ก๊ก อาน

ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้านเครือข่ายสแกม

เฮ้ย เพื่อนๆ ข่าวนี้ร้อนแรงมากเลยนะ! ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน จากเครือข่ายสแกมเมอร์ตัวแสบอย่าง “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน” คดีฉ้อโกงประชาชนที่หลอกเงินคนไทยไปเพียบ สุดท้ายทรัพย์สินหรูๆ ทั้งหมดจะตกเป็นของแผ่นดินแล้วล่ะครับ มาดูรายละเอียดกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน ปปง. ออกแถลงข่าวหลังประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันก่อนหน้า คณะกรรมการพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ชั่วคราวของพวกมิจฉาชีพแล้ว เห็นว่าไม่มีน้ำหนักพอ เพราะทรัพย์เหล่านี้เกี่ยวกับการกระทำความผิดชัดๆ จึงมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นศาลสั่งยึดถาวร 4 คดีใหญ่ รวมมูลค่า 13,074 ล้านบาท! นี่แหละครับ ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน ที่เรากำลังพูดถึง

ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน เครือข่าย “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน”

คดีเหล่านี้เชื่อมโยงกับขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงินผ่านคริปโต และหลอกลงทุนปลอมๆ ที่ทำให้ประชาชนเสียหายมหาศาล ปปง. สอบสวนเจอหลักฐานแน่นปึ้ก ทำให้ตัดสินใจเด็ดขาดแบบนี้ มาดูทีละคดีกันเลยครับ

คดีที่ 1: เครือข่ายยิม เลียก และเบน สมิธ (มูลค่า 12,123 ล้านบาท)

นางสาวแตงไทยฯ, นางวิรินยาฯ, MR.LEAK YIM (ยิม เลียก), MR.SMITH BEN (เบน สมิธ) และนางสาวแคทรียาฯ กับพวกลวงลวงผู้เสียหายด้วยวิธีฉ้อโกงประชาชน มีธุรกรรมเชื่อมโยงชัดเจน สุดท้ายส่งสำนวนย.300-302/2568 และ ย.305/2568 ไปอัยการ

  • ทรัพย์สิน 68 รายการ
  • ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เรือยอชท์
  • เงินในบัญชีธนาคาร

มูลค่าราว 12,123 ล้านบาท นี่คือคดีหลักที่ทำให้ยอดพุ่งสูงเลยครับ

คดีที่ 2: นายเฉิน จื้อ และ Prince Group (มูลค่า 345 ล้านบาท)

ตรวจสอบเจอเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล เชื่อมโยงนายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง Prince Group ในกัมพูชา ส่งสำนวน ย.293/2568

  • ทรัพย์ 96 รายการ
  • ที่ดิน เงินสด สินค้าแบรนด์เนม เครื่องประดับ

พวกนี้ทำธุรกิจข้ามชาติแต่เอาเงินสกปรกมาฟอกซะได้!

คดีที่ 3: นายก๊ก อาน และพวก (มูลค่า 560 ล้านบาท)

จากจับกุมแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน ส่งสำนวน ย.297/2568

  • ทรัพย์ 89 รายการ
  • ที่ดิน เงินฝากธนาคาร

อีกขาใหญ่ที่ ปปง. จับตา

คดีที่ 4: นายเอื้ออังกูรฯ หลอกลงทุนหุ้นปลอม (มูลค่า 46 ล้านบาท)

กลุ่มมิจฉาชีพชวนลงทุนเทรดหุ้นผ่านไลน์ ส่ง ย.296/2568

  • ทรัพย์ 31 รายการ
  • เงินสด เงินฝาก

คดีเล็กแต่สะสมความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

นอกจากนี้ ถ้าคุณเป็นผู้เสียหายในคดีมูลฐาน ปปง. จะรวบรวมหลักฐานให้ แล้วยื่นศาลคืนเงินหรือทรัพย์ให้แทนการยึดทั้งหมด แสดงให้เห็นว่ารัฐยังใส่ใจประชาชนนะครับ

ข่าว ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน นี้เป็นสัญญาณดีมาก แสดงว่ารัฐบาลจริงจังต่อสู้สแกมเมอร์และฟอกเงิน ช่วยคืนความมั่นใจให้ประชาชนได้บ้าง แต่เราก็ต้องระวังตัวเองด้วยนะ ลองคิดดูสิ ถ้าทรัพย์พวกนี้คืนให้ผู้เสียหายได้กี่ชีวิตที่พ้นจากความทุกข์

เคล็ดลับป้องกันสแกมเมอร์ไม่ให้หลอกเงินเรา

  • อย่าลงทุนผ่านไลน์หรือแอปไม่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบหน่วยงานควบคุมก่อน
  • เจอข้อเสนอรวยเร็ว อย่าไว้ใจ ถามคนรู้จริง
  • แจ้งตำรวจหรือ ปปง. ทันทีถ้าถูกหลอก รวบหลักฐาน screenshot ไว้
  • ใช้แอปธนาคารยืนยันสองชั้น อย่าโอนเงินให้คนแปลกหน้า

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณเคยเจอสแกมคล้ายๆ นี้ หรือมีข้อมูลเพิ่ม รีบแจ้งสำนักงาน ปปง. เลยนะครับ ช่วยกันปราบปรามให้สิ้นซาก ประเทศไทยจะปลอดภัยขึ้นแน่นอน!

นายยิม เลียก เครือข่ายปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน
นายยิม เลียก หนึ่งในเครือข่ายสแกมที่โดนยึดทรัพย์

ที่มา – ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน เครือข่าย “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน”

ปปง. อายัดหุ้นบางจาก 6 พันล้าน จริงหรือ?

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการ! ปปง. สั่งอายัดหุ้นบางจาก มูลค่ามหาศาลถึง 6 พันล้านบาท พัวพันเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติชื่อดัง “ยิม เลียก-เบน สมิธ” เรื่องนี้เป็นอย่างไร? มาเจาะลึกรายละเอียดกัน

สืบเนื่องจากปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ “ยิม เลียก-เบน สมิธ” ซึ่งมีการอายัดและยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท (อ่านข่าว : แถลงสรุปปฏิบัติการถอนรากสแกมเมอร์เครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ” กว่าหมื่นล้าน) ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทรัพย์สินที่ถูกอายัดนั้นมีความเชื่อมโยงกับอะไรบ้าง?

ปปง. อายัดหุ้นบางจาก จริงหรือไม่?

นายเทพสุ บวรโชติดารา รองเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากการตรวจสอบบัญชีม้าที่ใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งพบว่ามีการรับโอนเงินจากกลุ่มของนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ รวมมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2560-2565

จากการสืบสวนขยายผล พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้จัดตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด โดยนำเงินไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งทาง ปปง. จึงได้มีมติยึดอายัดทรัพย์สินเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ห้องชุด หุ้นที่บริษัทถือครองอยู่ เงินในบัญชี รถยนต์ และเรือ รวมมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งนายเทพสุ บวรโชติดารายืนยันว่า มีหุ้นหลายตัวที่เกี่ยวข้อง แต่ตัวใหญ่ที่ถูกอายัดคือ หุ้นของบริษัทบางจาก โดยเป็นการอายัดในส่วนที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หากผู้ถูกอายัดสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็อาจมีการเพิกถอนการอายัดต่อไป มูลค่าหุ้นบางจากที่ถูกอายัดในครั้งนี้มีประมาณ 6 พันล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568) ซึ่งมูลค่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

ทำไมปปง. ถึงอายัดหุ้นบางจาก?

คำถามสำคัญคือ ทำไม ปปง. ถึงตัดสินใจอายัดหุ้นของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่างบางจาก? คำตอบคือ ปปง. ทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพบความเชื่อมโยงระหว่างหุ้นส่วนนี้กับกระบวนการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ “ยิม เลียก-เบน สมิธ” แม้ว่าการอายัดหุ้นจะไม่ได้หมายความว่าบางจากมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่เป็นการดำเนินการเพื่อตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินอย่างละเอียด

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการอายัดหุ้นในครั้งนี้ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงอาจทำให้เกิดความผันผวนของราคาหุ้นบางจากในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ ปปง. เป็นไปตามกฎหมายและมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ กระบวนการพิสูจน์ทรัพย์สินของผู้ที่ถูกอายัดหุ้น หากพวกเขาสามารถแสดงหลักฐานที่ชัดเจนได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การอายัดก็จะถูกยกเลิก แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ทรัพย์สินก็จะถูกดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

การดำเนินการครั้งนี้ของ ปปง. ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและธุรกิจต้องระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงิน และตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

และสำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นบางจากอยู่ สิ่งที่ควรทำคือติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด และพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการลงทุนของตนเอง

ที่มา – ปปง. อายัดหุ้นบางจาก มูลค่าประมาณ 6 พันล้าน เชื่อมโยงเครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ”

กรมการปกครอง ถอนสัญชาติไทย ลูก “ก๊ก อาน”

กรมการปกครอง สั่งถอนสัญชาติไทย บุตร 3 คนของนาย “ก๊ก อาน” สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา หลังพบหลักฐานการได้สัญชาติมาโดยมิชอบ เตรียมดำเนินคดีตามกฎหมาย

กรมการปกครอง ถอนสัญชาติไทย ลูก 3 คนของ “ก๊ก อาน” หลังตรวจพบได้สัญชาติโดยทุจริต

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 กรมการปกครองได้รายงานผลการตรวจสอบกรณีของนายก๊ก อาน และบุตร พบว่านายก๊ก อาน (KOK AN) ซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติกัมพูชา และดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภากัมพูชา มีธุรกิจหลายประเภทที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น กาสิโน ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน และสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมายไทย นอกจากนี้ นายก๊ก อาน ยังได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยอีกด้วย

ที่สำคัญคือ บุตรของนายก๊ก อาน จำนวน 3 ราย ได้แก่ น.ส.จุรี คล่องกิจกล, น.ส.ภูเฌอหลิน คล่องกิจกล (ยุไล่) และนายกิตติศักดิ์ คล่องกิจกล ได้รับสัญชาติไทย โดยการแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยที่ไม่ใช่บิดามารดาที่แท้จริงในการแจ้งเกิด

กรมการปกครองเร่งตรวจสอบการได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ

กรมการปกครอง ซึ่งเป็นสำนักทะเบียนกลาง ได้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีถิ่นที่อยู่และการได้สัญชาติไทยของนายก๊ก อานและบุตร โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักทะเบียนกรุงเทพมหานคร สำนักทะเบียนอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลการตรวจสอบพบว่า:

  1. นายก๊ก อาน ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แต่เนื่องจากนายก๊ก อาน ได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้ใบถิ่นที่อยู่หมดอายุ สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพฯ จึงได้ดำเนินการจำหน่ายชื่อของนายก๊ก อาน ออกจากทะเบียนบ้านแล้ว ทำให้ปัจจุบันนายก๊ก อาน มีสถานะเป็น “คนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอาศัยในประเทศไทย”
  2. บุตรทั้ง 3 รายของนายก๊ก อาน ได้สัญชาติไทย โดยทุจริตจากการแอบอ้างชื่อบุคคลอื่นเป็นบิดามารดาในการแจ้งเกิดเกินกำหนด ณ สำนักทะเบียนอำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ดังนั้น บุคคลทั้ง 3 รายจึงไม่มีสัญชาติไทยตั้งแต่แรก กรมการปกครองจึงได้ยกเลิกสูติบัตรที่ออกโดยทุจริต และแจ้งให้สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพฯ ดำเนินการจำหน่ายชื่อของบุคคลทั้ง 3 ออกจากทะเบียนบ้านแล้ว บุคคลทั้ง 3 ถือว่าเป็น “คนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอยู่ในประเทศไทย” และจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

กรมการปกครองเน้นย้ำว่า การได้สัญชาติไทยและการมีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ เป็นการให้สิทธิความเป็นพลเมืองไทย หากมีบุคคลต่างด้าวแฝงตัวเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายและได้รับสิทธิดังกล่าว จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนคนไทย กรมการปกครองภายใต้กระทรวงมหาดไทย มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ

หากพบว่าบุคคลที่ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ หรือได้สัญชาติไทยภายหลังการเกิด มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการกระทำความผิดในเงื่อนไขที่สามารถถอนสัญชาติไทยได้ กรมการปกครองจะพิจารณาถอนสัญชาติไทยโดยเด็ดขาดทุกกรณี

การถอนสัญชาติไทยในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมการปกครองในการปกป้องสิทธิของคนไทย และรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ

ที่มา – กรมการปกครอง ถอนสัญชาติไทย ลูก 3 คนของ “ก๊ก อาน” หลังตรวจพบได้สัญชาติโดยทุจริต

Scroll to top