การเลือกตั้งในไทย

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดประเด็นร้อนแรงทางการเมืองขึ้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อบรรดาแกนนำฝ่ายค้านนำโดย “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้จัดเวทีเสวนา “แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ขึ้นใจกลางพื้นที่ที่เคยเป็นจุดเกิดเหตุปมฉาวการทำโพยเลือก สว. ทำให้เวทีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความโปร่งใสในสังคมไทย

เสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านต่อที่มาของอำนาจ

“เท้ง” ณัฐพงษ์ ได้เปิดประเด็นตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเมื่อกระบวนการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลหรือองค์กรต่างๆ ยังมีความคลุมเครือและไม่ยึดโยงกับประชาชน เราจะสามารถหวังพึ่งใครได้? โดยเฉพาะ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. เพื่อชี้ให้เห็นว่า หากที่มาของ สว. ยังเต็มไปด้วยข้อกังขาจากการเลือกกันเองที่ดูไม่เป็นธรรม แล้วองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งของ สว. เหล่านั้น จะมีความเป็นอิสระและยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างไร

  • ปัญหารากเหง้าที่รัฐธรรมนูญยังไม่เปิดช่องให้แก้ไขเชิงโครงสร้าง
  • ความกังขาในกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เกิดจากการแต่งตั้งบุคคลไปนั่งในองค์กรกำกับดูแล

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสริมทัพด้วยการชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้อง เมื่อองค์กรกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เช่น กสทช. หรือหน่วยงานที่ควบคุมการแข่งขันทางการค้า ถูกครอบงำโดยอิทธิพลการเมืองหรือกลุ่มทุน ประชาชนต้องเผชิญกับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว การที่ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. ในครั้งนี้ จึงเป็นการตีแผ่ให้เห็นว่า “องค์กรแต่งตั้ง” เหล่านี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของทุกคน ตั้งแต่ค่าอินเทอร์เน็ตไปจนถึงการทำมาหากินของ SME

ในท้ายที่สุด สังคมต้องตั้งคำถามว่า เราจะปล่อยให้โครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้คงอยู่ต่อไป หรือถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริงผ่านกลไกที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนหน้าตาคนทำงาน แต่ต้องเปลี่ยนระบบที่ให้โอกาสคนโกงเข้ามามีอำนาจตัดสินชะตาชีวิตของคนทั้งประเทศ การปฏิรูปการเมืองไทยจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของอนาคต

ที่มา – ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. “เท้ง” ซัดองค์กรอิสระ มาจาก สว. ไม่ยึดโยง ปชช.

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นสำคัญว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. ซึ่งถือเป็นแนวทางที่พรรคมีความมั่นใจว่าสอดคล้องกับหลักการและเจตนารมณ์ที่ถูกต้องตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยให้ความเห็นไว้

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

นายอภิสิทธิ์ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าประชาชนไม่ควรเป็นผู้เลือกผู้ร่างโดยตรง แต่ในส่วนของทางพรรคฯ นั้น วิธีการหยั่งเสียงผ่านตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ แล้วให้รัฐสภาคัดเลือก รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายตุลาการและวิชาการ ถือเป็นการออกแบบกระบวนการที่รัดกุม ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. อย่างแน่นอนครับ

ความคืบหน้าในการรวบรวมรายชื่อ สส.

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินงานของพรรค โดยคาดการณ์ว่าภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ครบถ้วน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการนำเสนอร่างแก้ไขตามกฎหมายต่อไป โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การใช้กลไกการหยั่งเสียงจากท้องถิ่นสู่ระดับสภาร่าง
  • การผสมผสานผู้ทรงคุณวุฒิ 20 คนจากตุลาการและภาควิชาการ
  • การยึดโยงเจตนารมณ์จากบันทึกข้อความการแลกเปลี่ยนกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ

หากมองในมุมของการเมืองไทยยุคปัจจุบัน การแสวงหาความร่วมมือและการอธิบายเหตุผลอย่างโปร่งใสถือเป็นเรื่องสำคัญมาก การที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยข้อมูลให้สังคมได้รับทราบถึงเหตุและผลของ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. นั้น ช่วยลดความคลุมเครือและสร้างความมั่นใจให้ผู้ติดตามข่าวสารว่ากระบวนการทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในฐานะประชาชนผู้สนใจ การขับเคลื่อนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เน้นความร่วมมือหลายภาคส่วนเช่นนี้ อาจเป็นต้นแบบที่ดีในการหาทางออกให้กับประเทศในอนาคต หากทุกฝ่ายสามารถตกลงกันได้ภายใต้หลักการที่ชัดเจน เชื่อว่าความสำเร็จในการปฏิรูปกฎหมายสูงสุดของประเทศคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เผย ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

“ไอติม”ย้ำเดินหน้าผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนให้ผ่านวาระแรกให้ได้

“ไอติม”ย้ำเดินหน้าผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนให้ผ่านวาระแรกให้ได้

การเมืองไทยในช่วงนี้กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกลายเป็นหัวข้อที่ทุกฝ่ายต่างจับตามอง ล่าสุด “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน โดยย้ำถึงความตั้งใจจริงที่จะมุ่งหน้าทำงานการเมืองเพื่อสร้างกติกาที่เป็นธรรม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ “ไอติม”ย้ำเดินหน้าผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนให้ผ่านวาระแรกให้ได้ เพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

นายพริษฐ์ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐสภา โดยเฉพาะกรณีที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมถอนชื่อจากการสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งสร้างคำถามมากมายในสังคมว่านี่เป็นสัญญาณของเกมการเมืองที่หวังจะผูกขาดการร่างกฎหมายสูงสุดหรือไม่ โดยเขามองว่าหากพรรคใดจะใช้อำนาจหรือหลักเกณฑ์ใดในการเปลี่ยนท่าที ก็ควรออกมาชี้แจงต่อประชาชนให้ชัดเจน

บทสรุปของเกมบีบรัฐธรรมนูญในสายตาพรรคประชาชน

ปัญหาที่น่ากังวลคือการที่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจถูกบีบให้เหลือเพียงช่องทางเดียว ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม “ไอติม”ย้ำเดินหน้าผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนให้ผ่านวาระแรกให้ได้ ท่ามกลางความท้าทายจากกระแสข่าวที่ว่าอาจมีการพยายามทำให้เหลือเพียงร่างของพรรคกลุ่มระบอบสีน้ำเงินเท่านั้นที่จะผ่านเข้าไปได้ ซึ่งนายพริษฐ์มองว่านี่คือความพยายามที่จะผูกขาดกติกา

ในมุมมองของพรรคประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดในนาทีนี้ไม่ได้อยู่ที่เกมต่อรองทางการเมือง แต่มุ่งเน้นไปที่:

  • การขับเคลื่อนร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมจริง
  • การป้องกันไม่ให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องสะดุดลง
  • การผลักดันให้ร่างกฎหมายที่เน้นประโยชน์ของประชาชนผ่านความเห็นชอบในวาระแรก

สำหรับแนวทางต่อจากนี้ นายพริษฐ์ยืนยันว่าถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่พรรคประชาชนจะยังคงยืนหยัดสู้ในทุกขั้นตอน แม้จะเป็นเสียงข้างน้อยในสภา แต่หากเสียงนั้นได้รับพลังสนับสนุนจากประชาชนที่มองเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างแรงกดดันเพื่อให้เกิดการถกเถียงในชั้นกรรมาธิการได้อย่างสร้างสรรค์

การผลักดันในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของพรรคประชาชนว่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำพาเจตนารมณ์ไปสู่ความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน ในท้ายที่สุด รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษ แต่เป็นกติกาที่กำหนดชีวิตของพวกเราทุกคน การจับตามองวาระแรกของการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

ที่มา – “ไอติม”ย้ำเดินหน้าผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนให้ผ่านวาระแรกให้ได้

“เท้ง” ยันเรื่องจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ลั่นไม่กลัว สว. ฟ้องปิดปาก

“เท้ง” ยันเรื่องจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ลั่นไม่กลัว สว. ฟ้องปิดปาก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับประเด็น “เท้ง” ยันเรื่องจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ลั่นไม่กลัว สว. ฟ้องปิดปาก โดยเขายืนยันว่าสิ่งที่เขาสื่อสารนั้นคือข้อเท็จจริงที่สังคมควรได้รับทราบ เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าระบอบการเมืองในปัจจุบันกำลังดำเนินไปในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแผนการที่ต้องการกินรวบอำนาจผ่านกลุ่มก้อนการเมืองบางกลุ่ม

ทำไม “เท้ง” ยันเรื่องจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ลั่นไม่กลัว สว. ฟ้องปิดปาก

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายณัฐพงษ์ได้สะท้อนมุมมองว่า การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึกในปัจจุบัน หากเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงคือทางออกสำคัญ โดยเขายังได้ตั้งคำถามอย่างน่าสนใจไปยังกลุ่ม สว. ที่ออกมาข่มขู่เตรียมใช้กระบวนการกฎหมายฟ้องร้องปิดปากว่า ในอนาคตพวกเขาจะไล่ฟ้องประชาชนทุกคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ระบอบนี้ด้วยหรือไม่

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังนี้:

  • การตั้งคำถามถึงกระบวนการประชาธิปไตยที่มีกลุ่มอำนาจผูกขาด
  • ความไม่หวั่นเกรงต่อกระบวนการนิติสงครามที่ใช้ฟ้องร้องเพื่อหวังผลทางการเมือง
  • ความต้องการให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบการกระทำของกลุ่มก้อนที่มีอำนาจเหนือรัฐ

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังได้ย้ำว่า การที่เขาออกมาพูดถึง “เท้ง” ยันเรื่องจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ลั่นไม่กลัว สว. ฟ้องปิดปาก ไม่ใช่การพาดพิงบุคคลใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นภาพรวมของการตั้งข้อสังเกตต่อระบอบการปกครอง ซึ่งในฐานะประชาชนและหัวหน้าพรรคการเมือง เขามีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง

ท้ายที่สุด การเมืองไทยวันนี้ไม่ได้ต้องการแค่การโต้ตอบกันด้วยวาทกรรม แต่ต้องการการตรวจสอบที่โปร่งใสและกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน ไม่ว่ากลุ่มอำนาจใดจะพยายามรวมศูนย์การปกครองอย่างไร พลังของประชาชนจะเป็นตัวชี้ขาดที่สำคัญที่สุดในอนาคต

ที่มา – “เท้ง” ยันเรื่องจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ลั่นไม่กลัว สว. ฟ้องปิดปาก

พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ชาดาต้อนรับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทยหลังเลือกตั้งมากเลยนะครับ โดยเฉพาะเหตุการณ์ พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ที่กลายเป็นประเด็นร้อนฮือฮาไปทั่วโซเชียล มาดูกันครับว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และนัยยะทางการเมืองที่อาจตามมาจะเป็นอย่างไร

พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และมีประสบการณ์ยาวนานในเรื่องความมั่นคงชายแดนใต้ ได้เดินทางเข้ามายังทำการพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและ ส.ส.อุบลราชธานี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่ ส.ส.ยังไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายคนตีความว่านี่อาจเป็นสัญญาณการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่

ชาดาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง อุบเรื่องชวนร่วมรัฐบาล

นายชาดาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าการเชิญพล.อ.รังษีมาร่วมสนทนาในครั้งนี้ เพื่อปรึกษาเรื่องเส้นทางการเมืองและประสบการณ์ด้านปัญหาชายแดน ซึ่งพล.อ.รังษีมีความเชี่ยวชาญสูงสุดคนหนึ่งในวงการทหารและการเมือง เมื่อผู้สื่อข่าวถามตรงๆ ว่ามันเป็นการส่งสัญญาณชวนร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายชาดาก็ยิ้มรับและอุบไว้ก่อน โดยบอกว่า “ยังไม่ได้พูดถึงตรงนั้นครับ เพราะ ส.ส. ยังไม่ได้รับรอง” คำตอบแบบนี้ชวนให้คิดนะครับว่า ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจและเจรจา

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงนโยบายของทั้งสองพรรคที่ดูจะไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความมั่นคงชายแดน นายชาดายังชื่นชมพรรคเศรษฐกิจว่าทำงานได้ดี และยกย่องทุกพรรคที่รอดเข้ามาในสภา รวมถึงพรรคที่ไม่รอดด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เปิดกว้างของแกนนำภูมิใจไทย

มุมมองต่อปมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่

อีกประเด็นที่นายชาดาพูดถึงคือกระแสเรียกร้องให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่จากบางภาคส่วน เขามองว่า “ถ้าไม่สบายใจก็นับใหม่ทั้งประเทศไปเลยครับ จะได้รู้กันไปว่าสิ่งที่สงสัยกับสิ่งที่เป็นจริงต่างกันอย่างไร คนที่โกงจะได้เผยโฉม หรือถ้าไม่ได้โกงจะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์” คำพูดนี้สะท้อนถึงความโปร่งใสที่พรรคภูมิใจไทยยึดถือ และอาจช่วยคลายข้อกังขาในสังคมได้บ้าง

มาดูกันครับว่าประเด็นหลักที่ทั้งสองฝ่ายน่าจะคุยกันมีอะไรบ้าง:

  • เส้นทางการเมืองหลังเลือกตั้ง: การรวมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง
  • ปัญหาชายแดนใต้: ประสบการณ์พล.อ.รังษีช่วยเสริมจุดแข็งให้ภูมิใจไทย
  • นโยบายเศรษฐกิจ: คล้ายคลึงกันในเรื่องกระจายอำนาจท้องถิ่น
  • ความโปร่งใสเลือกตั้ง: ยอมรับการตรวจสอบเพื่อความเชื่อมั่น

จากมุมมองของผม การที่ พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเยี่ยมเยียนธรรมดา แต่เป็นการวางหมากสำคัญในเกมการเมืองไทยยุคใหม่ พรรคเล็กอย่างเศรษฐกิจที่มี ส.ส.ไม่กี่คน หากรวมกับพรรคใหญ่ที่มีที่นั่งหลักร้อย อาจกลายเป็นพันธมิตรที่ทรงพลังได้ โดยเฉพาะประเด็นชายแดนที่ภูมิใจไทยเองก็ให้ความสำคัญ

หลังจากนี้เราน่าจะเห็นการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ สถานการณ์รัฐบาลยังคลุมเครือ พรรคเพื่อไทย ก้าวไกล และภูมิใจไทยกำลังเจรจาอย่างเข้มข้น ถ้าพรรคเศรษฐกิจเข้ามาร่วม จะช่วยเพิ่มน้ำหนักด้านความมั่นคงได้ดีทีเดียว

คุณล่ะครับ คิดว่าพล.อ.รังษีจะตัดสินใจยังไง? จะร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือไม่? มาคอมเมนต์แบ่งปันความเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ถ้าชอบ และติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองแบบเรียลไทม์!

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังน่าติดตามมากขึ้นทุกวัน หวังว่าทุกฝ่ายจะมุ่งเน้นผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลักนะครับ

ที่มา – “พล.อ.รังษี” รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย มี “ชาดา” ต้อนรับ อุบชวนร่วมรัฐบาล คุยการเมือง-เรื่องชายแดน

Scroll to top