การเลือกตั้ง 2568

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

“ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” อดีต สส.เชียงใหม่ ถอดเสื้อเพื่อไทยทิ้งหันมาสวมเสื้อพรรคประชาชนแทน ลั่นเลือกตั้งรอบนี้หากต้องการเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น ต้องไม่มีทางสายกลาง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เปิดตัวลงสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงจุดยืนทางการเมืองสุดเข้มข้น ชี้สถานการณ์บ้านเมืองถึงจุดเลวร้ายที่สุดจนถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว

นางสาวทัศนีย์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศ เพราะปัจจุบันไม่มีทางสายกลางหรือพื้นที่ตรงกลางให้เลือกอีกต่อไป ประชาชนจำเป็นต้องตัดสินใจให้แน่วแน่ว่าจะเลือกอยู่กับที่หรือจะเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น การใช้สิทธิ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือก สส. แต่คือการเลือกอนาคตและเลือกรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลที่จะทำการเปลี่ยนแปลงได้จริงต้องชัดเจนและไม่ประนีประนอมกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นางสาวทัศนีย์เปิดใจถึงการตัดสินใจทิ้งพรรคเก่าอย่างพรรคเพื่อไทยว่า เกิดขึ้นในวันที่พรรคตัดสินใจข้ามเส้น จุดยืนที่เคยประกาศไว้กับประชาชน เมื่อความเชื่อถือถูกทำลาย ตนจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางอุดมการณ์ใหม่กับพรรคก้าวไกล (เดิม) จนมาถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน โดยมั่นใจว่าประชาชนเข้าใจเหตุผลที่ตนต้องย้ายค่ายในครั้งนี้

อดีต สส.เชียงใหม่ ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยว่า บริหารประเทศมานานกว่า 2 ปี แต่เรื่องสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไม่มีความคืบหน้า รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่เคยมีข้อตกลงร่วมกัน (MOA) ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนอาจมีข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการบ้าง แต่บทเรียนนั้นทำให้ตระหนักว่าไม่สามารถพึ่งพาปัจจัยอื่นได้นอกจากเสียงประชาชน จึงขอให้การเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนช่วยกันเลือกพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียว เพื่อเข้าไปทำภารกิจแก้รัฐธรรมนูญและสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้สำเร็จ

“หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ชัดเจน และยืนอยู่ข้างประชาชนเป็นสำคัญ” นางสาวทัศนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

การตัดสินใจครั้งสำคัญของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ขออยู่ภายใต้ชายคาพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองอย่างมาก เพราะการย้ายพรรคครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสีเสื้อ แต่เป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เหตุผลที่ อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

นางสาวทัศนีย์ ให้เหตุผลว่า การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจข้ามเส้นและผิดคำสัญญากับประชาชน เป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้ ทำให้เธอตัดสินใจเดินหน้าตามอุดมการณ์ของตนเอง โดยเลือกที่จะเข้าร่วมกับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่เธอมองว่าจะสามารถผลักดันนโยบายที่ตั้งใจไว้ได้จริง

การย้ายพรรคของนางสาวทัศนีย์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เพราะเมื่อความเชื่อใจถูกทำลาย ความศรัทธาในตัวนักการเมืองก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักการเมืองหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินของตนเอง

การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล

นอกจากเหตุผลเรื่องอุดมการณ์แล้ว นางสาวทัศนีย์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร รวมถึงการที่พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถผลักดันข้อตกลงร่วมกันให้เป็นรูปธรรมได้

บทสรุปและมุมมองต่ออนาคต

การประกาศตัวของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ในฐานะผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นการแข่งขันที่เข้มข้นและดุเดือดอย่างแน่นอน เพราะแต่ละพรรคต่างก็พยายามที่จะนำเสนอนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน

นางสาวทัศนีย์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคประชาชนได้รับโอกาสในการบริหารประเทศ จะมุ่งเน้นการทำงานที่โปร่งใส ชัดเจน และยึดมั่นในผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศอย่างแน่นอน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การตัดสินใจของอดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ที่ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น และเป็นเครื่องเตือนใจให้นักการเมืองทุกคน ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน รวมถึงการบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน บอกรับไม่ได้ผิดสัญญากับประชาชน

ปชช. เปิดชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต


พรรคประชาชน (ปชช.) เปิดรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. ครบทั้ง 33 เขต ส่วนใหญ่เป็นหน้าเดิมที่คุ้นเคย แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงใน 10 เขต โดยคาดการณ์ว่า “ณัฐชา-รักชนก-ปิยรัฐ” อาจขยับไปลง สส. บัญชีรายชื่อ ในขณะที่ “ชุลพล หลักคำ” จะลงสมัครในลาดกระบังอีกครั้ง เพื่อหวังแก้มือจากการเลือกตั้งครั้งก่อน

ปชช. เปิดชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต ส่วนใหญ่คุ้นหน้า

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่พรรคประชาชนได้ดำเนินการสรรหาและประเมินว่าที่ผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตของพรรคจนครบถ้วนทั้ง 300 เขตทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ของกรรมการบริหารพรรค รวมถึงการประเมินจากสมาชิกพรรคและทีมงานจังหวัดต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งรายชื่อเข้าสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 ที่กำลังจะมาถึงนี้

นอกจากนี้ พรรคฯ ยังได้จัดสัมมนาสำหรับว่าที่ผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตทั้ง 300 คน รวมถึงว่าที่ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่ออีก 100 คน เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านนโยบายและการลงพื้นที่หาเสียง โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคม

ล่าสุด มีรายงานว่า รายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33 เขต ได้ผ่านกระบวนการสรรหาและคัดกรองเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นผู้สมัครคนเดิมที่เคยลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม มี 10 เขตที่ได้มีการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ได้แก่ เขต 2, 5, 14, 23, 24, 26, 27, 28, 31 และ 33

รายชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต มีใครบ้าง ไปดูกัน!

  • เขต 1 (พระนคร, ป้อมปราบฯ, สัมพันธวงศ์, ดุสิต, บางรัก): นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์
  • เขต 2 (สาทร, ปทุมวัน, ราชเทวี): นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ (แทน น.ส. ธิษะณา ชุณหะวัณ)
  • เขต 3 (บางคอแหลม, ยานนาวา): นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์
  • เขต 4 (คลองเตย, วัฒนา): นายภัณฑิล น่วมเจิม
  • เขต 5 (ห้วยขวาง, วังทองหลาง): นายปิติกรณ์ บรรณเภสัช (แทน นายเฉลิมชัย กุลาเลิศ)
  • เขต 6 (พญาไท, ดินแดง): นายกันตภณ ดวงอัมพร
  • เขต 7 (บางซื่อ, ดุสิต): น.ส. ภัสริน รามวงศ์
  • เขต 8 (จตุจักร, หลักสี่): นายชยพล สท้อนดี
  • เขต 9 (บางเขน, จตุจักร, หลักสี่): นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์
  • เขต 10 (ดอนเมือง): นายเอกราช อุดมอำนวย
  • เขต 11 (สายไหม): น.ส. ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
  • เขต 12 (สายไหม, บางเขน, ลาดพร้าว): นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ
  • เขต 13 (ลาดพร้าว, บึงกุ่ม): เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข
  • เขต 14 (วังทองหลาง, บางกะปิ): นายก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ (แทน น.ส. สิริลภัส กองตระการ)
  • เขต 15 (คันนายาว, บึงกุ่ม): นายวิทวัส ติชะวาณิชย์
  • เขต 16 (คลองสามวา): น.ส. พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์
  • เขต 17 (หนองจอก, คลองสามวา): นายวีรวุธ รักเที่ยง
  • เขต 18 (หนองจอก, มีนบุรี, ลาดกระบัง): นายธีรัจชัย พันธุมาศ
  • เขต 19 (มีนบุรี, สะพานสูง): นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์
  • เขต 20 (ลาดกระบัง): นายชุมพล หลักคำ (ลงสมัครอีกครั้ง)
  • เขต 21 (ประเวศ, สะพานสูง): นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์
  • เขต 22 (สวนหลวง, ประเวศ): นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ
  • เขต 23 (พระโขนง, บางนา): นายชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ (แทน นายปิยรัฐ จงเทพ)
  • เขต 24 (ธนบุรี, คลองสาน, ราษฎร์บูรณะ): นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา (แทน นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร)
  • เขต 25 (ทุ่งครุ, ราษฎร์บูรณะ): น.ส. แอนศิริ วลัยกนก
  • เขต 26 (บางขุนเทียน, จอมทอง): นายพงษ์สรณัฐ ทองลี (แทน นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์)
  • เขต 27 (บางขุนเทียน, บางบอน): นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์ (แทน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์)
  • เขต 28 (จอมทอง, บางบอน, หนองแขม): น.ส. ชลณัฏฐ์ โกยกุล (แทน น.ส. รักชนก ศรีนอก)
  • เขต 29 (บางแค, หนองแขม): น.ส. ทิสรัตน์ เลาหพล
  • เขต 30 (บางแค, ภาษีเจริญ): นายธัญธร ธนินวัฒนาธร
  • เขต 31 (ตลิ่งชัน, ทวีวัฒนา): นายอนุสรณ์ ธรรมใจ (แทน นายสิริน สงวนสิน)
  • เขต 32 (บางกอกน้อย, บางกอกใหญ่, ภาษีเจริญ, ตลิ่งชัน, ธนบุรี): น.ส. ปวิตรา จิตตกิจ
  • เขต 33 (บางพลัด, บางกอกน้อย): นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ (แทน นายพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ)

การเปลี่ยนแปลงตัวผู้สมัครในบางเขตอาจสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ใหม่ของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ การจับตาดูผลการเลือกตั้งในเขตที่มีการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพื่อประเมินว่ากลยุทธ์ของพรรคฯ จะประสบความสำเร็จหรือไม่

โดยสรุปแล้ว พรรคประชาชนได้เปิดเผยรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการลงสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง การเปลี่ยนแปลงในบางเขตนั้นน่าสนใจ และต้องติดตามกันต่อไปว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร พรรคประชาชนเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รู้จักกับ ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต มากยิ่งขึ้น

ที่มา – ปชน.เปิดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต – 10 เขต เปลี่ยนตัวผู้สมัครใหม่

กกต.ชี้ เลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะ

กกต.ชี้ผลกระทบหากเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจทำให้เป็นโมฆะ “แสวง บุญมี” ชี้ผลกระทบหากเลือกตั้ง หากไม่พร้อมกันทั่วราชอาณาจักร อาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ถึงประเด็นเกี่ยวกับการเลื่อนวันเลือกตั้งให้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร หากเกิดเหตุจำเป็นหรือมีการประกาศกฎอัยการศึก โดยชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นตามกฎหมาย โดยระบุว่า กรณีหากจัดให้มีการเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะ คือ เสียเปล่า ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายตั้งแต่แรก นั่นหมายความว่า จะเกิดความเสียหายสูญเปล่าในหลายมิติ ซึ่งในแง่ของผลการเลือกตั้ง เสียเวลาของผู้เกี่ยวข้อง เสียงบประมาณของหลวง เงิน ทอง ทรัพย์สินของเอกชน เสียโอกาสของผู้สมัครพรรคการเมือง เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ เป็นต้น

สำหรับแนวทางจัดการให้เลือกตั้งเป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่อาจทำให้ไม่อาจเลือกตั้งตามวันที่กำหนดไว้ได้ และต้องการให้การเลือกตั้งเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร มีแนวทางปฏิบัติตามกฎหมาย 2 แนวทาง คือเลือกตั้งตามวันเลือกตั้ง “วันเดิม” ตามมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญ คือเลือกตั้งภายใน 60 วัน หลังมีการยุบสภา (โดยไม่เลื่อนวันเลือกตั้งออกไป หรือไม่กำหนดวันเลือกตั้งใหม่) หลักการคือ “นำคูหา (ผู้มีสิทธิ) ไปหาหน่วย” ซึ่งเป็นการบริหารจัดการในสถานการณ์พิเศษ หรือพื้นที่พิเศษ (แต่มีข้อจำกัดทางกฎหมายอยู่) หรือเลือกตั้งตามวัน “ที่กำหนดขึ้นใหม่” ตามมาตรา 104 กรณีมี “เหตุจำเป็น” แต่ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 30 วันนับแต่เหตุจำเป็นนั้นสิ้นสุดลง

ผลของประกาศกฎอัยการศึกต่อการเลือกตั้งมีผลต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายแสวงระบุว่า ประกาศกฎอัยการศึกเป็นการประกาศเพื่อความสงบเรียบร้อย หรือความปลอดภัยของประเทศ จากภัยที่อาจเกิดขึ้นจากภายในหรือภายนอกประเทศก็ได้ ประกาศกฎอัยการศึกอาจประกาศครอบคลุมราชอาณาจักร หรือบางพื้นที่ก็ได้ การที่ประกาศกฎอัยการศึกจะเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 104 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไปว่าแต่ละฉบับมีสาระสำคัญอย่างไร กระทบต่อการจัดให้มีการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ใช่ทุกกฎอัยการศึกจะเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 104 หากพิจารณาว่าเป็นเหตุตามมาตรา 104 จึงจะนำมาพิจารณาตามแนวทางข้อ 2 ข้างต้น

กกต.ชี้ เลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะ

ทำไมการเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะ?

การที่ กกต. ออกมาชี้แจงถึงผลกระทบของการเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อกระบวนการประชาธิปไตยโดยรวม การทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังคำเตือนนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนทุกคน

การเลือกตั้งที่ไม่พร้อมกันอาจนำไปสู่ปัญหาและความสับสนหลายประการ ตัวอย่างเช่น:

  • ความไม่เท่าเทียมกัน: ผู้สมัครและพรรคการเมืองอาจมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและสถานที่ที่จัดการเลือกตั้ง
  • ความสับสนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง: การจัดการเลือกตั้งหลายครั้ง อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสับสนเกี่ยวกับกำหนดการและขั้นตอนการลงคะแนน
  • ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น: การจัดการเลือกตั้งหลายครั้งย่อมมีค่าใช้จ่ายมากกว่าการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ
  • ความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง: หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง

ดังนั้น การที่ กกต. ย้ำถึงความสำคัญของการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ จึงเป็นการปกป้องหลักการประชาธิปไตยและรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น: หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามกฎหมายและถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ จะนำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมืองและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

การที่ กกต. ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะนี้ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในการจัดการเลือกตั้ง หากมีข้อสงสัยหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ควรติดต่อ กกต. โดยตรงเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

ที่มา – กกต.ชี้ผลกระทบหากเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจทำให้เป็นโมฆะ

ด่วน! พรรคเป็นธรรม ปลด “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน “พรรคเป็นธรรม” เมื่อมีคำสั่งปลด “กัณวีร์” พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคอย่างกะทันหัน สาเหตุเนื่องมาจากการแอบอ้างมติพรรคสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ นอกจากนี้ “ปิติพงศ์” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก่อนการประชุมใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคมนี้

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 17.30 น. เพจเฟซบุ๊กของพรรคเป็นธรรม (ปธ.) ได้โพสต์ข้อความสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในพรรค โดยระบุถึงสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาปากท้องของประชาชนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การบริหารประเทศที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ทางพรรคเห็นว่าการเตรียมความพร้อมและวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อประชาชนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น พรรคเป็นธรรม จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภายในให้มีความพร้อมและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของผู้นำและฝ่ายบริหาร เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เคารพข้อบังคับของพรรค มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ ทางพรรคฯ จึงขอแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

  1. นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ ได้แสดงความจำนงในการลาออกจากตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคเป็นธรรม”
  2. พรรคมีมติให้ปลด นายกัณวีร์ สืบแสง ออกจากตำแหน่ง “เลขาธิการพรรคเป็นธรรม” โดยให้มีผลทันที เนื่องจากการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับพรรค คือการแอบอ้างมติพรรคในการสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา โดยมิได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรค ทั้งที่ข้อบังคับพรรคกำหนดให้ต้องได้รับมติจากคณะกรรมการบริหารพรรคในประเด็นการสนับสนุนบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พรรคยืนยันว่าจะดำเนินการตามข้อบังคับและมติพรรคอย่างเคร่งครัด ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญ พรรคเป็นธรรม จะจัดการประชุมในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีวิสัยทัศน์ เข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และทีมบริหารชุดใหม่ เพื่อเป็นแกนนำในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง และขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพรรคต่อไป

ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา พรรคเป็นธรรม ยืนยันในความมุ่งมั่นและจุดยืนในการทำการเมืองใหม่อย่างสร้างสรรค์ โปร่งใส และยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

พรรคเป็นธรรม ปลด “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค

ทำไมพรรคเป็นธรรมถึงปลดเลขาธิการพรรค?

สาเหตุหลักของการปลดนายกัณวีร์ สืบแสง ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นธรรม เกิดจากการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับพรรค โดยเฉพาะการแอบอ้างมติพรรคในการสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้ผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารพรรคตามที่ข้อบังคับกำหนด การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อบังคับและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของพรรค

นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และใกล้การเลือกตั้ง ทำให้พรรคต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ การปรับโครงสร้างภายในจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ พรรคเป็นธรรม ในการยึดมั่นในหลักการและความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นทางเลือกใหม่ในการเมืองไทย การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – “พรรคเป็นธรรม” ปลดฟ้าผ่า “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค เหตุแอบอ้างมติพรรคหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

เพื่อไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ

“แพทองธาร” นำทัพเพื่อไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ลั่นไม่มี ‘เขตฉัน เขตเธอ’ ชู “ทีมกรุงเทพฯ” คือชัยชนะ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 พรรคเพื่อไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบทั้ง 33 เขต 33 คน พร้อมจัดกิจกรรมปฐมนิเทศเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค

เพื่อไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ

น.ส.แพทองธารได้ประกาศแนวทางสำคัญในการทำงานของทีมกรุงเทพฯ ว่า จะไม่มีคำว่า ‘เขตฉัน เขตเธอ’ อีกต่อไป เราจะทำงานร่วมกันประสานกันทุกเขตทุกทีม เราคือทีมเดียวกันของพรรคเพื่อไทย กรุงเทพฯ ยังเปิดโอกาสให้คนใหม่เสมอ และพรรคเพื่อไทยพร้อมเป็นโอกาสใหม่และความหวังให้กับชาวกรุงเทพฯ โดยเน้นย้ำถึงพลังของการทำงานเป็นทีม และการเข้าใจความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

วิเคราะห์การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ

การเปิดตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการกลับมาทวงคืนพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค การนำเสนอทีมผู้สมัครครบทั้ง 33 เขต สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง

นอกจากนี้ การเน้นย้ำเรื่องการทำงานเป็นทีม และการประสานงานกันระหว่างเขตต่างๆ เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค และเพิ่มประสิทธิภาพในการหาเสียง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ พรรคเพื่อไทยจะสามารถสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ได้อย่างไร ในการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ด้านนายจุลพันธ์กล่าวว่า การจัดทัพครั้งนี้คือการต่อยอดจากพลังของคนรุ่นก่อน เพื่อยกระดับพรรคให้ทันสมัยและแข็งแกร่ง พร้อมยืนยันว่าพรรคส่วนกลางจะสนับสนุนทีมกรุงเทพฯ อย่างเต็มกำลัง ชัยชนะในกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ชัยชนะในเมืองหลวง แต่คือสัญญาณแห่งความพร้อมที่จะทำให้ประชาชนทั่วประเทศมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยกลับมาแล้วจริง ๆ เชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นอันดับหนึ่งของคนกรุงเทพฯ ได้อีกครั้ง.

การเข้ามาของคนรุ่นใหม่และการผสมผสานกับประสบการณ์ของนักการเมืองรุ่นเก๋า ถือเป็นจุดแข็งที่น่าสนใจของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า พรรคเพื่อไทยสามารถนำพาประเทศไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้

สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ พรรคเพื่อไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการแข่งขันที่สูงและมีผู้สมัครที่มีความสามารถมากมาย การเพื่อไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นผู้แทนนั้น ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของประชาชนชาวกรุงเทพมหานครเอง การติดตามข่าวสารและการทำความเข้าใจนโยบายของแต่ละพรรค จะช่วยให้ท่านสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – เพื่อไทยเปิดตัวว่าว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพ หวังแก้มือเลือกตั้งรอบหน้า

สุขุมชี้! คนละครึ่งพลัส หนุนภูมิใจไทยโกยแต้ม

นักวิชาการชี้ “ภูมิใจไทย” ได้อานิสงส์จากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โกยคะแนนเสียงเกินคาด มองยุบสภาโอกาสน้อยมาก คาดเลือกตั้งหน้าลุ้นติดท็อป 1 ใน 2 พรรคที่มี ส.ส.มากสุด

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และนักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง แสดงทัศนะต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน โดยเชื่อว่า โอกาสในการยุบสภาก่อนกำหนดนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อม รวมถึงพรรคภูมิใจไทยด้วย อย่างไรก็ตามช่วงนี้พรรคภูมิใจไทยเดินเกมทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถโกยแต้มคะแนนเสียงได้อย่างต่อเนื่องจากนโยบายที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

“ภาพประชาชนยืนต่อคิวลงทะเบียนหน้าธนาคาร หรือกดสิทธิ์ที่ตู้เอทีเอ็ม มันคือคะแนนทั้งนั้น” รศ.ดร.สุขุม กล่าว โดยชี้ว่า ถึงแม้ภูมิใจไทยอาจไม่ใช่ผู้ริเริ่มแนวคิดแต่การนำมาลงมือทำและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นบวกต่อประชาชนในรัฐบาลนี้ ทำให้กลายเป็นแต้มทางการเมืองที่ชัดเจน

อาจารย์สุขุมยังบอกด้วยว่า นอกจากนโยบายดังกล่าวยังมีนโยบายอื่น ๆ เช่น การลดราคาพลังงาน ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ “พูดแล้วทำ” ของพรรคภูมิใจไทย แม้จะมีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องชายแดนหรือแก๊งสแกมเมอร์ แต่คะแนนบวกในสายตาประชาชนยังคงมีมากกว่า

ส่วนเรื่องการยุบสภา รศ.ดร.สุขุม วิเคราะห์ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีความจำเป็นต้องรีบยุบสภาในขณะนี้ เพราะทุกนโยบายที่กำลังเดินหน้าล้วนเป็นแต้มต่อทางการเมืองที่สะสมได้จริง และในช่วงนี้พรรคมีโอกาสขยายฐานคะแนนต่อเนื่องจากนโยบายเล็ก ๆ ที่จะทยอยออกมาอีกในอนาคต ตอนนี้ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคตัวเลือก แต่เป็นพรรคแกนนำที่มีลุ้นติด 1 ใน 2 พรรคที่ได้คะแนน ส.ส. มากที่สุด

“คนละครึ่งพลัส” ตัวช่วยโกยคะแนนของภูมิใจไทย?

จากบทวิเคราะห์ของ รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” มีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทำไมนโยบายนี้ถึงได้ผลนัก และมีปัจจัยอะไรที่ทำให้ภูมิใจไทยได้รับประโยชน์จากโครงการนี้มากที่สุด?

ปัจจัยความสำเร็จของ “คนละครึ่งพลัส” และผลต่อภูมิใจไทย

  • ความเข้าถึงง่าย: โครงการนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
  • ผลประโยชน์ที่จับต้องได้: ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้พวกเขารู้สึกว่ารัฐบาลใส่ใจความเป็นอยู่ของพวกเขา
  • การประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ: พรรคภูมิใจไทยสามารถประชาสัมพันธ์โครงการนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนรับรู้ถึงประโยชน์ของโครงการ และเชื่อมโยงโครงการนี้เข้ากับพรรค

นอกจากนี้ การที่ภูมิใจไทยกล้าที่จะผลักดันนโยบายที่จับต้องได้ และสามารถแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้จริง ทำให้พรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น และส่งผลให้พรรคมีโอกาสที่จะได้รับคะแนนเสียงมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถึงแม้ว่า “คนละครึ่งพลัส” จะเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ นโยบายของพรรคภูมิใจไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความนิยมให้กับพรรค และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคสามารถแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การที่นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดังอย่าง รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า พรรคการเมืองใดที่สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมได้ พรรคการเมืองนั้นก็จะมีโอกาสที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน การที่พรรคภูมิใจไทยจะสามารถรักษาความนิยมไว้ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งผลงานของพรรคในอนาคต ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และการแข่งขันจากพรรคการเมืองอื่น ๆ

แม้ว่าโอกาสในการยุบสภาจะมีน้อย แต่พรรคการเมืองทุกพรรคก็จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งอยู่เสมอ และการที่พรรคภูมิใจไทยมีแต้มต่อจากนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะสามารถชนะการเลือกตั้งได้อย่างแน่นอน

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ว่า พรรคการเมืองใดที่สามารถครองใจประชาชนได้มากที่สุด และพรรคการเมืองใดที่จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

ที่มา – “สุขุม” ชี้ “คนละครึ่งพลัส” ทำภูมิใจไทยโกยแต้ม มองยุบสภาโอกาส “น้อยมาก”

“พีระพันธุ์” ย้ำ เฟ้นผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม ยืนยันพรรคยังมี DNA “ลุงตู่” เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการสีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง ทาง Youtube โดยเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า นโยบายที่เป็นธงนำของพรรคก็คือการกำกับดูแลและเสริมสร้าง “ความมั่นคง” ของชาติในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงในการดำรงชีวิต ความมั่นคงในเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคงด้านเกษตรกรรม ไปจนถึงความมั่นคงในด้านการศึกษา พร้อมเน้นย้ำว่า ความมั่นคงมีความสำคัญและยั่งยืนมากกว่านโยบายประชานิยม

“จะมีประโยชน์อะไรถ้ามีประชานิยมแต่ไม่มีความมั่นคง แล้วประชานิยมจะช่วยให้ประเทศชาติยั่งยืนได้แค่ไหน?” นายพีระพันธุ์ตั้งคำถาม พร้อมได้ยกตัวอย่างความมั่นคงด้านพลังงานว่า “ช่วงที่ผมบริหารกระทรวงพลังงานตั้งแต่วันแรก ผมบอกกับทุกคนเลยว่าภารกิจของกระทรวงนี้เกี่ยวข้องกับประชาชนมาก แต่ที่ผ่านมาประชาชนไม่ได้รู้สึกถึงความสำคัญของกระทรวงพลังงาน เพราะฉะนั้นกระทรวงพลังงานต้องกลับมามุ่งเน้นในเรื่องของประชาชน ไม่ใช่มุ่งเน้นในเรื่องของธุรกิจการลงทุน และในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาผมทำให้ประชาชนเห็นแล้วว่ากระทรวงพลังงานมีความสำคัญกับชีวิตของประชาชนแค่ไหน”

พูดมากบอกโหน พูดน้อยบอกลืม

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า “ทุกวันนี้พรรคก็ยังเป็น DNA ของ “ลุงตู่” แต่เมื่อผมพูดถึงมาก ก็กล่าวหาว่าผมไปโหน “ลุงตู่” แต่พอไม่พูด ก็กล่าวหาว่าผมลืมลุงไปแล้ว นี่เป็นตัวอย่างของคนที่หาเรื่อง ท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนรักชาติบ้านเมือง คนตั้งใจทำงาน จุดนี้คือสิ่งที่ต้องเก็บรักษาไว้ให้เป็น DNA ของลุงตู่ในพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นแนวทางของพรรคตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว”

เตรียมหาผู้สมัครสู้เลือกตั้ง

นายพีระพันธุ์ ยังมั่นใจเหตุผลที่ถูกโจมตีมาตลอด เพราะมีเบื้องหลังคือมาจากการที่ต่อสู้ในเรื่องของราคาพลังงาน ทำในสิ่งที่ต้องทำ และทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ยืนยันการเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองของตน ไม่ใช่เพราะอยากเป็นนักการเมือง เมื่อลาออกจากผู้พิพากษาเพื่อมาทำงานการเมือง ไม่ได้มาเล่นการเมือง  ส่วนการแยกตัวของสมาชิก ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเข้าใจ ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ตนเคารพในความคิดของทุกคน ทุกคนมีสิทธิตัดสินใจอนาคตของตนเอง ทุกคนมีแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขา ซึ่งในตอนนี้ตนก็รู้สึกสบายใจเพราะสามารถบริหารจัดการพรรคได้อย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น และกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป

ลั่นอยากได้คนรุ่นใหม่

“พรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ระหว่างเตรียมคนอยู่ ซึ่งผมพูดตรง ๆ เลยว่า ผมอยากได้คนใหม่ คนที่ไม่ใช่นักการเมือง และเป็นคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาวบ้าน เพื่อประชาชน ในทุก ๆ ครั้งของการสำรวจมีคนไม่ตัดสินใจเยอะที่สุด ทำไมคนไม่ตัดสินใจ เพราะว่าคนเบื่อการเมือง คนเบื่อนักการเมืองเก่า ๆ คนอยากได้นักการเมืองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมพร้อมที่จะเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้เล่นการเมืองแบบเก่า ๆ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน ถ้าประชาชนต้องการเห็นพรรคการเมืองที่มาทำงาน ก็สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันหลักของการเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยนายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมชมงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ณ ย่านพาหุรัดและคลองโอ่งอ่าง ระหว่างการเข้าชมงานในครั้งนี้ นายพีระพันธุ์ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์และกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรมประจำเทศกาลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังได้พบปะพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่ออกร้านจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิด อาทิ ขนมหวานอินเดีย และอาหารสตรีทฟู้ด รวมถึงแวะชมกิจกรรมสาธิตทางวัฒนธรรม เช่น การเพ้นท์เฮนน่า ด้วย

“พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” เน้นเฟ้นผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเฟ้นหาผู้สมัครเลือดใหม่เพื่อลงสู้ศึกในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำว่าพรรคต้องการคนรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เบื่อหน่ายนักการเมืองแบบเดิมๆ พรรคจึงมุ่งเน้นไปที่การค้นหาบุคคลที่มีความสามารถ มีความรู้ความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงในทุกมิติ ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของพรรค และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติยังคงยึดมั่นใน DNA ของ “ลุงตู่” พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มที่ การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์จากนักการเมืองรุ่นเก่าที่ยึดมั่นในอุดมการณ์

การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง ที่กำลังจะมาถึงจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานการเมืองได้หรือไม่ และจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศชาติได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

พริษฐ์ โต้ สุริยะ: คะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” ชี้ ความนิยมทางการเมืองของพรรคการเมืองใดขึ้นอยู่กับประชาชน ไม่ได้อยู่ที่ “สุริยะ” เผย พรรคประชาชน นัดประชุมวิสามัญสัปดาห์หน้า เตรียมนโยบายหาเสียงและเตรียมพร้อมผู้สมัคร สส.

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะโฆษกพรรค กล่าวถึงกรณีผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ระบุว่าคะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน และเพิ่มไปยังพรรคเพื่อไทย เป็นความเห็นของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แต่ความนิยมของพรรคการเมืองใด จะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับประชาชน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนายสุริยะ พร้อมกล่าวถึงกรอบเวลาในการนำเสนอนโยบาย และเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชน อยู่ภายในกรอบเวลาการเลือกตั้ง แต่หมุดหมายที่แจ้งต่อประชาชนได้ คือในช่วงสัปดาห์หน้า จะมีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคประชาชน

“เป็นจังหวะที่เราสามารถสื่อสารกับประชาชน ให้เห็นกรอบและแนวทางของพรรค ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป คิดว่าภารกิจสำคัญที่ต้องการทำในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น ว่าหากพรรคประชาชนได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลง ตามที่ได้สื่อสารกับประชาชนมาโดยตลอดให้เกิดขึ้นจริงได้” นายพริษฐ์กล่าว

นายพริษฐ์กล่าวว่า มุมหนึ่ง ต้องการให้ประชาชนเชื่อใจและเชื่อมือ จากนั้นทุกอย่างที่พรรคดำเนินการก็จะมุ่งเป้าไปสู่จุดหมายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายที่ทีมบริหารจะนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งต่อไป รวมถึงการเปิดตัวผู้สมัคร สส. ด้วย

พร้อมกันนี้ก็กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัว “นายชัยณรงค์ ภู่พิสิฐ” ว่าที่ผู้สมัคร สส. จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นพี่ชายของนายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน สังกัดพรรคประชาชน ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะไม่มองการเมืองเป็นเรื่องของครอบครัว ดังนั้นการที่จะมีบุคคลสองคนในครอบครัวเดียวกัน อาจจะสังกัดคนละพรรคการเมือง มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน หรือแม้กระทั่งการลงสมัครรับเลือกตั้งคนละพรรค เป็นเรื่องที่ปกติ

“ผมคิดว่าเป็นสิทธิ์ของทุกคน ในการเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ว่าคนในครอบครัวเดียวกันอาจจะมีความเห็นทางการเมืองที่ไม่เหมือนกัน”

พริษฐ์ วัชรสินธุ ย้ำ คะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาตอบโต้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ถึงกรณีที่นายสุริยะกล่าวว่า คะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน นั้นไม่ถูกต้อง โดยนายพริษฐ์กล่าวว่า ความนิยมของพรรคการเมืองใดจะขึ้นอยู่กับประชาชน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

สำหรับการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาชนเตรียมที่จะจัดการประชุมใหญ่วิสามัญในสัปดาห์หน้า เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านนโยบายและการเปิดตัวผู้สมัคร สส. โดยนายพริษฐ์กล่าวว่า พรรคจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า หากพรรคประชาชนได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล จะสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้ตามที่ได้สัญญาไว้

พรรคประชาชน ชู นโยบายสร้างความเชื่อมั่น คะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน

พรรคประชาชนมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารประเทศ หากได้รับโอกาสเป็นรัฐบาล โดยพรรคจะมุ่งเน้นไปที่การผลักดันการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัว “นายชัยณรงค์ ภู่พิสิฐ” ว่าที่ผู้สมัคร สส. จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นพี่ชายของนายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน สังกัดพรรคประชาชน ว่าถึงเวลาแล้วที่จะไม่มองการเมืองเป็นเรื่องของครอบครัว การที่คนในครอบครัวเดียวกันอาจจะมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน หรือสังกัดพรรคการเมืองที่แตกต่างกันเป็นเรื่องที่ปกติ

ดังนั้น ถึงเวลาเเล้วที่ประชาชนจะพิจารณาเเละตัดสินใจว่า พรรคการเมืองใดที่จะสามารถตอบสนองความต้องการเเละนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างเเท้จริง คะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน ทุกคนมีสิทธิมีเสียงในการเลือกอนาคตของประเทศ

พรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง เพื่อที่จะได้มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ และผลักดันนโยบายต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งหน้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ประชาชน และจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศของเรา

ที่มา – “พริษฐ์” โต้ “สุริยะ” คะแนนเสียงเลือกตั้ง อยู่ที่ประชาชนตัดสิน นัดถก ปชน. สัปดาห์หน้า

เลือกตั้งซ่อมเชียงราย: พรรคประชาชนส่ง “แม้ว สุทัศน์” ชิงชัย

พรรคประชาชนส่ง “แม้ว สุทัศน์ ยาละ” ลงสมัคร เลือกตั้งซ่อมเชียงราย เขต 7! ท้าชนเพื่อไทย ขอโอกาสเป็นปากเสียงให้ประชาชนตรวจสอบรัฐบาล

เลือกตั้งซ่อมเชียงราย: พรรคประชาชนส่ง “แม้ว สุทัศน์” ชิงชัย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สถานที่รับสมัครเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนสถานะ

นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัคร สส. ได้เดินทางมายื่นใบสมัคร ท่ามกลางกองเชียร์ที่มาให้กำลังใจอย่างอบอุ่น

นายสุทัศน์ ยาละ จบปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และกำลังศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปัจจุบันเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารและโรงแรม อีกทั้งยังมีประสบการณ์เป็นคณะกรรมการภาคประชาชน สำนักงานอัยการจังหวัดเทิง, กรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สภ.เวียงแก่น, ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษานายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลหล่ายงาว

นายศรายุทธิ์ กล่าวถึงความสำคัญของการเลือกตั้งซ่อมเชียงรายครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการประเมินผลงานของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาชนมั่นใจในศักยภาพของนายสุทัศน์ ผู้ที่ทำงานร่วมกับพรรคมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไมต้องเลือก “แม้ว สุทัศน์” ในการเลือกตั้งซ่อมเชียงราย?

เลขาธิการพรรคประชาชนเน้นย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของประชาชนว่าจะเพิ่มเสียงให้รัฐบาล หรือจะเพิ่มเสียงให้ฝ่ายค้านที่พร้อมตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเข้มข้น

นายสุทัศน์ ยาละ กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน และเชื่อมั่นว่าจะได้รับความไว้วางใจจากชาวเชียงราย พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 14 กันยายน 2568 เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

เขตเลือกตั้งที่ 7 เชียงราย ประกอบด้วย อ.เชียงแสน, อ.ดอยหลวง, อ.เวียงแก่น, อ.เชียงของ (ยกเว้น ต.ครึ่ง, ต.บุญเรือง), และ ต.จันจว้า, ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน ในการเลือกตั้งปี 2566 นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน จากพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนสูงสุด, รองลงมาคือนายประหยัด เสียงดัง จากพรรคประชาชน (เดิมคือพรรคก้าวไกล), และ น.ส.มิรันตี บุญแก้ว จากพรรคภูมิใจไทย

สถานการณ์การเลือกตั้งซ่อมเชียงรายในปัจจุบัน มีผู้สมัครเพียง 2 คน คือนายสง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย และนายสุทัศน์ ยาละ จากพรรคประชาชน หลายฝ่ายจับตาว่าจะมีผู้สมัครเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะ น.ส.มิรันตี บุญแก้ว จากพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็มีกระแสข่าวว่าอาจติดเงื่อนไขการย้ายพรรค

การเลือกตั้งซ่อมเชียงรายครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันที่น่าจับตามอง ระหว่างผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาเป็นตัวแทนในการพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหา

การตัดสินใจของพี่น้องชาวเชียงราย เขต 7 ในวันที่ 14 กันยายนนี้ จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางการเมืองในอนาคต มาร่วมกันใช้สิทธิ์ใช้เสียง เพื่อเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาความเจริญและความเป็นธรรมมาสู่บ้านเรา

ที่มา – พรรคประชาชนส่ง “แม้ว สุทัศน์” ท้าชนเพื่อไทย ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมเชียงราย

Scroll to top