การเลือกปฏิบัติ

ไม่ปล่อยผ่าน อัครนันท์ สั่งสอบด่วนปมเปลี่ยนบัญชีสอบครูผู้ช่วย

ไม่ปล่อยผ่าน อัครนันท์ สั่งสอบด่วนปมเปลี่ยนบัญชีสอบครูผู้ช่วย

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการแชร์เรื่องราวการสอบบรรจุเป็นครูผู้ช่วยจนเกิดปัญหาความไม่โปร่งใส ล่าสุดเรื่องถึงหู นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ออกมาเคลื่อนไหวทันทีโดยสั่งการให้เร่งตรวจสอบกรณีที่มีการเปลี่ยนบัญชีสอบครูผู้ช่วยอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความกระจ่างและสร้างความมั่นใจให้กับภาคประชาชน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากผู้สอบผ่านการคัดเลือกท่านหนึ่ง ได้โพสต์ระบายความในใจเรื่องลาออกจากงานประจำเพื่อรอรับราชการ แต่กลับต้องมาเจอกับเหตุการณ์ช็อกเมื่อมีการยกเลิกบัญชีเดิมและเปลี่ยนลำดับใหม่ ทำให้สิทธิที่ควรจะได้หายไป ซึ่งไม่ปล่อยผ่าน อัครนันท์ สั่งสอบด่วนปมเปลี่ยนบัญชีสอบครูผู้ช่วยโดยทันที เพราะมองว่าเป็นเรื่องของอนาคตชีวิตคนและธรรมาภิบาลในองค์กร

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกระบวนการของรัฐ

การตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมารับราชการถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ นายอัครนันท์ย้ำว่า หากรัฐทำผิดพลาดจนประชาชนได้รับความเสียหาย รัฐต้องรับผิดชอบ ไม่ปล่อยผ่าน อัครนันท์ สั่งสอบด่วนปมเปลี่ยนบัญชีสอบครูผู้ช่วย ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณว่ากระทรวงศึกษาธิการจะไม่นิ่งเฉยต่อความไม่เป็นธรรม โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบดังนี้:

  • ความชอบด้วยกฎหมายของการยกเลิกบัญชีสอบ
  • ความโปร่งใสในการดำเนินการของ สพม.สมุทรปราการ
  • การหาแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุด

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังกล่าวเน้นย้ำว่า ทุกคำสั่งของหน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบได้ การสอบบรรจุต้องเน้นที่ความสามารถและความโปร่งใส หากพบว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด

ในมุมมองของทีมงาน ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในระบบการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ การที่ผู้มีอำนาจลงมาตรวจสอบด้วยตนเองถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความหวังให้กับผู้สอบ เราจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและหวังว่าจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้กรณีนี้เป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อไปในอนาคต

ที่มา – ไม่ปล่อยผ่าน “อัครนันท์” สั่งสอบด่วนปมเปลี่ยนบัญชีสอบครูผู้ช่วย ย้ำให้ความเป็นธรรม

ปชน.ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้กฎหมาย

ปชน.ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้กฎหมาย

เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความหลากหลายอย่างเดือนมิถุนายน บรรยากาศของเทศกาล Pride ในปี 2026 ก็เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่พรรคประชาชน (ปชน.) ได้เข้าร่วมขบวนบางกอกไพรด์ 2026 ภายใต้แนวคิด “Patch of Dignity” เพื่อตอกย้ำว่าสิทธิและความเท่าเทียมของทุกคนคือหัวใจสำคัญของสังคมประชาธิปไตย

ก้าวต่อไปของ ปชน.ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

แกนนำพรรคประชาชนนำโดยคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ใช้โอกาสนี้สื่อสารกับประชาชนว่า แม้เราจะเดินหน้ามาไกลจากวันที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศใช้ แต่เวลาก็ล่วงเลยมาจนปชน.ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้กฎหมายที่ยังคงตกค้างอยู่กว่า 50 ฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของครอบครัวและคู่ชีวิตร่วมสมัย โดยพรรคยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันในสภาผู้แทนราษฎรอย่างไม่ลดละ

นอกเหนือจากการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสมรสแล้ว ทางพรรยังให้ความสำคัญในประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • การผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ
  • การรับฟังความคิดเห็นต่อประเด็นการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ
  • การเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำคำนำหน้านามตามสมัครใจ

ความตั้งใจของพรรคประชาชนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังมองถึงโอกาสในการจัดงาน World Pride ในอนาคต ซึ่งคุณณัฐยา บุญภักดี ได้ให้ความเห็นว่า นี่เป็นโอกาสอันดีที่เราจะกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและแสดงออกถึงความเป็นมิตรต่อความหลากหลายได้ทั่วทุกภูมิภาคของไทย ไม่ใช่แค่เพียงการกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ใช่ภารกิจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องแสดงให้เห็นด้วยการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม การที่พรรคประชาชนยังคงเกาะติดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่า ความเสมอภาคไม่ใช่เรื่องที่รอได้ และเราทุกคนควรมีสิทธิที่จะเป็นตนเองอย่างเต็มภาคภูมิในสังคมไทยที่มีคุณภาพและเปิดกว้างอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ปชน. ร่วมบางกอกไพรด์ 2026 ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้เห็นบรรยากาศความคึกคักที่เชียงใหม่กันไปแล้ว เมื่อพรรคประชาชนได้ร่วมเดินขบวนในงาน Chiang Mai Pride Festival 2026 อย่างอบอุ่น เพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสังคมให้เดินหน้าไปสู่ความเท่าเทียมอย่างแท้จริงครับ

พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

การมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสนับสนุนความหลากหลายทางเพศในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ทางพรรคได้ประกาศชัดเจนถึง พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้เป็นเพียงก้าวแรกที่สำคัญ แต่การเดินทางเพื่อความเสมอภาคยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น

ผลักดันสังคมไทยสู่ความเท่าเทียมด้วยพรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ในการเดินขบวนครั้งนี้ ทีมงานพรรคประชาชนนำทัพโดย สส. หลายท่าน ได้ร่วมลงนามใน MOU “Inclusive City” เพื่อผลักดันเชียงใหม่ให้เป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม โดยมีรายละเอียดงานที่เตรียมขับเคลื่อนดังนี้:

  • การแก้ไขกฎหมายสมรสเท่าเทียม: เร่งอุดช่องโหว่กฎหมายที่ยังจำกัดสิทธิของบุคคล รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทุกเพศได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกันจริงๆ
  • กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ: ผลักดันร่างกฎหมายเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครต้องสูญเสียโอกาสในการทำงานหรือบริการสาธารณะเพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศ
  • การยุติความรุนแรง: แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุติความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวอย่างจริงจัง

พวกเราเชื่อมั่นว่า การทำงานทางความคิดควบคู่ไปกับการแก้ไขกฎหมายในสภาจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้สังคมไทยเปิดกว้างมากขึ้น ความเท่าเทียมไม่ใช่สิ่งที่ใครคนหนึ่งควรจะได้รับการหยิบยื่นให้ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการที่ พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ จะถูกสานต่อให้กลายเป็นนโยบายที่ได้รับการยอมรับและบังคับใช้เพื่อคนไทยทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ความรักและความเป็นมนุษย์ควรอยู่เหนือทุกข้อจำกัดครับ หากเพื่อนๆ มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการขับเคลื่อนในครั้งนี้ อย่าลืมแชร์ความคิดเห็นกันเข้ามานะครับ

ที่มา – พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

“พรรคประชาชน” ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ

“พรรคประชาชน” ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ อย่างจริงจัง เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม พรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์ที่ชัดเจน ย้ำว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของผู้หญิงเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งเคารพความเท่าเทียมของทุกคนในสังคม

พรรคประชาชน ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ

วันสตรีสากลเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เราทุกคนได้ทบทวนถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของผู้หญิงทั่วโลก พรรคประชาชนยืนหยัดเคียงข้างการสร้างสังคมที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือบทบาททางสังคมที่ล้าสมัยและไม่เป็นธรรม

ตลอดมา พรรคประชาชนได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการ พรรคประชาชน ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ ผ่านนโยบายและกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ในสภาชุดที่ 26 พรรคได้มีส่วนสำคัญในการผลักดันกฎหมายหลายฉบับที่ประสบความสำเร็จ เช่น

  • พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม คืนสิทธิและศักดิ์ศรีให้ทุกคู่รัก สามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียม
  • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 120 วัน จากเดิม 98 วัน ซึ่งเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี
  • แก้ไขกฎหมายอาญา ขยายนิยามความผิดทางเพศให้ครอบคลุมมากขึ้น เพิ่มการคุ้มครองผู้เสียหายจากคดีคุกคามทางเพศ เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

แผนงานต่อไปของพรรคประชาชน ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ

ก้าวต่อไป พรรคประชาชนจะเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายเพิ่มเติมที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเลือกตั้ง เช่น พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติ เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนทุกกลุ่ม และปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

พรรคประชาชน ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ

นอกจากนี้ พรรคยังมุ่งส่งเสริมการมีตัวแทนของผู้หญิงและบุคคลหลากหลายทางเพศในวงการเมือง ผ่านคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรค (คสพป.) โดยปรับปรุงกระบวนการภายใน เช่น พัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนคุกคามทางเพศที่เป็นมิตรและปลอดภัย รวมถึงทบทวนการคัดเลือกผู้สมัครให้เปิดกว้างมากขึ้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วม

ความเสมอภาคทางเพศคือหัวใจของประชาธิปไตยที่แท้ ในประเทศไทย เรายังเผชิญปัญหาไม่เท่าเทียมทางเพศในหลายมิติ เช่น การจ่ายค่าจ้างที่แตกต่าง การคุกคามในที่ทำงาน และการขาดตัวแทนในอำนาจรัฐ การที่พรรคประชาชน ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับสังคมไทยให้ก้าวหน้า

พรรคเชื่อมั่นว่าวันสตรีสากลไม่ใช่แค่งานเฉลิมฉลอง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง การผลักดันนโยบายนี้จะเป็นวาระหลักทั้งในรัฐสภาและการพัฒนาวัฒนธรรมการเมืองที่เคารพสิทธิทุกคน

สุดท้ายนี้ ความเสมอภาคทางเพศจะนำพาประเทศเราไปสู่สังคมที่ยั่งยืนและยุติธรรม หากคุณเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์นี้ เชิญร่วมติดตามและสนับสนุนพรรคประชาชน เพื่อสร้างอนาคตที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน

ที่มา – “พรรคประชาชน” ประกาศเดินหน้าผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ ย้ำไม่ใช่ประเด็นเฉพาะของผู้หญิง

พปชร. งานเข้า! สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค

พปชร. งานเข้าเต็มๆ! เมื่อ “สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค” พลังประชารัฐ กรณีไม่สนับสนุนผู้สมัคร ส.ส. อย่างเป็นธรรมในการเลือกตั้งล่าสุด เรื่องนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย ที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของพรรคใหญ่พรรคนี้

สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายสนธิญา สวัสดี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยตรง เพื่อขอให้ตรวจสอบจริยธรรมของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ปมหลักคือการสนับสนุนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ได้เป็นธรรม

จากที่ทราบ พรรคพลังประชารัฐส่งผู้สมัครลงแข่งขันหลายเขต แต่ผู้สมัครบางรายกลับไม่ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายหาเสียง หรือแม้แต่ค่าสมัคร 10,000 บาท ทั้งที่ได้ยื่นเอกสารครบถ้วนตามที่พรรคกำหนด เช่น สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร นี่อาจเป็นสัญญาณของการเลือกปฏิบัติที่ไม่สุจริตและขาดความโปร่งใส ซึ่งขัดต่อหลักจริยธรรมของผู้บริหารพรรค

รายละเอียดกรณี สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค

นายสนธิญา เรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบหลายประเด็นสำคัญ เช่น

  • พรรคมีการสนับสนุนเงินแก่ผู้สมัครรายใดบ้าง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
  • หากพรรคได้รับเงินจากผู้สนับสนุนรายใหญ่ เงินเหล่านั้นถูกจัดสรรอย่างไร
  • รายรับ-รายจ่ายของพรรค โดยเฉพาะการโอนเงินสนับสนุนผู้สมัคร ต้องไม่เกินเพดานค่าใช้จ่ายหาเสียง 1.9 ล้านบาทต่อคน ตามที่ กกต. กำหนด นับจากวันที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภา จนถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

หากพบว่าผู้บริหารพรรคละเลยหน้าที่ อาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรง ซึ่ง กกต. มีอำนาจสั่งพักงานหรือเพิกถอนสถานะตามระเบียบ

บริบทการเมืองเบื้องหลัง สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค

พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาล ถ้าประเด็นนี้ถูกขุดคุ้ย อาจกระทบภาพลักษณ์และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นายสนธิญายังเสนอให้ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ก่อน แล้วค่อยตรวจสอบประเด็นอื่นๆ เช่น บาร์โค้ดหรือ QR Code ในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอำนาจศาลจะตัดสิน โดยยึดแนวทางเลือกตั้ง 2566 เพื่อไม่ให้ล่าช้า

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินคดีเด็ดขาดกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง หากละเว้นอาจผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 การยื่นครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้สมัครทุกคน และรักษาความโปร่งใสในระบบพรรคการเมืองไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หาก กกต. พบความผิดจริง ผู้บริหารพรรคอาจถูกสั่งลงโทษ ส่งผลให้พรรคต้องปรับโครงสร้างภายใน สมาชิกพรรคและผู้สมัครที่ถูกละเลยอาจรวมตัวร้องเรียนเพิ่ม นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นปัญหาโครงสร้างในพรรคการเมืองไทย ที่มักมีข่าวการสนับสนุนไม่เท่าเทียม สะท้อนถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบการเงินพรรคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์การเมือง กรณี “สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค” นี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกหน้า หากจัดการได้ดี จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทย

สุดท้าย เรื่องนี้เตือนใจพรรคการเมืองทุกพรรค ว่าต้องบริหารงานด้วยหลักสุจริตและโปร่งใส มิเช่นนั้นอาจเสียคะแนนจากประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – พปชร. งานเข้า “สนธิญา” ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค ปมไม่สนับสนุนผู้สมัครอย่างเป็นธรรม

รมว.ยุติธรรม สั่งสอบ คดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษ

รมว.ยุติธรรมลั่น “รับไม่ได้” สั่งดีเอสไอลุยตรวจสอบคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ พบเจ้าหน้าที่เอี่ยว 6–7 ราย กล้องวงจรปิดถูกลบไปแล้วแต่กู้คืนได้บางส่วน สั่งจัดระเบียบนักโทษ VIP ทุกเรือนจำ

วันที่ 21 พ.ย. 2568 วันนี้ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดโครงการเวทีสาธารณะ “เห็นคุณค่าทุกชีวิต เดินหน้ากับร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. ….” หลังพิธีเปิดงาน ผู้สื่อข่าวสอบถามรัฐมนตรีฯ ถึงกรณีกรมราชทัณฑ์มีคำสั่งย้ายผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ภายหลังพบพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ให้ผู้ต้องขังชาวจีน พล.ต.ท.รุทธพลระบุว่า ตั้งแต่รับราชการจนเกษียณไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน และยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง เพราะเป็นการบ่อนทำลายกระบวนการยุติธรรมของประเทศ พร้อมเชื่อว่าประชาชนก็ไม่อาจยอมรับเรื่องนี้เช่นกัน

ยันดำเนินคดีอาญาและวินัยทุกคน

รมว.ยุติธรรม กล่าวด้วยว่า ตนได้รับรายงานเบื้องต้นด้วยวาจาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์จะสั่งตรวจค้นและโยกย้ายผู้บัญชาการเรือนจำทันที โดยรายละเอียดที่ได้รับรายงานก็เป็นไปตามที่เป็นข่าว พร้อมสั่งการให้อธิบดีและคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจัดทำรายงานสรุป เพื่อนำเสนอในการประชุมช่วงบ่ายวันนี้ที่กระทรวงยุติธรรม  ยืนยันกระทรวงจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มที่ ทั้งพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง พร้อมเร่งรัดดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางวินัยกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่มีปล่อยผ่าน และหากจำเป็นจะตรวจสอบย้อนหลังการปฏิบัติงานของผู้บัญชาการเรือนจำคนดังกล่าวอย่างครอบคลุม

ปรนเปรอกามนักโทษ เรื่องจริง

ในส่วนของข้อมูลที่ปรากฏในข่าว ทั้งเรื่อง “ห้องใต้บันได”, ถุงยางอนามัย และการนำหญิงสาวเข้าไปให้บริการผู้ต้องขังชาวจีน รัฐมนตรีระบุว่า จากรายงานเบื้องต้นเป็นเรื่องจริง แต่ต้องตรวจสอบพยานหลักฐานให้ละเอียดอีกครั้ง เพื่อแก้ไขในส่วนที่จำเป็น และจะใช้โอกาสนี้ปรับปรุงระบบเรือนจำของไทยทั้งระบบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ

สอบสวนนางแบบจีน

ต่อมา พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับปลัดกระทรวงยุติธรรม รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีนางแบบหญิงต่างชาติเข้าไปในเขตราชทัณฑ์ โดยระบุว่าคณะกรรมการได้สอบสวนไปแล้วบางส่วน ทั้งในประเด็นการเข้าพื้นที่ของนางแบบ และบทบาทของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาร่วมสืบสวน พร้อมประสาน ปปง. ตรวจเส้นทางการเงิน เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมด ยืนยันต้องให้ความกระจ่างในทุกมิติ โดยในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ย.) เวลา 09.00 น. จะลงพื้นที่ตรวจสอบเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วยตนเอง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กว่า 300 คน โดยจะคัดกรองสอบผู้เกี่ยวข้องอย่างละเอียด

จีนเทาในเรือนจำกรุงเทพ 200 คน

ส่วนผู้ต้องขังกลุ่ม “จีนเทา” ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีราว 200 คน โดยพบว่ามี 2 รายเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ รู้ตัวทั้งหมดแล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยข้อมูล อยู่ระหว่างพิจารณาคดีในชั้นศาล  สำหรับเจ้าหน้าที่ในเรือนจำพบว่ามีผู้เกี่ยวข้อง 6–7 คน ตั้งแต่ด่านประตูจนถึงจุดที่เกิดเหตุ โดยจุดเกิดเหตุไม่ใช่ห้องทำงานผู้บัญชาการเรือนจำ แต่เป็นห้องของผู้คุมที่ถูกดัดแปลงคล้ายห้องรับรอง ส่วนห้อง ผบ. อยู่ชั้นบน ซึ่งพรุ่งนี้จะเข้าไปตรวจสอบให้ชัดเจน

ย้ายผู้ต้องขังวีไอพีแล้ว

พล.ต.ท.รุทธพล  กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีของนางแบบสาวชาวจีน พบว่าเดินทางเข้ามา โดยใช้เส้นทางปกติ เป็นส่วนอาคารของเจ้าหน้าที่ โดยเหตุเกิดช่วงกลางวัน และการสอบปากคำนางแบบชาวจีนทั้งสองคนแล้ว เบื้องต้นสอบปากคำและตรวจสอบพาสปอร์ต โดยให้การแค่ว่า มาพบเจ้าหน้าที่ที่อยู่จุดนั้น แต่ส่วนตัวเชื่อว่าเต็มใจมา รวมถึงเรื่องค่าตอบแทนของนางแบบชาวจีนทั้งสองคน ทั้งคู่ยังปฏิเสธอยู่ ส่วนผู้ต้องขังชาวจีนทั้งสองคนถูกย้ายเรือนจำไปแล้ว เป็นเรือนจำใกล้เคียงแต่ขอไม่เปิดเผย

กล้องวงจรปิดถูกลบ

ด้านกล้องวงจรปิดพบว่าถูกลบในวันเกิดเหตุ แต่สามารถกู้คืนบางส่วน พบภาพผู้ต้องขังเดินในพื้นที่ต้องห้าม พร้อมมีพยานหลักฐานอื่นประกอบ  เมื่อถามถึงมาตรการจัดระเบียบนักโทษวีไอพี รมว.ยุติธรรมระบุว่า ได้สั่งให้ตรวจทั้งระบบทุกเรือนจำ เพราะหากปล่อยให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก จะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อหน่วยงาน

รมว.ยุติธรรมลั่น “รับไม่ได้” สั่งดีเอสไอลุยตรวจสอบคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ

จากกรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ ทางกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาแสดงความไม่พอใจและสั่งการให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดในทุกมิติ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ความคืบหน้าคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ

ล่าสุด รมว.ยุติธรรมได้สั่งการให้ดีเอสไอเข้ามาร่วมสืบสวนคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ พร้อมทั้งประสาน ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้การสืบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังมีการสั่งย้ายผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดทางให้การสอบสวนเป็นไปอย่างราบรื่น

การตรวจสอบคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เจ้าหน้าที่ระดับล่างเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการตรวจสอบย้อนหลังการปฏิบัติงานของผู้บัญชาการเรือนจำคนดังกล่าวอย่างครอบคลุม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการละเลยหรือปล่อยปละละเลยในการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ รมว.ยุติธรรมยังได้สั่งการให้มีการจัดระเบียบนักโทษ VIP ในทุกเรือนจำทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเอื้อประโยชน์หรือการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะเดียวกันอีก

  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบย้อนหลังการปฏิบัติงานของผู้บัญชาการเรือนจำ
  • จัดระเบียบนักโทษ VIP ในทุกเรือนจำ

การดำเนินการอย่างจริงจังและรวดเร็วของกระทรวงยุติธรรมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษากระบวนการยุติธรรมของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

คดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ต้องทบทวนมาตรฐานการปฏิบัติงานและความโปร่งใสในการบริหารจัดการเรือนจำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมและความเชื่อมั่นของประชาชนอีกต่อไป

ที่มา – รมว.ยุติธรรมลั่น “รับไม่ได้” สั่งดีเอสไอลุยตรวจสอบคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ

Scroll to top