ก๊าซเรือนกระจก

อนุทินย้ำ ใช้วิกฤติเป็นโอกาส Net Zero เร็วกว่าเป้า

ใช้วิกฤติเป็นโอกาสเข้าถึง Net Zero เร็วกว่าที่ตั้งเป้า คำกล่าวที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ทิ้งท้ายในการประชุมใหญ่ระดับเอเชีย ทำให้หลายคนตื่นเต้นกับอนาคตพลังงานของไทย เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ตอนนี้โลกกำลังเจอวิกฤติพลังงานราคาพุ่ง สงคราม สถานการณ์ไม่แน่นอน แต่แทนที่จะกลัว ไทยเรากลับมองเป็น ‘โอกาสทอง’ เพื่อเร่งสู่เป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นกว่าแผนเดิม แบบนี้แหละที่เรียกว่า mindset ผู้ชนะ!

ใช้วิกฤติเป็นโอกาสเข้าถึง Net Zero เร็วกว่าที่ตั้งเป้า

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เวลา 14.25 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพิ่งเสร็จสิ้นการเข้าร่วม การประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านออนไลน์ ตามคำเชิญของนางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกฯ ญี่ปุ่น ประธานการประชุม ในสุนทรพจน์สั้นๆ เพียง 3 นาทีของไทย เน้นย้ำปัญหาพลังงานที่ทุกประเทศกำลังเผชิญ และชี้ว่า ประเทศไทยพร้อมปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน เพื่อความมั่นคง โดยไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

นายกฯ อนุทิน กล่าวอย่างหนักแน่นว่า แม้จะเป็นวิกฤติ แต่เราจะเปลี่ยนมันให้เป็น โอกาสเข้าถึง Net Zero เร็วกว่าที่ตั้งเป้า ไทยจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค จะหาพลังงานทางเลือกมาใช้ต่อเนื่อง สอดคล้องกับกฎบัตรสหประชาชาติด้วย คำพูดนี้ทำให้ผู้นำเอเชียหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย

ไทยพร้อมปรับสภาพ หาพลังงานทางเลือกอย่างไร?

Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ คือเป้าหมายใหญ่ของโลกที่ไทยตั้งไว้ปี 2065-2070 แต่ด้วยวิกฤติตอนนี้ เราอาจไปถึงเร็วกว่านั้นได้ โดยใช้วิกฤติเป็นโอกาสเข้าถึง Net Zero เร็วกว่าที่ตั้งเป้า นี่คือแผนหลักที่นายกฯ อนุทิน ย้ำชัด:

  • ปรับโครงสร้างพลังงาน: ลดพึ่งพาน้ำมัน-ก๊าซนำเข้า เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
  • พลังงานทางเลือก: โซลาร์, ลม, พลังน้ำ, เชื้อเพลิงชีวภาพ จากขยะอินทรีย์และพืชผลเหลือใช้
  • ความมั่นคง: สร้างคลังสำรอง ส่งเสริม EV และระบบกริดไฟฟ้าอัจฉริยะ
  • ประชาชนไม่เดือดร้อน: อุดหนุนราคาไฟ-น้ำมันให้สมเหตุสมผล สร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมเขียว

นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันนโยบายลดคาร์บอน เช่น โครงการ Solar Rooftop ให้ทุกบ้านติดตั้งแผงโซลาร์ ผลิตไฟใช้เอง ลดค่าไฟได้จริง ลองนึกภาพบ้านเราทุกหลังเป็นโรงไฟฟ้าขนาดย่อมสิ สุดยอดไปเลย!

AZEC Plus: แพลตฟอร์มเอเชียสู่ Net Zero ร่วมมือกัน

การประชุม AZEC Plus ครั้งนี้ เป็นเวทีรวมผู้นำเอเชียเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางลดการปล่อยคาร์บอน โดยญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ไทยเคยร่วมตั้งแต่ต้น และครั้งนี้ อนุทิน ย้ำจุดยืนชัดเจน ทุกประเทศพูดถึงปัญหาพลังงานที่พุ่งสูงจาก supply chain โลก แต่ไทยเสนอทางออกเชิงบวก ใช้วิกฤติเป็นโอกาสเข้าถึง Net Zero เร็วกว่าที่ตั้งเป้า

ประโยชน์ที่ไทยจะได้? เศรษฐกิจเขียวสร้างงานนับล้าน ลดนำเข้าน้ำมันปีละแสนล้านบาท สุขภาพดีขึ้นจากอากาศสะอาด และเป็นผู้นำอาเซียนด้านพลังงานสะอาด อนาคตสดใสแน่นอน

วิกฤติพลังงานโลกกระทบไทยอย่างไร

ปัจจุบัน ไทยนำเข้าน้ำมัน 70% ของความต้องการ ราคาพุ่งจากสงครามยูเครน สถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่แทนที่จะรอ ไทยกำลังเร่งผลิตไฟฟ้าจาก LNG ในประเทศ เพิ่ม RE 30% ใน 10 ปี แต่คำกล่าวของอนุทิน ทำให้เรามั่นใจว่ารัฐบาลจริงจัง

ในฐานะคนไทย เราควรสนับสนุนยังไง? ลองเริ่มจากตัวเอง ติดตั้งโซลาร์ ลดใช้พลาสติก ใช้รถ EV สนับสนุนธุรกิจเขียว นี่แหละคือการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสจริงๆ

สรุปมุมมอง: คำพูดของนายกฯ อนุทิน ไม่ใช่แค่สุนทรพจน์ แต่เป็นวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาด ไทยเราพร้อมแล้วสำหรับ Net Zero! ถ้าคุณเห็นด้วย แชร์บทความนี้เพื่อกระจายความรู้ สนับสนุนไทยก้าวสู่พลังงานสะอาดกันเถอะ

ที่มา – ใช้วิกฤติเป็นโอกาสเข้าถึง Net Zero เร็วกว่าที่ตั้งเป้า “อนุทิน” ย้ำ ไทยพร้อมปรับสภาพ

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งยกเลิกคำวินิจฉัยสำคัญจากยุคโอบามา ที่ยอมรับว่าก๊าซเรือนกระจกเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพมนุษย์ สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อนโยบายลดโลกร้อนของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะยุติ “ผลการวินิจฉัยเรื่องความเสี่ยงอันตราย” (Endangerment Finding) ที่ออกครั้งแรกในปี 2552 ยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา คำวินิจฉัยนี้เป็นพื้นฐานให้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA) มีอำนาจควบคุมก๊าซเรือนกระจก 6 ชนิด ภายใต้กฎหมาย Clean Air Act

ทรัมป์เรียกนโยบายนี้ว่า “หายนะ” และ “การหลอกลวงครั้งใหญ่” โดยกล่าวว่ามันเป็นการปล้นประเทศจากโอบามาและไบเดน การตัดสินใจนี้จะช่วยให้เพิกถอนกฎระเบียบต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การจำกัดการปล่อยก๊าซจากโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมน้ำมันก๊าซ และยานพาหนะ

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: พื้นหลังทางกฎหมาย

คำวินิจฉัยดังกล่าวให้ EPA อำนาจกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากยานยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม และแหล่งกำเนิดอื่นๆ ในยุคไบเดน EPA ใช้โอกาสนี้กระชับมาตรฐานเพื่อผลิตรถไฮบริดและรถไฟฟ้ามากขึ้น แต่ทรัมป์ที่กลับสู่อำนาจปีก่อน ได้ย้อนกลับแล้ว

รัฐบาลทรัมป์โต้แย้งว่ากฎหมาย Clean Air Act ไม่ได้มอบอำนาจให้ EPA จัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกโดยตรง พวกเขายึดประเด็นทางกฎหมายมากกว่าปฏิเสธวิทยาศาสตร์ ทำให้การเพิกถอนนี้แตกต่างจากข้อเสนอฤดูร้อนก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ต้องผ่านศาล และคาดว่าจะมีคดีความยาวนานหลายปี อาจขึ้นถึงศาลสูงสุด เจฟฟ์ โฮล์มสเตด อดีตเจ้าหน้าที่ EPA ยุคบุช เตือนว่าหากชนะ EPA จะสูญเสียอำนาจควบคุมก๊าซเรือนกระจกถาวร

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

  • ต่ออุตสาหกรรม: ลดภาระกฎระเบียบ ช่วยบริษัทน้ำมัน โรงไฟฟ้า และผู้ผลิตรถยนต์ที่ไม่เน้นรถ EV
  • ต่อสิ่งแวดล้อม: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อวิกฤตโลกร้อนระดับโลก
  • ต่อนโยบายสหรัฐฯ: สหรัฐฯ อาจถอนตัวจากความตกลงปารีสอีกครั้ง ส่งสัญญาณลบต่อนานาชาติ
  • ต่อการเมือง: ลี เซลดิน ผู้บริหาร EPA ใหม่ ย้ำว่ารัฐสภาต้องอนุมัติชัดเจน หากไม่ EPA ไม่ควรทำ

นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังจะยกเลิกกฎควบคุมการปล่อยจากยานพาหนะ ซึ่งเคยเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดคาร์บอน

มุมมองและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศมองว่านี่เป็นการถอยหลังครั้งใหญ่ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ชี้ว่าก๊าซเรือนกระจกทำให้เกิดไฟป่า ความร้อนจัด และพายุรุนแรง แต่ทรัมป์ยืนยันว่ามันไม่เกี่ยวกับสุขภาพสาธารณะ

ในทางกลับกัน ผู้สนับสนุนทรัมป์เห็นว่าเป็นการคืนอำนาจให้รัฐสภาและลดการแทรกแซงจากหน่วยงานรัฐ สิ่งนี้สะท้อนปรัชญา “America First” ที่เน้นเศรษฐกิจเหนือสิ่งแวดล้อม

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะเปลี่ยนโฉมนโยบายสหรัฐฯ ไปอีกทิศทาง หากคุณสนใจประเด็นสิ่งแวดล้อมและการเมืองสหรัฐฯ ติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ

ความเห็นส่วนตัว: การตัดสินใจนี้อาจช่วยเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เสี่ยงต่ออนาคตของโลกในระยะยาว เราควรติดตามว่าศาลจะตัดสินอย่างไร เพราะมันจะกำหนดทิศทางการต่อสู้กับโลกร้อน

ที่มา – ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นักวิทย์เตือน! ป่าฝนออสฯ คายคาร์บอน

นักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือนว่า สถานการณ์ป่าฝนในออสเตรเลียน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าป่าฝนเขตร้อนในออสเตรเลียเริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดซับเข้าไปแล้ว ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น

ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่าป่าฝนเขตร้อนของออสเตรเลียกลายเป็นป่าแห่งแรกของโลกที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณที่มากกว่าที่ดูดซับ ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน

โดยปกติ ป่าฝนทำหน้าที่เป็น “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” ที่สำคัญ เนื่องจากต้นไม้จะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในระหว่างกระบวนการสังเคราะห์แสง แต่การศึกษาใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่าระบบนิเวศที่สำคัญนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไป

นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดเข้าไปแล้ว

คณะนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากป่าในรัฐควีนส์แลนด์ และพบว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ต้นไม้ตายในอัตราที่สูงกว่าอัตราการเติบโตของต้นไม้ใหม่ ทำให้ป่าไม่สามารถดูดซับคาร์บอนได้เหมือนเดิม

หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวว่า ผลการวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก เนื่องจากแผนการลดการปล่อยก๊าซจำนวนมากตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าระบบนิเวศ เช่น ป่าฝน จะยังคงทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนต่อไปได้

ดร. ฮันนาห์ คาร์ล จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นซิดนีย์ กล่าวว่า แบบจำลองที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจประเมินความสามารถของป่าเขตร้อนในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงเกินไป

รายงานระบุว่า ต้นไม้ที่ตายแล้ว หรือที่เรียกว่าชีวมวลเนื้อไม้ ได้กลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอน แทนที่จะเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนมาตั้งแต่ประมาณ 25 ปีที่แล้ว

สาเหตุที่ นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอน

ดร.คาร์ลกล่าวว่า การที่จำนวนต้นไม้ตายเพิ่มขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้น, ความแห้งแล้ง และภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น

ข้อมูลจากป่า 20 แห่งในรัฐควีนส์แลนด์ ที่เก็บมาตลอดระยะเวลา 49 ปี ชี้ให้เห็นว่าจำนวนพายุไซโคลนที่เพิ่มขึ้นและความรุนแรงของพายุกำลังทำให้ต้นไม้ตายมากขึ้น และทำให้ต้นไม้ใหม่เติบโตได้ยากขึ้น

ด้านแพทริก เมียร์ ผู้เขียนอาวุโสของรายงานการศึกษานี้ระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นน่ากังวลอย่างยิ่ง และบอกว่ามีความเป็นไปได้ที่ป่าเขตร้อนทั้งหมดจะตอบสนองในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน

ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยมลพิษต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก แม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งประกาศเป้าหมายการลดคาร์บอนใหม่ แต่ก็ยังคงเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง

รายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน พบว่าออสเตรเลียมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส พร้อมเตือนว่าไม่มีชุมชนใดที่จะรอดพ้นจากความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่ “ต่อเนื่อง ซับซ้อน และเกิดขึ้นพร้อมกัน” ได้

สถานการณ์ที่ นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอน เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญถึงความจำเป็นในการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศโลก

ป่าฝนไม่เพียงแต่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ การสูญเสียป่าฝนจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ, แหล่งน้ำ, และสภาพอากาศทั่วโลก การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าฝนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของโลก

ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก เราทุกคนมีหน้าที่ในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน, สนับสนุนนโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, และร่วมกันสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าฝน

ที่มา – นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดเข้าไปแล้ว

Scroll to top