กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

บิ๊กต่ายย้ำ! วันตำรวจไม่ใช่วันหยุด ทำงานเพื่อชาติ

บิ๊กต่าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ขอบคุณตำรวจทั่วประเทศ เนื่องในวันตำรวจ 2568 ย้ำ “วันตำรวจไม่ใช่วันหยุด” แต่คือวันที่ต้องทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ พร้อมให้คำมั่น “ฟื้นศรัทธาประชาชน”

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ในวันนี้ ขอขอบคุณเพื่อนข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจนถึงผู้ปฏิบัติงาน พวกเราได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เสียสละเวลาที่จะต้องอยู่กับครอบครัว หรือมีความสุขส่วนตัว แต่ท่านใช้เวลาดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนจนประสบความสำเร็จในหลายมิติ หลายด้าน

พร้อมกันนี้ ขอฝากถึงพี่น้องข้าราชการตำรวจทุกคน ว่า เราเป็นข้าราชการตำรวจ เรามีความจำเป็นที่จะต้องเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ตามบทบาทและหน้าที่ของเรา เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความสบายใจ สุขใจ มีความสงบสุขเกิดขึ้นในสังคม อยากให้พวกเราร่วมมือร่วมใจ และก้าวไปด้วยกันด้วยการที่เราใช้ mindset ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องเกิดขึ้นจากส่วนลึกภายในใจ ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกคนยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก

ในขณะเดียวกันก็อยากจะฝากให้ทุกท่านได้มีการพัฒนาตัวเอง ในหน้าที่ของท่านเอง ทั้งเรื่องของวิชาชีพการสอบสวน สืบสวน การป้องกันปราบปราม ตลอดจนชุดปฏิบัติการพิเศษ เพราะอาชญากรรมมีการเปลี่ยนแปลงไปในหลายรูปแบบ ให้มีมาตรการที่ดี ที่เข้มข้น ซึ่งหากจะเกิดอะไรขึ้นก็อยากให้ท่านได้ทำหน้าที่ในบทบาทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ให้ดีที่สุด

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังกล่าวฝากถึงพี่น้องประชาชนเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ว่า สำหรับพี่น้องประชาชน ตนจะนำพาข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาจากพี่น้องประชาชนกลับมา ในตลอดระยะเวลาที่ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่ง “วันตำรวจ” ไม่ใช่วันหยุดสำหรับตำรวจ แต่ถือว่าเป็นวันที่เราต้องทำงานเพื่อประเทศชาติและเพื่อพี่น้องประชาชน ขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านได้โปรดเชื่อมั่น และสามารถแจ้งข้อมูลข่าวสารมายังหน่วยงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้

โอกาสนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุข และหวังว่าในอนาคตจะมีความสงบสุขเกิดขึ้นในประเทศของเรา และทุกท่านอยู่ดีมีสุขตลอดไป

วันตำรวจไม่ใช่วันหยุด

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เน้นย้ำเนื่องในโอกาสวันตำรวจไม่ใช่วันหยุดว่า วันนี้เป็นวันที่ตำรวจทุกคนต้องทำงานอย่างหนักเพื่อประเทศชาติและประชาชน การปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ความสำคัญของวันตำรวจไม่ใช่วันหยุด

หลายคนอาจมองว่าวันตำรวจคือวันหยุดพักผ่อน แต่ในความเป็นจริงแล้ว วันตำรวจไม่ใช่วันหยุด แต่เป็นวันที่ตำรวจทุกคนต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันอาชญากรรม การสืบสวนสอบสวน หรือการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความศรัทธาของประชาชนต่อตำรวจ โดยการปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในกฎหมาย นอกจากนี้ยังเน้นย้ำให้ตำรวจทุกนายพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีความพร้อมในการรับมือกับอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

การทำงานหนักและความเสียสละของตำรวจเป็นสิ่งที่ควรได้รับการยกย่องและให้กำลังใจ การสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จะช่วยให้ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วันตำรวจไม่ใช่วันหยุด แต่เป็นวันที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเสียสละของตำรวจในการปกป้องและดูแลประชาชน พวกเราทุกคนควรให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของตำรวจ เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่

ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อความสงบสุขของสังคมไทยนะคะ

ที่มา – บิ๊กต่าย ย้ำ “วันตำรวจไม่ใช่วันหยุด” แต่คือวันที่ต้องทำงาน เพื่อประเทศชาติและประชาชน

บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 สำหรับตำรวจไทย

บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 สำหรับตำรวจไทย

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิ๊กต่าย” ได้มอบนโยบายบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ต่อข้าราชการตำรวจระดับสูงจำนวน 338 นาย ณ ห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นโยบายนี้เน้นย้ำว่า บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 เพื่อให้ตำรวจไทยก้าวไปข้างหน้า สู่การเป็นองค์กรที่นำสมัย มีประสิทธิภาพ และครองใจประชาชน

ก่อนเริ่มมอบนโยบาย บิ๊กต่ายได้แสดงความขอบคุณต่อข้าราชการตำรวจทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในปีงบประมาณ 2568 อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในภารกิจปกป้องอธิปไตย รักษาความปลอดภัยชายแดน และขับไล่ผู้รุกราน เขายังยกย่องความกล้าหาญของตำรวจที่เสียสละ พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยดูแลสวัสดิการครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบ

บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69

บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69: วิสัยทัศน์และนโยบายหลัก

วิสัยทัศน์ประจำปี 2569 คือ “เป็นตำรวจมืออาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน” นโยบายยังคงฐานจาก 15 ข้อของปีก่อน แต่เพิ่ม “1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด และ 9 ก้าวหน้า (STEP)” เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

1 ยึดมั่น: พิทักษ์และปกป้องชาติ

1 ยึดมั่น คือการยึดมั่นในการพิทักษ์ ปกป้อง รักษา และเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ รวมถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชน นี่เป็นรากฐานสำคัญที่บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น

6 เร่งรัด: เร่งดำเนินการเร่งด่วน

  • ขับเคลื่อนและส่งเสริมโครงการพระราชดำริ
  • ปรับปรุงสวัสดิการตำรวจและครอบครัว
  • พัฒนางานสอบสวนให้มีประสิทธิภาพ
  • ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่กระทบประชาชน
  • กวดขันและเสริมสร้างวินัยจราจร
  • วางแผนเตรียมการด้านสาธารณภัย

ทั้ง 6 เรื่องนี้เป็นภารกิจที่ต้องเร่งรัด เพื่อให้การทำงานของตำรวจไทยตอบโจทย์สังคมปัจจุบันได้ทันท่วงที

นโยบายตำรวจปี 69

9 ก้าวหน้า (STEP): ก้าวสู่ตำรวจสมัยใหม่

9 ก้าวหน้า มาจากแนวคิด STEP (Smart, Transparency, Efficiency, People) ซึ่งหมายถึง “พวกเราจะก้าวไปข้างหน้า ด้วยกันอย่างมั่นคง” โดยมี 9 หัวข้อพัฒนาหลัก:

  1. One Police: พัฒนาระบบเทคโนโลยีตำรวจที่เป็นหนึ่งเดียว ลดขั้นตอนการทำงาน
  2. เทคโนโลยีตรวจและวิเคราะห์อาชญากรรม: สายตรวจอัจฉริยะด้วย AI และอุปกรณ์ทันสมัย
  3. ฐานข้อมูล Big Data ในงานสืบสวน: รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผู้กระทำผิด
  4. พัฒนาแก้ไขปัญหางานสอบสวน: ช่องทางเติบโตชัดเจน เทคโนโลยีปลอดภัยข้อมูล
  5. วางระบบจราจรและสื่อสารประชาชน: บริหารด้วยเทคโนโลยี โปร่งใส
  6. พัฒนาระบบรับเรื่องร้องทุกข์: ปรับปรุงสถานีตำรวจและ Jcoms
  7. นำเครื่องมือพิเศษสนับสนุนความมั่นคง: พัฒนาการข่าวชายแดนใต้ ปราบปรามต่างด้าว
  8. มีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้: ระบบติดตามพฤติกรรมเจ้าหน้าที่
  9. Service Mind: ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง สร้างพันธมิตรและการมีส่วนร่วม
STEP นโยบายตำรวจ

นอกจากนี้ บิ๊กต่ายยังกำชับให้ตำรวจติดตามสถานการณ์ทุกช่องทาง สื่อสารกับประชาชนอย่างรวดเร็ว โปร่งใส หากมีปัญหาภาพลักษณ์ต้องชี้แจงทันที และพิจารณาความรับผิดชอบหัวหน้าหน่วย รอง ผบ.ตร. แต่ละสายจะขับเคลื่อนตามแผน 1-3-6-9 เดือน

นโยบายนี้ไม่เพียงยกระดับการทำงาน แต่ยังเน้นการดูแลประชาชนให้เกิดความผาสุก สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของบิ๊กต่าย

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายปี 69 นี้เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ตำรวจไทยใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น หากนำไปปฏิบัติจริง จะช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัยและไว้วางใจได้ ลองติดตามความคืบหน้าของนโยบายเหล่านี้ และมีส่วนร่วมรายงานปัญหาเพื่อช่วยเหลือสังคม

ที่มา – บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 ย้ำตำรวจไทยต้องก้าวไปข้างหน้า เป็นองค์กรที่นำสมัย ครองใจประชาชน

ผบ.ตร. เผยเสาเข็ม สน.สามเสน เสียหาย เร่งหาสาเหตุ

จากเหตุการณ์ถนนทรุดตัวครั้งใหญ่บริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิระพยาบาล ถนนสามเสน สร้างความตกใจและส่งผลกระทบต่อการจราจรอย่างหนัก ล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับความเสียหายของอาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสน

ผบ.ตร. เผยเสาเข็มด้านหน้าอาคาร สน.สามเสน เสียหาย 2 ต้น กำชับหาสาเหตุถนนทรุด พร้อมสั่งการด่วน 3 เรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุ ถนนทรุด ครั้งนี้

เหตุการณ์ ถนนทรุด บริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิระฯ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง มีหลุมขนาดใหญ่เกิดขึ้น รถยนต์ของ สน.สามเสน ตกลงไปในหลุม เสาไฟฟ้าหักโค่น ส่งผลให้การจราจรในบริเวณนั้นและพื้นที่ใกล้เคียงติดขัดอย่างหนัก

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งดำเนินการใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่

  1. อำนวยความสะดวกด้านการจราจร กำหนดเส้นทางเบี่ยง และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง โดยประสานงานกับกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด
  2. สำรวจความเสียหายของอาคาร สน.สามเสน และที่พักอาศัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ถนนทรุด โดยได้ประสานงานกับ รฟม. และบริษัทผู้ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อประเมินความเสียหายเบื้องต้น พบว่าเสาเข็มด้านหน้า สน. ได้รับความเสียหาย 2 ต้น
  3. สอบสวนหาสาเหตุของการเกิด ถนนทรุด และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย รวมถึงประสานงานกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระฯ เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือในสิ่งที่โรงพยาบาลร้องขอ

ผบ.ตร. เผยเสาเข็มด้านหน้าอาคาร สน.สามเสน เสียหาย 2 ต้น กำชับหาสาเหตุถนนทรุด

การที่เสาเข็มของ สน.สามเสน ได้รับความเสียหาย ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะส่งผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร หากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานและประชาชนที่มาติดต่อราชการได้ ดังนั้น การเร่งตรวจสอบและแก้ไขจึงเป็นสิ่งจำเป็น

นอกจากนี้ การหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิด ถนนทรุด ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และเพื่อให้สามารถวางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความเสียหายของ สน. สามเสน

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง การตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้

เหตุการณ์ ถนนทรุด ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ทั้งประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหาการจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องทำงานในสภาวะที่ไม่ปลอดภัย และโรงพยาบาลที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชนควรหันมาร่วมมือกันในการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองให้มีความแข็งแรงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ

ที่มา – ผบ.ตร.เผยเสาเข็มด้านหน้าอาคาร สน.สามเสน เสียหาย 2 ต้น กำชับหาสาเหตุถนนทรุด

จบด้วยดี! โผตำรวจ ยึด พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65

โผตำรวจจบลงด้วยดี “บิ๊กเต่า-บิ๊กต่าย” ไหว้ เคลียร์ใจ ยึด พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65

เรื่องราวการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับสูง หรือที่เรียกกันว่า โผตำรวจ นั้น ได้จบลงด้วยดี หลังจากการประชุมของคณะกรรมาธิการตำรวจสภาผู้แทนราษฎร โดยมีประเด็นสำคัญคือ การยึดมั่นใน พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65 อย่างเคร่งครัด

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้นำทีมเข้าร่วมชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการตำรวจ ถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับนายพล โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65 และกฎ ก.ตร. ปี 2567

หลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการพิจารณาประกอบด้วย 5 ข้อหลัก ได้แก่ ความอาวุโส 50% และอีก 50% พิจารณาจากความรู้ความสามารถที่เป็นที่ประจักษ์, ประวัติการรับราชการ, ผลงานหรือการปฏิบัติงาน, ความประพฤติส่วนตัวและหน้าที่ และการประเมินความพึงพอใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับโผตำรวจ และการยึด พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65

ในการประชุมครั้งนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ซึ่งเป็นผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้าย ได้เข้าร่วมรับฟังการชี้แจงจาก ผบ.ตร. และภายหลังจากการชี้แจง รอง ผบช.ก. ได้แสดงความเข้าใจและไม่ติดใจในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากมีการปรับโผให้กับหลายท่านที่เหมาะสมแล้ว

น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ประธานคณะกรรมาธิการตำรวจสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า บรรยากาศในการประชุมเป็นไปด้วยดี ไม่มีการปะทะคารมใดๆ แต่เป็นการระบายความในใจของแต่ละฝ่ายมากกว่า พร้อมทั้งได้ขอบคุณกรรมาธิการตำรวจที่เปิดพื้นที่ให้ได้มีการปรับความเข้าใจกัน

ที่สำคัญคือ หลังจากการประชุม “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้ไหว้ “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และมีการตบไหล่ จับมือกัน แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอันดีที่เกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ได้จากการประชุมครั้งนี้คือ การยืนยันว่าจะมีการยึดมั่นใน พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65 อย่างเคร่งครัด ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น เพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใส

สรุปประเด็นสำคัญ:

  • ผบ.ตร. ยืนยันการยึดมั่นใน พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65
  • มีการใช้หลักเกณฑ์ 5 ข้อในการพิจารณา
  • “บิ๊กเต่า” ไม่ติดใจ ไหว้ “บิ๊กต่าย”
  • กมธ.ตร. เน้นย้ำความสำคัญของการยึดหลักเกณฑ์เพื่อความเป็นธรรม

การที่คณะกรรมาธิการตำรวจ สภาฯ ได้พิจารณาเรื่องนี้ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานว่าในการแต่งตั้งโยกย้ายโผตำรวจ ระดับใดก็ตาม ต้องยึดหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65 เพื่อป้องกันปัญหาการร้องเรียนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความเข้าใจผิดในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน และทำให้องค์กรตำรวจสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การยึดมั่นในกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม จึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาองค์กรตำรวจให้มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง และการที่เรื่อง โผตำรวจ จบลงด้วยดี โดยมีการเคลียร์ใจและยึด พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65 เป็นหลัก ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา – โผตำรวจจบลงด้วยดี “บิ๊กเต่า-บิ๊กต่าย” ไหว้ เคลียร์ใจ ยึด พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65

กมธ.ตำรวจ เลื่อนฟังชี้แจง “โผนายพล” เหตุส่งคนแจงหลายทอด

คณะกรรมาธิการตำรวจ (กมธ.ตำรวจ) มีมติเลื่อนการฟังคำชี้แจงเรื่อง “โผนายพล” ตามคำร้องของ “บิ๊กเต่า” เนื่องจาก “บิ๊กต่าย” มอบหมายให้ “อาชยน” ชี้แจงแทน แต่กลับมีการมอบหมายให้ผู้อื่นชี้แจงแทนอีกทอด ทำให้ กมธ. เห็นว่าไม่ให้เกียรติกลไกการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ จึงเลื่อนการพิจารณาไปยังนัดหน้า และย้ำว่าผู้เกี่ยวข้องจะต้องมาชี้แจงด้วยตนเอง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร โดยมี น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการตำรวจ ทำหน้าที่ในการประชุมพิจารณาวาระเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และโยกย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (“โผนายพล”) โดยได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง อาทิ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.), พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ซึ่งมอบหมายให้ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะผู้แทน ผบ.ตร., พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ, พลตำรวจโท อนุชา รมยะนันทน์, พลตำรวจตรี ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร, ว่าที่พันตำรวจเอก อดิศักดิ์ อรพันธ์ ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เข้าร่วมชี้แจง

หลังเริ่มการประชุมได้ประมาณ 20 นาที ที่ประชุม กมธ.ตำรวจ ได้มีมติให้เลื่อนการประชุมพิจารณาเรื่องนี้ออกไปในการประชุมครั้งหน้า โดยให้เหตุผลว่าผู้มาชี้แจงไม่ได้ให้เกียรติ กมธ.ตำรวจ เนื่องจาก ผบ.ตร. มอบหมายให้ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพลมาชี้แจงแทน แต่ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพลกลับมอบหมายให้บุคคลอื่นมาชี้แจงแทนอีกทอดหนึ่ง ซ้ำยังแจ้งให้ กมธ. ทราบก่อนการประชุมเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้ออกหนังสือเชิญตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะ กมธ. ของสภาผู้แทนราษฎร และของวุฒิสภา พ.ศ. 2568 มาตรา 8 โดยยืนยันที่จะเชิญ ผบ.ตร. มาชี้แจงด้วยตนเอง

น.ส.สุณัฐชา เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การประชุมในครั้งนี้ต้องเลื่อนออกไปพิจารณาในคราวหน้า เนื่องจากมีการมอบหมายให้บุคคลอื่นมาชี้แจงแทนถึงสองชั้น กมธ.ตำรวจ จึงเห็นว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกลไกของสภาผู้แทนราษฎรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ หากเป็นการมาชี้แจงถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายปรับเลื่อนตำแหน่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร กมธ.ตำรวจ จึงมีมติเห็นพ้องกันว่าจะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงในเรื่องนี้ในการประชุมครั้งหน้า โดยจะมีการประสานงานภายในก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการออกหนังสือตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะ กมธ. ของสภาผู้แทนราษฎร และของวุฒิสภา พ.ศ. 2568 มาตรา 8 เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาและมีผลต่อวินัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องให้มาตามที่ กมธ.ตำรวจเชิญไป

ทั้งนี้ หาก พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล จะมาชี้แจงแทน ผบ.ตร. ในกรณีที่มีภารกิจ กมธ.ตำรวจก็ยินดีรับฟัง แต่ไม่เห็นด้วยกับการมอบหมายให้บุคคลอื่นมาชี้แจงแทนอีกทอด

กมธ.ตำรวจ ย้ำอำนาจตรวจสอบ “โผนายพล”

น.ส.สุณัฐชา กล่าวย้ำว่า:

“ยืนยันว่า กมธ.ตำรวจ ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติยังมีอำนาจเต็มในการตรวจสอบ อย่ามองว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ อยู่ในห้วงสูญญากาศแล้วจะทำเช่นนี้”

ทำไม กมธ.ตำรวจ ถึงให้ความสำคัญกับเรื่อง “โผนายพล”?

การพิจารณาหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของประชาชน การที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ให้ความสำคัญกับการมาชี้แจงต่อ กมธ. จึงเป็นสิ่งที่ กมธ. มองว่าไม่เหมาะสมและจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไข

การเลื่อนการพิจารณาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กมธ. ตำรวจ ในการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ และยืนยันที่จะให้มีการชี้แจงจากผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปของการพิจารณา “โผนายพล” จะเป็นอย่างไร และจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่

ที่มา – กมธ.ตำรวจ มีมติเลื่อนฟังคำชี้แจง “โผนายพล” เหตุส่งคนแจงต่อหลายทอด ชี้ไม่ให้เกียรติสภา

ก.ตร. ถกโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ เช็กรายชื่อที่นี่

ก.ตร.ถกเครียด 7 ชม. ทำโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ หลัง “ภูมิธรรม” ติดภารกิจสำคัญเร่งด่วน มอบ ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุม ก.ตร.

วันที่ 31 ส.ค. 66 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลา 15.00 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี มอบ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาวาระแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ รองผบ.ตร. จนถึง ผบก.ทั่วประเทศ ซึ่งนายภูมิธรรม เลื่อนการประชุมจากวันที่ 28 ส.ค. มาเป็นวันที่ 31 ส.ค. ซึ่งเป็นตามข้อกฎหมายของกฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565

โดยวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ส่งหนังสือด่วนที่สุด ถึงเลขานุการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ใจความว่า ข้าพเจ้าติดภารกิจสำคัญเร่งด่วน จึงไม่สามารถเข้าร่วมประชุมดังกล่าวได้ ขอให้ที่ประชุมยึดถือปฏิบัติตามข้อบังคับ ก.ตร. ว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ตร. และของคณะอนุกรรมการ ก.ตร. พ.ศ.2565 อย่างเคร่งครัด จึงเรียนมาเพื่อทราบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รายงานว่า ตำแหน่งที่ว่าง รอง ผบ.ตร. 2 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. 7 ตำแหน่ง ผบช. 16 ตำแหน่ง รองผบช. 40 ตำแหน่ง และผบก. 71 ตำแหน่งระดับ รองผบ.ตร.ว่าง 2 ตำแหน่ง พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. นรต.รุ่น 50 อาวุโส ลำดับที่ 1 ขึ้นเป็น รองผบ.ตร. และ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองจตช. นรต.รุ่น 43 อาวุโส ลำดับที่ 3 ขึ้นมาเป็น จตร.

ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 7 ตำแหน่ง

พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบช.ภ.8 นรต.รุ่น 42

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. นรต.รุ่น 50

พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 นรต.รุ่น 40

พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผบช.สง.ก.ตร. นรต.รุ่น 43

พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผบช.ส. นรต.รุ่น 42

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.ภ.2 นรต.รุ่น 41

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. นรต.รุ่น 46

ระดับผบช. ว่าง 17 ตำแหน่ง

พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย รองผบช.ก. นรต.รุ่น 47 ขยับขึ้นเป็น ผบช.ก.

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นรต.รุ่น 46 อยู่ที่เดิม พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์

รองผบช.สตม. นรต.รุ่น 41 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 นรต.รุ่น 41 ร่วมรุ่น ผบ.ตร. โยกมาเป็น ผบช.สอท.

พล.ต.ท.ศักดิ์ศิลา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.อยู่ที่เดิม

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.3 เป็น ผบช.ภ.1

พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐ์พงษ์ ผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 42 ขยับเป็น ผบช.ภ.2

พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ จตร.(สบ.8) นรต.รุ่น 42 เป็น ผบช.3

พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. นรต.รุ่น 48 เป็น ผบช.ภ.4

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 นรต.รุ่น 42 อยู่ที่เดิม

พล.ต.ท.กิตติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 42 ลูกชาย

พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ อดีตผบ.ตร.อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.สกบ.นรต.รุ่น 40 โยกมาเป็น ผบช.ภ.7

พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่กันภัย ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 41 ร่วมรุ่น ผบ.ตร. โยกมาเป็น ผบช.ภ.8

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 นรต.รุ่น 39 อยู่ที่เดิม

พล.ต.ต.ศักดิ์รพี เพรียวพานิชย์ รองผบช.นรต. นรต.รุ่น 43 เป็น ผบช.รร.นรต.

พล.ต.ต.ภาณุพงศ์ ชอบเพื่อน รองผบช.สกบ. นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.สงป.

พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น รองผบช.ก. นรต.รุ่น 42 เป็น ผบช.สทส.

พล.ต.ท.นิติธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. นรต.รุ่น 47 โยกเป็น ผบช.กมค. พล.ต.ต.ยสวินท์ หรรษมนตร์ รองผบช.ส. นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.ส.

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.สกพ. เป็น ผบช.ปส.

พล.ต.ต.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบช.ก. นรต.รุ่น 52 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. นรต.รุ่น 46 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษา รองผบช.ภ.1 นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น ผบ.ตร. เป็น ผบช.ประจำนสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.ชัยต์พจน์ สุวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2 นรต.รุ่น 43 เป็น ผบช.สกพ.

พล.ต.ต.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร รอง ผบช.สง.กตร.เป็น ผบช.ก.ตร. พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ พตร. อยู่ที่เดิม

พล.ต.ท.อาทิชา เปาร์อินทร์ ผบช.สพฐ.ตร. นรต.รุ่น 44 อยู่ที่เดิม

พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา รองผบช.ภ.8 นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.สยศ.

พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.ภ.1 นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณย รองผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 เป็น ผบช.ตชด.

ระดับ รองผบช.และผบก. หน่วยหลัก

พล.ต.ต. อธิป พงษ์ศิวาภัย ผบก.ปอท. นรต.รุ่น 50 เป็น รองผบช.ก.

พล.ต.ต.ศารุติ แขวงโสภา รองผบช.ตชด.นรต.รุ่น 48 เป็น รองผบช.ก.

พล.ต.ต.พุทธิเดช บุญกระพือ รองผบช.สกพ. นรต.รุ่น 48 เป็น รองผบช.ก.

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผบก.ปคบ. นรต.รุ่น 50 โยกมาเป็น ผบก.ป.

พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล. นรต.รุ่น 50 เป็น ผบก.ทล.

พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป.นรต.รุ่น 45 โยกออกเป็น ผบก.ปคม.

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผบก.ป.นรต.รุ่น 45 ขึ้นเป็น ผบก.ประจำสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.ชนันพัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ประจำ บช.ก. นรต.รุ่น 50 เป็น ผบก.ปอท.

รายงานว่า การประชุม ก.ตร. ต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 15.00 น. ถึง 22.00 น. มีการพิจารณาไล่เลียงทุกตำแหน่งโดยมีการนำชื่อนายตำรวจที่ร้องเรียนเข้าพิจารณา พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณย รองผบช.ตชด. และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. เข้าพิจารณาโดยที่ประชุมมีมติให้ พล.ต.ต.นพศิลป์ และพล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ขยับขึ้น ผบช.

ก.ตร. ถกโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ เช็กรายชื่อที่นี่

รายละเอียดการประชุม ก.ตร. เกี่ยวกับโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ

การประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาโผแต่งตั้งนายพลตำรวจในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารงานบุคคลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และการยึดมั่นในข้อบังคับเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การแต่งตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ สามารถติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการได้จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การเปลี่ยนแปลงในโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การทำความเข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ จะช่วยให้การประสานงานและความร่วมมือเป็นไปอย่างราบรื่น

ที่มา – ก.ตร.ถกเครียด 7 ชม. ทำโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ ดูรายชื่อที่นี่

ผบ.ตร.เดินหน้าต่อ! ไม่หวั่นข่าวลือโดนปลด

แหล่งข่าวใกล้ชิดเผย ผบ.ตร.เดินหน้าทำงานต่อ ไม่หวั่นกระแสข่าวลือโดนปลดปมโผตำรวจไม่ลงตัว ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการถูกปลดจากตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ท่ามกลางกระแสการเมืองภายในองค์กรตำรวจที่โยงไปถึงข่าวลือการถูกสั่งให้ไปช่วยราชการ อันเนื่องมาจากปัญหาโผแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ไม่ลงตัว ล่าสุด แหล่งข่าวใกล้ชิด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ยืนยันว่า ผบ.ตร.เดินหน้าทำงานต่อ ไม่หวั่นกระแสข่าวลือโดนปลดปมโผตำรวจไม่ลงตัว และยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

แหล่งข่าวเน้นย้ำว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่ โดยไม่สนใจข่าวลือต่างๆ ที่ออกมา

ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ผบ.ตร.เดินหน้าทำงานต่อ ไม่หวั่นกระแสข่าวลือโดนปลดปมโผตำรวจไม่ลงตัว โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้เดินหน้าสนองนโยบายรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งสามารถสกัดกั้นและทลายเครือข่ายรายใหญ่ได้อย่างต่อเนื่องหลายคดี ล่าสุดได้มีการขับเคลื่อนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด เพื่อกวาดล้างผู้ค้ารายย่อย ซึ่งถือเป็นการตัดวงจรภัยร้ายแรงที่กัดกร่อนสังคมไทยมายาวนาน นอกจากนี้ยังมีการเร่งรัดคดีสำคัญต่างๆ ที่ประชาชนให้ความสนใจ

อีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการจัดการภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ ตำรวจภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ สามารถปิดกั้นเส้นทางอาชญากรรมออนไลน์ได้เป็นจำนวนมาก ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนที่ต้องเผชิญกับกลโกงและการหลอกลวงบนโลกดิจิทัล

นอกจากงานด้านความมั่นคงแล้ว สิ่งที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการดูแลสวัสดิการของตำรวจทั่วประเทศกว่า 2 แสนนาย ทั้งการผลักดันการเพิ่มเงินตอบแทน การปรับปรุงบ้านพัก และการจัดสรรทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานของตำรวจ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและความมั่นคงให้กับครอบครัวตำรวจในระยะยาว

แหล่งข่าวภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวว่า ผลงานที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ถูกมองว่าเป็น “หลักประกันทางการเมือง” ที่ทำให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งได้ท่ามกลางแรงกดดันต่างๆ เพราะสิ่งที่สามารถตอบโจทย์สังคมได้ดีที่สุดนั้นไม่ใช่ข่าวลือ แต่เป็นความจริงที่ปรากฏให้ประชาชนได้เห็นและรับรู้นั่นเอง

ผบ.ตร.เดินหน้าทำงานต่อ ไม่หวั่นกระแสข่าวลือโดนปลดปมโผตำรวจไม่ลงตัว

การที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังคงมุ่งมั่นทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีข่าวลือต่างๆ ออกมา แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์กรตำรวจให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการทำงานอย่างต่อเนื่อง

การทำงานอย่างต่อเนื่องของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรตำรวจ การที่ผู้นำองค์กรยังคงมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ แม้จะมีอุปสรรคต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงในองค์กรขนาดใหญ่อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย่อมต้องมีแรงเสียดทานและความท้าทายต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือการที่ผู้นำสามารถนำพาองค์กรให้ก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง

ดังนั้น การที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังคงมุ่งมั่นทำงานอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรตำรวจกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่ข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ข่าวลือและการปล่อยข่าวโจมตีต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรได้ การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและความเชื่อมั่นที่มีต่อองค์กรตำรวจ

ที่มา – ผบ.ตร. เดินหน้าทำงานต่อ ไม่หวั่นกระแสข่าวลือโดนปลดปมโผตำรวจไม่ลงตัว

“ภูมิธรรม” สยบข่าว**เด้ง ผบ.ตร.** ยันไม่มีอำนาจ

จากกรณีที่มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสยบข่าวลือดังกล่าว โดยยืนยันว่าตนเองไม่มีอำนาจในการ**เด้ง ผบ.ตร.**

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงการเลื่อนประชุม ก.ตร. ที่มีวาระพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ 68 ตำแหน่ง โดยเลื่อนไปเป็นวันที่ 31 สิงหาคมนี้ สาเหตุของการเลื่อนเนื่องจากมีตำรวจ 4 นายยื่นหนังสือร้องเรียน ซึ่งนายภูมิธรรมได้นำเรื่องนี้มาหารือกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นเวลานานถึง 2 ชั่วโมง

“ภูมิธรรม” สยบข่าวเด้ง ผบ.ตร. ยัน! ไม่มีอำนาจ

“สื่อรู้ได้อย่างไรว่าโผแต่งตั้งมีปัญหา ในเมื่อยังไม่มีการประกาศออกมา” นายภูมิธรรมกล่าว พร้อมยอมรับว่าการเลื่อนประชุม ก.ตร. เกิดจากเรื่องร้องเรียนของตำรวจ 4 นายที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงตนเอง โดยได้ปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วเห็นว่าสามารถนำเรื่องร้องเรียนมาพิจารณาได้ เนื่องจากผู้ร้องยังไม่มีความผิดใดๆ ตามกฎ ก.ตร. จึงมีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อ ส่วนจะรับหรือไม่เป็นสิทธิ์ของคณะกรรมการ ก.ตร. นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ที่ร้องขอให้ทบทวนการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งนายภูมิธรรมได้รับเรื่องไว้แล้ว

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ก่อนการประชุม ก.ตร. ได้หารือนอกรอบกับ ผบ.ตร. เป็นเวลานาน 2 ชั่วโมงจริง โดยได้หยิบยกเรื่องร้องเรียนทั้งหมดมาพูดคุยโดยตรง ซึ่ง ผบ.ตร. ยืนยันว่าได้ดำเนินการทุกอย่างตามกรอบและหน้าที่ แต่สิ่งที่สำคัญในการพิจารณาแต่งตั้งคือระบบ หากปล่อยผ่านไปจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของผู้อื่น จึงเสนอให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ทำให้ต้องแจ้งที่ประชุมใหญ่ว่าจะเลื่อนการประชุม ก.ตร. ไปพิจารณาในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น.

นายภูมิธรรมเล่าว่า ก่อนออกจากห้องประชุม มีตำรวจตะโกนว่าตนเองใช้อำนาจหน้าที่มิชอบและกำลังทำสิ่งที่ผิด ซึ่งตนเองได้ยืนยันกลับไปว่ากำลังทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามกรอบและอำนาจในฐานะประธาน โดยต้องการให้ทุกอย่างมีความชอบธรรมก่อน จึงมีสิทธิ์ที่จะเลื่อนการประชุมออกไป

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าจะ**เด้ง ผบ.ตร.** นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่าเป็นเรื่องที่เกินเลยความเป็นจริง และยืนยันว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ ผบ.ตร. ไม่เคยพูดถึงเรื่องการย้าย พร้อมทั้งรู้สึกเห็นใจที่ ผบ.ตร. ทำงานมาอย่างหนัก และเห็นใจตัวเองที่มีหนังสือร้องเรียนเข้ามา นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังย้ำว่าตนเองไม่มีอำนาจที่จะ**เด้ง**ใครได้ การ**เด้ง**ทุกอย่างต้องมีเหตุผลรองรับ

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ส่งข้อความไปขอโทษ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่ต้องตัดสินใจเช่นนั้น เพราะต้องการให้ทุกอย่างโปร่งใส พร้อมขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนไม่ให้ถามเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

ทำไมนายภูมิธรรมถึงออกมาสยบข่าวการเด้ง ผบ.ตร.?

การที่นายภูมิธรรมออกมาสยบข่าวการ**เด้ง ผบ.ตร.** สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาเสถียรภาพภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใสในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ การที่นายภูมิธรรมยอมรับว่ามีการเลื่อนการประชุม ก.ตร. เนื่องจากมีเรื่องร้องเรียน และพร้อมที่จะนำเรื่องร้องเรียนมาพิจารณาอย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบ

การออกมาขอโทษ ผบ.ตร. เป็นการส่วนตัวยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บังคับบัญชาระดับสูง และความปรารถนาที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน

โดยรวมแล้ว การตอบสนองของนายภูมิธรรมต่อข่าวลือเกี่ยวกับการ**เด้ง ผบ.ตร.** เป็นไปในลักษณะของการควบคุมความเสียหาย และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าจะมีการบริหารงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “ภูมิธรรม” สยบข่าวเด้ง ผบ.ตร. ยัน! ไม่มีอำนาจ เผยเมื่อคืนส่งข้อความไปขอโทษบิ๊กต่าย

สะพัด! เก้าอี้ ผบ.ตร. สะเทือน ปม “โผนายพล”

สถานการณ์ร้อนแรงในแวดวงตำรวจ! เก้าอี้ ผบ.ตร. สั่นคลอน สะพัดข่าวปลด ผบ.ตร. เซ่นปม “โผนายพล” ไม่ลงตัว หลังการประชุม ก.ตร. เลื่อนแบบฟ้าผ่า ท่ามกลางกระแสข่าวการวิ่งเต้นและการร้องเรียนภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สะพัด! เก้าอี้ ผบ.ตร. สะเทือน ปม “โผนายพล”

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. เป็นประธานในการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 7/2568 โดยมีวาระสำคัญคือการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อนายภูมิธรรมประกาศเลื่อนการประชุมอย่างกะทันหันท่ามกลางความงุนงงของที่ประชุม

ก่อนหน้าการประชุม มีรายงานว่านายภูมิธรรมได้หารือเป็นการส่วนตัวกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นเวลานานถึง 2 ชั่วโมง โดยแหล่งข่าวระบุว่าประเด็นสำคัญในการหารือคือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการตำรวจบางส่วน โดยเฉพาะกรณีของอดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ที่พลาดตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.

ปมปัญหา “โผนายพล”

ปัญหา “โผนายพล” กลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ภายใน ตร. ระอุขึ้น มีกระแสข่าวว่ามีการวิ่งเต้นเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ต้องการ รวมถึงการร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใสในการพิจารณา ทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งและแรงกดดัน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. เดินทางมายังที่ประชุม ก.ตร. เพื่อพูดคุยกับ ก.ตร. คาดว่าจะมาให้ข้อมูลและชี้แจงกรณี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ร้องเรียนถึงความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้ง

หลังการประชุม นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์สั้นๆ ยอมรับว่ามีการเลื่อนการพิจารณาแต่งตั้งเป็นวันที่ 31 สิงหาคม โดยให้เหตุผลว่ามีเรื่องร้องเรียนหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวแพร่สะพัดว่า เหตุผลที่แท้จริงของการเลื่อนประชุมและการสั่งปลด ผบ.ตร. คือ ปมความขัดแย้งเรื่อง “โผนายพล” โดยเฉพาะการที่ไม่สามารถผลักดันอดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร. ได้สำเร็จ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสั่นคลอนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรตำรวจ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจอย่างแท้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวผู้เล่น แต่กติกาและระบบยังคงเดิม? เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สะพัด! เก้าอี้ ผบ.ตร. สะเทือน ปม “โผนายพล” ไม่ขยับอดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ขึ้น รอง ผบ.ตร.

Scroll to top