การแก้ไขปัญหาชายแดน

โฆษกกองทัพบก เผยเฝ้าระวังชายแดนไทย-กัมพูชาใกล้ชิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด โฆษกกองทัพบก เผยยังต้องเฝ้าระวังชายแดน “ไทย-กัมพูชา” อย่างใกล้ชิด แม้จะมีสัญญาณบวกจากฝั่งกัมพูชา แต่กองทัพบกยืนยันต้องไม่ประมาท ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยถึงผลการประชุมหน่วยขึ้นตรง โดย พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงที่มั่น ลาดตระเวน และเก็บข้อมูลข่าวกรองที่เป็นประโยชน์ พร้อมเน้นย้ำความปลอดภัยของกำลังพลเป็นอันดับแรก

โฆษกกองทัพบก เผยยังต้องเฝ้าระวังชายแดน “ไทย-กัมพูชา” อย่างใกล้ชิด

กองทัพบกยึดมั่นดำเนินการตามถ้อยแถลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด โดยทั้งสองฝ่ายตกลงคงกำลังพลที่ตำแหน่งปัจจุบัน ไม่เพิ่มกำลัง ไม่ยั่วยุ หลีกเลี่ยงข้อมูลเท็จ และแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ความร่วมมือจากกัมพูชาจะยังน้อย แต่ไทยยังมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป ในภาพรวม ทั้งสองฝ่ายเตรียมความพร้อมในเขตอธิปไตยของตนเอง ช่วงที่ผ่านมาไม่พบการยั่วยุรุนแรง มีเพียงเหตุการณ์เล็กน้อยที่ไม่ชัดเจนในเจตนา ชุดประสานงานยังสื่อสารกันได้ดี กองทัพบกจึงเตรียมพร้อมไม่ประมาท

ผลประชุม RBC และการพัฒนาเส้นทางยุทธวิธี

ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) เมื่อ 23 เมษายน 2569 ที่ช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความร่วมมือใกล้ชิด ประสานงานกว่า 80 ครั้ง แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ส่งเสริมมนุษยธรรม ป้องกันไฟป่า ข่าวปลอม และลดความตึงเครียดทหาร ฝ่ายไทยยืนยันพัฒนาเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่อธิปไตยไทย โดยไม่ขัดถ้อยแถลง

  • ประสานงานต่อเนื่องกว่า 80 ครั้ง
  • แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี
  • ผลักดันความร่วมมือมนุษยธรรม
  • ป้องกันไฟป่าและข่าวปลอม

กรณีคำพูดของนายหวังอี้ รมว.ต่างประเทศจีน ที่ระบุว่ากัมพูชาไม่อยากรบ พล.ต.วินธัย ชี้ว่าข้อมูลข่าวกรองทหารยังไม่น่ากังวล คำพูดสื่ออาจสร้างความกังวล แต่ต้องดูข้อมูลมั่นคงจริง ยังไม่มีประสานจากกัมพูชาว่าจะหยุดสู้ จีนมีท่าทีไม่สนับสนุนใช้กำลัง แต่เป็นเรื่องสองประเทศตัดสินใจ

ส่วนการขยับฐานกัมพูชาใกล้ไทย ในอดีตติดกัน หลังปะทะถอยไป ตอนนี้ขยับกลับแต่ไม่กระทบพื้นที่ไทย กัมพูชาปรับที่กำบังในเขตตนเอง ไม่รุกล้ำ

เงินเยียวยาและสถานการณ์ชายแดนใต้

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เผยเงินเยียวยา 10 ล้านบาทต่อเหตุปะทะรอบแรกจ่ายครบ รอบสองอยู่ในขั้นตอน กองทัพบกติดตามใกล้ชิด ชดเชยครบ ไม่ทอดทิ้งทหาร

กรณีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ใช่ขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ การปฏิบัติอยู่ในกรอบกฎหมาย มีผู้เห็นต่างบ้างแต่ไม่ใช่ความขัดแย้ง

โฆษกกองทัพบก เผยยังต้องเฝ้าระวังชายแดน “ไทย-กัมพูชา” อย่างใกล้ชิด สะท้อนความรับผิดชอบสูงของกองทัพไทย แม้สถานการณ์คลี่คลายแต่ต้องจับตาต่อเนื่อง การสื่อสารและข่าวกรองคือกุญแจสำคัญในการรักษาสันติภาพชายแดน

ในมุมมองผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศต้องอาศัยความไว้วางใจและข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่คำพูดจากบุคคลภายนอก หากทั้งสองฝ่ายยึดมั่นถ้อยแถลง สันติภาพยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ลองติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมและแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะช่วยให้เราเข้าใจมุมมองหลากหลายมากขึ้น

ที่มา – โฆษกกองทัพบก เผยยังต้องเฝ้าระวังชายแดน “ไทย-กัมพูชา” อย่างใกล้ชิด

“กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง โดยนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือที่รู้จักในชื่อ “กังฟู” หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนระหว่างเดินทางเข้ารายงานตัวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 พรรคเล็กที่มี ส.ส. 6 เสียงจากบัญชีรายชื่อและเขตชายแดน พร้อมเติมพลังให้รัฐบาลใหม่หากได้รับการทาบทามอย่างเป็นทางการ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ แน่นอน

“กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข

การประกาศครั้งนี้ของ “กังฟู” ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพรรคไทรวมพลังที่เกิดจากฐานเสียงประชาชนชายแดนใต้ ซึ่งผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วน “เราจะไม่วิ่งเข้าไปขอตำแหน่งเอง มารยาททางการเมืองต้องรอให้พรรคใหญ่สุดอย่างพรรคภูมิใจไทยทาบทามก่อน” กังฟูกล่าวอย่างหนักแน่น นโยบายของทั้งสองพรรคมีจุดร่วมกันหลายประการ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาชายแดนและเศรษฐกิจ หากร่วมมือกันจะทำให้เสียงของชาวชายแดนดังขึ้นในสภาได้แน่นอน

6 เสียงเล็กๆ แต่พลังเต็มเปี่ยม

แม้พรรคไทรวมพลังจะมี ส.ส. เพียง 6 เสียง แต่ “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข โดยย้ำว่าพร้อมสนับสนุนในหลักการเพื่อผลประโยชน์ประชาชน ไม่เล่นตัวหากได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการ เสียงเหล่านี้จะช่วยเติมพลังให้รัฐบาลเข้มแข็ง เดินหน้าแก้ปัญหาเรื้อรังได้เร็วขึ้น เช่น การผลักดัน พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล ที่ค้างอยู่ในสภาชุดก่อน รวมถึงร่าง พ.ร.บ.หนี้สิน ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนี้ พรรคยังมุ่งสะท้อนปัญหาท้องถิ่นในสภา โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่ยังเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้ง การค้าชายแดน และผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันและสินค้าพุ่งสูง ชาวบ้านจำนวนมากยังลำบาก กังฟูเรียกร้องให้ ส.ส. ทั้ง 500 เสียงช่วยกันขับเคลื่อนวาระนี้ให้เป็นรูปธรรม

ปัญหาชายแดน: ต้องแก้ไขอย่างยั่งยืน

กังฟูแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ปัจจุบันจะนิ่งสงบ แต่ไม่ควรนิ่งนอนใจ หากฝั่งตรงข้ามมีการยั่วยุหรือเสริมกำลัง ทหารไทยก็ต้องตอบโต้ด้วยความแข็งแกร่งเช่นกัน “ปัญหานี้ไม่ได้แก้ได้ในวันสองวัน ต้องใช้แนวทางยั่งยืน ทั้งงบประมาณ ความมั่นคง และสวัสดิการครอบครัวทหารที่ยังค้างเงินเยียวยา” เขากล่าว พร้อมเชื่อมั่นในกองทัพไทยที่จะปกป้องชาติ

  • ผลักดัน พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล เพื่อเกษตรกร
  • ร่าง พ.ร.บ.หนี้สิน ช่วยลดภาระประชาชน
  • แก้ปัญหาชายแดนแบบยั่งยืน รวมสวัสดิการทหาร
  • ประสานงานระหว่างพรรคเพื่อรัฐบาลเข้มแข็ง

การเคลื่อนไหวของพรรคไทรวมพลังครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคเล็กก็มีบทบาทสำคัญในเวทีการเมือง หากรัฐบาลใหม่ก่อตัว จะช่วยให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยไม่ติดขัดจากเสียงข้างมากที่เปราะบาง

สุดท้าย “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข ย้ำว่าพรรคพร้อมจับมือทุกฝ่ายเพื่อประชาชน ชาวชายแดนและคนไทยทั้งประเทศจะได้รับประโยชน์สูงสุด หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการการเมืองล่าสุด แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกมุมมองที่เป็นกลางและวิเคราะห์เชิงลึก

ที่มา – “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข หากได้รับทาบทาม 6 เสียงพร้อมเติมพลังให้รัฐบาล

“อนุทิน” รับได้คะแนนเกินคาด กั๊กจับขั้วรัฐบาล มีพรรคกล้าธรรมหรือไม่

หลังผลการเลือกตั้งเริ่มนับคะแนน “อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยคะแนนที่เกินคาดมาก! แต่ยังไม่ยอมเปิดปากเรื่องจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องพรรคกล้าธรรมจะมาร่วมด้วยหรือเปล่า วันนี้เรามีรายละเอียดมาอัปเดตให้ฟังแบบเป็นกันเองเลยนะ

“อนุทิน” รับได้คะแนนเกินคาด กั๊กจับขั้วรัฐบาล มีพรรคกล้าธรรมหรือไม่

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 22.20 น. ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ตอบสื่อมวลชนแบบกั๊กๆ เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะจับมือกับใครบ้าง เขาบอกว่ายังรอผลรับรอง ส.ส. อย่างเป็นทางการก่อน แต่ละพรรคต้องประชุม กก.บห. เพื่อกำหนดท่าทีกันก่อน ยังมีเวลาให้ทุกอย่างชัดเจน

เมื่อสื่อถามตรงๆ ว่าพรรคกล้าธรรม (กธ.) จะมาร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยไหม อนุทินย้ำว่า “วันนี้ขอพูดถึงพรรคภูมิใจไทยก่อน” แบบไม่ยอมฟันธง สไตล์นักการเมืองตัวจริง! ส่วนหลักยึดในการจัดตั้งรัฐบาล เขาบอกต้องรอประชุม กก.บห. หลังเห็นตัวเลขนิ่งๆ แล้ว

เงื่อนไขรองนายกฯ และแพ็ก 4 ยังยืนยง?

ถ้าถึงจุดจัดตั้งรัฐบาลได้ เงื่อนไขเรื่องรองนายกฯ ของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ยังเหมือนเดิมไหม? อนุทินยืนยันว่า “แพ็ก 4 เป็นตัวยืน รองนายกฯ ถ้าจัดตั้งได้จริง” ถ้าตัวเลข ส.ส. ตรงตามสื่อ คะแนนที่ได้ถือว่าเกินคาดสุดๆ

ส่วนจะต้องรวบรวม ส.ส. กี่คนถึงจะแข็งแรงในสภา? เขาบอกต้องรอตัวเลขนิ่งก่อน นโยบายเร่งด่วนแรกๆ ก็มีครบ ไม่ได้ระบุชัด แต่ยืนยันปัญหาชายแดนตอนนี้นิ่งสนิทแล้ว กองทัพเฝ้าระวังเต็มที่ ไม่ต้องขุดคุ้ยเก่า

หลายคนสงสัยว่าการแก้ปัญหาชายแดนช่วยให้ชนะเลือกตั้งหรือเปล่า? อนุทินตอบสวยๆ ว่า “พี่น้องประชาชนทำให้ชนะ” ไม่กล้าละลาบละล้วง แต่คะแนนที่ได้คือข้อสั่งการจากประชาชน และเกินคาดจริงๆ ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีตัวเองยังไม่พูดตอนนี้ ชู “มืออาชีพ” เป็นจุดแข็งที่ทำให้ได้ ส.ส. เยอะขนาดนี้

  • คะแนนพรรคภูมิใจไทยเกินคาด สร้างเซอร์ไพรส์
  • ยังกั๊กเรื่องจับขั้ว ไม่ยอมฟันธงพรรคกล้าธรรม
  • รอผลทางการและประชุม กก.บห. ก่อนตัดสินใจ
  • แพ็ก 4 รองนายกฯ พร้อมลุยถ้าถึงจุดนั้น

สถานการณ์ตอนนี้ตื่นเต้นมาก พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นดาวเด่นหลังเลือกตั้ง คะแนนที่ได้ไม่ใช่แค่เกินคาด แต่ยังสะท้อนความไว้วางใจจากประชาชน การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้คงต้องลุ้นหนัก ว่าจะมีพรรคไหนมาร่วมบ้าง โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรมที่เป็นข่าว

ในมุมมองของผม การที่อนุทินเล่นแบบกั๊กๆ นี่แหละคือกลยุทธ์ชั้นเลิศ รอให้ทุกอย่างนิ่งก่อนค่อยถอดรหัส จะได้ไม่เสียเปรียบ ถ้าคุณเป็นแฟนข่าวการเมือง ติดตามต่อได้ที่บล็อกนี้เลยนะ เพราะเราจะอัปเดตทุกมุมมองให้ฟังแบบไม่พลาด!

ที่มา – “อนุทิน” รับได้คะแนนเกินคาด กั๊กจับขั้วรัฐบาล มีพรรคกล้าธรรมหรือไม่

บิ๊กเล็กยันจีนหนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า

บิ๊กเล็กยันจีนหนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า เร่งเสริมกองทัพไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไทยทุกคน ในสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดแบบนี้ ข่าวสารเรื่องความมั่นคงของชาติยิ่งน่าจับตามอง โดยเฉพาะประเด็น “บิ๊กเล็ก” ยัน จีนสนับสนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า เร่งเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพไทยให้พร้อมรบ ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในหมู่ประชาชน วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบเป็นกันเอง ว่าประเด็นนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง และส่งผลต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชาอย่างไร

“บิ๊กเล็ก” ยัน จีนสนับสนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า

จากรายงานของนิวยอร์กไทมส์ที่ระบุว่าจีนส่งจรวดและกระสุนปืนใหญ่มายังกัมพูชาไม่กี่สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุปะทะไทย-กัมพูชา พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือที่รู้จักในชื่อ “บิ๊กเล็ก” ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาชี้แจงทันทีว่า นี่เป็นข่าวเก่าและเปิดเผยมานานแล้ว จากการตรวจสอบข้อมูลข่าวกรอง พบว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2568 เดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาจะบานปลายเสียอีก

“บิ๊กเล็ก” เน้นย้ำว่า การสนับสนุนอาวุธจากจีนให้กัมพูชาเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งในขณะนั้นไทยและกัมพูชายังไม่มีความตึงเครียด แต่หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น จีนก็น่าจะพิจารณาด้วยความรอบคอบ และจากข้อมูลข่าวกรองล่าสุด ไม่มีการส่งอาวุธเพิ่มเติมจากจีนไปยังกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นว่าการส่งอาวุธเกี่ยวข้องกับการซ้อมรบร่วมไทย-กัมพูชาหรือไม่ “บิ๊กเล็ก” ก็ยอมรับว่าอาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ยืนยันว่าไม่มีอะไรน่ากังวลในตอนนี้ ฝั่งไทยยึดมั่นในสันติวิธี พยายามเจรจาทวิภาคี แต่กัมพูชาเองก็พร้อมรบเช่นกัน ทำให้สถานการณ์ชายแดนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เร่งเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพไทยให้พร้อมรบ

หลังจากเข้ารับตำแหน่งใหม่ “บิ๊กเล็ก” ได้ประชุมสภากลาโหมครั้งแรกในปีงบ 2569 และกำหนดนโยบายชัดเจนในการแก้ปัญหาชายแดน โดยเน้นเสริมสร้างความพร้อมรบผ่านการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ จากเดิมที่เน้นป้องกัน ตอนนี้จะเปลี่ยนมาเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้กองทัพไทยมี “เขี้ยวเล็บ” ที่แหลมคม

แผนงานที่สานต่อจากรัฐบาลก่อนหน้า เช่น การของบกลางซื้อเครื่องกระสุนและยุทโธปกรณ์ กำลังเร่งรัดดำเนินการ โดยผ่อนผันหลักเกณฑ์ให้รวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาหลายเดือน ตอนนี้คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติงบกว่า 800 ล้านบาทสำหรับภารกิจชายแดน รวมทั้งเบี้ยเลี้ยงกำลังพลและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ทหารไทยพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ “บิ๊กเล็ก” ยังงงกับการถูกขุดคำพูดเก่าเรื่อง “เมืองคู่แฝด” ระหว่างสระแก้ว-บันเตียเมียนเจย ที่เคยเสนอเมื่อ 10 ก.ย. 2568 เพื่อให้กัมพูชาออกจากพื้นที่พิพาทอย่างบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว แต่ตอนนี้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของสมช. แล้ว ส่วนตัวมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยเท่านั้น

แนวโน้มใช้กำลังและ MOU 2543

สำหรับการสร้างรั้วชายแดนและเดดไลน์ 10 ต.ค. 2568 หากต้องใช้กำลังผลักดัน “บิ๊กเล็ก” ยอมรับว่าอาจจำเป็น แต่ต้องขออนุมัติสมช. และดำเนินการตามกฎหมาย ส่วน MOU 2543 ที่เป็นประเด็นร้อน ยังไม่ตัดสินใจยกเลิก โดยเป็นเรื่องของสมช. หากยกเลิกก็จะมีกลไกอื่นทดแทน เช่น JBC หรือ GBC ที่ช่วยในการเจรจาแผนที่และเขตแดน

อีกประเด็นที่น่าประทับใจคือ การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้กับนายทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญในเหตุการณ์ปะทะ เช่น พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี และอื่นๆ รวมถึงเหรียญกล้าหาญสำหรับหน่วยต่างๆ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ

  • สรุปประเด็นสำคัญ: ข่าวจีนสนับสนุนอาวุธกัมพูชาเป็นเรื่องเก่า ไม่มีส่งเพิ่ม
  • ไทยเร่งเสริมกองทัพให้พร้อมรบ เชิงรุกมากขึ้น
  • ยึดสันติวิธี แต่พร้อมรับมือหากจำเป็น

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องชาติ แต่ก็หวังว่าการเจรจาจะนำไปสู่สันติภาพ หากคุณสนใจข่าวความมั่นคงเพิ่มเติม สามารถติดตามบล็อกนี้ได้นะครับ หรือแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ยัน จีนสนับสนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า เร่งเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพไทยให้พร้อมรบ

“สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาลคนใหม่ไหว้ศาลทำเนียบ ลั่นไม่ยอมอ่อนข้อชายแดน

“สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาลคนใหม่ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ลั่น ปมชายแดนไทยไม่อ่อนข้อ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนในวงการการเมืองไทยกันหน่อยนะครับ เมื่อ “โต้ง สิริพงศ์” หรือนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เข้าทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลคนใหม่อย่างเป็นทางการ ด้วยการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่จะลุยงานเต็มตัว การมาของเขานี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจจะปรับปรุงการสื่อสารให้ตรงประเด็นและรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็น敏感อย่างปมชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เขาย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลไทยจะไม่ยอมอ่อนข้อเด็ดขาด

พิธีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเริ่มงานใหม่

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลพร้อมครอบครัว เพื่อสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ประจำทำเนียบฯ หลังจากนั้นก็ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า เป็นภาพที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความหวังสำหรับการทำงานครั้งใหม่นี้ ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เขาไม่ใช่แค่คนพูดแทนรัฐบาล แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมโยงนโยบายที่ซับซ้อนให้ประชาชนเข้าใจง่ายๆ

“สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาลคนใหม่ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ลั่น ปมชายแดนไทยไม่อ่อนข้อ นี่คือหัวใจของข่าวที่ทำให้หลายคนสนใจ เพราะเขามีพื้นฐานเป็นคนชายแดน ทำให้เข้าใจปัญหาลึกซึ้ง การสื่อสารของเขาจะเน้นความตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตึงเครียดแบบนี้

ยุทธศาสตร์การสื่อสารที่ชัดเจนและรวดเร็ว

นายสิริพงศ์ เปิดใจว่าหน้าที่หลักของโฆษกรัฐบาลคือการนำเสนอนโยบายที่เป็นภาษาทางการหรือศัพท์เทคนิค ซึ่งอาจยากสำหรับประชาชน ให้เข้าใจได้ง่าย ตรงประเด็น และรวดเร็ว เพื่อให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน หากมีข้อมูลผิดพลาด ก็ต้องรีบแก้ไขและนำเสนอความจริงให้ถูกต้องทันที เขายังย้ำถึงการทำงานร่วมกับโฆษกจากกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และกระทรวงกลาโหม (กห.) เพื่อให้การสื่อสารเป็นเอกภาพ ไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อน

จากบทเรียนในอดีตที่การสื่อสารล่าช้าหรือไม่เป็นทางการ อาจทำให้ประชาชนสับสนหรือกังวล รัฐบาลชุดนี้จึงตั้งใจจะสื่อสารเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กัมพูชาออกมาแสดงท่าทียั่วยุ เขาจะคัดกรองข่าวให้ดี และสื่อสารสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างรวดเร็วเมื่อจำเป็น เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความมั่นใจ

จุดยืนแข็งแกร่งต่อปมชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อพูดถึงประเด็นร้อนอย่างชายแดน นายสิริพงศ์ ยืนยันว่ารัฐบาลไทยมีเจตนารมณ์ที่หนักแน่น ไม่ยอมอ่อนข้อให้กัมพูชาเด็ดขาด โดยนายกรัฐมนตรีสั่งชัดว่าการเจรจาเปิดด่านจะไม่เกิดขึ้น จนกว่ากัมพูชาจะถอนกำลังออกไปก่อน มาตรการจากกระทรวงกลาโหมและการต่างประเทศกำลังดำเนินการเพื่อกดดันให้สถานการณ์คลี่คลายเร็วที่สุด แม้ระยะเวลา 4 เดือนอาจไม่เพียงพอ แต่ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ฝั่งกัมพูชาด้วย

นอกจากนี้ ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ยังคงทำงานต่อไปด้วยคณะทำงานชุดเดิม เพื่อติดตามและจัดการปัญหาอย่างต่อเนื่อง “สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาลคนใหม่ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ลั่น ปมชายแดนไทยไม่อ่อนข้อ จึงไม่ใช่แค่คำพูด แต่สะท้อนนโยบายรัฐบาลที่ยึดมั่นในอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

การมาของโฆษกคนใหม่คนนี้ ทำให้หลายคนคาดหวังว่าการสื่อสารของรัฐบาลจะโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวสารไหลเวียนเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย เราจะได้เห็นการตอบโต้ที่รวดเร็วและชัดเจน ไม่ปล่อยให้ข่าวลือครอบงำ

ในมุมมองของผม การสื่อสารที่ดีคือกุญแจสู่ความเชื่อมั่นของประชาชน รัฐบาลไทยกำลังแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในประเด็นชายแดน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง หากคุณสนใจข่าวการเมืองแบบนี้ ลองติดตามบล็อกของเราต่อไปนะครับ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดและวิเคราะห์เชิงลึก

ที่มา – “สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาลคนใหม่ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ลั่น ปมชายแดนไทยไม่อ่อนข้อ

“ภูมิธรรม” ไม่เดา กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่?

“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชาไม่ได้ผิดนัดประชุม RBC จะเที่ยงคืนตี 1 ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อม ไม่ขอเดา กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่  ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่ายต้องหาทางออกที่ดีทั้ง 2 ฝ่าย วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) กองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา

โดยฝ่ายไทยได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ คือ ให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน, ร่วมปราบสแกมเมอร์ และจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง มีแนวโน้มว่ากัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่ ว่าตนไม่ขอเดา ขอให้มีการพูดคุยกันไม่ต้องเดา ซึ่งเมื่อคืน(21 ส.ค. 2568)เป็นการพูดคุยรายละเอียดฝ่ายเลขาฯ และการประชุม RBC เป็นเรื่องที่แม่ทัพคุยกันไม่มีอะไรที่น่ากังวล ไม่ว่าจะนัดเวลาใด ตี 1 หรือเที่ยงคืนก็ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละฝ่าย ส่วนวันนี้ (22 ส.ค.) คือวันประชุมจริงก็ขอให้แม่ทัพได้พูดคุยกันอย่าไปเดาอะไร ซึ่งไทยก็มีเหตุผลของไทยที่จะมีข้อเสนอต่างๆ ว่ามีความจำเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น 3 ข้อที่ไทยเสนอไปเป็นเงื่อนไข เป็นปัญหา และเป็นประโยชน์กับไทยที่น่าจะทำได้ ถือเป็นความเหมาะสมถูกต้องที่เราต้องเสนอเพื่อพิจารณาร่วมกัน แต่ตอนนี้คงต้องรอให้พูดคุยกันก่อน

“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงเรื่องเขตแดนว่า ความเป็นจริงต้องเตรียมใจไว้ว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เพราะในโลกนี้ยังไม่มีอันไหนที่จบง่าย ก็ต้องว่ากันไปและหาทางออกให้ดีสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้กระทบกับอธิปไตยของทั้ง 2 ประเทศ หรือจะมีการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไรก็ต้องไปดู อย่าพึ่งไปคิดว่าจะต้องจบเร็ว

ทำไมต้องรอฟังผลการพูดคุยเรื่อง กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่?

เมื่อถามย้ำว่าการประชุม RBC วานนี้ (21 ส.ค.) ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้มาตามนัดหมาย นายภูมิธรรมกล่าวว่า บอกไปแล้วว่าเป็นไปตามเวลานัดหมาย ที่เขานัดกันตรงกัน เวลาเรานัดหรือเขานัด ถ้ามีอะไรที่ขัดข้องเขาก็รอกัน ไม่ใช่เรื่องเกี่ยงนู่นเกี่ยงนี่ ถ้าเขายังไม่ได้ข้อสรุปมาก็คุยกันไม่ได้ อย่าไปจับจุดเล็กจุดน้อยให้เอาเรื่องใหญ่ๆ

ส่วนเมื่อวานนี้ (21 ส.ค.) ที่ประชุมสภาฯ มีการพูดถึงการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 รัฐบาลมีท่าทีเรื่องนี้อย่างไร นายภูมิธรรมระบุว่า MOU ทั้งสองฉบับอย่าพึ่งไปตัดสินใจอะไร ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีอะไรที่แอบแฝง ทำให้เป็นปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพูดคุย และเฉพาะบุคคลที่มีปัญหาสามารถมาพูดคุยกันได้ว่าผลอะไรเป็นอย่างไร เพราะเรื่องนี้หากไปพูดเป็นสาธารณะเขาก็จะรู้เราหมด ดังนั้นอะไรที่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ก็ให้มาพูดคุยกันกับตนเองหรือกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ เพราะไม่ใช่ผลประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีหรือของตนเอง แต่เป็นเรื่องที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่แล้ว 

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า นี่คือจุดยืนที่จะไม่ยอมเสียอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติไป เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ที่ได้ถามกันหรือมีปัญหา หลายฝ่ายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้น มาหลายเรื่องซึ่งทุกคำถามที่ถามรัฐบาลมาหลายเรื่อง บอกได้เพียงว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด เหมือนกับตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ฟ้องศาลระหว่างประเทศกับผู้นำกัมพูชา ซึ่งเรื่องนี้มีหลายมุมมอง จึงไม่อยากให้มองแค่มุมเดียว และอยากให้สื่อลองพิจารณาและไปศึกษาดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หากพูดไปก็จะเป็นปัญหา

เมื่อถามว่าไม่ควรมาพูดว่ายกเลิกใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า พูดไปก็ดีแล้ว ตระหนักแล้วแต่ถ้าอยากรู้รายละเอียดที่ลึกก็ให้มาถามตนไม่ใช่ถามตามหน้าสื่อ และต้องไปถามองค์กรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ส่วนกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการศึกษาการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า ให้เป็นเรื่องของสภา ส่วนรัฐบาลก็บริหารตามหลักการที่เราคิดว่าประเทศได้ประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่าวานนี้(21 ส.ค. 2568) สภาฯปิดการประชุมก่อนที่จะมีการหารือเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีวาระ ก็ต้องว่ากันตามวาระ เรื่องของงานสภา ไม่ใช่อยู่ๆ ประธานสภาหรือรองประธานสภาจะใส่วาระอะไรเข้าไปก็ได้เพราะต้องว่ากันตามกฎเกณฑ์

การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพูดคุยและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือในทุกๆด้าน การรอผลการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ไม่เดา กัมพูชา รับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่ รอแม่ทัพคุยกัน ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่าย

Scroll to top