การแก้ไขกฎหมาย

ณัฐพล ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม สร้างปมใหม่

ณัฐพล ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม สร้างปมใหม่

กลายเป็นประเด็นร้อนในสภาฯ ทันที เมื่อ “ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล” สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างแก้ไขกฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และ พ.ร.บ.โรงแรม อย่างเผ็ดร้อน โดยมองว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามผลักดันนั้นเข้าข่าย ณัฐพล ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม สร้างปมใหม่ และไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนแต่อย่างใด

ในการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ นายณัฐพลได้ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่อง 3 ประการหลักที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งระบบการท่องเที่ยวและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะการผลักภาระให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ทำธุรกิจที่พักแบบไม่เป็นทางการให้ต้องเผชิญกับบทลงโทษที่หนักเกินจริง

ทำไม ณัฐพล ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม สร้างปมใหม่?

ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมามีดังนี้ครับ:

  • การยกเลิกมาตรา 37 (2): การตัดอำนาจ ตม. ในการจัดการชาวต่างชาติที่แจ้งที่อยู่เท็จ ทำให้ช่องโหว่ในการติดตามกลุ่มทุนสีเทาขยายกว้างขึ้น
  • ผลักภาระให้ผู้ประกอบการ: การเปลี่ยนวิธีการรายงานตัวของชาวต่างชาติทำให้เจ้าของที่พักต้องแบกภาระในการติดตามข้อมูลมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันระบบยังไม่เอื้ออำนวย
  • โครงสร้างค่าปรับที่ไม่เป็นธรรม: การลงโทษรายย่อยที่ปรับตามหัวคน แต่รายใหญ่อย่างโรงแรมจดทะเบียนกลับปรับเป็นรายครั้ง ทำให้รายเล็กเสียเปรียบอย่างมาก

หากวิเคราะห์ตามที่ ณัฐพล ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม สร้างปมใหม่ จะเห็นได้ว่ากฎหมายฉบับนี้ดูเหมือนจะไม่ได้มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกที่แท้จริง แต่กลับเป็นการสร้างเงื่อนไขที่ซับซ้อนและทำร้ายผู้ประกอบการรายเล็กที่มีทุนจำกัด ให้ต้องมารับภาระจากกฎระเบียบที่ก้ำกึ่งและไม่ยุติธรรม ในฐานะคนทำงานด้านนโยบาย การแก้ปัญหาควรเริ่มจากการแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชนคนตัวเล็กต้องมาแบกรับโทษปรับหลักหมื่นเพียงเพราะความผิดพลาดในการรายงานข้อมูลที่ไม่ใช่ความตั้งใจ

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้คงยังไม่จบลงง่ายๆ ในสภาฯ เพราะทางพรรคประชาชนยืนยันจะสู้ต่อเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนให้ถึงที่สุด เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะรับฟังเสียงสะท้อนนี้หรือไม่ หรือจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายที่มีช่องโหว่ต่อไป คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ สามารถแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – “ณัฐพล” ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม “แก้ไขน้อย ไม่แก้ปัญหา แถมสร้างเงื่อนปมใหม่”

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อคุณรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่คุณชัยชนะ เดชเดโช สส. พรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับการ สภ.ทุ่งใหญ่ โดยคุณโรมย้ำชัดว่าหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข่าว โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบและเป็นการรักษาหลักการของกฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันในสังคมไทย

นอกเหนือจากคดีดังกล่าวแล้ว คุณรังสิมันต์ โรม ยังได้หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงและปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทยขึ้นมาถกแถลง โดยเขามองว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จำเป็นต้องมีการทบทวนนโยบายการถือครองอาวุธปืนอย่างจริงจัง

มุมมองต่อการครอบครองอาวุธปืนเกินความจำเป็น

ในประเด็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืน คุณโรมตั้งคำถามถึงความจำเป็นที่นักการเมืองบางคนอาจมีปืนในครอบครองมากถึง 30-40 กระบอก ซึ่งถือว่าเกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัวทั่วไป และเมื่อพิจารณาจากมุมมองของ โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง แล้ว เขายังขยายความไปถึงมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องวางตัวเป็นกลางและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดภาวะหวาดระแวงว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจจะกลายเป็นภัยเสียเอง

ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนกำลังขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ได้แก่:

  • การทบทวน พ.ร.บ.อาวุธปืน เพื่อจำกัดการครอบครองที่เกินความจำเป็น
  • การจัดทำมาตรการรับซื้อคืนอาวุธปืนหรือนโยบายจูงใจให้คืนปืนผิดกฎหมาย
  • การตรวจสอบสุขภาพจิตและประวัติของผู้ถือครองปืนให้เข้มงวดมากขึ้น
  • การสร้างระบบความปลอดภัยที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง ไม่ใช่การพกปืนเพื่อป้องกันตัวเพียงอย่างเดียว

คุณรังสิมันต์ยังย้ำว่า การจะเป็นนักการเมืองไม่จำเป็นต้องมีปืนมากมายเหมือนเปิดคลังแสง เพราะหัวใจสำคัญคือการทำงานเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอำนาจและกฎหมาย โดยเขาย้ำอีกครั้งว่า โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง นั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายที่ทุกคนควรได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน

ในท้ายที่สุด สังคมไทยคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแก้ปัญหาอาวุธปืนจะก้าวหน้าไปถึงจุดไหน และนักการเมืองจะสามารถเป็นต้นแบบของการเคารพกฎหมายได้จริงหรือไม่ เพราะความศรัทธาของประชาชนนั้นมีค่ามากกว่าปืนทุกกระบอกที่อยู่ในมือใครก็ตาม

ที่มา – “โรม” ชี้ปม “ชัยชนะ” ตบรอง ผกก. หากทำจริง ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนมาโดยตลอด ซึ่งล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากพรรคภูมิใจไทยที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีการเปิดเผยว่า ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา เพื่อเตรียมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หวังยกระดับความปลอดภัยให้กับสังคมไทยในระยะยาว

ทำไมต้องเร่งเครื่อง ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ทางคณะทำงานได้ดำเนินการยกร่างกฎหมายฉบับนี้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยเป้าหมายหลักคือการอุดช่องโหว่ทางกฎหมายเดิมที่ใช้มานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 ซึ่งถือว่าล้าสมัยอย่างมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน การที่ ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา ในครั้งนี้ จึงเป็นการยกเครื่องกฎหมายครั้งใหญ่เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีและวิวัฒนาการของอาวุธในยุคปัจจุบัน

รายละเอียดการปรับปรุงภายใต้ร่างกฎหมายฉบับใหม่

ในการปรับปรุงครั้งนี้มีการกำหนดประเด็นสำคัญไว้ถึง 24 ประเด็น เพื่อให้ครอบคลุมทั้งเรื่องการครอบครอง การซื้อขาย และการควบคุมวัตถุระเบิดรวมถึงสิ่งเทียมอาวุธปืน ดังนี้:

  • การควบคุมการเข้าถึงอาวุธปืนที่เข้มงวดมากขึ้น
  • การปรับปรุงบทลงโทษให้สอดคล้องกับภัยคุกคามในปัจจุบัน
  • การนำระบบดิจิทัลมาช่วยในการตรวจสอบและติดตามทะเบียนอาวุธปืน
  • การจำกัดการเข้าถึงอาวุธปืนของบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย

การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ไม่ใช่แค่การแก้กฎหมายเพื่อความสวยงาม แต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะลดโอกาสในการเกิดเหตุรุนแรงและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าผู้มีอำนาจหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเมื่อเข้าสู่สภาฯ แล้ว ร่างกฎหมายฉบับนี้จะได้รับการตอบรับอย่างไร และจะมีมาตรการไหนเพิ่มเติมที่จะช่วยให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้นกว่าเดิม หากการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้สำเร็จเชื่อว่าจะช่วยลดจำนวนอาวุธปืนผิดกฎหมายและป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – “ศุภชัย” เผยภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา เตรียมชงสภาแก้ไข

นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.

นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ที่ได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญบุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี จนเสียชีวิต ซึ่งล่าสุดทาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างดุดัน โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่จัดการคดีนี้ให้ถึงที่สุด

เบื้องลึก นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.

นายอนุทิน ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หลังจากที่มีภาพปรากฏว่าผู้ต้องหาอย่างนายฉลองไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือ และยังมีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างใจเย็น ทั้งที่เพิ่งก่อเหตุอุกฉกรรจ์ นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ. โดยย้ำชัดเจนว่าสถานะของผู้กระทำผิดคือ “ฆาตกร” และต้องไม่มีการให้อภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอดีตนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลคนไหนก็ตาม

ประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ มีดังนี้:

  • การบังคับใช้กฎหมาย: ต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ ผู้ต้องหาต้องถูกควบคุมตัวตามมาตรฐานคดีอุกฉกรรจ์
  • การพกพาอาวุธปืน: ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีใบอนุญาตพกพาปืนที่ยังคงสถานะอยู่ ดังนั้นใครก็ตามที่พกปืนถือว่าทำผิดกฎหมายทันที
  • นโยบายเข้มงวด: สั่งระงับปืนสวัสดิการและกำชับให้ทุกจังหวัดตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนอย่างจริงจังทั่วประเทศ

ในส่วนของสถานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทยของนายฉลองนั้น ทางนายอนุทินได้ชี้แจงว่าไม่ได้ให้ความสำคัญในประเด็นนี้ เนื่องจากหากมีการกระทำผิดกฎหมายหรือคดีความ สมาชิกภาพก็ถือว่าสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติตามข้อบังคับของพรรคและกฎหมายบ้านเมือง

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายต้องมีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันทุกคน การปล่อยให้ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นภาพลักษณ์ที่ยอมรับไม่ได้ในกระบวนการยุติธรรมของไทย เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถดำเนินคดีนี้ให้เป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคมได้อย่างไร เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคนครับ

ที่มา – นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.

กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. เผยเส้นเงิน 200 รายชื่อถึงมือแล้ว

กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. เผยเส้นเงิน 200 รายชื่อถึงมือแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับความคืบหน้าในการตรวจสอบคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้นำคณะเข้าหารือร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำว่า กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องจำนวน 200 รายชื่อได้ถูกส่งถึงมือ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว

เปิดเบื้องหลัง กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. ล่าตัวการใหญ่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอาสพลธ์ได้สอบถามประเด็นสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนอมินีต่างชาติ การพนันออนไลน์ และที่ขาดไม่ได้คือการทุจริตสอบท้องถิ่น นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ยอมรับว่าการดำเนินคดีบางครั้งอาจไม่ตรงใจกระแสสังคม แต่ยืนยันว่าหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่ตามพยานหลักฐานและกฎหมาย โดยขณะนี้กำลังผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มมูลฐานความผิดให้ทันสมัยและสากลมากขึ้น

สำหรับประเด็น 200 รายชื่อที่สังคมเฝ้ารอคอย นายอาสพลธ์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า:

  • ปปง. ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของรายชื่อทั้งหมดที่เกี่ยวข้องแล้ว
  • ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งต่อให้ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
  • รายชื่อดังกล่าวเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันกับที่ตำรวจสอบสวนกลางควบคุมตัวไว้
  • การตรวจสอบเส้นเงินทำอย่างรวดเร็วและเป็นระบบเพื่อไม่ให้หลุดรอดเงื้อมมือกฎหมาย

นายอาสพลธ์ยังได้ส่งสาส์นสำคัญถึงข้าราชการระดับสูงที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องว่า นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะออกมาซัดทอดถึงตัวการบงการที่แท้จริง การเข้าเป็นพยานอาจช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองได้ หากเส้นทางการเงินชี้ชัดไปถึงใคร ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนโดยไม่มีข้อยกเว้น

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการปราบปรามคอร์รัปชันในไทย การทำงานประสานกันอย่างเข้มข้นระหว่าง กมธ.ป.ป.ช. และ ปปง. จะช่วยให้ประชาชนมั่นใจได้มากขึ้นว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะไม่จบลงเหมือนมวยล้มต้มคนดู หากหน่วยงานรัฐสามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้จริง จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับข้าราชการไทยต่อไป

ที่มา – กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. “อาสพลธ์” ชี้ เส้นเงิน 200 รายชื่อถึงมือ ป.ป.ช. เรียบร้อย

ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการแจ้งความดำเนินคดี แต่รู้ไหมครับว่าการแจ้งความนั้นไม่ได้ทำได้ทุกที่ตามใจชอบ ล่าสุด ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย โดยย้ำชัดว่าพนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิและสร้างภาระให้กับประชาชนเกินความจำเป็น

ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ได้ออกมาให้ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่มักถูกเข้าใจผิด โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลพยายามอ้างสิทธิในการแจ้งความตามภูมิลำเนาผู้เสียหาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้เช่นนั้น

หลักการของ ป.วิ.อาญา มาตรา 18 ที่ควรรู้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจรับทำคดีได้ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไข 3 ประการ ดังนี้:

  • เป็นท้องที่ที่เหตุแห่งคดีเกิดขึ้นจริง
  • เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่หรือมีภูมิลำเนา
  • เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับกุมตัวได้

หากคดีไม่เข้าเงื่อนไขเหล่านี้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจในการรับแจ้งความหรือดำเนินคดี การที่ ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่าหากฝ่าฝืนรับทำคดีทั้งที่ไม่มีอำนาจสอบสวน พนักงานสอบสวนเองอาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมายเสียเองด้วย

นอกเหนือจากเรื่องของเขตอำนาจศาลแล้ว สิ่งที่น่าจับตามองคือการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งกัน โดยเฉพาะในคดีหมิ่นประมาทหรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีความพยายามตีความว่าคดีเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ผู้เสียหายพบเห็นข้อความ ซึ่งมักจะเป็นพื้นที่ห่างไกล เพื่อดึงตัวผู้ถูกกล่าวหาให้ต้องเดินทางไปต่อสู้คดีด้วยความยากลำบาก นี่ไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองสิทธิของผู้บริสุทธิ์ แต่เป็นการสร้างภาระเกินสมควร

เราในฐานะประชาชนควรรู้เท่าทันสิทธิของตนเอง หากมีการเรียกตัวไปสอบสวนหรือดำเนินคดีควรตรวจสอบให้ดีว่าหน่วยงานที่เรียกนั้นมีอำนาจสอบสวนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ การศึกษาข้อกฎหมายเบื้องต้นจะช่วยให้เราปกป้องตัวเองได้ดีขึ้น และสนับสนุนให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและสมเหตุสมผลสำหรับทุกคนครับ

ที่มา – “ยิ่งชีพ ไอลอว์” เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

เอกภพ ย้ำ ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพิ่มสัดส่วนในบอร์ด สปสช.

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองประเด็นเรื่องสวัสดิการสาธารณสุขของไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อ เอกภพ ย้ำ ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพิ่มสัดส่วนประชาชน-บุคลากรผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช. เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพของเรามีความยั่งยืนและตอบโจทย์ทุกคนมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการบริการสุขภาพในอนาคต

เหตุผลที่ เอกภพ ย้ำ ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพิ่มสัดส่วนประชาชน-บุคลากรผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช.

การขยับตัวของพรรคประชาชนในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อปฏิรูประบบให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยนายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความตั้งใจในการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อปิดจุดอ่อนเดิมๆ ที่เคยมีมา ทั้งในเรื่องงบประมาณ คุณภาพการบริการ รวมถึงขวัญกำลังใจของผู้ให้บริการหน้างาน

รายละเอียดการปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช.

หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการปรับโครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีรายละเอียดเน้นย้ำเรื่อง เอกภพ ย้ำ ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพิ่มสัดส่วนประชาชน-บุคลากรผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช. ดังนี้:

  • เพิ่มเสียงตัวแทนประชาชน: ปรับลดสัดส่วนราชการและเพิ่มที่นั่งให้ประชาชนรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้การตัดสินใจมีความหลากหลายและเห็นหัวอกคนใช้งานจริง
  • ส่งเสริมประชาธิปไตย: สนับสนุนให้ตัวแทนในบอร์ดบางส่วนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
  • ข้อมูลวิชาการนำทาง: ยึดการตัดสินใจบนฐานข้อมูลคุณภาพ เพื่อเลือกชุดสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่า
  • สร้างมาตรฐานกองทุน: ผลักดันให้เกิดชุดสิทธิประโยชน์หลักที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้ง 3 กองทุนสุขภาพของไทย
  • ดูแลบุคลากรอย่างเป็นธรรม: จัดสรรงบประมาณเพิ่มเพื่อเป็นค่าตอบแทนที่เหมาะสม ลดภาวะสมองไหลออกจากระบบ
  • เพิ่มแหล่งรายได้ใหม่: ใช้แนวทางให้ผู้ที่มีความพร้อมเข้าถึงสิทธิประโยชน์เสริมได้ง่ายขึ้น
  • ยกระดับบริการปฐมภูมิ: มุ่งเน้นการรักษาใกล้บ้านและเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนยืนยันว่าจะไม่มีการสนับสนุนร่างกฎหมายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดน้อยลง หรือสร้างภาระค่าใช้จ่ายที่เกินตัว โดยทางพรรคจะเดินหน้าตรวจสอบร่างของฝั่งรัฐบาลอย่างเข้มข้นเพื่อผลักดันสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชนทุกคน การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตคนไทยที่ต้องดีขึ้นในระยะยาว

เราในฐานะประชาชนผู้ใช้สิทธิคงต้องติดตามกันต่อไปว่าความพยายามในการผลักดันกฎหมายนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่การที่มีฝ่ายการเมืองออกมาพูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าปัญหาในระบบสาธารณสุขกำลังได้รับความสนใจและถูกหยิบยกมาแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นครับ

ที่มา – “เอกภพ” ย้ำจุดยืน ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพิ่มสัดส่วนประชาชน-บุคลากรผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช.

คตท. ตั้ง ภราดร คุมทุจริตภาครัฐ พร้อมลุยโปร่งใสทั่วประเทศ

คตท. ตั้ง ภราดร เป็นประธานอนุกรรมการควบคุมการทุจริตภาครัฐ

ถือเป็นสัญญาณบวกครั้งสำคัญของวงการราชการไทย เมื่อล่าสุดคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ได้มีมติแต่งตั้ง คตท. ตั้ง ภราดร ปริศนานันทกุล เป็นประธานอนุกรรมการควบคุมการทุจริตภาครัฐ อย่างเป็นทางการ เพื่อเดินหน้าจัดการกับปัญหาการรับสินบนและการคอร์รัปชันในระดับรากเหง้าอย่างเข้มข้น

ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการย้ำถึงนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการปราบปรามทุจริตให้เบ็ดเสร็จ โดยนายภราดรจะเข้ามามีบทบาทหลักในการกำกับดูแลงานด้านนี้ พร้อมกับนำเทคโนโลยีทันสมัยมาปรับใช้เพื่อตรวจสอบหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ

ก.พ.ร. เดินหน้าโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา”

ไม่เพียงแค่การตั้งบุคคลเข้ามาทำงาน แต่รัฐบาลยังผลักดันโครงการเชิงรุกผ่าน ก.พ.ร. ในชื่อ “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อล้างภาพลักษณ์สีเทาในหน่วยงานราชการกว่า 335 แห่ง โดยเน้นปรับปรุงกระบวนการอนุมัติและอนุญาตที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง มั่นใจว่าภายใน 6 เดือนเราจะได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

  • กฎหมายใหม่เพื่อปราบการทุจริตสอบรับราชการ
  • การนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับบริการภาครัฐ
  • การแก้ไข พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก เพื่อลดขั้นตอนซับซ้อน

นอกจากนี้ คตท. ยังให้ความสำคัญกับมาตรการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำลายระบบราชการอย่างรุนแรง การตั้งคณะกรรมการชุดนี้จึงเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่เอาไว้สำหรับผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม

เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนและภาคประชาชน

ทางด้าน นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกว่าตนเองรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่เห็นทุกภาคส่วนเริ่มตื่นตัวและนำข้อมูลมาคุยกันอย่างเปิดเผย การที่ คตท. ตั้ง ภราดร เป็นประธานอนุกรรมการควบคุมการทุจริตภาครัฐ ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าเรากำลังเดินมาถูกทางในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยและต่างประเทศ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตามองการขับเคลื่อนครั้งนี้ให้ดีว่า จะสามารถทำให้คำว่า “โปร่งใส” กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของราชการไทยได้จริงหรือไม่ หากทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันอย่างจริงจังแบบนี้ เชื่อว่าอนาคตประเทศไทยจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะครับ

ที่มา – คตท. ตั้ง “ภราดร” เป็นประธานอนุกรรมการควบคุมการทุจริตภาครัฐ “มานะ” ตื่นเต้นเห็นทุกคนเริ่มตื่นตัว

“คริส” จี้กรมพินิจฯ ปรับกฎหมายฟันผิดเด็ก ชี้หลายประเทศลดอายุรับโทษเหลือ 10 ปี

“คริส” จี้กรมพินิจฯ ปรับกฎหมายฟันผิดเด็ก ชี้หลายประเทศลดอายุรับโทษเหลือ 10 ปี

ประเด็นร้อนแรงในแวดวงกฎหมายไทยขณะนี้ คงหนีไม่พ้นข้อเสนอของ นายคริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับอายุความรับผิดทางอาญาของเยาวชน หลังจากสถานการณ์เด็กและเยาวชนก่อเหตุรุนแรงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเขาเห็นว่าการยึดติดกับเกณฑ์ของ UN มากเกินไป อาจทำให้เด็กไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

ทำไม “คริส” จี้กรมพินิจฯ ปรับกฎหมายฟันผิดเด็ก ชี้หลายประเทศลดอายุรับโทษเหลือ 10 ปี จึงเป็นประเด็นสำคัญ?

ในปัจจุบัน เด็กและเยาวชนบางกลุ่มใช้ช่องโหว่ของกฎหมายที่ระบุว่าผู้มีอายุต่ำกว่า 12 ปีไม่ต้องรับผิดทางอาญา มากระทำความผิดซ้ำซาก โดยนายคริสได้ยกตัวอย่างคดีสะเทือนขวัญในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์กราดยิงที่พารากอนหรือคดีป้าบัวผัน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ให้กับสังคมไทย

มุมมองที่น่าสนใจจากนักการเมือง:

  • การยึดตามมาตรฐานสากลมากเกินไปอาจไม่เหมาะกับบริบทสังคมไทย
  • เด็กในยุคดิจิทัลเรียนรู้เร็วจึงควรมีมาตรการลงโทษที่เด็ดขาดกว่าเดิม
  • หลายประเทศทั่วโลก เช่น สหราชอาณาจักร ได้ปรับลดเกณฑ์อายุเหลือ 10 ปีเพื่อคุมเข้มกลุ่มเยาวชน

การที่ “คริส” จี้กรมพินิจฯ ปรับกฎหมายฟันผิดเด็ก ชี้หลายประเทศลดอายุรับโทษเหลือ 10 ปี นั้น เป็นการตั้งคำถามถึงความสมดุลระหว่าง ‘สิทธิเด็ก’ กับ ‘ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน’ ซึ่งกรมพินิจฯ เองก็ได้ชี้แจงว่าเคยมีการปรับแก้ในปี 2565 จาก 10 เป็น 12 ปี ตามคำแนะนำของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม ในเมื่อความเห็นของประชาชนเริ่มเปลี่ยนไป กรมพินิจฯ จึงรับปากว่าจะนำเรื่องนี้กลับไปทบทวนใหม่อีกครั้ง

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายบ้านเราต้องมีความยืดหยุ่นและก้าวทันพฤติกรรมของเยาวชนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การมุ่งเน้นเพียงตัวเลขตามมาตรฐานสากลโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมอาจถึงเวลาต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศชาติมีความปลอดภัยมากขึ้นสำหรับทุกคน

ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง? การปรับลดอายุผู้ต้องหาจะช่วยลดอาชญากรรมโดยเยาวชนได้จริงหรือไม่ หรือควรเน้นไปที่การแก้ไขพฤติกรรมในสถานพินิจมากกว่ากัน นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องหาคำตอบร่วมกันต่อไป

ที่มา – “คริส” จี้กรมพินิจฯ ปรับกฎหมายฟันผิดเด็ก ชี้หลายประเทศลดอายุรับโทษเหลือ 10 ปี

Scroll to top