การแต่งตั้งข้าราชการ

“สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับสูงภายในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการโยกย้ายนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง

“สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง

นายสุชาติได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า จากประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานกันมาเกือบ 1 ปี นายปิ่นสักก์ถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูง โดยเฉพาะในด้านประมงและทรัพยากรทางทะเล ซึ่งหากถามว่า “สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง หรือไม่ นายสุชาติได้ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า นายปิ่นสักก์จบการศึกษาตรงสายและมีองค์ความรู้ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งน่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านประมง ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ท่านรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่าในขณะนี้ยังไม่ได้รับการทาบทามจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นทางการ

มุมมองต่อการบริหารงานราชการ

นอกจากประเด็นเรื่องโยกย้ายแล้ว นายสุชาติยังได้เน้นย้ำถึงหลักการบริหารงานในกระทรวงของตนว่า ตนไม่ได้มองแค่เรื่องตำแหน่งบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับ:

  • การสานต่อนโยบายของรัฐบาล เช่น ภูเก็ตโมเดล
  • การพิจารณา KPI ความตั้งใจในการทำงาน และความซื่อสัตย์สุจริต
  • การเตรียมความพร้อมสำหรับข้าราชการที่จะเกษียณอายุราชการ

ด้วยทัศนคติที่เปิดกว้าง หากมีการทาบทามอย่างถูกต้องและเห็นว่าเป็นการเติบโตในสายงานที่เหมาะสม นายสุชาติยืนยันว่าตนพร้อมสนับสนุนให้บุคลากรได้ไปทำหน้าที่ในจุดที่เขาถนัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน ตามหลักการทำงานของรัฐบาลที่ไม่ควรมองแค่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า การขยับตำแหน่งครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือกระบวนการพิจารณาแต่งตั้งต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด ทั้งในเรื่องคุณสมบัติและพฤติกรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เข้ามารับหน้าที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่ถือเป็นตัวอย่างของการให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของไทย

ที่มา – “สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง แต่ยังไม่ได้รับการทาบทามจาก ก.เกษตรฯ

อนุทินชี้ปัญหาโกงสอบท้องถิ่นเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ พร้อมลุยจัดการ

อนุทินชี้ปัญหาโกงสอบท้องถิ่นเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ พร้อมลุยจัดการ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดในกระทรวงมหาดไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาพูดถึงประเด็นที่หลายคนกังวลใจ โดยเฉพาะเรื่องทุจริตที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่ง อนุทินชี้ปัญหาโกงสอบท้องถิ่นเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ โดยย้ำว่าทุกอย่างได้มีการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดแล้ว

ทำไมต้องรีเซ็ต? อนุทินชี้ปัญหาโกงสอบท้องถิ่นเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ

ในการให้สัมภาษณ์ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายอนุทินได้ชี้แจงเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการในช่วงเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นรอบปกติของทุกกระทรวง โดยระบุว่าเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทยนั้นมาจากพฤติกรรมของบุคลากรบางกลุ่ม ไม่ใช่ความบกพร่องของระบบราชการโดยรวม ดังนั้น การจัดการจึงต้องพุ่งเป้าไปที่การลงโทษคนผิดอย่างเด็ดขาด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวถึงมาตรการจัดการปัญหาไว้ดังนี้:

  • ออกหมายจับและหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
  • จับกุมและดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายอย่างถึงที่สุด
  • ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน
  • ย้ายผู้เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่งเดิมเพื่อป้องกันแทรกแซงการสอบสวน
  • ยกเลิกผลการสอบที่พบความไม่ชอบมาพากลทั้งหมด

อนุทินชี้ปัญหาโกงสอบท้องถิ่นเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ และการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่ากระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสเป็นอันดับหนึ่ง พร้อมทั้งกำชับว่าช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนที่เป็นฤดูกาลโยกย้ายนี้ จะเน้นการแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมตามความรู้ความสามารถมาทำหน้าที่ต่อไป

สรุปสถานการณ์การโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย

สำหรับประเด็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง (ซี 10 และ ซี 11) นายอนุทินได้ให้แนวทางว่า รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงมีสิทธิ์นำเสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมเพื่อการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ โดยตนเองมีหน้าที่บริหารจัดการในระดับนโยบาย ภาพรวมของกระทรวงจึงมีความชัดเจนและพร้อมเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงหลังจากสะสางปัญหาที่ค้างคาให้เรียบร้อย

ในมุมมองของเรา สิ่งสำคัญที่สุดหลังจากเหตุการณ์นี้คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนที่ตั้งใจสอบเข้ารับราชการ ระบบที่ดีต้องมาคู่กับการคัดเลือกคนที่มีคุณธรรม หากกระทรวงมหาดไทยสามารถจัดการคนผิดได้จริง การสอบท้องถิ่นครั้งต่อไปน่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ระบบยุติธรรมและตรวจสอบได้มากขึ้น คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าการจัดการที่ตัวบุคคลคือทางออกที่ดีที่สุด? ลองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดูนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ปัญหาโกงสอบท้องถิ่นเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ ลั่นจัดการหมดแล้ว

“สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม

ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันที่กำลังเข้มข้น ประเด็นความขัดแย้งภายในกระทรวงมหาดไทยได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชน ล่าสุด นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในมุมมองที่น่าสนใจโดยระบุว่า “สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม โดยเขามองว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้นำรัฐบาล มีความสามารถเพียงพอที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

“สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม

นายสุทินได้วิเคราะห์ปัญหาภายในกระทรวงมหาดไทยว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถของผู้นำ เนื่องจากปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งการมีอำนาจที่ครบถ้วนเช่นนี้ ย่อมทำให้การสั่งการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีอำนาจภายนอกใดเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย ทั้งนี้ เขายังชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาว่ามักเกิดจากรากฐานสำคัญในระบบราชการ

เหตุผลที่ระบบคุณธรรมคือหัวใจสำคัญในการบริหาร

ปัญหาความขัดแย้งสะสมมักมีสาเหตุหลักมาจากการบริหารงานบุคคลที่ไม่โปร่งใส นายสุทินมองว่า “สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นบทเรียนที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนัก หากกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการยึดถือผลประโยชน์หรือระบบเส้นสายมากกว่าการยึดมั่นในคุณธรรม ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ระบบคุณธรรมช่วยลดแรงเสียดทานในหน่วยงาน
  • ความโปร่งใสคือเกราะป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง
  • ผู้นำที่เข้มแข็งต้องกล้าเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรที่ล้าหลัง

นอกจากประเด็นกระทรวงมหาดไทยแล้ว นายสุทินยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจร่วมกับทุกฝ่าย พรรคพยายามปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยและพร้อมที่จะรอการพิจารณาร่วมกับร่างของภาคประชาชน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมและได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งถือเป็นย่างก้าวสำคัญของทิศทางประชาธิปไตยไทยในอนาคต

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ เราอาจพบว่าการบริหารจัดการหน่วยงานใหญ่ระดับกระทรวงมหาดไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างนายอนุทินเข้ามาจับงานด้วยตนเอง อาจเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ระบบปกติได้ สิ่งที่น่าจับตาต่อไปไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างทางความคิดในการแต่งตั้งข้าราชการให้ยึดมั่นในความสามารถอย่างแท้จริง หากทำได้สำเร็จ จะถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ยั่งยืนที่สุด

ที่มา – “สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม

“ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อมีการยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ล่าสุด “ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ โดยผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่าการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมามีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

“ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ พร้อมให้พิสูจน์ความจริง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการเดินทางไปยื่นหลักฐานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจว่าตนยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะการตั้งข้าราชการเป็นไปตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด

มุมมองจาก “ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ

สำหรับประเด็นที่เกิดขึ้น นายชัชชาติได้ฝากข้อคิดถึงผู้ที่ยื่นเรื่องร้องเรียนว่า:

  • การร้องเรียนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทำได้ แต่ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง
  • ไม่ควรเป็นเพียงการสร้างกระแสข่าว หรือหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
  • ควรติดตามบทสรุปของคดีจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงความคืบหน้าของคดีอื่นๆ เช่น การจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีหากมีการติดตามและเร่งรัดเพื่อให้สังคมได้รับทราบความจริงโดยเร็ว เพราะกระบวนการตรวจสอบนั้นมีหลายขั้นตอนที่ซับซ้อน

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูบทสรุปของเรื่องนี้ต่อไปว่าจะเป็นเช่นไร การตรวจสอบที่เข้มข้นถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารเมืองหลวงพัฒนาไปในทิศทางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น เราหวังว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววันเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความกระจ่างครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ ย้ำ 4 ปีทำงานโปร่งใส ท้าให้พิสูจน์

“จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงกำลังจับตามองประเด็นการเมืองระดับท้องถิ่นที่ร้อนแรงไม่แพ้สนามใหญ่ เมื่อ “จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157 ในปมการแต่งตั้ง ผอ.เขตและผู้ตรวจราชการรวม 17 ราย ที่ถูกมองว่าอาจเป็นการวางขุมกำลังเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้

เบื้องลึกทำไม “จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 โดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ และนายคริส โปตระนันทน์ ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เนื่องจากมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการขัดต่อระเบียบกฎหมายจน ก.พ.ค. กทม. ต้องมีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวไปก่อนหน้านี้

เจาะลึกปมการแต่งตั้งข้าราชการ 17 รายและความไม่โปร่งใส

ปัญหาสำคัญอยู่ที่กระบวนการแต่งตั้งซ้ำสองหลังจากคำสั่งแรกถูกยกเลิก โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าการคัดสรรครั้งใหม่ทำไปอย่างเร่งรีบและบุคคลกลุ่มเดิมกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งเหมือนเดิม ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ “จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157 เพราะมองว่าเป็นการจงใจทำให้รัฐเสียหายจากการเบิกจ่ายงบประมาณย้อนหลังที่ไม่มีกฎหมายรองรับ อีกทั้งยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของข้าราชการที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาอีกด้วย

  • การแต่งตั้ง ผอ.เขตและผู้ตรวจราชการรวม 17 รายที่ถูกทักท้วง
  • คำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. กทม. ที่สั่งยกเลิกคำสั่งแรก
  • การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจงใจวางคนเพื่อเตรียมเลือกตั้งสมัยหน้า
  • ประเด็นการคุกคามทางเพศที่เป็นหลักฐานประกอบการร้องเรียน

ในมุมมองของนักตรวจสอบ การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เป็นการทำหน้าที่เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในองค์กรกรุงเทพมหานครที่มีงบประมาณมหาศาล สังคมไทยยังคงรอฟังคำตอบจากผู้ว่าฯ ชัชชาติ ว่าชี้แจงในประเด็นเหล่านี้อย่างไร เพราะคำว่า “โปร่งใส” คือหัวใจสำคัญของตำแหน่งผู้บริหารกทม. ที่ประชาชนไว้วางใจเลือกมา

ที่มา – “จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157 ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ เชื่อวางคนเตรียมเลือกตั้ง

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อเตรียมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจรุนแรงขึ้น สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ จากการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ที่เพิ่งผ่านไป เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีคำสั่งสำคัญให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดเรื่องนี้แบบละเอียดยิบเลยทีเดียว

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ

ในที่ประชุมครม. วันนั้น ไม่ได้มีการหารือเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เป็นพิธีการหลัก แต่ช่วงท้ายการประชุม นายกฯ ได้สั่งการให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปศึกษาทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกพระราชกำหนดกู้เงิน หรือการขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อเตรียมพร้อมกรณีที่วิกฤตโลกและวิกฤตพลังงานจะยิ่งหนักหน่วงขึ้นไปอีก

นายเอกนิติเองก็แสดงความเห็นในที่ประชุมว่าการดำเนินการแบบนี้อยู่ในวิสัยที่ทำได้ เพราะตอนนี้สถานการณ์โลกกำลังโกลาหล ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การขาดแคลนพลังงาน หรือปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่ลามมาถึงไทย ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนสำรองไว้ให้พร้อม

ทำไมรัฐบาลถึงต้องเตรียม พ.ร.ก.กู้เงินตอนนี้

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่านายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกู้จริงหรือไม่ แต่เป็นการเตรียมการล่วงหน้า ถ้าวิกฤตรุนแรงขึ้น จะได้ดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลใหม่ เพดานหนี้สาธารณะของไทยตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ถ้าขยายจะช่วยให้มีช่องว่างในการกู้เงินมาช่วยเศรษฐกิจ เช่น กระตุ้นการลงทุน สนับสนุน SME หรือบรรเทาค่าครองชีพประชาชน

บริบทวิกฤตที่เป็นตัวเร่งให้เกิดคำสั่งนี้

วิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันผันผวน สงครามการค้าที่กระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ทำให้ไทยต้องเผชิญความท้าทายหนัก ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าสถานการณ์แย่ลง รัฐบาลจะได้ใช้เงินกู้ 5 แสนล้านมาช่วยเหลือตรงจุด เช่น:

  • อุดหนุนราคาพลังงานให้ประชาชน
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เดือดร้อน
  • ลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อรับมือ climate change

นอกจากเรื่องกู้เงินแล้ว นายกฯ ยังกำชับให้ตรวจสอบคุณสมบัติข้าราชการการเมืองและที่ปรึกษารัฐมนตรีอย่างเข้มงวด ถือเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจสอบตำแหน่งที่ปรึกษาแบบนี้ด้วยนะครับ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความโปร่งใส

ผลกระทบที่คาดหวังและความเสี่ยง

ถ้าออก พ.ร.ก.กู้เงินจริง จะช่วยให้รัฐบาลมีงบประมาณเพิ่มแบบรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอพระราชบัญญัติ แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องหนี้สาธารณะที่อาจพุ่งสูง ถ้าไม่บริหารจัดการดีๆ เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไง การเตรียมแผนแบบนี้ดีหรือไม่ ในมุมผม มันแสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลที่คิดเผื่ออนาคต

สรุปแล้ว คำสั่งนายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ถือเป็นก้าวเชิงรุกที่ชาญฉลาดในสถานการณ์ไม่แน่นอนแบบนี้ รัฐบาลกำลังวางหมากไว้ให้พร้อมทุกสถานการณ์ คุณล่ะครับ คิดว่ารัฐบาลควรกู้เงินตอนนี้เลยไหม หรือรอดูอาการก่อน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ แบบนี้ต่อไป!

นี่คือ insight สำคัญ: การเตรียมการล่วงหน้าจะช่วยให้ไทยก้าวผ่านวิกฤตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ที่มา – นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ รับมือหากวิกฤตรุนแรงขึ้น

“บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตามอง ล่าสุด “บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2 ซึ่งเป็นการชี้แจงที่สร้างความชัดเจนให้กับประชาชนและนักการเมืองหลายคน

“บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2

วันที่ 29 กันยายน 2568 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาถึงแนวนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่ารัฐบาลมีเจตนาเพียงสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ได้แถลงไว้เท่านั้น แต่รัฐบาลไม่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วยตนเอง การชี้แจงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังวลจากฝ่ายค้านและประชาชนที่หวั่นเกรงว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจในการร่างกฎหมายสูงสุดนี้

นายบวรศักดิ์ยังแสดงความเชื่อมั่นว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสองพรรคใหญ่ จะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน หมวดเหล่านี้กำหนดรูปแบบของรัฐและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างการปกครองไทย หากมีการแก้ไขอาจขัดต่อมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ ทำให้กระบวนการทั้งหมดเสี่ยงต่อการถูกศาลตีความว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย การยืนยันนี้ช่วยคลายข้อครหาที่ว่ารัฐบาลอาจพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของชาติ

รายละเอียดการลงประชามติและการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ รัฐบาลวางแผนจัดทำประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังการยุบสภา เพื่อประหยัดงบประมาณถึง 6,000 ล้านบาท โดยประชาชนจะได้รับบัตรลงคะแนนถึง 4 ใบ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายเรื่อง ประเด็นแรกคือการลงประชามติว่าประชาชนเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ประเด็นที่สองคือเห็นชอบกับวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญตามร่างที่รัฐสภาออกแบบหรือไม่

ที่สำคัญกว่านั้น รัฐบาลยังเตรียมประชามติเรื่องที่สาม เพื่อสอบถามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับการยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อน นายบวรศักดิ์ย้ำว่ารัฐบาลเฉพาะกิจไม่ควรตัดสินใจเองในเรื่องนี้ แต่ต้องขอฉันทามติจากประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย การนำเรื่องนี้มาลงประชามติแสดงถึงความโปร่งใสและให้เกียรติต่อประชาชน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ในส่วนของข้อครหาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ นายบวรศักดิ์ชี้แจงว่านายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่รัฐบาลรักษาการชุดก่อนหน้าได้อนุมัติไว้เกือบ 10 ตำแหน่ง โดยไม่มีเจตนาดึงกลับมาเพื่อใส่บุคคลจากพรรคของตนเอง การยืนยันนี้ช่วยลดความกังวลว่าการเมืองจะแทรกแซงระบบราชการ นอกจากนี้ ยังย้ำว่านายกรัฐมนตรีจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีที่เป็นประเด็นสาธารณะ เช่น คดีฮั้วสว. และที่ดินเขากระโดง โดยปล่อยให้ดำเนินไปตามหลักกฎหมายที่ถูกต้อง

การชี้แจงของนายบวรศักดิ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความชัดเจนในประเด็นรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความสมดุลระหว่างอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในบริบทของการเมืองไทยที่ผ่านมาเคยมีข้อถกเถียงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญหลายครั้ง การยืนยันว่า “บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2 จึงเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่น

  • ประเด็นหลัก: รัฐบาลสนับสนุนแต่ไม่ร่างเอง
  • การไม่แตะหมวด 1-2: รักษาโครงสร้างการปกครอง
  • ประชามติ 4 ใบ: เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • ไม่แทรกแซง: ราชการและยุติธรรมต้องโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากฝ่ายตรงข้ามที่อาจมองว่าเป็นกลยุทธ์ทางการเมือง นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนเห็นว่าการลงประชามติพร้อมเลือกตั้งจะช่วยเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ก็อาจนำไปสู่ความสับสนหากข้อมูลไม่ชัดเจนพอ ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเคารพเสียงของประชาชน หากดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยไทยได้อย่างมาก

คุณคิดอย่างไรกับแผนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2

ทำเนียบฯ เตรียมพร้อม! ครม.ใหม่ เตรียมตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯนายกฯ

ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพร้อมรับครม.ชุดใหม่ หลังเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณเย็นนี้ เตรียมแต่งตั้ง “ไตรศุลี”นั่งเลขานายกฯ กำชับพรรคร่วมรัฐบาลเร่งเสนอชื่อข้าราชการการเมือง

วันที่ 24 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี(ครม.) เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เวลา 18.00 น.

โดยตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล ได้จัดเตรียมสถานที่ตามจุดต่างๆ โดยที่เวลา 14.00 น. ครม.ทั้งหมดจะถ่ายรูปเดี่ยวติดบัตร ที่ห้องสีเหลือง ตึกสันติไมตรี และตรวจ ATK ที่ห้องสีฟ้า ตึกสันติไมตรี จากนั้นเวลา 15.30 น. ถ่ายภาพหมู่ที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า และเวลา 16.00 น. ครม.เดินทางออกจากตึกสันติไมตรี ไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน

ภายหลังเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ จะมีการประชุม ครม.นัดแรก ที่ห้อง 501 ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งมีวาระสำคัญที่จะมีการเสนอให้ครม.เห็นชอบ คือ ร่างนโยบายของครม.แถลงต่อรัฐสภา การแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี และรมต.ประจำสำนักนายกฯ และการเสนอแต่งตั้ง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ส่วนการแต่งตั้งข้าราชการทางการเมืองจะมีการแต่งตั้งในการประชุมครม. ครั้งถัดไป

ทั้งนี้ การประชุมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่ประชุมได้มีการกำชับให้พรรคร่วมรัฐบาลเร่งเสนอรายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งข้าราชการทางการเมือง เนื่องจากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติ พร้อมกันนี้ ในที่ประชุมแกนนำพรรคภูมิใจไทยยังได้เน้นย้ำว่า จะยุบสภาภายใน 4 เดือนแน่นอน

ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพร้อมรับครม.ชุดใหม่ เตรียมแต่งตั้ง “ไตรศุลี”นั่งเลขานายกฯ

การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลเพื่อต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ (ครม.) เป็นไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมการสำหรับการแต่งตั้ง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ มักนำมาซึ่งการปรับเปลี่ยนนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาล

ทำไมการแต่งตั้ง “ไตรศุลี” นั่งเลขานายกฯ จึงน่าจับตามอง?

การแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและการบริหารประเทศ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีบทบาทสำคัญในการประสานงานและสนับสนุนการทำงานของนายกรัฐมนตรี การเลือกบุคคลที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ย่อมต้องมีคุณสมบัติและความสามารถที่เหมาะสม เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การเร่งรัดให้พรรคร่วมรัฐบาลเสนอชื่อข้าราชการทางการเมือง ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ การมีทีมงานที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ การตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียดรอบคอบจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่พรรคภูมิใจไทยได้เน้นย้ำถึงการยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ การดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงเวลาที่เหลือนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความนิยมจากประชาชน

ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพร้อมรับครม.ชุดใหม่ เตรียมแต่งตั้ง “ไตรศุลี”นั่งเลขานายกฯ ถือเป็นข่าวสารที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลในการบริหารประเทศ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทิศทางและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ดังนั้น การจับตาดูการทำงานของ ครม.ชุดใหม่ และการดำเนินงานของ น.ส.ไตรศุลี ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะจะมีผลต่อการบริหารประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพร้อมรับครม.ชุดใหม่ เตรียมแต่งตั้ง “ไตรศุลี”นั่งเลขานายกฯ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ที่ทุกภาคส่วนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางการบริหารประเทศ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน

ที่มา – ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพร้อมรับครม.ชุดใหม่ เตรียมแต่งตั้ง “ไตรศุลี”นั่งเลขานายกฯ

Scroll to top