การใช้งบประมาณ

ปกรณ์ ถกคกก.ตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ ยันให้กระจ่าง

จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงเมื่อช่วงปลายปี 2568 ทำให้ภาครัฐต้องเร่งจัดสรรงบประมาณกลางเพื่อเข้าไปช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้เกิดประเด็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว ทำให้ ปกรณ์ ถกคกก.ตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ ยันให้กระจ่าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและโปร่งใสที่สุด

ปกรณ์ ถกคกก.ตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ ยันให้กระจ่าง

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยมีวาระสำคัญคือการตรวจสอบการใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง เพื่อฟื้นฟูเมืองหลังวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยนายปกรณ์ได้กล่าวย้ำในที่ประชุมว่า ปกรณ์ ถกคกก.ตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ ยันให้กระจ่าง ต่อสาธารณชน เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าการดำเนินการในบางขั้นตอนอาจไม่เป็นไปตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด หรืออาจมีการใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์ฉุกเฉิน

เบื้องลึกการตรวจสอบงบฟื้นฟูหาดใหญ่

สำหรับการตรวจสอบในครั้งนี้ ทางคณะกรรมการฯ ได้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การตรวจสอบความถูกต้องของการเบิกจ่ายงบกลางวงเงิน 30 ล้านบาท
  • การพิจารณาว่ามีการยกเว้นกฎเกณฑ์ระเบียบราชการในช่วงสถานการณ์วิกฤติอย่างถูกต้องหรือไม่
  • การระบุตัวบุคคลหรือหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนการปฏิบัติงาน

นายปกรณ์ยังได้ให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องดังกล่าว และพร้อมจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดหากพบว่ามีการทุจริตหรือการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ป.ป.ท. จะเข้ามาร่วมตรวจสอบเชิงลึกเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วนที่สุด การตรวจสอบในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบถ่วงดุลและการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดแม้ในช่วงเวลาวิกฤติ

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าติดตามผลการตรวจสอบนี้อย่างใกล้ชิด เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน หากพบความผิดปกติการตรวจสอบที่ตรงไปตรงมาจะช่วยให้สังคมกลับมามีความเชื่อมั่นในภาครัฐได้อีกครั้ง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลสรุปที่จะออกมาในเร็วๆ นี้ จะสามารถสร้างความกระจ่างให้กับสังคมและเยียวยาผู้ประสบภัยได้อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “ปกรณ์” ถกคกก.ตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ ยันทำทุกเรื่องให้กระจ่าง

สส.พรรคประชาชน ยื่น กมธ.ทหาร สอบสร้างบังเกอร์ทหารจ.จันทบุรี-ตราด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจทันที เมื่อมีข่าวว่า สส.พรรคประชาชน ยื่น กมธ.ทหาร สอบสร้างบังเกอร์ทหารจ.จันทบุรี-ตราด หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนถึงความผิดปกติและความไม่ปลอดภัยในการก่อสร้างบังเกอร์ที่ควรจะเป็นที่มั่นใจให้กับเหล่าทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ชายแดน แต่มันกลับกลายเป็นโครงสร้างที่ดูเปราะบางเกินกว่าจะป้องกันอะไรได้

สส.พรรคประชาชน ยื่น กมธ.ทหาร สอบสร้างบังเกอร์ทหารจ.จันทบุรี-ตราด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยผ่านการแถลงข่าวที่รัฐสภา โดยตั้งข้อสังเกตถึงคุณภาพและมาตรฐานของการสร้างบังเกอร์ในพื้นที่ชายแดนจันทบุรีและตราด ว่าแท้จริงแล้วมันมีความปลอดภัยจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการใช้งบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพ

เปิด 3 ข้อสงสัยจากการตรวจสอบโครงการ

จากการลงพื้นที่และได้รับข้อมูลเบื้องต้น ทาง สส.พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตหลัก 3 ประเด็นที่ทำให้การก่อสร้างบังเกอร์ดังกล่าวถูกจับตามอง:

  • ความเสี่ยงต่อชีวิต: วัสดุที่ใช้เป็นเพียงแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปบางๆ และใช้ไม้ค้ำยัน ซึ่งไม่น่าจะรองรับแรงกระแทกจากกระสุนหรือสะเก็ดระเบิดได้จริง
  • คุณภาพที่ไม่คุ้มค่า: โครงสร้างที่พบดูไม่สอดคล้องกับมาตรฐานวิศวกรรมทหารที่ควรจะเป็น และเสี่ยงพังถล่มลงมาได้ง่ายโดยเฉพาะในฤดูฝน
  • ความโปร่งใสของงบประมาณ: พบส่วนต่างราคาที่น่าสงสัย โดยมีการอนุมัติงบ 50,000 บาทต่อหลัง แต่กลับมีการสั่งทำจริงในราคาเพียง 35,000 บาท ซึ่งเมื่อรวม 90 หลังแล้ว ถือเป็นตัวเลขที่มหาศาล

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐโดยภาคประชาชนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของกำลังพลในพื้นที่เสี่ยงภัย หากมีการทุจริตหรือการสร้างงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ผลกระทบที่ตามมาอาจหมายถึงชีวิตของทหารที่ต้องไปนอนอยู่ในบังเกอร์เหล่านั้น

ในฐานะประชาชนเราควรติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือบทพิสูจน์ของการทำงานเชิงรุกในการตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ว่าจะสามารถดำเนินการให้โปร่งใสและคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนได้อย่างไรบ้าง รวมถึงต้องมีการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบว่ามีการทุจริตจริง เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อสวัสดิภาพของทหารชายแดนอย่างแท้จริง

ที่มา – สส.พรรคประชาชน ยื่น กมธ.ทหาร สอบสร้างบังเกอร์ทหารจ.จันทบุรี-ตราด

“กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารชายแดนลำบากแต่สำนักงานของบหรู

“กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารชายแดนลำบากแต่สำนักงานของบหรู

กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโซเชียล เมื่อนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ “กังฟู” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการใช้จ่ายของกระทรวงกลาโหมที่ดูจะสวนทางกับความเป็นจริง โดยระบุว่า “กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่สำนักงานศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–งบของที่ระลึกจัดเลี้ยง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณที่ควรต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน

ทำไมงบประมาณถึงไม่ถึงแนวหน้า?

ในขณะที่ทหารชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดนไทยต้องเผชิญกับความยากลำบาก ทั้งเรื่องสภาพทางภูมิศาสตร์ อุปกรณ์ที่ขาดแคลน และความเสี่ยงต่ออันตราย แต่ปรากฏว่ามีการเสนอของบประมาณเพื่อโครงการอำนวยความสะดวกภายในสำนักงานศรีสมาน ไม่ว่าจะเป็นระบบโซลาร์เซลล์ จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือแม้แต่จอ LED ขนาด 98 นิ้ว ซึ่งเป็นสิ่งของที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจด้านความมั่นคงที่เร่งด่วน

นายวสวรรธน์ได้ตั้งคำถามสำคัญต่อสังคมว่า:

  • ทำไมทหารที่เสี่ยงชีวิตเฝ้าแผ่นดินถึงยังขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็น?
  • งบประมาณที่ควรเป็นไปเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตกำลังพลกลับถูกใช้ไปกับความสะดวกสบายในห้องแอร์จริงหรือ?
  • ประชาชนผู้เสียภาษีจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเงินของพวกเขาถูกนำไปใช้เพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง?

นอกจากเรื่องความสะดวกสบายในสำนักงานแล้ว “กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่สำนักงานศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–งบของที่ระลึกจัดเลี้ยง ยังครอบคลุมไปถึงการทบทวนโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน โดยเสนอให้ชะลอการจ่ายเงินงวดปี 2570 ออกไปก่อน เนื่องจากสถานการณ์ความปลอดภัยในภูมิภาคมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะเมื่อพบว่าประเทศเพื่อนบ้านมีการเสริมศักยภาพทางทหารอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น งบประมาณที่ได้รับจึงควรจัดสรรไปที่การสนับสนุนกำลังพลหน้าแนวเป็นลำดับแรกมากกว่า

ท้ายที่สุด การตรวจสอบงบประมาณในครั้งนี้ของ “กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่สำนักงานศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–งบของที่ระลึกจัดเลี้ยง ไม่ได้เป็นการคัดค้านการทำงานของกองทัพโดยปราศจากเหตุผล แต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับทหารผู้น้อยที่ปฏิบัติภารกิจภายใต้ความเสี่ยง เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่รับใช้ชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ใช้ไปกับของหรูหราในเมืองหลวง

ที่มา – “กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่สำนักงานศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–งบของที่ระลึกจัดเลี้ยง

ชาวบ้านสมุทรปราการร้องสอบใช้งบ อบต. ราชาเทวะ ไม่โปร่งใส

เป็นประเด็นที่คนสมุทรปราการกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดครับ เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการฯ ในรัฐสภา เพื่อให้ตรวจสอบการบริหารงานของ อบต.ราชาเทวะ ซึ่งกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักมาก โดยเฉพาะเหตุผลเรื่อง ชาวบ้านสมุทรปราการร้องสอบใช้งบ อบต. ราชาเทวะ ไม่โปร่งใส ที่ส่อเค้าว่าอาจมีการใช้งบประมาณไม่คุ้มค่าในหลายโครงการ โดยวันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนที่ทุกคนควรรู้กันครับ

ชาวบ้านสมุทรปราการร้องสอบใช้งบ อบต. ราชาเทวะ ไม่โปร่งใส ในโครงการริมคลอง

ปัญหาที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างมากคือ โครงการพัฒนาพื้นที่ริมคลองลาดกระบัง ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ใช้งบประมาณหลายร้อยล้านบาท ชาวบ้านในพื้นที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามว่าโครงการนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่ และมีความคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไปอย่างไร เพราะนอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ยังมีข้อสงสัยเรื่องผลกระทบต่อระบบระบายน้ำและการบำรุงรักษาคลองในระยะยาว ซึ่งประเด็นเรื่อง ชาวบ้านสมุทรปราการร้องสอบใช้งบ อบต. ราชาเทวะ ไม่โปร่งใส จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ด้วยครับ

ทำไมผู้บริหารที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลยังปฏิบัติหน้าที่ได้?

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนอย่างมาก คือกรณีที่ผู้บริหารและข้าราชการบางส่วนใน อบต.ราชาเทวะ เคยถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในหลายคดี เช่น การจัดซื้อเสาไฟกินรีและกล้อง CCTV จนกรณีเข้าสู่กระบวนการของศาลอาญาทุจริตแล้ว แต่เมื่อปรากฏว่าพวกเขายังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญอยู่ ประชาชนจึงตั้งคำถามถึงมาตรฐานธรรมาภิบาลและการบังคับใช้กฎหมาย ว่าเหตุใดจึงยังไม่มีมาตรการทางวินัยที่ชัดเจนออกมาให้สาธารณชนได้รับทราบ

  • ขอให้ตรวจสอบว่าการใช้งบประมาณ 600 ล้านบาทในโครงการพัฒนาพื้นที่ริมคลองมีความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
  • เร่งตรวจสอบความคุ้มค่าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนเดินหน้าโครงการต่อ
  • เรียกร้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลไขข้อข้องใจเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่ถูกชี้มูลความผิด

การที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมในการใช้สิทธิภาคประชาชนเพื่อปกป้องภาษีของพวกเราทุกคนครับ หวังว่าคณะกรรมาธิการฯ จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้คำตอบกับพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากปล่อยให้ค้างคาใจแบบนี้ต่อไป ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากท่านใดอยู่ในพื้นที่ หรือติดตามเรื่องนี้ ลองร่วมกันแสดงความคิดเห็นดูนะครับว่าโครงการเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้พวกเราได้อย่างแท้จริงหรือไม่

ที่มา – ชาวบ้านสมุทรปราการ ร้องสอบใช้งบ อบต.ราชาเทวะ หวั่นโครงการพัฒนาพื้นที่ริมคลองลาดกระบัง ไม่โปร่งใส

“อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร

“อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร

กลายเป็นประเด็นร้อนในสภาฯ เมื่อนายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ จากพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาอภิปรายร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยประเด็นหลักคือการโอนเงินจำนวนกว่า 10,328 ล้านบาทไปไว้ในงบกลางภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งการที่ “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร นั้น สะท้อนถึงความกังวลของตัวแทนประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสและเป้าหมายที่ชัดเจนในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน

ความจำเป็นของงบประมาณและผลกระทบต่อเกษตรกร

ในมุมมองของ นายอัครแสนคีรี การตัดงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อไปรวมเป็นงบกลางนั้น หากทำเพื่อรีดไขมันส่วนเกินก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่คำถามสำคัญคือ “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร เพราะต้องมั่นใจว่าการโอนงบก้อนนี้จะไม่กระทบต่อการดำเนินงานหลักของหน่วยงานรัฐ และที่สำคัญที่สุดคือต้องนำไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน

นายอัครแสนคีรีได้สะท้อนความเจ็บปวดแทนเกษตรกรว่า ปัจจุบันหลายจังหวัดในภาคอีสานกำลังเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างหนัก สภาพนาข้าวแห้งกรอบจนแทบไม่ต่างจากสนามหญ้า ซึ่งเขากล่าวอย่างดุเดือดว่า:

  • ต้นข้าวเหี่ยวตายจนสภาพเหมือนสนามหญ้าที่จัดแข่งฟุตบอลโลกได้
  • ค่าครองชีพ ปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืช ราคาพุ่งสูงกว่าหุ้น IPO ดังๆ
  • เกษตรกรขาดแคลนทุนทรัพย์และปัจจัยในการผลิตอย่างรุนแรง

ด้วยเหตุนี้ “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร จึงกลายเป็นคำถามแห่งปีที่รัฐบาลต้องเร่งหาคำตอบให้กระจ่าง หากนำงบประมาณหมื่นล้านนี้ไปสร้างระบบชลประทานหรือช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อน ฝ่ายค้านก็พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าใช้ไม่คุ้มค่าก็เตรียมตัวรับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นได้เลย

เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า เงินงบประมาณก้อนใหญ่ขนาดนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนรากหญ้า ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายตัวเลขในบัญชี แต่คือการต่อลมหายใจให้พี่น้องเกษตรกรที่กำลังเผชิญวิกฤตภัยแล้งอยู่ในขณะนี้

ที่มา – “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร วอนช่วยเกษตรกรด้วย

“คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อนายคริส โปตระนันทน์ ออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของการบริหารงานภายในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่ “คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม. ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาษี

เจาะลึกปม “คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายคริสได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบพฤติกรรมส่อทุจริตที่เรียกกันว่า “ระบบอากง” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมและการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานเขตต่างๆ พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และสร้างความเสียหายให้กับเงินงบประมาณของกรุงเทพมหานครอย่างมหาศาล

เปิดกลโกงผ่านการซอยโครงการย่อย

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการติดตามของนายคริส คือวิธีการใช้งบประมาณที่ถูกแบ่งเป็นโครงการย่อยๆ ให้มีมูลค่าต่ำกว่า 5 แสนบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดประมูลตามระเบียบพัสดุ วิธีการนี้เปิดช่องให้เกิดการเลือกผู้รับเหมาแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งมักจะเล็งเห็นได้ว่าอาจเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเมืองท้องถิ่น ข้อมูลนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ “คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม. อย่างต่อเนื่องจนกว่าความจริงจะปรากฏ

นายคริสได้ระบุชื่อเขตที่พบความผิดปกติหลายแห่ง ได้แก่:

  • เขตบางนา และ พระขนง
  • เขตบางแค และ บางซื่อ
  • เขตจตุจักร และ ราชเทวี
  • เขตลาดพร้าว และ ยานนาวา
  • เขตทวีวัฒนา, ตลิ่งชัน และพระนคร

บริษัทเอกชนที่ได้รับงานในเขตเหล่านี้กำลังถูกตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในยุคนั้นหรือไม่ ซึ่งนายคริสได้เรียกร้องให้อดีตผู้ว่าฯ กทม. รวมถึง สก. ในพื้นที่ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงถึงความสัมพันธ์กับบริษัทผู้รับเหมาเหล่านั้น เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อหน้าสาธารณชน

นอกเหนือจากการตรวจสอบย้อนหลังแล้ว นายคริสยังได้เตรียมเสนอญัตติปฏิรูปการบริหารจัดการ กทม. ทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “องค์กรอิสระด้านต่อต้านคอร์รัปชันประจำกรุงเทพฯ” ซึ่งองค์กรนี้ต้องทำงานเป็นอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อผู้ว่าฯ กทม. เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณและปราบปรามการทุจริตโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานของหน่วยงานท้องถิ่นให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูความคืบหน้าในการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ของนายคริสในสัปดาห์หน้า นี่ไม่ใช่แค่การเล่นเกมการเมือง แต่คือการทวงคืนความยุติธรรมและความโปร่งใสให้กับการใช้ภาษีของคนกรุงเทพฯ ทุกบาททุกสตางค์ การตรวจสอบที่เข้มข้นเช่นนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่จะทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบและขอบเขตของอำนาจที่ตนเองได้รับมา

ที่มา – “คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม.

“ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน ประกาศเตรียมส่งทีมขุนพล 30 คน เข้าอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2570 งานนี้บอกเลยว่าดุเดือดเผ็ดร้อนแน่นอน

“ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70

การปะทะฝีปากเรื่องงบประมาณครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่ความโปร่งใสและการจัดสรรงบประมาณที่ฝ่ายค้านมองว่า “ฝีแตก” หรือแผลเรื้อรังที่รัฐบาลพยายามปกปิด “ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70 ด้วยการท้าทายให้ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานหากพบการทุจริตจริง ไม่ใช่แค่การออกมาสาดโคลนใส่รัฐบาลเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือตีกินไปวันๆ ซึ่งนายธนกรย้ำชัดว่าหากมีหลักฐานชัดเจนก็ควรดำเนินการตามกฎหมาย แทนที่จะพูดลอยๆ ให้ประชาชนสับสน

มุมมองจากฟากฝั่งรัฐบาลต่อการอภิปรายงบประมาณ

ทางรัฐบาลเองมองว่า การอภิปรายงบประมาณเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยหากทำด้วยหลักการและเหตุผล แต่สิ่งที่น่ากังวลคือวิธีการที่ฝ่ายค้านใช้ในการโจมตีรัฐบาล นายธนกรย้ำว่าบทบาทของรัฐบาลปัจจุบันภายใต้นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล คือการเป็น “หมอ” ที่เข้ามาผ่าตัดรักษาแผลทางเศรษฐกิจที่สะสมมานาน ไม่ใช่การปิดบังแผลตามที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้าง

  • รัฐบาลยืนยันว่าการใช้งบประมาณเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ
  • ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของไทยจาก IMD ปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับ
  • ความเชื่อมั่นจากสถาบัน S&P ยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ความพยายามของ “ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70 ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าสมรภูมิในสภาฯ ครั้งหน้าจะต้องเป็นเรื่องของการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มาหักล้างกัน ไม่ใช่เพียงแค่การใช้กลยุทธ์ด้อยค่าฝ่ายตรงข้ามผ่านสื่อ เพราะท้ายที่สุดแล้วประชาชนคือผู้ตัดสินว่าใครกันแน่ที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาติอย่างแท้จริง การที่ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเป็นเรื่องดี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่การพูดเพียงครึ่งเดียวเพื่อหวังคะแนนนิยม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองนั้นๆ เองเสียมากกว่า

ในมุมมองของผู้ติดตามการเมือง การที่ทั้งสองฝ่ายออกมาเผชิญหน้ากันเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการตรวจสอบการทำงานรัฐบาล หากทุกอย่างดำเนินไปบนฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ประเทศชาติย่อมได้รับประโยชน์สูงสุด แต่หากยังคงเป็นเพียงการสาดโคลนใส่กัน เราก็คงต้องรอติดตามดูว่าสุดท้ายแล้ว 30 ขุนพลของฝั่งค้านจะมีข้อมูลเด็ดอะไรมาเปิดโปง หรือจะเป็นเพียงแค่การแสดงละครการเมืองที่ซ้ำซากจำเจเท่านั้น

ที่มา – “ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70 ท้าเปิดหลักฐาน อย่าสาดโคลน

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกันครับ เมื่อล่าสุดรัฐบาลเตรียมจัดการประชุมครั้งสำคัญ โดยมีชื่อว่า “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นตามปฏิทินงบประมาณครับ

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดภารกิจสำคัญในการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ครม.นัดพิเศษในครั้งนี้แทน ซึ่งภารกิจหลักคือการตรวจรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท

เปิดขั้นตอนการทำงานเมื่อ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

หลังจากที่ ครม. ได้มีการตรวจร่างงบประมาณอย่างละเอียดแล้ว ขั้นตอนที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญได้แก่:

  • สำนักงบประมาณจะเร่งจัดพิมพ์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในช่วงวันที่ 17-22 มิถุนายน
  • นำเสนอ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มิถุนายน
  • ยื่นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาวาระที่ 1 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม

ความพยายามในการเร่งเครื่องครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือเพื่อให้การพิจารณางบประมาณทั้งในวาระที่ 2 และ 3 เสร็จสิ้นภายในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เพื่อให้งบประมาณปี 2570 พร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับว่าเป็นการบริหารจัดการเวลาที่ค่อนข้างกระชับและชัดเจนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ทันท่วงทีครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับปฏิทินงบประมาณอย่างเคร่งครัดเป็นสัญญาณที่ดีครับ เพราะงบประมาณรัฐเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การที่ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 ในครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการทำงานที่ต่อเนื่องไม่สะดุด แม้นายกฯ จะติดภารกิจต่างประเทศ ก็ต้องมาติดตามกันต่อครับว่าเมื่อเข้าสู่สภาฯ แล้ว จะมีประเด็นการอภิปรายเรื่องใดที่น่าสนใจบ้าง

ที่มา – “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ก่อนสายเกินไป

ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน ออกมาผลักดันอย่างหนักให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายเงินตาม ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน บาท เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณในรูปแบบนี้ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเข้มข้นจากฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความไม่โปร่งใสในอนาคต

หากเรามองย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา จะพบว่าโครงการเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท หรือแม้แต่พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เคยมีการตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งในขณะนั้น สส.จากพรรคภูมิใจไทยที่ปัจจุบันเป็นแกนนำรัฐบาล ก็เคยร่วมเสนอญัตติและเข้าเป็นกรรมาธิการด้วยตนเอง ดังนั้นการที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้เกิดขึ้นในครั้งนี้ จึงถือเป็นมาตรฐานปกติที่รัฐบาลควรให้ความร่วมมือและไม่ควรปัดตกญัตติดังกล่าวแต่อย่างใด

ความคาดหวังต่อรัฐบาลในประเด็นต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

น.ส.ศิริกัญญา ยังได้ย้ำชัดเจนว่าความตั้งใจหลักของการ ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน คือการป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการอนุมัติโครงการซ้ำซ้อนหรือขาดการกลั่นกรองที่ดีพอ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การตรวจสอบโครงการที่กระทรวงการคลังเป็นผู้เสนอและอนุมัติเอง
  • ความจำเป็นในการมี “หูตา” จากสภาฯ เพื่อคัดกรองโครงการให้มีประสิทธิภาพ
  • การเรียนรู้จากอดีตเพื่อไม่ให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่รั่วไหล
  • การสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความล่าช้าในการกำหนดกรอบเวลาเพื่ออภิปรายญัตติ ซึ่งทางฝ่ายค้านหวังว่าวิปรัฐบาลจะเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้และเปิดโอกาสให้สภาฯ ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีเหตุการณ์ในทำนองว่าการเสนอเรื่องบางอย่างจากฝ่ายค้านจะไม่ได้รับความร่วมมือ แต่ครั้งนี้เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดระหว่างการรักษามารยาททางการเมือง หรือการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเป็นที่น่าจับตามองในสภาผู้แทนราษฎร ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะแสดงความจริงใจต่อการทำงานของสภาฯ มากน้อยเพียงใด เพราะการตรวจสอบงบประมาณก้อนโตไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายค้าน แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชนที่จะต้องร่วมกันทำให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นธรรมที่สุด

ที่มา – “ไหม” ชี้ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หวัง รัฐบาลให้ความร่วมมือ ไม่ปัดตก

Scroll to top