การใช้จ่ายงบประมาณ

“ณัฐพงษ์” นำยื่นศาล รธน. ดัน กมธ.ตรวจ พ.ร.ก.เงินกู้

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ“ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ที่อาคารรัฐสภา เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลให้โปร่งใสและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

“ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีมแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่

ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยคือ รัฐบาลถูกกล่าวหาว่ามีการสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท สำหรับแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือความจำเป็นเร่งด่วน แต่กลับใช้เงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันในการผลักดัน พ.ร.ก.ฉบับนี้ นายณัฐพงษ์ ย้ำว่าประชาชนควรตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลให้ดี

รายละเอียดในคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

คำร้องประกอบด้วยข้อมูลหลายส่วนเพื่อให้ศาลพิจารณา เช่น แผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานควรดำเนินการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานหลายปี ไม่เหมาะสมที่จะรวมใน พ.ร.ก.เงินกู้ที่ออกในสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ พ.ร.ก.นี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว ฝ่ายค้านจึงขอให้ศาลสั่งระงับการเบิกจ่ายส่วนที่ไม่จำเป็นก่อน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลังหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เงินที่กู้มาใช้ไปแล้วจะเรียกคืนอย่างไร

  • เงินกู้รวม 400,000 ล้านบาท: แบ่งเป็นเยียวยาประชาชนจากวิกฤตพลังงาน และส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้าน
  • ข้อกังวลสอดไส้: ส่วนพลังงานไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ควรใช้ระบบงบประมาณปกติ
  • ขอระงับเบิกจ่าย: รอคำวินิจฉัยศาล เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย
  • หลีกเลี่ยงก้าวล่วงอำนาจ: คำร้องเขียนรอบคอบ ไม่ให้ศาลถูกวิจารณ์เหมือนกรณีรถไฟความเร็วสูง

ฝ่ายค้านยังเตรียมเสนอญัตติในสภาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ฉบับนี้ โดยคาดว่ารัฐบาลไม่ควรโหวตคว่ำ หากไม่มีอะไรปกปิด เพราะการใช้งบเงินกู้มีกระบวนการกรองน้อยกว่าการใช้งบประมาณปกติที่ผ่านสภา หลายชั้น หากโปร่งใสจริง ยิ่งควรตั้ง กมธ. เพื่อติดตาม

บริบทและความสำคัญของกรณีนี้

พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่กระทบประชาชน รัฐบาลอ้างเพื่อเยียวยาและปรับโครงสร้างพลังงานให้ยั่งยืน แต่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ผสมเรื่องไม่เกี่ยวข้องเข้าไป การยื่นศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบสมดุลอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ หากศาลรับคำร้อง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการกำกับดูแลการเงินของรัฐ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณมหาศาลที่อาจกลายเป็นภาระหนี้สินในอนาคต ประชาชนควรติดตามผลการวินิจฉัยของศาลอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทย

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? รัฐบาลสอดไส้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สมัครรับข่าวสารอัปเดตทางการเมืองจากเราเพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้

“อนุทิน” เรียก เสธ.ทบ. ถกความพร้อมชายแดน ย้ำยุทโธปกรณ์ปึ้ก

สถานการณ์ชายแดนไทยกำลังได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออนุทิน เรียก เสธ.ทบ. ถกความพร้อมชายแดน ย้ำยุทโธปกรณ์ต้องปึ้กแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งเป็นข่าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงของชาติ แม้จะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองก็ตาม วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดเหตุการณ์นี้กันแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบทและความสำคัญ

อนุทิน เรียก เสธ.ทบ. ถกความพร้อมชายแดน ย้ำยุทโธปกรณ์ต้องปึ้กแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียก พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ ผู้บัญชาการเสนาธิการทหารบก หรือ เสธ.ทบ. เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือเรื่องสถานการณ์และความพร้อมในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ ไม่ได้จำกัดเฉพาะชายแดนกัมพูชาเท่านั้น แต่ครอบคลุมทุกพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และมาเลเซีย

นายอนุทินสอบถามถึงความพร้อมของกำลังพล สถานการณ์โดยรวมในแต่ละเขต และยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีพื้นที่ใดที่น่ากังวล แต่จำเป็นต้องประเมินล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลเป็นรักษาการและงบประมาณที่เหลือมีจำกัด รัฐบาลจึงเตรียมสำรองงบเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ยุทธภัณฑ์ต้องพร้อมใช้งานทันที

ประเด็นสำคัญที่อนุทิน เรียก เสธ.ทบ. ถกความพร้อมชายแดน ย้ำยุทโธปกรณ์ต้องปึ้กแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ คือเรื่องการจัดซื้อและเตรียมยุทธภัณฑ์ หากส่วนไหนขาดแคลน กองทัพสามารถใช้งบประมาณปกติที่มีอยู่เพื่อเติมเต็มให้ครบถ้วนและพร้อมใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องรอการอนุมัติใหม่ นี่แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวในการบริหารจัดการทรัพยากรทหาร

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วยตัวเอง นายอนุทินเลือกที่จะเลี่ยงคำตอบด้วยรอยยิ้ม โดยชิมขนมครกและกล่าวติดตลกว่า “หวานน้อย” ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ สไตล์การตอบแบบนี้เป็นเอกลักษณ์ของท่านที่ทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย

บริบทสถานการณ์ชายแดนไทย

ชายแดนไทยมีความยาวรวมกว่า 4,000 กิโลเมตร ติดกับ 4 ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ละพื้นที่มีความท้าทายแตกต่างกันไป เช่น ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เคยมีข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร ชายแดนไทย-เมียนมา ที่เผชิญปัญหาความไม่สงบและยาเสพติด ชายแดนไทย-ลาว ที่เน้นค้าชายแดนและการอพยพย้ายถิ่น และชายแดนใต้กับมาเลเซียที่ยังมีความขัดแย้ง

การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการป้องกันปัญหาก่อนลุกลาม โดยเฉพาะในช่วงที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งในเมียนมาและปัญหาในทะเลจีนใต้ที่อาจกระทบไทยทางอ้อม

  • ตรวจสอบกำลังพล: ทุกหน่วยชายแดนต้องรายงานความพร้อม
  • สำรองงบประมาณ: เตรียมรับมือเหตุฉุกเฉินทันที
  • เติมยุทธภัณฑ์: อาวุธที่ใช้ไปต้องชดเชยให้ครบ
  • ประเมินล่วงหน้า: ไม่รอให้เกิดปัญหา
  • ความร่วมมือทหาร-พลเรือน: รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่

นอกจากประเด็นหลักแล้ว การหารือครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ เช่น ตำรวจนครบาลชายแดน กอ.รมน. และหน่วยข่าวกรอง เพื่อให้ข้อมูลไหลเวียนอย่างรวดเร็ว หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเตรียมความพร้อมเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะรัฐบาลรักษาการที่อาจมีข้อจำกัดในการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ แต่การย้ำเรื่องยุทโธปกรณ์ “ปึ้ก” แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงเป็นลำดับแรก

สุดท้ายแล้ว อนุทิน เรียก เสธ.ทบ. ถกความพร้อมชายแดน ย้ำยุทโธปกรณ์ต้องปึ้กแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ เป็นสัญญาณบวกที่ทำให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของชาติ หากคุณสนใจข่าวการเมืองและความมั่นคง ลองติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณมองอย่างไรกับการเตรียมพร้อมครั้งนี้

ที่มา – “อนุทิน” เรียก เสธ.ทบ. ถกความพร้อมชายแดน ย้ำยุทโธปกรณ์ต้องปึ้กแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ

นายกฯ ถกจัดงบประมาณปี 70 ย้ำประโยชน์ประชาชน

นายกฯ ประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ย้ำความสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้จ่ายงบประมาณ ให้คุ้มค่า ประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน การจัดสรรงบประมาณที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้ การประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 เพื่อเป็นการกำหนดนโยบายงบประมาณประจำปี ประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย และวิธีการเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โครงสร้างงบประมาณ รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการรายรับ-รายจ่าย และฐานะการคลังรัฐบาลเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี

การพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน รักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง โดยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายภาครัฐ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่เสนอเพื่อพิจารณาในครั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ประสานหน่วยรับงบประมาณ จัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีเท่าที่จำเป็น โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้จ่ายงบประมาณ ให้คุ้มค่า ประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการด้านรายได้ รายจ่าย และการบริหารหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวทางระดับสากล รวมทั้งแนวทางของกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อให้รัฐบาลมีงบประมาณที่เพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน และการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายกฯ ถกจัดงบประมาณปี 70 ย้ำต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่างบประมาณทุกบาททุกสตางค์จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทุกคน การพิจารณาอย่างรอบคอบและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ

ทำไมการจัดงบประมาณปี 70 ถึงสำคัญ? งบประมาณนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา หรือสาธารณสุข การจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสมจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

ความท้าทายในการจัดงบประมาณปี 70

การจัดงบประมาณในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนเป็นสิ่งที่ท้าทาย รัฐบาลต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ภาวะเงินเฟ้อ และความต้องการของประชาชน การจัดสรรงบประมาณจึงต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

  • การจัดสรรงบประมาณต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • ต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนเป็นหลัก
  • ต้องส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การที่นายกฯ เน้นย้ำถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการ จัดงบประมาณปี 70 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจได้ว่า งบประมาณจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

ในการ จัดงบประมาณปี 70 นี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ระบบคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการลงทุนในการศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะช่วยสร้างแรงงานที่มีคุณภาพและสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้

การจัดงบประมาณปี 70 ที่ดีต้องคำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อที่จะส่งมอบอนาคตที่สดใสให้กับคนรุ่นหลังต่อไป

การจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของการวางแผนอนาคตของประเทศ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ ถกจัดงบประมาณปี 70 ย้ำต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

Scroll to top