กาฬสินธุ์

สาธุชนหลั่งไหลกราบไหว้หลวงปู่ศิลา วันหยุดยาว

ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา สาธุชนหลั่งไหลกราบไหว้หลวงปู่ศิลา กันอย่างล้นหลาม จากทั่วสารทิศมุ่งหน้ามาที่วัดสวนธรรมปีติ บ้านแกเปะ ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อขอพรและสักการะพระเทพวัชรธรรมโสภณ หรือที่พวกเรารู้จักกันในนาม หลวงปู่ศิลา สิริจันโท บรรยากาศคึกคักสุดๆ เลยครับ เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นใจกับความศรัทธาของพี่น้องชาวพุทธ

สาธุชนหลั่งไหลกราบไหว้หลวงปู่ศิลา

สาธุชนหลั่งไหลกราบไหว้หลวงปู่ศิลา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 ตรงกับช่วงวันหยุดยาว 4 วัน ตั้งแต่วันแรงงานแห่งชาติจนถึงวันฉัตรมงคล พระคุณหลวงปู่ท่านเมตตาออกมาพบปะลูกหลานศิษย์ที่เดินทางมาไกล ลูกศิษย์เล่าว่าท่านสุขภาพดีมาก ไม่เหมือนผู้สูงอายุวัย 80 กว่าปี แข็งแรงราวกับหนุ่มน้อยเลยทีเดียว แต่คณะศิษย์ก็ห่วงใยไม่อยากให้ท่านเหนื่อยมากเกินไป ทว่าท่านยืนยันด้วยน้ำเสียงอีสานแซ่บๆ ว่า “ลูกหลานมาจากไกลขนาดนี้ จะให้พักอยู่ในกุฏิได้ยังไง ต้องออกมาให้พรลูกหลานหน่อยดิ” น่ารักและเมตตาสุดๆ ไปเลยครับ

หลวงปู่ศิลาให้พรสาธุชน

หลวงปู่ศิลา สุขภาพแข็งแรงดั่งวัยหนุ่ม

หลวงปู่ศิลา สิริจันโท เป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในด้านความเมตตาและพลังศรัทธา วัดสวนธรรมปีติกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการขอพร แก้เคล็ด หรือล้างสิ่งไม่ดีออกจากชีวิต ช่วงนี้ท่านมาธาตุขันธ์ดีเยี่ยม ออกกิจนิมนต์ได้ทุกวัน สาธุชนหลั่งไหลกราบไหว้หลวงปู่ศิลา ไม่ขาดสาย บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นธูปและเสียงสวดมนต์

วันฉลอง อดีตมวยไทยดัง พาครอบครัวมากราบขอพร

ไฮไลต์อีกเรื่องคือ “วันฉลอง” อดีตยอดมวยไทยชื่อดังที่เคยโลดแล่นบนเวที ครั้งนี้พาครอบครัว เพื่อนฝูงคณะใหญ่มาด้วย หลังจากช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาโดนนักเลงรุมทำร้าย 10 ต่อ 1 จนกลายเป็นข่าวใหญ่โต วันนี้เลยฉวยโอกาสช่วง สาธุชนหลั่งไหลกราบไหว้หลวงปู่ศิลา มาขอพร กราบล้างซวย ขอให้ชีวิตมีแต่สิ่งดีๆ คนดีๆ เข้ามา ฟังแล้วเป็นกำลังใจดีจริงๆ ครับ

วันฉลองกราบไหว้หลวงปู่ศิลา

นอกจากนี้ ยังมีสาธุชนอีกมากมายที่เดินทางมาจากจังหวัดใกล้เคียงและไกลโพ้น บางคนมากับครอบครัว บางคนมาคนเดียวเพื่อขอพรเรื่องสุขภาพ การงาน ความรัก หลวงปู่ศิลาท่านเมตตาเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้ทุกคนที่มากลับไปด้วยความสุขใจเบิกบาน

ทำไมสาธุชนถึงหลั่งไหลกราบไหว้หลวงปู่ศิลา?

ความนิยมของหลวงปู่ไม่ได้มาจากปริศนาธรรมเท่านั้น แต่มาจากความเมตตาและพุทธานุภาพที่ศิษย์เล่าสู่กันฟัง ลอง来看รายการที่ทำให้หลายคนหลั่งไหลมา:

  • ขอพรเรื่องสุขภาพ: หลวงปู่ท่านมีพลังเยอะ สุขภาพท่านดีเป็นตัวอย่าง
  • ล้างซวย แก้เคล็ด: เหมือนกรณีวันฉลอง ใครเจอเรื่องร้ายๆ มาก็หายใจโล่ง
  • เสริมดวงการงาน ความรัก: หลายคนที่มากลับไปประสบความสำเร็จ
  • บรรยากาศสงบ: วัดสวนธรรมปีติร่มรื่น เหมาะสำหรับพักใจ

หากคุณกำลังมองหาที่พึ่งทางใจในช่วงวันหยุด อย่าลืมวัดสวนธรรมปีติ จ.กาฬสินธุ์ นะครับ การเดินทางสะดวก มีที่จอดรถกว้างขวาง

ในความเห็นผม การศรัทธาแบบนี้ช่วยเติมพลังบวกให้ชีวิตได้จริง โดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างวุ่นวาย ถ้าคุณเคยไปกราบไหว้หลวงปู่ศิลา แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ จะได้เป็นแนวทางให้เพื่อนๆ ที่กำลังตามหาพร!

ที่มา – สาธุชนหลั่งไหล เดินทางจากทั่วสารทิศ เข้ากราบไหว้ “หลวงปู่ศิลา” ช่วงวันหยุดยาว

เมินดราม่า ลูกศิษย์แห่กราบ “หลวงปู่ศิลา” แน่นวัดสวนธรรมปีติ

เมินดราม่า ลูกศิษย์แห่กราบ “หลวงปู่ศิลา” แน่นวัดสวนธรรมปีติ กันเลยทีเดียว! แม้จะมีกระแสข่าวดราม่ากรณีหลวงปู่ศิลา สิริจันโท แจ้งลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ศิษยานุศิษย์และสาธุชนทั่วสารทิศยังคงหลั่งไหลมาร่วมกราบนมัสการและขอพรจากท่านอย่างคึกคัก เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต

เมินดราม่า ลูกศิษย์แห่กราบ “หลวงปู่ศิลา” แน่นวัดสวนธรรมปีติ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวที่หลวงปู่ศิลาแจ้งลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน โดยท่านให้เหตุผลว่าถึงเวลาพักผ่อนเนื่องจากความชราและปัญหาสุขภาพ แม้หลายฝ่ายจะขอร้องให้ท่านทบทวน แต่สุดท้ายท่านเลือกที่จะอยู่ในสถานะพระลูกวัดต่อไป ยังคงมีชื่อในทะเบียนวัดพระธาตุหมื่นหิน และย้ายมาปฏิบัติศาสนกิจประจำที่วัดสวนธรรมปีติ (ธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจันโท) ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยท่านจะทำหน้าที่เป็นองค์อุปถัมภ์ให้ทั้งสองวัด เพื่อประนีประนอมทุกฝ่าย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสาธุชนยังคงแห่กันมางานแน่นวัด แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อหลวงปู่ศิลา ที่ไม่สนใจดราม่าใดๆ

สาวไทยจากออสเตรเลียบินตรงมาถวายปัจจัย หลังขอพรสมหวัง

หนึ่งในนั้นคือ นางฐิตาพร พักโสภา อายุ 54 ปี ซึ่งบินตรงมาจากออสเตรเลีย เธอเล่าว่าเคยมากราบหลวงปู่ถึง 3 ครั้ง และได้เจอท่านทุกครั้ง ครั้งนี้มาถวายปัจจัยไทยธรรมหลังจากที่ขอพรแล้วสมหวังสมปรารถนา "ไม่ทราบข่าวดราม่าเลยค่ะ ดีใจมากที่ได้เห็นหลวงปู่ ได้เห็นรอยยิ้มของท่านแล้วมีความสุขสุดๆ" เธอกล่าวอย่างปลื้มใจ

ลูกศิษย์แห่กราบหลวงปู่ศิลา วัดสวนธรรมปีติ

นอกจากนี้ ศิษย์ใกล้ชิดที่ถวายงานหลวงปู่มานานกว่า 17 ปี ยังเล่าผ่านไมโครโฟนของวัดว่า ในทั้งสองวัดมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาและชาวไทยนับถือมาอย่างยาวนาน โดยวัดสวนธรรมปีติมีพระพุทธรูปองค์พี่ชื่อ มหันตยศ ส่วนวัดพระธาตุหมื่นหินมีองค์น้องชื่อ อนัตยศ ผู้ที่ศรัทธาสามารถไปกราบไหว้ขอพรได้ทั้งสองแห่ง เพราะมีความศักดิ์สิทธิ์สูงมาก

นางฐิตาพร ถวายปัจจัยหลวงปู่ศิลา

ทำไมหลวงปู่ศิลาถึงเป็นที่รักของศิษย์?

หลวงปู่ศิลา สิริจันโท เป็นพระสงฆ์ผู้มีเมตตา high moral และปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ท่านมักให้คำสอนที่เข้าถึงใจ ทำให้ผู้คนศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอพร สุขภาพ หรือการดำเนินชีวิต แม้จะมีดราม่าเรื่องตำแหน่งเจ้าอาวาส แต่เมินดราม่า ลูกศิษย์แห่กราบ “หลวงปู่ศิลา” แน่นวัดสวนธรรมปีติ แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในบุคคลสำคัญยังคงเหนือกว่าเรื่องข่าวสาร

  • ศรัทธาไม่หวั่นดราม่า: ลูกศิษย์มองข้ามข่าวลือ มุ่งหน้าไหว้พระขอพร
  • พระพุทธรูปคู่อรุณี: มหันตยศ และ อนัตยศ เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้วัดทั้งสอง
  • ตัวอย่างสมหวัง: อย่างนางฐิตาพร ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาขอบคุณ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์ผู้มีคุณธรรมนั้นมั่นคง หากคุณกำลังมองหาความเป็นสิริมงคล ลองแวะไปกราบหลวงปู่ศิลาที่วัดสวนธรรมปีติ หรือวัดพระธาตุหมื่นหินดูนะครับ รับรองได้พรสมหวัง!

ศิษย์ถวายงานหลวงปู่ศิลา

เมินดราม่า ลูกศิษย์แห่กราบ “หลวงปู่ศิลา” แน่นวัดสวนธรรมปีติ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความเมตตาและคุณธรรมชนะทุกสิ่ง ลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง แล้วมาแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – เมินดราม่า ลูกศิษย์แห่กราบ “หลวงปู่ศิลา” แน่นวัดสวนธรรมปีติ

เปิดประวัติ หลวงปู่ศิลา พระเกจิดัง ลาออกวัดพระธาตุหมื่นหิน

เปิดประวัติ หลวงปู่ศิลา สิริจันโท พระเกจิอาจารย์ชื่อดังจากภาคอีสาน ที่มีลูกศิษย์นับล้านทั่วประเทศ หลังจากท่านประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากอายุชราและปัญหาสุขภาพ คณะสงฆ์หลายรูปได้ขอร้องให้ท่านทบทวนใหม่ สุดท้ายตกลงทำหน้าที่องค์อุปถัมภ์ให้วัด 2 แห่งแทน เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความเสียดายให้ศิษย์มากมาย

เปิดประวัติ หลวงปู่ศิลา สิริจันโท

หลวงปู่ศิลา หรือพระเทพวัชรธรรมโสภณ ชื่อเดิมศิลา นิลจันทร์ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2488 ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11 ปีระกา ที่บ้านเบิด ตำบลเบิด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เป็นบุตรคนที่ 4 ในครอบครัวนายแก่นและนางน้อย นิลจันทร์ ซึ่งประกอบอาชีพทำนา ในปีเกิดนั้น บิดามารดาย้ายหนีภัยแล้งมาอยู่บ้านส้อง ตำบลธาตุ อำเภอรัตนบุรี

จุดเริ่มต้นเส้นทางธรรมของหลวงปู่ศิลา

เมื่อ พ.ศ. 2500 หรือตอนอายุ 12 ปี หลวงปู่ศิลาได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดธาตุประทับ (มหานิกาย) จากนั้นติดตามครูบาอาจารย์ธุดงค์ไปนมัสการพระธาตุพนม ระหว่างทางได้อุปัฏฐากพระอรัญวาสีสำคัญอย่างพระครูสัลขันธ์สังวรณ์ (อ่อนสี สุเมโธ) ที่จังหวัดมุกดาหาร และรับผญาธรรมจากพระธรรมราชานุวัตร (แก้ว กันโตภาโส) เจ้าอาวาสพระธาตุพนมวรมหาวิหาร

ต่อมาใน พ.ศ. 2516 พระสิริวุฒิเมธีมอบหมายให้พระมหาศิลาไปเป็นเจ้าคณะอำเภอหนองพอก ที่วัดนิคมคณาราม เพื่อสอนพระปริยัติธรรม แต่ท่านเลือกปลีกวิเวกไปวัดหนองดู่ บ้านหนองดู่ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด ใกล้วัดสันติวิหารของพระอาจารย์สมาน ธัมมรักขิตโต

ความรู้และวิชาอาคมที่หลวงปู่ศิลาเชี่ยวชาญ

ตั้งแต่สมัยสามเณร หลวงปู่ศิลาศึกษาอักษรธรรม อักษรขอม อักษรไทยน้อย เพื่ออ่านมูลกัจจายน์และสรรพวิชาในใบลาน ทั้งทางโลก ทางธรรม ยารักษาโรค โหราศาสตร์ ท่านแตกฉานจนเป็นที่เลื่องลือ โดยเฉพาะตะกรุดคอหมา (ตะกรุดปลากระป๋อง) ที่วัดสันติวิหาร ในยุคคอมมิวนิสต์ระบาด เครื่องรางเหล่านี้ช่วยเสริมขวัญกำลังใจให้ชาวบ้าน

มีช่วงที่ท่านลาสิกขาเพื่อช่วยญาติป่วยหนัก สอนหนังสือที่โรงเรียนธาตุประทับเป็นครูผู้ช่วย แต่ใจไม่ไหวกับการสั่งสอนเด็ก จึงกลับบวชใหม่ใน พ.ศ. 2522 หลังญาติเสียชีวิต ต่อมาปี 2539 ลาสิกขาอีกครั้ง 8 เดือน เพื่อจัดการงานครอบครัว โดยเฉพาะมารดาและพี่สาวป่วย จากนั้นอุปสมบทใหม่ที่วัดแสงประทีป

ช่วง พ.ศ. 2522-2539 ท่านพำนักวัดโนนเดื่อและวัดธาตุประทับ สลับธุดงค์บ้านพานเหมือน อุดรธานี ชื่อเสียงโด่งดังปี 2562-2565 ปี 2565 ป่วยหัวใจขาดเลือด พักที่พระธาตุจอมศรี จังหวัดมหาสารคาม ได้รับตำแหน่งประธานสงฆ์วัดพระธาตุหมื่นหิน และปี 2566 เป็นเจ้าอาวาส

ผลงานบุญที่หลวงปู่ศิลาสร้างไว้มากมาย

  • สร้างเสนาสนะ โรงพยาบาล สถานศึกษาให้พระเณรและนักเรียน
  • ช่วยเหลือสังคมมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท
  • เป็นองค์อุปถัมภ์วัดหลายแห่ง
  • เมตตาสร้างธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา

หลวงปู่ศิลาเป็นพระที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง แม้ลาออกแต่ยังคงเป็นที่เคารพรัก เปิดประวัติ หลวงปู่ศิลา ทำให้เราเห็นถึงความมานะและเมตตาที่ท่านมี

สุดท้ายนี้ หลวงปู่ศิลาคือแบบอย่างของพระนักพัฒนา หากคุณชื่นชอบประวัติพระเกจิท่านนี้ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน และติดตามข่าวสารพระเครื่องเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – เปิดประวัติ “หลวงปู่ศิลา” พระเกจิดัง ลาออกตำแหน่งเจ้าอาวาส “วัดพระธาตุหมื่นหิน”

พิษน้ำมันแพง-ของขาด กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์อ่วม

ในช่วงนี้ พิษน้ำมันแพง-ของขาด กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์อ่วม อย่างหนัก ผู้ค้าต้องปรับตัวรับมือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด บรรยากาศการค้าขายที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงา โดยเฉพาะในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกรามชื่อดังของภาคอีสาน ปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนและราคาแพง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่ง ทำให้พ่อค้าคนกลางไม่กล้ารับออร์เดอร์ไกลๆ กลัวรถหมดน้ำมันกลางทาง สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก

พิษน้ำมันแพง-ของขาด กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์อ่วม

จากรายงานเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 พบว่าภาวะน้ำมันขาดตลาดต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ได้ขยายผลกระทบไปยังธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะการค้าขายกุ้งก้ามกรามในกาฬสินธุ์ ที่ปกติจะคึกคักในวันหยุดสุดสัปดาห์ มีออร์เดอร์จากศูนย์อาหาร สวนอาหาร และจุดพักรถนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ตอนนี้บรรยากาศจับกุ้งและจำหน่ายกลับเงียบเชียบ ผู้เลี้ยงกุ้งและพ่อค้าต่างกังวลหนัก

กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์เป็นสินค้าของฝากยอดนิยม โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวหรือเทศกาล แต่ด้วยสถานีบริการน้ำมันที่น้ำมันไม่พอเติม รถส่งกุ้งต้องลดรอบส่ง ลดความเสี่ยงในการขนส่งไกล พ่อค้าต้องเช็คน้ำมันบ่อยๆ และขอให้ลูกค้าเพิ่มปริมาณสั่งซื้อต่อเที่ยว เพื่อประหยัดค่าน้ำมันและเวลา

ผลกระทบจากพิษน้ำมันแพง-ของขาด ต่อผู้ประกอบการ

นายณัฐวุฒิ วิริยสถิตย์กุล อายุ 42 ปี ตัวแทนจำหน่ายอาหารและพ่อค้าคนกลางที่บ้านตูม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เล่าว่า ปัญหานี้ทำให้ธุรกิจค้าขายกุ้งก้ามกรามได้รับผลกระทบหนัก ต้องปรับลดรอบส่ง และขอให้ร้านอาหารสั่งเพิ่มจาก 50 กก. เป็น 100 กก. ต่อเที่ยว เพื่อให้คุ้มทุนน้ำมัน ทุกคนในวงการต่างหวั่นใจ หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงช่วงสงกรานต์ ยอดขายจะตกต่ำ นักท่องเที่ยวลดลง เศรษฐกิจท้องถิ่นจะซบเซา รายได้หายไปมหาศาล

เกษตรกรและพ่อค้าส่งกุ้งต่างจังหวัดเดือดร้อนหนัก

นายอาทิตย์ ภูบุญเติม อายุ 54 ปี เกษตรกรและพ่อค้าขายส่งกุ้งก้ามกราม กล่าวว่า ปกติส่งกุ้งสดไปทั่วภาคอีสาน สัปดาห์ละหลายเที่ยว ค่าน้ำมันวันละ 1,000 บาท แต่ตอนนี้เติมได้แค่น้ำมัน 300 บาท เพราะปั๊มบอกหมด ต้องลุ้นหาปั๊มอื่น ไม่กล้ารับออร์เดอร์ไกลเพราะเสี่ยงหมดน้ำมันระหว่างทาง ส่งผลให้บรรยากาศจับกุ้งเงียบผิดปกติ

  • ลดยอดขาย: ออร์เดอร์จากต่างจังหวัดหายไป
  • เพิ่มต้นทุน: ค่าน้ำมันแพงและเสี่ยงขาดแคลน
  • กระทบฤดูท่องเที่ยว: หวั่นสงกรานต์ขายไม่ออก
  • เศรษฐกิจท้องถิ่น: เกษตรกรรายได้ลด รายจ่ายยังสูง

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่กาฬสินธุ์ แต่ลุกลามทั่วภาคอีสาน กุ้งก้ามกรามซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน ต้องเผชิญความไม่แน่นอน สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและปัญหาการนำเข้าน้ำมันในประเทศ ทำให้ปั๊มขาดแคลน ผู้ประกอบการต้องปรับตัว เช่น หันขายในท้องถิ่นมากขึ้น ใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่เพื่อลดเที่ยว หรือหันไปใช้ทางเลือกอื่นอย่างการแช่แข็งส่ง EMS แต่ก็มีต้นทุนเพิ่ม

นอกจากนี้ ยังมีผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ผู้เลี้ยงที่จับกุ้งไม่ได้ราคา ไปจนถึงร้านอาหารที่ขาดวัตถุดิบสดใหม่ หากไม่แก้ไขด่วน อาจกระทบการท่องเที่ยวสงกรานต์ที่กาฬสินธุ์ซึ่งมีนักเดินทางจำนวนมาก หวังเป็นของฝาก

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ พิษน้ำมันแพง-ของขาด กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์อ่วม นี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาพลังงานให้เข้าที่ โดยอาจเพิ่มการสำรองน้ำมัน สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น หรือให้เงินอุดหนุนค่าน้ำมันขนส่งสินค้าเกษตร หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้บริโภค ลองสนับสนุนสินค้าท้องถิ่น สั่งซื้อจากร้านใกล้บ้าน หรือแชร์ข่าวนี้เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้และดำเนินการด่วน!

ที่มา – พิษน้ำมันแพง-ของขาด กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์อ่วม ผู้ค้าไม่กล้ารับออร์เดอร์ไกล

ธนพร ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่สนใจการเมืองไทย วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ที่กำลังเป็นประเด็นฮือฮาในวงการเมืองเลย นั่นคือ ธนพร ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย หลังจากที่มีดราม่าปมซื้อเครื่องบินของ “สุริยะ” ต่อจาก “เบน สมิธ” ซึ่งหลายคนตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงกับทุนสีเทา รศ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง ได้ออกมาท้าทายพรรคประชาชนให้แสดงจุดยืนชัดเจน อย่าให้แคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” กลายเป็นแค่คำขอคะแนนเสียงเท่านั้นเอง

ธนพร ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ธนพร มองว่าหลังเลือกตั้งจบแล้ว การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นขั้นต่อไป ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้อันดับ 1 โอกาสจัดตั้งรัฐบาลกว้างมากเพราะไม่มีเงื่อนไขยุ่งยาก แต่ถ้าพรรคประชาชนได้ที่ 1 ควรเจรจากับภูมิใจไทยก่อนเลย และที่สำคัญ พรรคประชาชนต้องประกาศตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า จะไม่จับมือกับเพื่อไทย เพื่อยืนยันสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ที่เคยชูมาตลอด

ทำไมถึงต้องท้าแบบนี้? เพราะพรรคประชาชนเคยประกาศไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรมแล้ว และแคมเปญนี้เน้นต่อต้านทุนสีเทา การเมืองสะอาด แต่ตอนนี้เพื่อไทยโดนจับตาหนัก จากหลายประเด็น เช่น ข้อครหาเชื่อมโยงทุนสีเทา คดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลของอดีตรัฐมนตรีดิจิทัล และผู้สมัคร ส.ส. กาฬสินธุ์ที่ถูกหาว่าเกี่ยวพนันออนไลน์

ปมสุริยะซื้อเครื่องบินจากเบน สมิธ สะเทือนวงการ

ประเด็นร้อนสุดคือกรณี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย ซื้อเครื่องบินต่อจาก นายเบน สมิธ ที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา และอาจโยงไปถึงเส้นเงินของ “ยิม เลียก” กลุ่มทุนสีเทาใหญ่โต รศ.ธนพร บอกชัด ถ้าพรรคประชาชนอยากยืนยัน “มีเรา ไม่มีเทา” จริง ต้องตัดเพื่อไทยออกจากสมการจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่แรก มิฉะนั้นจะถูกมองว่าเป็นแค่กลยุทธ์หาเสียง

  • พรรคประชาชนต้องประกาศจุดยืนชัดเจนก่อนเลือกตั้ง
  • หลีกเลี่ยงพรรคที่มีข้อครหาทุนสีเทา
  • เจรจากับพรรคที่โปร่งใสอย่างภูมิใจไทยก่อน
  • ย้ำแคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” ให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่วาทกรรม

รศ.ธนพร ยังแซวด้วยว่า ถ้านายสุริยะเป็น “อาเจ็ก” ของนายธนาธร แล้วยังตีมึนร่วมรัฐบาลกัน ประชาชนก็ตั้งคำถามได้เต็มที่ว่า คำขวัญนี้เป็นแค่เครื่องมือขอคะแนนหรือเปล่า สถานการณ์การเมืองตอนนี้ตึงเครียดมาก พรรคไหนจะได้จัดตั้งรัฐบาล ขึ้นอยู่กับการเจรจาและจุดยืนที่ชัดเจน

ส่วนตัวผมคิดว่า การเมืองไทยควรมีจุดยืนต่อต้านทุนสีกเทาให้จริงจังกว่านี้ เพราะปัญหาสแกม พนันออนไลน์ ส่งผลกระทบประชาชนโดยตรง ถ้าพรรคประชาชนทำตามที่ธนพรท้า ธนพร ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย มันจะเป็นสัญญาณดีให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นภาพชัด คุณล่ะคิดยังไง? พรรคประชาชนจะกล้าประกาศไหม หรือจะเงียบเพื่อโอกาสจัดตั้งรัฐบาล?

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกเรา และอย่าลืมแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – อย่าให้เป็นแค่คำขอคะแนน “ธนพร” ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย ย้ำแคมเปญ มีเรา ไม่มีเทา

เชิดชูเกียรติ จ.ส.อ.พลพร นักรบมะเขือ สู้จนวินาทีสุดท้าย

เรื่องราวสุดอาลัยของ “จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร” นักรบภูมะเขือจากกาฬสินธุ์ ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแต่ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย

เชิดชูเกียรติ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ ผู้เสียสละเพื่อชาติ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพ จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร อายุ 42 ปี ทหารกล้าสังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา จ.ยโสธร ที่บ้านเกิดใน ม.9 ต.นามะเขือ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์

จ.ส.อ.พลพร เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ หลังจากปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญที่ภูมะเขือ ในเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้จะทราบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่ก็ยังคงยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยจนถึงที่สุด

บรรยากาศในงานศพเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ข้าราชการทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาร่วมงานและแสดงความเสียใจต่อการจากไปของวีรบุรุษผู้เสียสละ

นางหนูพลอย ทาบรรหาร ผู้เป็นแม่เล่าว่า ลูกชายรับราชการทหารมากว่า 20 ปี มีภรรยาและลูกชายที่กำลังศึกษาอยู่ที่ จ.ยโสธร จ.ส.อ.พลพร จับได้ใบแดงและเข้ารับราชการทหาร ก่อนจะสอบเป็นนายสิบและประจำการอยู่ที่ จ.ยโสธร

การเสียสละของ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ

ก่อนเกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ส.อ.พลพร ได้เข้ารับการตรวจร่างกายและพบก้อนเนื้อที่ตับ ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3-4 หรือระยะสุดท้ายแล้ว แม้จะมีอาการปวดท้องบ้าง แต่ จ.ส.อ.พลพร ไม่เคยปริปากบ่นให้ใครได้ยิน เนื่องจากเป็นคนที่มีความอดทนสูงและไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น

ในช่วงระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเกิดการปะทะกัน จ.ส.อ.พลพร ได้บอกกับแม่ว่าจะขอทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติให้ถึงที่สุด และจะดูแลทีมงานที่สู้รบด้วยกันให้ดีที่สุดที่ภูมะเขือ แม้แม่จะขอให้กลับมารักษาตัว แต่ จ.ส.อ.พลพร ก็ยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่จนกว่าเหตุการณ์จะสงบ โดยกล่าวว่าหากต้องตาย ก็ขอตายในชุดทหารออกรบ

หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จ.ส.อ.พลพร จึงได้เดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ และเสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568

นางหนูพลอยกล่าวว่า แม้จะเสียใจกับการจากไปของลูกชาย แต่ก็ภูมิใจที่ลูกชายได้ทำหน้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ปกป้องความปลอดภัยของคนไทยจนถึงวินาทีสุดท้าย โดยไม่ห่วงชีวิตของตนเอง และให้ความสำคัญกับประเทศชาติและเพื่อนร่วมทีมมากกว่า

ทางครอบครัวจะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี และมีพิธีฌาปนกิจในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568

นางหนูพลอยยังกล่าวขอบคุณหน่วยทหารต้นสังกัด ผู้บังคับบัญชา เพื่อนทหาร รุ่นน้อง เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครองอำเภอสหัสขันธ์ ที่ให้ความช่วยเหลือในการจัดงานศพ จ.ส.อ.พลพร เป็นอย่างดี

สิบเอกธีระพงษ์ ประทุม ทหารรุ่นน้องในทีม กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้ร่วมงานและร่วมสู้รบกับ จ.ส.อ.พลพร ซึ่งเป็นทั้งพี่ชาย หัวหน้าทีม และเพื่อนที่ดูแลน้องๆ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา และได้ทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มความสามารถ ไม่ทิ้งเพื่อน ไม่ทิ้งน้อง แม้ตนเองจะเจ็บป่วย ซึ่งตนและเพื่อนๆ จะไม่มีวันลืมความดีของ จ.ส.อ.พลพร

เรื่องราวของ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทย ที่พร้อมจะปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยชีวิต

ขอสดุดีวีรกรรมของ จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร ผู้ที่เสียสละทั้งชีวิตเพื่อชาติไทย และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของท่าน

ที่มา – เชิดชูเกียรติ “จ.ส.อ.พลพร” นักรบภูมะเขือ ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแต่ขอสู้เพื่อแผ่นดินไทย

แสนสะท้านยัน! ป้องกันตัวฮุคซ้ายคู่กรณีร่วง

จากกรณีเหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นในงานประเพณีแข่งเรือที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับยอดมวยชื่อดัง “แสนสะท้าน พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ล่าสุด แสนสะท้านยัน! ป้องกันตัวฮุคซ้ายคู่กรณีร่วง เพราะเห็นว่าจำเป็นต้องปกป้องตัวเองและทีมงาน

แสนสะท้านยัน! ป้องกันตัวฮุคซ้ายคู่กรณีร่วง

เรื่องราวเริ่มต้นจากกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่พยายามขึ้นไปเต้นบนลำโพงหน้าเวทีหมอลำคณะดอกเหมยเพ็ญนภา สมสุข และเมื่อถูกตักเตือนก็เกิดความไม่พอใจ จนนำไปสู่การบุกเข้าไปในพื้นที่หลังเวที ซึ่งขณะนั้นเองที่นายสุทิวัส เช่นพิมาย หรือ “แสนสะท้าน พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม” อดีตแชมป์โลกมวยไทย อยู่ในเหตุการณ์และพยายามเข้าไประงับเหตุ

จากการให้สัมภาษณ์ของแสนสะท้าน เผยว่า กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวได้พยายามที่จะทำร้ายทีมงานของหมอลำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ทำให้เขาต้องเข้าไปปกป้อง และในการชุลมุนนั้นเอง เขาได้ชกไปที่ใบหน้าของวัยรุ่นคนหนึ่งจนล้มลง ทำให้เกิดความวุ่นวายมากยิ่งขึ้น

“ผมเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องป้องกันตัวและปกป้องทีมงานจริงๆ ครับ” แสนสะท้านกล่าว “พวกเขาพยายามที่จะเข้ามาทำร้ายร่างกายพวกเรา ผมไม่มีทางเลือกอื่น”

ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ เผยชนวนเหตุ

พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ชนวนเหตุของเรื่องมาจากความมึนเมาและคึกคะนองของกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงอาจจะมีความรู้สึกอับอายที่ถูกตักเตือนให้ลงจากลำโพง ทำให้เกิดการโต้เถียงและนำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว

หลังจากเกิดเหตุการณ์ แสนสะท้านยัน! ป้องกันตัวฮุคซ้ายคู่กรณีร่วง ก็ได้เข้าให้ปากคำกับตำรวจ สภ.กมลาไสย พร้อมกับยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของทีมงาน

“ผมอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการคดีนี้อย่างเต็มที่ เพราะผมและทีมงานรู้สึกไม่ปลอดภัย” แสนสะท้านกล่าว

เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล โดยมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับการกระทำของแสนสะท้านที่ปกป้องทีมงาน และผู้ที่เห็นว่าการใช้กำลังเป็นสิ่งที่เกินเลย

อย่างไรก็ตาม แสนสะท้านยังคงยืนยันว่า เขาทำไปเพราะมีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องตัวเองและทีมงาน และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นที่ถกเถียงกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหา และการเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันในสังคม

แสนสะท้านยัน! ป้องกันตัวฮุคซ้ายคู่กรณีร่วง เพราะสถานการณ์บีบบังคับ แต่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการใช้กฎหมายเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

ที่มา – ยอดมวย “แสนสะท้าน” ยัน จำเป็นที่ต้องป้องกันตัว ฮุคซ้ายเข้าปลายคางคู่กรณีร่วง

5 ข้อหา! แก๊งวัยรุ่นกระทืบทีมงานหมอลำดัง

กลายเป็นข่าวใหญ่โต! แก๊งวัยรุ่น 6 คนถูกจับกุมหลังก่อเหตุทำร้ายร่างกายทีมงานหมอลำชื่อดัง “ดอกเหมยเพ็ญนภา สมสุข” ขณะทำการแสดงในงานประเพณีแข่งเรือที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวไม่พอใจที่ถูกเตือนเรื่องการขึ้นไปเต้นบนลำโพงหน้าเวที “แสนชัย” และ “ดอกเหมย” ยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพื่อเป็นตัวอย่าง ในขณะที่กลุ่มวัยรุ่นยอมรับผิดและกล่าวขอโทษ โดยอ้างว่าเกิดจากอาการมึนเมา เบื้องต้น ตำรวจได้แจ้ง 5 ข้อหา

จากกรณีแก๊งวัยรุ่นกระทืบทีมงานหมอลำดังดอกเหมยเพ็ญนภา สมสุข ที่กำลังแสดงในงานประเพณีแข่งเรือ อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ หลังจากถูกเตือนห้ามเต้นบนลำโพงหน้าเวที นายสุทิวัส เช่นพิมาย หรือ “แสนสะท้าน พีเคแสนชัยมวยไทยยิม” อดีตแชมป์โลกมวยไทย ได้พยายามเข้าปกป้องทีมงาน ทำให้เกิดการชุลมุนขึ้น ทีมงานหมอลำและประชาชนได้บันทึกคลิปเหตุการณ์และเผยแพร่ในโลกโซเชียล พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ ได้สั่งการให้ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐานและนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ได้ลงพื้นที่ติดตามคดีและเข้าพบกับผู้เสียหาย แสนสะท้าน และดอกเหมย พร้อมทีมงานหมอลำ ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมในการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุทุกราย

จากนั้น พล.ต.ต.ศิรสัณห์ ได้สอบถามกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุ หลังจากที่เข้ามอบตัว และชุดสืบสวน สภ.กมลาไสย ร่วมกับชุดสืบสวน ภ.จว.กาฬสินธุ์ ได้จับกุมผู้ก่อเหตุได้ 6 คน

ภาพเหตุการณ์แก๊งวัยรุ่นกระทืบทีมงานหมอลำดัง

พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย กล่าวว่า หลังได้รับรายงานเหตุการณ์ ได้สั่งการให้ตำรวจเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็ว เบื้องต้นจับกุมได้ 6 คน ได้แก่ 1.นายจักรพงษ์ นาชัยดี อายุ 26 ปี 2.นายณัฐพงศ์ กุดวิเทศ อายุ 31 ปี 3.ชัยวิวัฒน์ วันดี อายุ 35 ปี 4.นายมนูญ อนันเอื้อ อายุ 26 ปี 5.นายอภิสิทธิ์ เลิศล้ำ อายุ 30 ปี และ 6.นายศุภชัย มองทรัพย์ อายุ 30 ปี

ผู้ต้องหาแก๊งวัยรุ่นกระทืบทีมงานหมอลำดัง

พล.ต.ต.ศิรสัณห์ กล่าวต่อว่า จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ต้องหายอมรับว่าก่อเหตุจริง โดยอ้างว่าดื่มสุราจนเมาและรู้สึกเสียหน้าที่ถูกเตือนไม่ให้ขึ้นไปเต้นบนลำโพงหน้าเวที ชัยวิวัฒน์ ตัวแทนกลุ่มผู้ก่อเหตุ ได้กล่าวขอโทษและยกมือไหว้ขอโทษ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ได้แก่ 1.ทำให้เสียทรัพย์ 2.ร่วมกันบุกรุก 3.ร่วมกันทำร้ายร่างกาย 4.พกพาอาวุธมีดไปในชุมชนเมืองหมู่บ้าน และ 5.ร่วมกันทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ นอกจากนี้ ยังได้นำตัวผู้ต้องหาไปตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด หากพบสารเสพติด จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติม

นายสุทิวัส เช่นพิมาย หรือแสนสะท้าน พีเคแสนชัยมวยไทยยิม และนางสาวเพ็ญนภา จิตงาม หรือดอกเหมยเพ็ญนภา สมสุข ได้เข้าให้ปากคำกับตำรวจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

นายสุทิวัส กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ มีคนแจ้งว่ามีกลุ่มวัยรุ่นเต้นอยู่บนเวทีหน้าลำโพง และการ์ดของวงได้เตือนจนเกิดความไม่พอใจ จากนั้นกลุ่มวัยรุ่นได้พยายามบุกเข้ามาด้านหลังเวที ซึ่งมีแต่หางเครื่องผู้หญิงและทีมงานผู้ชายบางส่วน ตนจึงพยายามห้ามและปกป้องทีมงาน ทำให้ต้องป้องกันตัวและปกป้องทีมงาน

แสนสะท้านและดอกเหมยให้ปากคำกับตำรวจ

นางสาวเพ็ญนภา จิตงาม กล่าวว่า ทีมงานตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน จึงอยากให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

แก๊งวัยรุ่นกระทืบทีมงานหมอลำดัง

เหตุการณ์ แก๊งวัยรุ่นกระทืบทีมงานหมอลำดัง ครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญว่าการขาดสติ และความมึนเมานำมาซึ่งปัญหามากมาย ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แต่ยังส่งผลเสียต่อตนเองอีกด้วย การเคารพกฎหมายและให้เกียรติผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรตระหนัก

ข้อหาหนัก! รุมทำร้ายทีมงานหมอลำดัง

.

แก๊งวัยรุ่นกระทืบทีมงานหมอลำดัง ถือเป็นอุทาหรณ์สะท้อนสังคมให้เห็นถึงความสำคัญของการควบคุมอารมณ์และการยับยั้งชั่งใจ การกระทำที่ขาดสติเพียงชั่ววูบอาจนำมาซึ่งผลเสียร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและอนาคตของตนเองและผู้อื่น

ที่มา – โดน 5 ข้อหา แก๊งวัยรุ่นกระทืบทีมงานหมอลำดัง เมาเสียหน้า ถูกเตือนห้ามเต้นบนลำโพง

พายุคาจิกิ ทำน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่ง: นาข้าวเสียหาย

อิทธิพลจาก พายุคาจิกิ ทำน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่ง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรในจังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้เกิดความเสียหายต่อนาข้าวของชาวบ้านกว่า 200 ไร่ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่บริเวณใกล้เคียงเทือกเขาภูพาน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่สถานการณ์จะรุนแรงขึ้นหากมีฝนตกลงมาเพิ่มเติม

รายงานข่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ระบุว่า พายุไต้ฝุ่นคาจิกิได้นำมาซึ่งฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของจังหวัดกาฬสินธุ์ การติดตามสถานการณ์น้ำฝนอย่างใกล้ชิดในช่วงกลางดึกของวันที่ 25 สิงหาคม และช่วงเย็นของวันที่ 26 สิงหาคม พบว่าปริมาณน้ำในลำห้วยลำพะยัง บริเวณอำเภอเขาวง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเทือกเขาภูพาน มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากลำห้วยลำพะยังเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมนาข้าวของประชาชนในพื้นที่อำเภอนาคู และอำเภอเขาวง ครอบคลุม 5 ตำบล 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านกุดตาใกล้ ตำบลสายนาวัง อำเภอนาคู, บ้านหนองห้าง ตำบลโนนนาจาน อำเภอนาคู, บ้านส้มป่อย ตำบลสระพังทอง อำเภอเขาวง, บ้านโพนสวาง ตำบลกุดสิมคุ้มใหม่ อำเภอเขาวง และบ้านโนนศาลา ตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ปริมาณน้ำ ในลำห้วยลำพะยัง ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะสูงขึ้นอีกหากมีฝนตกต่อเนื่อง

จากการสำรวจพื้นที่ล่าสุด พบว่าปริมาณน้ำในลำห้วยลำพะยังอยู่ในระดับสูง กระแสน้ำไหลเชี่ยว และเอ่อท่วมนาข้าวของประชาชนไปแล้วเกือบ 200 ไร่

นายกาย วิลาศรี ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองห้าง หมู่ที่ 4 ตำบลโนนนาจาน อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำในลำน้ำลำพะยังยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความกังวลว่าหากมีฝนตกลงมาซ้ำอีก สถานการณ์น้ำท่วมอาจขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ราบลุ่มริมลำน้ำลำพะยังให้เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพไปยังที่สูงหากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

พายุคาจิกิ ทำน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่ง

ผลกระทบจากเหตุการณ์ พายุคาจิกิ ทำน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่ง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความเสียหายต่อนาข้าวเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย การสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะมันหมายถึงการสูญเสียรายได้และแหล่งอาหารที่สำคัญของครอบครัว

การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัย

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ การช่วยเหลือเบื้องต้น ได้แก่ การจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลือด้านการเงินและการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยเป็นไปอย่างเหมาะสม

พายุคาจิกิ ทำน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่ง เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของพื้นที่เกษตรกรรมต่อภัยธรรมชาติ การเตรียมความพร้อมและการปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างระบบเตือนภัยที่แม่นยำ การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และการส่งเสริมการทำเกษตรแบบผสมผสาน เป็นแนวทางที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายจากภัยธรรมชาติได้

อนาคตของเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัยขึ้นอยู่กับการเรียนรู้และปรับตัวจากประสบการณ์ที่ผ่านมา การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถฟื้นตัวจากความเสียหายและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ในระยะยาว

ที่มา – อิทธิพล “พายุคาจิกิ” ทำน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่ง ท่วมนาข้าวชาวบ้านกว่า 200 ไร่

Scroll to top