การแต่งตั้ง

“ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ

“ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงหน่วยงานรัฐ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ โดยมองว่าเป็นมติที่ไม่มีน้ำหนักและอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในการทำงาน โดยนายพชร นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษาประธาน กสทช. ได้ออกมาเปิดเผยความเคลื่อนไหวล่าสุดผ่านสื่อมวลชน

จุดเริ่มต้นของชนวนเหตุความขัดแย้ง

ความตึงเครียดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้มีมติเอกฉันท์ระบุว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามและเข้าข่าย “สละสิทธิ์” การดำรงตำแหน่ง ซึ่งทำให้นายพชรและทีมกฎหมายต้องเร่งหาแนวทางดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพราะคำว่าสละสิทธิ์นั้นต้องเป็นเจตจำนงของตัวบุคคล ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาตัดสินแทนได้

ประเด็นที่น่าสนใจในการโต้แย้งครั้งนี้ มีดังนี้:

  • ประธาน กสทช. ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย
  • มีการปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรมานานกว่า 4 ปี หากขาดคุณสมบัติจริงเหตุใดจึงเพิ่งมีการหยิบยกมาพูดถึง
  • ทีมกฎหมายมั่นใจในหลักฐานที่จะนำมาหักล้างข้อกล่าวหาทั้งหมดว่าไม่มีมูลความจริง

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ ครั้งนี้ ทางฝ่ายกฎหมายยังคงเร่งพิจารณาช่องทางดำเนินการที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาอาจไม่มีอำนาจทางปกครองโดยตรง แต่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายการดิสเครดิตการทำงานของประธาน กสทช. ต่อสายตาสาธารณชน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เพราะไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของคุณสมบัติบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรกำกับดูแลระดับประเทศอีกด้วย การที่ “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของข้อกฎหมายและกระบวนการคัดเลือกกรรมการ ซึ่งต้องใช้ความรอบคอบอย่างสูงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และท้ายที่สุดประชาชนควรได้เห็นการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ

นายกฯ โบ้ยถาม “ธรรมนัส” เรื่องแต่งตั้ง “ธนดล”

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อนายกรัฐมนตรี ปัดตอบคำถามเรื่องการแต่งตั้ง “ธนดล” โดยโยนให้ไปถาม “ธรรมนัส” แทน ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการบริหารงานของรัฐบาลผสม และการแบ่งสรรอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

นายกฯ โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส” เรื่องแต่งตั้ง “ธนดล”

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ อดีตที่ปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่การตัดสินใจของตนเอง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นเรื่องของการร่วมรัฐบาล โดยพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคจะต้องคัดเลือกบุคลากรเข้ามาทำงาน และถือเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อถูกถามว่าเรื่องนี้อาจเป็นประเด็นที่อ่อนไหว และท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ นายกรัฐมนตรีตอบว่าควรไปถาม ร.อ.ธรรมนัส แทนที่จะมาถามตน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการวิวาทะกันเรื่องที่ดินก่อนหน้านี้จบลงแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า "ผมไม่เคยวิวาทะกับนายธนดล ที่ดินไม่ใช่ของผม"

ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ต่อกรณี “ธนดล”

การที่นายกรัฐมนตรี โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส” เรื่องแต่งตั้ง “ธนดล” ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ทั้งฝ่ายการเมืองและประชาชนทั่วไป หลายคนมองว่าเป็นการแสดงความไม่รับผิดชอบต่อนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาล

ฝ่ายค้านได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ในขณะที่ประชาชนบางส่วนแสดงความไม่พอใจต่อการที่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของประชาชน

นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทเรื่องที่ดินกับนายธนดล ก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ ร.อ.ธรรมนัส และพรรคร่วมรัฐบาล

ผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล

กรณีการแต่งตั้ง “ธนดล” และการที่นายกรัฐมนตรี โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส” ถูกมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลผสมในปัจจุบัน ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลอาจรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งการยุบสภา

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิเคราะห์บางส่วนที่มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กน้อย และรัฐบาลยังคงสามารถประคับประคองสถานการณ์ต่อไปได้

  • การที่นายกรัฐมนตรีโยนเรื่องให้ "ธรรมนัส" สะท้อนอะไร
  • อนาคตการเมืองของ "ธนดล" จะเป็นอย่างไร
  • เรื่องนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลหรือไม่

บทสรุป

การแต่งตั้ง “ธนดล” และท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ปัดความรับผิดชอบ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและความท้าทายในการบริหารงานของรัฐบาลผสม ความโปร่งใสและความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน การโยนเรื่องให้คนอื่นเเบบนี้ไม่ช่วยอะไร

ที่มา – นายกรัฐมนตรี โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส”กรณีแต่งตั้ง “ธนดล” ย้ำเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล ต้องให้เกียรติกัน

จิรายุเย้ย! รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” ประวัติไม่ขาว

“จิรายุ” เย้ยรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” พบประวัติรัฐมนตรีหลายคนไม่ “ขาว” แฉบางคนกรอกข้อมูลแต่งตั้งเท็จ เรียกร้อง สลค. เปิดเผย หากเฉยจะใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 

วันที่ 19 ก.ย. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐมนตรีของรัฐบาล “หนู1” หลายคนมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าทุจริตในอดีตมีเรื่องร้องเรียน มีคดีในองค์กรอิสระ จำนวนมาก บางคนถูกชี้มูลความผิดโดย ปปช. บางคนเป็นอดีตข้าราชการเก่าที่มีคดีความทั้งส่วนของDSI ของตำรวจและองค์กรอิสระ

ซัดปชน. ดิวปีศาจ

นอกจากนี้ยังพบ บางคน มีสำนักข่าวขุดคุ้ยพฤติกรรม ว่ามีการเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน มีเงินนอกระบบโอนไปสู่บัญชีของตนเองจำนวนมาก และพบเส้นทางการเงิน โอนต่อไปดูแล สส.หลายคน ซึ่งมีพยานหลักฐานครบถ้วน ซึ่งเรื่องนี้ ทั้งสื่อมวลชน และพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านจะตรวจสอบ และดำเนินคดีอย่างเต็มที่ กับรัฐบาลเต้าหู้ยี้อย่างแน่นอน

“พรรคประชาชนที่วัยรุ่นคาดหวังไว้จะต้องรับผิดชอบในการโหวต เพราะดูจาก 1 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นได้ชัดแล้วว่ามีการ“ดิวปีศาจ” น้ำเงิน+ส้ม กันมาตั้งแต่ต้น MOA ก็แค่พิธีกรรมใช่หรือไม่ 

เรียกร้อง สลค.เปิดข้อมูล รมต.

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า ต่อจากนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน ขอให้ สลค.เปิดเผยข้อมูลใบกรอกประวัติการแต่งตั้ง หากเพิกเฉย จะใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ให้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยเอกสารในการกรอกประวัติเพื่อเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ว่า ได้กรอกประวัติครบถ้วน มีท่าน รมต.กรอกความเท็จไว้กี่ข้อ หากตอบคำถามทั้ง 14 ข้อ ว่า“ไม่เคย”ทุกข้อ เหมือนกับการเสนอชื่อข้าราชการการเมือง ซึ่งการเป็นรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ และซื่อสัตย์ มีจริยธรรม เป็นที่ประจักษ์มากกว่าข้าราชการการเมืองทั่วไป ก็จะนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลความจริง เช่น เคยมีเรื่องร้องเรียน มีคดีความหรือคดีอยู่ระหว่างการดำเนินการ ก็จะเห็นได้ทันทีว่ารัฐมนตรีคนไหนโกหกกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จไว้บ้าง ก็จะดำเนินการเพื่อถอดถอนและเอาผิดต่อไป

เย้ยตั้งรมต.เต้าหู้ยี้

“รัฐบาล 4 เดือน ที่พรรคประชาชน กล้าโหวตเป็นนั่งร้านให้นี้ ไม่มีจริง เพราะหากมีจริงต้องสวยงามกว่านี้ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ “รมต.เต้าหู้ยี้” ต่างตอบแทนมาเป็นรัฐมนตรี เมื่อพรรคประชาชน โหวตเป็น “นั่งร้าน” ย่อมต้องรับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้น นับจากนี้ “ดิวปีศาจ” หรือ “ดิวลับ” ที่เกิดขึ้น จะเป็นการหักศรัทธาของคนรุ่นใหม่ที่ไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป” นายจิรายุ กล่าว

จิรายุเย้ย! รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” ประวัติไม่ขาว

จากกรณีข่าวดังกล่าว นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐมนตรีหลายท่านในรัฐบาลปัจจุบัน โดยใช้คำว่า “รัฐมนตรีเต้าหู้ยี้” เพื่อสื่อถึงประวัติที่ไม่โปร่งใส และอาจมีข้อกังขาในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ประเด็นนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ และในหมู่ประชาชนที่ติดตามข่าวสารทางการเมือง

รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” คืออะไร?

คำว่า “รัฐมนตรีเต้าหู้ยี้” ในบริบทนี้ หมายถึง รัฐมนตรีที่อาจมีประวัติที่ไม่ชัดเจน มีเรื่องร้องเรียน หรือมีคดีความที่ยังไม่ได้รับการสะสาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

นายจิรายุยังได้เรียกร้องให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยข้อมูลในใบกรอกประวัติของรัฐมนตรีแต่ละท่าน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน หาก สลค. ไม่ให้ความร่วมมือ นายจิรายุเตรียมที่จะใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ เพื่อให้ได้ข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณชน

ประเด็นสำคัญที่นายจิรายุเน้นย้ำคือ การที่รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความซื่อสัตย์ และมีจริยธรรมเป็นที่ประจักษ์ การกรอกข้อมูลที่เป็นเท็จในการแต่งตั้งถือเป็นเรื่องร้ายแรง และอาจนำไปสู่การถอดถอนและดำเนินคดีได้

การออกมาเปิดเผยข้อมูลและวิพากษ์วิจารณ์ของนายจิรายุครั้งนี้ จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ของรัฐบาล รวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนตรวจสอบและติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมออกมาอีกในอนาคต เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความจริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้น การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรี และการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และต่อการพัฒนาการเมืองไทยให้มีความสุจริตและเที่ยงธรรมมากยิ่งขึ้น กรณีรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ จิรายุ ” เย้ยรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” พบประวัติรัฐมนตรี หลายคนไม่ “ขาว”

Scroll to top