การแลกเปลี่ยนข้อมูล

เปิดภารกิจนายกฯ วันสุดท้ายที่จีน เตรียมหารือทวิภาคี-จ่อเซ็น MOU 15 ฉบับ ก่อนลุย Alibaba บ่ายนี้

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยและคณะ ล่าสุดถึงคิวไฮไลต์สำคัญในเปิดภารกิจนายกฯ วันสุดท้ายที่จีน เตรียมหารือทวิภาคี-จ่อเซ็น MOU 15 ฉบับ ก่อนลุย Alibaba บ่ายนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เปิดภารกิจนายกฯ วันสุดท้ายที่จีน เตรียมหารือทวิภาคี-จ่อเซ็น MOU 15 ฉบับ ก่อนลุย Alibaba บ่ายนี้

สำหรับการเยือนในวันสุดท้ายนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีกำหนดการแน่นเอี๊ยด โดยเริ่มต้นเช้าวันด้วยการวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนจะเข้าสู่ช่วงการหารือระดับสูงกับนายจ้าว เล่อจี้ และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เพื่อปูทางสู่ความร่วมมือใหม่ๆ ที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยในอนาคต

จุดเปลี่ยนสำคัญผ่าน MOU 15 ฉบับ

ภายในงานนี้มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการลงนามความตกลงถึง 15 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน ไปจนถึงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีล้ำสมัย การที่ไทยได้ร่วมมือกับจีนในด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์และพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น แสดงให้เห็นว่าเรากำลังเร่งยกระดับประเทศให้ทันโลก โดยทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ใน เปิดภารกิจนายกฯ วันสุดท้ายที่จีน เตรียมหารือทวิภาคี-จ่อเซ็น MOU 15 ฉบับ ก่อนลุย Alibaba บ่ายนี้ ที่ตั้งใจขับเคลื่อนทั้งภาครัฐและเอกชนไปพร้อมๆ กัน

รายการความร่วมมือเด่นๆ ได้แก่:

  • ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
  • การบริหารจัดการน้ำและการชลประทาน
  • ความร่วมมือด้านระบบดาวเทียมนำทาง Beidou
  • การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านอุดมศึกษาและนวัตกรรม
  • ความร่วมมือด้านสื่อมวลชนกับสำนักข่าวซินหัวและ People’s Daily

ก้าวกระโดดสู่เทคโนโลยีระดับโลกที่ Alibaba

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการในช่วงเที่ยง ช่วงบ่ายคือคิวของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba Group ที่นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมชมและรับฟังบรรยายสรุป นี่ถือเป็นโอกาสทองในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจให้กับ SME ไทย และการเรียนรู้ระบบ E-commerce ระดับโลก เพื่อนำมาปรับใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของเราเอง

สรุปแล้วภารกิจเยือนจีนครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการพบปะทางการเมือง แต่เป็นการปูพื้นฐานความร่วมมือที่จับต้องได้จริง การที่รัฐมนตรีต้องลุยภารกิจหนักขนาดนี้แสดงให้เห็นว่า เรากำลังมองหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนและองค์ความรู้เข้าสู่ประเทศไทย การติดตาม เปิดภารกิจนายกฯ วันสุดท้ายที่จีน เตรียมหารือทวิภาคี-จ่อเซ็น MOU 15 ฉบับ ก่อนลุย Alibaba บ่ายนี้ จึงเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสนใจ เพราะผลลัพธ์ของความร่วมมือเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน

ที่มา – เปิดภารกิจนายกฯ วันสุดท้ายที่จีน เตรียมหารือทวิภาคี-จ่อเซ็น MOU 15 ฉบับ ก่อนลุย Alibaba บ่ายนี้

นายกฯ มุ่งมั่น! ต้านสแกมเมอร์ ผลักดันแถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ

นายกฯ ยืนยันรัฐบาลไทยมุ่งมั่นต่อต้านสแกมเมอร์ ย้ำอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์เป็นภัยคุกคามระดับโลก ขอนานาชาติรวมพลังผลักดัน “แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ” พรุ่งนี้ ก้าวสำคัญขับเคลื่อนความร่วมมือระดับโลก

เมื่อเวลา 18.30 น. ณ ห้อง Ballroom 1 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษและร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) ซึ่งเป็นการประชุมที่ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มและเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระหว่างวันที่ 17–18 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกในการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams)

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้มีโอกาสกล่าวในงานเลี้ยงรับรองฯ พร้อมขอบคุณผู้เข้าร่วมการประชุมจากทุกภาคส่วน และยืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของรัฐบาลไทยในการต่อต้านการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต หรือ online scams โดยการเข้าร่วมของผู้แทนจากหลายภูมิภาคทั่วโลกในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า “อาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ไม่ใช่เพียงปัญหาในระดับภูมิภาคอีกต่อไป หากแต่เป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศต้องเผชิญร่วมกัน” และการรวมตัวกันของนานาประเทศในครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการทำงานอย่างเป็นเอกภาพเพื่อรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงประสบการณ์จากการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปคที่ผ่านมา ซึ่งผู้นำหลายประเทศได้หยิบยกประเด็นปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตขึ้นมาหารืออย่างต่อเนื่อง โดยเห็นพ้องกันว่า ไม่ว่าประเทศจะอยู่ในภูมิภาคใด หรือมีระดับการพัฒนาอย่างไร ประชาชนล้วนตกเป็นเป้าหมายของเครือข่ายอาชญากรรมที่อาศัยช่องว่างของระบบกฎหมายในการแสวงหาประโยชน์ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงทั้งต่อมนุษย์และระบบเศรษฐกิจโลก

“ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางร่วมกันของประชาคมโลก ซึ่งไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็งและความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างประเทศ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจังของรัฐบาล โดยกำหนดให้เป็นวาระสำคัญสูงสุดของรัฐบาลและเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก อาทิ การเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบังคับใช้กฎหมาย การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางและศูนย์ต่อต้านการหลอกลวงโดยเฉพาะ รวมถึงการยกระดับการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ เพื่อขจัดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ดำเนินการอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย

บทเรียนสำคัญจากการหารือในที่ประชุมครั้งนี้ คือ การดำเนินการในระดับชาติที่เข้มแข็งจำเป็นต้องควบคู่ไปกับความร่วมมือในระดับนานาชาติ เนื่องจากเครือข่ายอาชญากรสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน เคลื่อนย้ายเงินได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที และปรับตัวได้เร็วกว่าระบบในประเทศ ดังนั้น การตอบสนองของประชาคมโลกจึงจำเป็นต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด มีความชาญฉลาด และมีความมุ่งมั่นในระดับเดียวกัน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาคมโลกจะต้องยกระดับการหารือไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนข่าวกรองและข้อมูล การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดน และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต พร้อมระบุว่า การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และ “แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ (Bangkok Joint Statement)” ที่จะมีการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว

“อาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเติบโตขึ้นได้จากการขาดความร่วมมือที่เป็นเอกภาพ แต่จะอ่อนแรงลงเมื่อทุกประเทศรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียว โดยประเทศไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศและทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนการหารือในครั้งนี้ให้กลายเป็นความร่วมมือที่ยั่งยืน และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในระดับโลก” นายกรัฐมนตรี กล่าว

และทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกท่านมีความสุขในวันหยุดสุดสัปดาห์ เมื่อเราร่วมมือกัน ประเทศไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับการหารือในวันนี้ทั้งหมด เพื่อรักษาความร่วมมือและผลลัพธ์ที่แท้จริง และขออวยพรให้มีการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ต่อไปในวันพรุ่งนี้ และขอบคุณมากที่มีงานสำคัญนี้ แม้จะเป็นช่วงเวลานี้ของปี ที่ท่านควรเฉลิมฉลองวันหยุดที่บ้านอย่างมีความสุข เพลิดเพลินกับเทศกาลต่างๆ กรุณามาร่วมกันและประชุมกันในงานสำคัญนี้ และนี่จะแสดงให้ผู้คนที่อยู่ฝ่ายเราทราบว่า เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อสนุกสนานในกรุงเทพฯ แต่เรามาที่นี่เพื่อปราบปรามสแกมเมอร์

นายกฯ ยืนยันรัฐบาลไทยมุ่งมั่นต่อต้านสแกมเมอร์ ขอนานาชาติรวมพลังผลักดัน “แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ”

ความมุ่งมั่นของไทยในการผลักดัน “แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ”

จากสถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการต่อต้านสแกมเมอร์ โดยการผลักดัน “แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ” ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ

การประชุมนานาชาติที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ที่ไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นภัยคุกคามระดับโลกที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไข

รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อต่อต้านสแกมเมอร์ อย่างจริงจัง ทั้งในระดับประเทศและการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากภัยคุกคามทางออนไลน์

การผลักดัน “แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ” เป็นการแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นผู้นำในการต่อต้านสแกมเมอร์ และสร้างโลกออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ร่วมมือกันเพื่ออนาคตที่ปลอดภัยจากภัยการหลอกลวงออนไลน์

ที่มา – นายกฯ ยืนยันรัฐบาลไทยมุ่งมั่นต่อต้านสแกมเมอร์ ขอนานาชาติรวมพลังผลักดัน “แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ”

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

“ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา” แต่อยากให้ทั่วโลกรวมพลังกันต่อต้านสแกมเมอร์อย่างจริงจัง 

วันที่ 17 ธ.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตนคิดว่าไม่ใช่การเอาโลกมารวมพลังกันจัดการกับสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เจอทุกประเทศทั่วโลก จึงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันให้ความร่วมมือ ในรูปแบบที่กฎหมายแต่ละประเทศสามารถรองรับและช่วยจัดการปัญหานี้ได้ 

การที่กระทรวงดีอี ได้ร่วมลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention Against Cybercrime) ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในระดับนานาประเทศได้มากขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นทิศทางที่ดีและการจัดการกับปัญหานี้ ที่เป็นปัญหากับหลายชาติ จึงกลายเป็นปัญหาระดับโลก

ส่วนคำถามว่า การแก้ไขปัญหานี้จะเกิดเป็นรูปธรรมอย่างไร ตนมองว่า การจัดประชุมในครั้งนี้ได้ ก็ถือว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ประเทศที่จะเข้าร่วมการประชุม แจ้งความประสงค์เข้ามาน้อยกว่าที่มาเข้าร่วมประชุมในวันนี้ แต่เมื่อถึงงานจริงมีหลายประเทศที่มาเข้าร่วม สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักว่าเป็นปัญหาระดับโลก และความจริงจัง และความจริงใจของประเทศไทย ที่จะจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในเวทีโลก จึงถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างมหาศาลต่อมุมมองโลกที่มองประเทศไทยในเรื่องนี้

ส่วนกระทรวงดีอี จะวางแนวทางในการร่วมมือกับนานาชาติอย่างไรในการปราบอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เราไม่ได้เจาะจงเฉพาะประเทศกัมพูชา และอยากให้ทุกประเทศรับรู้ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เทคโนโลยีสามารถจะเป็นทางออกได้ แต่ถ้าผู้ใช้ไม่ได้ควบคุมและตรวจสอบผู้ใช้ให้ดี เทคโนโลยีที่ควรจะเป็นตัวตัดวงจรสแกมเมอร์ เช่น การสแกนม่านตา อาจถูกครอบงำ ก็กลายเป็นว่าแทนที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ได้เลย ตรงนี้หากเรานำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีนี้ และสามารถนำไปใช้ได้เพื่อป้องกันการเกิดภัยแบบเดียวกันในแต่ละประเทศ ก็จะส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อวิวัฒนาการเทคโนโลยี

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

จากกรณีการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อต่อต้านสแกมเมอร์

การลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างประเทศสมาชิก การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการจัดการกับอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถพัฒนากลยุทธ์และมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายไชยชนกยังกล่าวอีกว่า การจัดประชุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความมุ่งมั่นของนานาชาติในการแก้ไขปัญหานี้ การที่ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจและเข้าร่วมการประชุมอย่างคึกคัก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก

กระทรวงดีอีมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ หากมีการใช้งานอย่างเหมาะสมและมีการควบคุมดูแลที่ดี การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสแกนและตรวจสอบข้อมูล สามารถช่วยป้องกันการหลอกลวงและลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์ได้

การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรได้รับการศึกษาและฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ดังนั้น ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา แต่เป็นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามไปทั่วโลก ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ที่มา – “ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา”

ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพล่าสุดเน้นย้ำแผนชายแดน โดยกองทัพเรือประกาศความพร้อมรบในปี 2569 ขณะที่ตำรวจเตรียมรับมือสถานการณ์ชุมนุมประท้วง พร้อมผนึกกำลังนานาชาติ UNODC, FBI และอินเตอร์โพล เพื่อปราบปรามสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. เป็นประธานในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ., พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟืองจันทร์ ผบ.ทร., พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงผลการประชุม โดยกองทัพบกยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันและรักษาความมั่นคงภายในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตามกรอบคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ทั้งในพื้นที่กองกำลังสุรนารีและกองกำลังบูรพา พร้อมประสานแผนปฏิบัติการกับกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด กองทัพเรือ ประเด็นสำคัญที่ไทยและกัมพูชามีความเห็นชอบร่วมกันผ่านการประชุม JBC และ GBC รวมถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนซัมมิท คือการบริหารจัดการพื้นที่ในจังหวัดสระแก้ว การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์และสแกมเมอร์ทางออนไลน์ โดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ กลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีแผนการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุม GBC โดยมอบหมายให้กองทัพภาคที่ 2 หารือในรายละเอียดร่วมกับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา

ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์

นโยบาย ผบ.ทร. ปี 2569 เป็นปีพร้อมรบ

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือได้นำเสนอแผนการเตรียมความพร้อมต่อการปฏิบัติภัยคุกคามทางด้านพื้นที่ตะวันออก โดยที่ประชุมในวันนี้ กองทัพเรือได้รับมอบภารกิจในการดูแลอธิปไตยทางบกและทางทะเลที่จังหวัดจันทบุรีและตราด รวมถึงการดูแลการคมนาคมอย่างเสรีทางทะเลในพื้นที่ กองทัพเรือได้ชี้แจงขั้นตอนการปฏิบัติในสถานการณ์ปกติไปจนถึงสถานการณ์วิกฤตในขั้นปฏิบัติการ เพื่อนำเรียนถึงความพร้อมของกองทัพเรือในการใช้กำลังทางบกและทางเรือในการปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบ โดยสรุป กองทัพเรือมีความพร้อมขึ้นตามลำดับ และ ผบ.ทร. ได้กำหนดนโยบายในปี 2569 ให้เป็นปีพร้อมรบของกองทัพเรือ ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการใช้กำลังในปีนี้

ผบ.ตร. เตรียม คฝ. รับมือ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวภายหลังการประชุมว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมรับมือกับภัยคุกคามด้านตะวันออกในสองมิติ: มิติแรก, กองกำลังบูรพาขอรับการสนับสนุนกองร้อยควบคุมฝูงชนเนื่องจากมีการใช้ประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านมาก่อความไม่สงบ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เตรียมกำลัง 6,000 นาย เพื่อรองรับเหตุการณ์รุนแรง และลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของกำลังพล อีกส่วนหนึ่งคือการดูแลประชาชนในพื้นที่ หากเกิดเหตุการณ์ สามารถอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้ทันที

เปิดวอร์รูมปราบสแกมเมอร์: อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า อีกมิติคือการรับมือภัยไซเบอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ผบ.ตร. ได้เรียกประชุมเตรียมความพร้อม เปิดศูนย์วอร์รูม โดยมีหน่วยงานต่างประเทศเข้าร่วม เช่น UNODC, FBI, อินเตอร์โพล เรื่องนี้ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ซึ่งมีข้อกำหนดกับตำรวจและรัฐบาลกัมพูชาในเรื่องความร่วมมือ และจัดทำแผนปฏิบัติการ โดยในสองสัปดาห์ จะมีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจเพื่อกวาดล้างแกนนำหรือผู้เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ทั้งหมด การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจังเป็นส่วนหนึ่งของ ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถูกหลอกลวงไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะถูกหลอกหรือสมัครใจก็ตาม จะมีมาตรการคุ้มครองพยาน แผนปฏิบัติการเป็นเครื่องมือให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดความเสียหายในทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ถูกหลอก หรือสมัครใจก็ตาม และมีมาตรการคุ้มครองพยาน การจัดการกับปัญหา ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์ ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

การที่กองทัพเรือประกาศความพร้อมรบในปี 2569 ควบคู่ไปกับการปราบปรามสแกมเมอร์และการดูแลความมั่นคงชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน การที่ ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่น่ายินดี และหวังว่าการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน ทร.ลั่น 2569 ปีพร้อมรบ ผนึกกำลังนานาชาติปราบสแกมเมอร์

Scroll to top