง, บางนา): นายชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ (แทน นายปิยรัฐ จงเทพ)
  • เขต 24 (ธนบุรี, คลองสาน, ราษฎร์บูรณะ): นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา (แทน นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร)
  • เขต 25 (ทุ่งครุ, ราษฎร์บูรณะ): น.ส. แอนศิริ วลัยกนก
  • เขต 26 (บางขุนเทียน, จอมทอง): นายพงษ์สรณัฐ ทองลี (แทน นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์)
  • เขต 27 (บางขุนเทียน, บางบอน): นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์ (แทน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์)
  • เขต 28 (จอมทอง, บางบอน, หนองแขม): น.ส. ชลณัฏฐ์ โกยกุล (แทน น.ส. รักชนก ศรีนอก)
  • เขต 29 (บางแค, หนองแขม): น.ส. ทิสรัตน์ เลาหพล
  • เขต 30 (บางแค, ภาษีเจริญ): นายธัญธร ธนินวัฒนาธร
  • เขต 31 (ตลิ่งชัน, ทวีวัฒนา): นายอนุสรณ์ ธรรมใจ (แทน นายสิริน สงวนสิน)
  • เขต 32 (บางกอกน้อย, บางกอกใหญ่, ภาษีเจริญ, ตลิ่งชัน, ธนบุรี): น.ส. ปวิตรา จิตตกิจ
  • เขต 33 (บางพลัด, บางกอกน้อย): นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ (แทน นายพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ)

การเปลี่ยนแปลงตัวผู้สมัครในบางเขตอาจสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ใหม่ของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ การจับตาดูผลการเลือกตั้งในเขตที่มีการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพื่อประเมินว่ากลยุทธ์ของพรรคฯ จะประสบความสำเร็จหรือไม่

โดยสรุปแล้ว พรรคประชาชนได้เปิดเผยรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการลงสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง การเปลี่ยนแปลงในบางเขตนั้นน่าสนใจ และต้องติดตามกันต่อไปว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร พรรคประชาชนเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รู้จักกับ ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต มากยิ่งขึ้น

ที่มา – ปชน.เปิดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต – 10 เขต เปลี่ยนตัวผู้สมัครใหม่

Scroll to top