การเลือกตั้งโปร่งใส

จุลพันธ์ แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ประกันตนทุกคน ช่วงนี้หลายคนอาจจะกำลังติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกันอยู่ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคำสั่งศาลปกครองที่หลายคนกังวลว่าจะทำให้ทุกอย่างต้องเลื่อนออกไปหรือไม่ วันนี้เรามาสรุปประเด็นที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาชี้แจงให้หายข้องใจกันครับ

จุลพันธ์ แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

หลายคนอาจจะตื่นตระหนกกับข่าวที่ว่าศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับคดี จนกลัวว่าแผนการเลือกตั้งที่เราตั้งตารอจะสะดุด แต่ความจริงแล้ว จุลพันธ์ แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เลยแม้แต่น้อยครับ โดยท่านรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ได้มีมติเลื่อนการเลือกตั้งตั้งแต่ต้น ทุกอย่างยังคงเดินหน้าตามกำหนดการเดิม

ความคืบหน้าการเตรียมพร้อมเลือกตั้ง

สำหรับการทุเลาการบังคับใช้ประกาศข้อที่ 2 ในประเด็นเรื่องการลงทะเบียนนั้น เป็นเพียงการชะลอในจุดเล็กๆ เพื่อรอความชัดเจนในข้อกฎหมายให้แม่นยำที่สุดเท่านั้นครับ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังจนส่งผลเสียต่อระบบประกันสังคมของเรา โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • การดำเนินการตามกระบวนการอุทธรณ์คำสั่งทางกฎหมาย
  • การเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการการเลือกตั้งในส่วนอื่นๆ
  • การประสานงานกับคณะกรรมการเพื่อความโปร่งใส

การที่ท่านรัฐมนตรีออกมากล่าวว่า จุลพันธ์ แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม นั้น ถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน ว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการได้ตัวแทนที่เข้ามาบริหารกองทุนอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ครับ

หากถามถึงมุมมองในเรื่องนี้ ผมมองว่าความรอบคอบเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ การรีบเร่งทำไปโดยมีช่องโหว่ทางกฎหมายอาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องจนการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ในอนาคต ดังนั้นการที่กระทรวงแรงงานยอมเสียเวลาตรวจสอบให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมและรัดกุมที่สุดสำหรับทุกคนครับ

สรุปสั้นๆ ให้ทุกคนสบายใจได้เลยครับว่า ทุกขั้นตอนกำลังดำเนินไปอย่างถูกต้องและชอบธรรม พี่น้องผู้ประกันตนไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดการเลื่อนเลือกตั้งแต่อย่างใด เรามารอติดตามการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ที่จะเข้ามาดูแลสิทธิประโยชน์ของเรากันต่อไปนะครับ

ที่มา – “จุลพันธ์” แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน

กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งแบบนี้ เรื่องที่ชาวกรุงเทพฯ และเมืองพัทยาต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือเรื่องของกฎระเบียบต่างๆ ครับ ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ออกมาเน้นย้ำเรื่องสำคัญ คือ กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความยุติธรรมมากที่สุด

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องมีกฎเหล็กข้อนี้? คำตอบคือเพื่อป้องกันไม่ให้ผลสำรวจความคิดเห็นกลายเป็นตัวชี้นำการตัดสินใจของประชาชนมากจนเกินไป ในช่วงเวลา 7 วันก่อนวันจริง กกต. ต้องการให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนได้ใช้ดุลพินิจของตัวเองอย่างอิสระ ปราศจากกระแสที่ถูกสร้างขึ้นจากผลโพลต่างๆ ครับ

ทำไมการงดเผยแพร่ผลโพลในช่วงโค้งสุดท้ายถึงสำคัญ?

การที่ กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน นั้นมีเป้าหมายหลักเพื่อให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใส โดยข้อบังคับนี้ครอบคลุมถึง:

  • ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งใน กทม. และเมืองพัทยา
  • พรรคการเมืองที่สนับสนุนหรือเกี่ยวข้อง
  • สื่อมวลชนทุกแขนง
  • ผู้จัดทำผลสำรวจความคิดเห็นหรือสำนักโพลต่างๆ

ข้อห้ามนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. 2569 จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งนั่นเองครับ ใครที่เป็นสายโซเชียลหรือชอบแชร์ข้อมูลข่าวสาร ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษนะครับ เพราะอาจเข้าข่ายผิดระเบียบ กกต. ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้

นอกจากการปฏิบัติตามกฎแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราในฐานะพลเมือง คือการออกไปใช้สิทธิให้เต็มที่ครับ ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. อย่าลืมไปเช็กชื่อที่หน่วยเลือกตั้งใกล้บ้าน แล้วไปใช้สิทธิ์เลือกผู้บริหารในดวงใจด้วยตัวคุณเองนะครับ แล้วคุณคิดว่าโพลมีผลต่อการตัดสินใจของคุณมากน้อยแค่ไหนกันบ้าง? มาแชร์ความคิดเห็นกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายด้วยนะครับ เพื่อร่วมกันสร้างการเมืองที่โปร่งใสและสร้างสรรค์ไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน

“เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบ

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือเรื่องการสมัครสมาชิกพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ต้องกรอกเลขหลังบัตรประชาชน หรือ Laser ID หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมต้องเก็บข้อมูลแบบนี้ ล่าสุด “เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบกรมการปกครอง โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน เพื่อคลายข้อสงสัยและยืนยันความโปร่งใสของพรรค

“เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบกรมการปกครอง

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายณัฐพงษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสวิจารณ์ที่เกิดขึ้น เขายืนยันว่าการขอเลข Laser ID หลังบัตรประชาชนไม่ใช่การเก็บข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว แต่เป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ดำเนินการผ่านช่องทางของ กรมการปกครอง เพื่อยืนยันตัวตนของประชาชนให้เป็นตัวจริงเท่านั้น นอกจากนี้ ยังเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำหรับการทำธุรกรรมของพรรคการเมืองทุกประการ

เหตุผลที่ต้องขอเลขหลังบัตรประชาชนในการสมัครสมาชิก ปชน.

ทำไมพรรคการเมืองอย่าง ปชน. ถึงต้องขอข้อมูลนี้? เรามาดูเหตุผลหลักๆ กัน

  • ยืนยันตัวตนประชาชนจริง: ป้องกันการสมัครปลอมหรือใช้บัตรประชาชนซ้ำ เพื่อให้สมาชิกเป็นคนไทยแท้ๆ
  • ตามระเบียบกรมการปกครองและ กกต.: เป็นเกณฑ์ที่กำหนดไว้ชัดเจน ไม่ใช่การคิดค้นของพรรคเอง
  • เพิ่มความโปร่งใส: ช่วยให้การบริหารสมาชิกพรรคถูกต้อง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • ป้องกันการทุจริต: ในยุคดิจิทัล ข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันความถูกต้องของกระบวนการ

นายณัฐพงษ์ เน้นย้ำว่า พรรคไม่ได้เก็บข้อมูลไว้เอง แต่ส่งผ่านระบบกรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง

ปัดข้อหา “ไอโอส้ม” และทีมโซเชียลมอนิเตอร์링

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกคือ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต ส.ส. ออกมาวิจารณ์ว่าพรรคมี “ไอโอส้ม” หรือหน่วยงานบิดเบือนข้อมูล หัวหน้า ปชน. ปฏิเสธทันที โดยยืนยันว่าพรรคมีเพียงทีม Social Monitoring เพื่อติดตามความเห็นของประชาชนบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น ไม่มีหน่วยงานเฉพาะที่ไปไล่ตอบคอมเมนต์เพื่อชี้นำหรือบิดเบือนข้อมูลตามที่ถูกกล่าวหา

นอกจากนี้ ยังพูดถึงกระแสข่าวที่พรรคกล้าธรรมอาจเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายค้าน “เท้ง” มองว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะฝ่ายค้านคือพรรคที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล และในอดีตฝ่ายค้านก็ไม่ได้ต้องทำงานเป็นเอกภาพ 100% แค่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มแข็งก็พอ

ประเด็น กปน. ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและการเลือกตั้งโมฆะ

หัวหน้าพรรคยังกล่าวถึงกรณี กกต. เรียกสอบกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ที่ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด โดยเตือนอย่าใช้อำนาจปิดปากประชาชนหรือเจ้าหน้าที่สุจริต การถ่ายภาพก่อนลงคะแนนไม่ผิดกฎหมาย พรรคเตรียมดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 และ 172 ต่อ กกต. พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยรายชื่อ กปน. ทั่วประเทศเพื่อโปร่งใส

ส่วนคำถามว่าการเลือกตั้งจะโมฆะหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ไม่ให้ความเห็น โดยบอกว่าพรรคเป็นคู่แข่ง ไม่เหมาะพูด ปล่อยให้ศาลตัดสิน หน้าที่พรรคคือผลักดันให้ กกต. จัดเลือกตั้งโปร่งใสที่สุด

จากประเด็นทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการยึดหลักโปร่งใสและกฎหมาย ในยุคที่ข่าวลือแพร่กระจายเร็ว การชี้แจงแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกและประชาชนได้ดี คุณคิดว่าการขอเลข Laser ID เป็นเรื่องจำเป็นหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – “เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบกรมการปกครอง

ทสท. จ่อฟ้อง กกต. 3 ศาล เลือกตั้ง 69 ไม่โปร่งใส

ทสท. จ่อฟ้อง กกต. 3 ศาล เลือกตั้ง 69 ไม่โปร่งใส

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคไทยสร้างไทย หรือ ทสท. ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยนายศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย ร่วมกับนายภัชริ นิจสิริภัช และนายโรจนินท์ ศิริเบญญาภิรมย์ เตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อ 3 ศาลหลัก ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ กรณี ทสท. จ่อฟ้อง กกต. 3 ศาล เลือกตั้ง 69 ไม่โปร่งใส ซึ่งถือเป็นการทุจริตที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย

พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่าการจัดการเลือกตั้งปี 2569 ของ กกต. มีปัญหาความไม่โปร่งใสหลายประการ โดยเฉพาะบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด และรหัสที่สามารถสืบค้นตัวตนผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังพบบัตรเขย่งจำนวนมาก รวมถึงความแตกต่างของจำนวนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อในบางเขตที่ห่างกันนับหมื่นใบ ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องการทุจริต

หลักฐานสำคัญที่ ทสท. จ่อฟ้อง กกต. 3 ศาล

จากข้อมูลที่ประชาชนส่งมาให้พรรคไทยสร้างไทย พบปัญหาหลายด้านที่ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของ กกต. เช่น

  • จำนวนบัตรเลือกตั้งไม่ตรงกันในหลายเขตเลือกตั้ง สูงถึงหมื่นใบ
  • ปัญหาการซื้อเสียงที่เป็นข่าว แต่ กกต. ไม่มีการดำเนินการชัดเจน ซึ่งอาจเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
  • บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและรหัสที่เชื่อมโยงกับต้นขั้ว สามารถระบุผู้ลงคะแนนได้ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85
  • การจัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามมาตรา 224 ที่กำหนดให้ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม

นายศุชัยวุธ เน้นย้ำสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 41(2)(3) มาตรา 50(1) และมาตรา 51 ที่ให้ประชาชนร้องทุกข์และฟ้องร้องหน่วยงานรัฐเพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตย

ทำไม ทสท. จ่อฟ้อง กกต. 3 ศาล เลือกตั้ง 69 ไม่โปร่งใส ถึงสำคัญ

การเลือกตั้งที่โปร่งใสคือหัวใจของประชาธิปไตย การที่ กกต. ใช้วิธีการที่อาจละเมิดความลับของคะแนนเสียง สร้างความไม่ไว้วางใจให้กับระบบเลือกตั้งทั้งหมด หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การทุจริตซ้ำซากในอนาคต พรรคไทยสร้างไทยจึงเรียกร้องให้ประชาชนร่วมตรวจสอบและส่งหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้การฟ้องร้องครั้งนี้เป็นบรรทัดฐานสำหรับการเลือกตั้งที่ถูกต้อง

นอกจากประเด็นบาร์โค้ดบนบัตร นายภัชริ ยังชี้ว่าการอ้างของ กกต. ว่าจะเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัยนั้นไม่เพียงพอ เพราะกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญที่ห้ามการสืบค้นตัวตนผู้ลงคะแนนเด็ดขาด ปัญหาบัตรเขย่งยังสะท้อนถึงการควบคุมคุณภาพบัตรที่ล้มเหลว ซึ่งอาจเกิดจากการพิมพ์หรือการขนส่งที่ไม่เหมาะสม

ในอดีต การเลือกตั้งไทยเคยมีปัญหาคล้ายกัน เช่น การทุจริตในปี 2550 หรือ 2562 ที่นำไปสู่การยุบพรรคและฟ้องร้องศาล แต่ครั้งนี้ ทสท. มุ่งเน้นการฟ้องหน่วยงานหลักอย่าง กกต. โดยตรง เพื่อสร้างความยุติธรรมให้คะแนนเสียงประชาชนทุกใบ

สิทธิประชาชนในการต่อต้านทุจริตเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญมาตรา 41 ให้อำนาจประชาชนร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ หากพบการประพฤติมิชอบ มาตรา 50 และ 51 ยังปกป้องสิทธิในการพิทักษ์การปกครองระบอบประชาธิปไตย การที่พรรคไทยสร้างไทยลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานทั่วประเทศ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง

ผู้สนใจสามารถติดตามการอัปเดตคดีได้ที่เว็บไซต์พรรคไทยสร้างไทย หรือร่วมส่งหลักฐานได้ทันที เพื่อช่วยให้การเลือกตั้งครั้งนี้โปร่งใสยิ่งขึ้น

สุดท้าย การเลือกตั้ง 2569 ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของระบบที่ไร้ทุจริต คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ที่มา – ทสท. จ่อฟ้อง กกต. 3 ศาล จัดการเลือกตั้ง 69 ไม่โปร่งใส ทั้งมีบาร์โค้ด-บัตรเขย่ง ขัด รธน. ชัดเจน

“กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุล่าสุด “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการนับคะแนนเลือกตั้งที่ชลบุรี เขต 1 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ประชาชนหลายคนรู้สึกถูกทอดทิ้งและปวดใจไปตามๆ กัน

“กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง

นายกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ตนติดตามสถานการณ์ปัญหาการนับคะแนนที่ชลบุรีอย่างใกล้ชิด และรู้สึกปวดใจอย่างยิ่งที่เห็นประชาชนถูกทอดทิ้งโดยภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ควรเป็นผู้ชี้แจงให้ชัดเจนทันที แต่กลับไม่มีคำอธิบายที่โปร่งใส นี่คือสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในระบบเลือกตั้ง

กรณ์ ยังเล่าประสบการณ์ส่วนตัวจากการเลือกตั้งครั้งแรกของตัวเอง ที่ต้องนั่งทับกล่องบัตรเลือกตั้งที่มีพิรุธ ตลอดคืนเพื่อรอคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ เขายอมรับว่าถ้าแพ้เพราะซื้อเสียงก็ยอมรับได้ เพราะเป็นการตัดสินใจของประชาชน แต่การยัดเยียดบัตรหรือโกงการนับคะแนนนั้นรับไม่ได้เด็ดขาด

สถานการณ์นับคะแนนที่ชลบุรี: อะไรเกิดขึ้น?

ที่ชลบุรี เขต 1 เกิดปัญหาการนับคะแนนที่ล่าช้าและมีข้อพิพาท ทำให้ชาวบ้านออกมาแสดงความไม่พอใจ คำพูดของชาวบ้านคนหนึ่งที่กรณ์ได้ยินคืนนั้นว่า “เขาเป็น กกต. เขามีหน้าที่เดียวคือจัดการเลือกตั้งให้เป็นธรรม ทำไมเขาไม่ทำ” สะท้อนถึงความรู้สึกที่ถูกหักหลังของประชาชน “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง เพราะหากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต

ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย การนับคะแนนที่ไม่โปร่งใสมักก่อให้เกิดข้อกล่าวหาและการโต้เถียงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย กกต. ในฐานะผู้รับผิดชอบหลัก ต้องเร่งสร้างความโปร่งใสด้วยการถ่ายทอดสด การรายงานผลเรียลไทม์ และการตอบคำถามประชาชนอย่างรวดเร็ว

บทบาทของ กกต. ในการสร้างความเชื่อมั่น

กรณ์ ย้ำชัดว่ากกต. มีหน้าที่ทำทุกอย่างให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งโปร่งใสและเป็นธรรม หากล้มเหลว ประชาชนจะรู้สึกไม่มีที่พึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตย

  • ชี้แจงทันทีเมื่อเกิดปัญหา
  • ใช้เทคโนโลยีช่วยนับคะแนนเพื่อลดข้อผิดพลาด
  • มีกลไกตรวจสอบอิสระ
  • ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด
  • สื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังควรมีระบบร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่ามีที่พึ่งจริงๆ

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาการเมืองไทยในภาพรวม เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง การทุจริตเลือกตั้ง ที่ต้องแก้ไขจากรากฐาน ผ่านการศึกษาและการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์เองก็ยืนยันจุดยืนในการต่อสู้เพื่อการเลือกตั้งที่สุจริต

สุดท้ายแล้ว “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง เป็นคำเตือนที่ทุกฝ่ายต้องรับฟัง หากเราต้องการประชาธิปไตยที่มั่นคง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และช่วยกันติดตามข่าวสารเพื่อผลักดันการปฏิรูปการเลือกตั้งให้ดีขึ้น

ที่มา – “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง บอกเห็นสถานการณ์นับคะแนนที่ชลบุรี แล้วปวดใจ

รทสช.ลุยเลือกตั้ง! เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ

รทสช. เครื่องร้อนพร้อมลุยเลือกตั้ง “พีระพันธุ์” ติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศ  ย้ำจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” 

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม เลอ มอนเต้ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค จัดกิจกรรมอบรมสัมมนา ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ บางส่วนจากทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพของผู้สมัคร ในการลงสนามสู้ศึกเลือกตั้ง

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ มีแกนสำคัญที่สุดคือยึดมั่น ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ และไม่ว่านโยบายของพรรคจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ประเทศเพียงใด อุดมการณ์ปกป้องสถาบันหลัก จะยังคงสอดแทรกอยู่ในทุกภารกิจเสมอ และอีกหัวใจสำคัญในการทำงานของพรรคคือ แนวคิด “สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด คือ มีคนที่พร้อมแก้ไขปัญหา และพยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง และพรรคต้องการคนที่เข้ามาทำงาน ไม่ใช่มาเล่นการเมือง

โดยแนวนโยบายในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ มุ่งมั่นที่แก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติด้วยความ “เด็ดขาด” เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับ “พลิกโฉม” ประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตความมั่นคงด้านอธิปไตย ปัญหาทุจริตงบประมาณ ทุนเทา สแกมเมอร์ ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก  ปัญหาราคาพลังงาน  ปัญหาภาคเกษตร  และปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

“วิกฤตเกิดจากปัญหาที่ไม่มีใครแก้  วันนี้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่กลายเป็นวิกฤต โดยเฉพาะความมั่นคงชายแดน ถ้าเราไม่ทุบโต๊ะเด็ดขาด ไม่มีวันจบ ไม่เสริมกำลังกองทัพไม่จบ นโยบายเราคือ ยกเลิก MOU 43-44 ร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที เราจำเป็นต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาด จัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และพวกสแกมเมอร์ โดยเสนอบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต เราจะค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง และเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบพลังงานต่อไป ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าพลังงานของประชาชน เราพร้อมสร้างสังคมที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกวัย และเตรียมผลักดันภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็นธุรกิจการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้สู่กระเป๋าเกษตรกรอย่างยั่งยืน”  นายพีระพันธุ์ กล่าว

ด้านนายอรรถวิชช์  สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวสรุปประเด็น ด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นแนวนโยบายของพรรคว่า ประเทศไทยถูกแช่แข็งมากว่า 20 ปี เนื่องจากไม่มีธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve อาทิ อุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตรแบบโอลีโอเคมี ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ ต้องอาศัยการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งต้องเกิดจากการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่ยังคงผูกขาดอยู่กับนายทุน รวมถึงการชูนโยบายลบประวัติเครดิตบูโร ที่สร้างปัญหาการแช่แข็งผู้มีรายได้น้อยไว้ 3 ปี ทำให้ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจดำรงชีพได้ต่อไป  

ขณะที่ นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงนโยบายการยกระดับภาคเกษตรกรรมว่า จะลดต้นทุนของเกษตรกรด้วยการเร่งแก้ปัญหาพลังงาน ชูนโยบายโซลาร์เสรี ควบคู่กับการดูแลปัจจัยการผลิตทั้งที่ดิน ปุ๋ย และการจัดการน้ำ อีกทั้งแก้ปัญหาราคาผลผลิตผ่านการปฏิรูปสหกรณ์การเกษตร สร้างกลไกตลาดที่สมดุล ซึ่งรัฐต้องมีบทบาทเป็นคนกลาง ทั้งการสนับสนุนเครื่องจักรในการทำการเกษตร และรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ ที่ทำให้เกษตรกรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่าย เป็นการทำเวิร์กช็อปยกระดับทักษะการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์และเทคนิคการนำเสนอนโยบายเด่นในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ และในวันพรุ่งนี้ (19 ธ.ค. 68) จะให้ความรู้ด้านกฎหมายการเงินที่ใช้ในการเลือกตั้ง เพื่อเน้นย้ำความถูกต้องโปร่งใสตามระเบียบ กกต. พร้อมปิดท้ายด้วยการติวเข้มเทคนิคการหาเสียงเชิงรุก เตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่เพื่อ “สู้ให้ทุกปัญหา” เป็นที่ “พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

รทสช. ย้ำจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ”

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำจุดยืนที่ชัดเจนในการ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” พรรคฯ มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของชาติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับประเทศและประชาชน

นโยบายหลัก: เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ

นโยบายหลักของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ การ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสำคัญต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตความมั่นคง ปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

  • ความมั่นคง: รทสช. ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงของชาติ และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อจัดการกับภัยคุกคามต่างๆ
  • เศรษฐกิจ: พรรคฯ มีนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
  • คุณภาพชีวิต: รทสช. มุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือสวัสดิการสังคม

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มั่นใจว่าด้วยนโยบายที่ชัดเจนและการทำงานอย่างจริงจัง พรรคฯ จะสามารถ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ขอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – รทสช.เครื่องร้อนพร้อมลุยเลือกตั้ง ย้ำจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ”

Scroll to top