กํานันผู้ใหญ่บ้าน

นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ ไม่แจกปืนกำนัน-ผญบ.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างมาก สำหรับความเคลื่อนไหวจากกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาวุธปืน ล่าสุด นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องการจำกัดจำนวนปืนในสังคมอย่างจริงจัง

นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน

หลายท่านคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่เกาะพะงัน ที่มีการกล่าวถึงการมอบรางวัลเป็นอาวุธปืน ซึ่งทางอธิบดีกรมการปกครองได้ออกมาชี้แจงชัดเจนว่า ในปีนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบรางวัลเป็นสิ่งของหรือเงินสดที่มีมูลค่าเทียบเท่าแทน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการระงับการออกใบอนุญาตซื้อหรือใบ ป.3 ที่กำลังบังคับใช้ในขณะนี้

สรุปมาตรการควบคุมอาวุธปืนฉบับเข้มข้น

นโยบาย นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน ในครั้งนี้ถือเป็นการล็อกระบบฐานข้อมูลส่วนกลางเพื่อระงับการออกใบอนุญาตชั่วคราว ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ควรรู้ดังนี้:

  • ระงับการออกใบ ป.3 ทั่วประเทศโดยไม่มีข้อยกเว้นทั้งประชาชนและปืนสวัสดิการ
  • รางวัลกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเปลี่ยนจากอาวุธปืนเป็นแหนบทองคำหรือสิ่งของแทน
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจที่จำเป็นต้องพกปืนต้องมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้บังคับบัญชา

การดำเนินการเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาอาวุธปืน เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความกังวลเรื่องการพกอาวุธปืนระหว่างปฏิบัติหน้าที่ อธิบดีกรมการปกครองได้เน้นย้ำว่า หากได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาตามคำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร ก็ยังคงสามารถพกพาอาวุธเพื่อทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยได้ตามกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการนี้อาจจะดูเข้มงวดในช่วงแรก แต่หากพิจารณาถึงเป้าหมายระยะยาวในการลดความรุนแรงในสังคมแล้ว การควบคุมใบอนุญาตอย่างเป็นระบบถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากครับ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าแนวทางนี้จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “นฤชา” ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน

นายกฯ ย้ำคุมเข้มห้ามพกปืนนอกบ้าน เปิดใจเหตุสลดโรงเรียนดังนนทบุรี

นายกฯ ย้ำคุมเข้มห้ามพกปืนนอกบ้าน เปิดใจเหตุสลดโรงเรียนดังนนทบุรี

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนชื่อดัง จ.นนทบุรี กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างให้ความสนใจอย่างมาก ล่าสุด นายกฯ ย้ำคุมเข้มห้ามพกปืนนอกบ้าน เปิดใจเหตุสลดโรงเรียนดังนนทบุรี โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ หลังจากเกิดเหตุสะเทือนขวัญที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของสังคม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุชัดเจนว่า นายกฯ ย้ำคุมเข้มห้ามพกปืนนอกบ้าน เปิดใจเหตุสลดโรงเรียนดังนนทบุรี ในครั้งนี้ว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยเฉพาะกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ต้องดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด

ทางรัฐบาลได้มีการยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืน ดังนี้:

  • ไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะโดยเด็ดขาด
  • หากพบผู้ที่พกพาอาวุธปืนหรือเดินกร่างในพื้นที่ จะต้องถูกดำเนินคดีทันทีโดยไม่มีการผ่อนผัน
  • เจ้าหน้าที่รัฐห้ามพกพาอาวุธปืนออกนอกเคหะสถานหากไม่ได้อยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่
  • เตรียมผลักดันการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืนในสภาฯ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้กับประชาชน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวเสริมว่า การครอบครองปืนนั้นมีความเสี่ยงสูง แม้ผู้ครอบครองจะอ้างว่าใช้สติ แต่เมื่อถึงเวลาขาดสติ ปืนอาจกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้น การที่รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำให้ธุรกิจอาวุธปืนซบเซานั้น เป็นเรื่องที่ต้องยอมแลก เพราะความปลอดภัยของสังคมและชีวิตของพี่น้องประชาชนย่อมสำคัญกว่าผลประโยชน์ทางการค้าเสมอ

บทสรุปและการเฝ้าระวังของภาคประชาชน

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการล้อมคอกหลังจากเกิดเรื่องแล้วอาจสายเกินไป รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุก โดยขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ให้ร่วมกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงหรือการพกพาอาวุธปืน ต้องรีบรายงานเจ้าหน้าที่ทันที นายกฯ ย้ำคุมเข้มห้ามพกปืนนอกบ้าน เปิดใจเหตุสลดโรงเรียนดังนนทบุรี เพื่อให้สังคมไทยกลับมามีความปลอดภัยและลดความสูญเสียที่ไม่คาดฝันอีกต่อไป

เราในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง ควรตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงในพื้นที่สาธารณะหรือสถานศึกษา เพราะโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กและเยาวชน ไม่ใช่พื้นที่ที่ต้องหวาดกลัวต่ออาวุธร้ายแรง

ที่มา – นายกฯ ย้ำคุมเข้มห้ามพกปืนนอกบ้าน เปิดใจเหตุสลดโรงเรียนดังนนทบุรี

ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ รับได้ หากกฎหมายลดวาระเหลือ 5 ปี

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังมีการขยับตัวปรับแก้กฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายยงยศ แก้วเขียว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ รับได้ หากกฎหมายกำหนดให้ลดวาระเหลือ 5 ปี ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าสนใจในการบริหารจัดการในระดับพื้นที่

ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ รับได้ หากกฎหมายกำหนดให้ลดวาระเหลือ 5 ปี

นายยงยศเปิดเผยว่า ในฐานะตัวแทนของกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ หากมีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายเกิดขึ้นเพื่อปรับวาระการดำรงตำแหน่งจากเดิมที่อยู่จนเกษียณอายุ 60 ปี ให้เหลือเพียง 5 ปีนั้น ทางชมรมพร้อมยอมรับและปฏิบัติตามกติกาใหม่ โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน แต่จะเป็นกฎเกณฑ์สำหรับผู้ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใหม่ในอนาคต

ข้อดีและมุมมองต่อการปรับเปลี่ยนวาระการทำงาน

การที่ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ รับได้ หากกฎหมายกำหนดให้ลดวาระเหลือ 5 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่มองเห็นผ่านโซเชียลมีเดียว่า การเปลี่ยนผ่านวาระที่สั้นลงอาจช่วยให้เกิดการหมุนเวียนผู้นำรุ่นใหม่เข้ามาพัฒนาพื้นที่ อย่างไรก็ตาม นายยงยศยังชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการดำรงตำแหน่งจนครบ 60 ปีเดิม คือความต่อเนื่องในการดูแลปัญหาความมั่นคงและยาเสพติด ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และความคุ้นเคยกับพื้นที่อย่างยาวนาน

  • การปรับลดวาระอาจช่วยกระตุ้นความตื่นตัวของผู้นำในท้องถิ่น
  • ยังคงเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและยาเสพติดเป็นภารกิจหลัก
  • ยืนยันว่าการทำงานปัจจุบันมีการประเมินผลอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว

นอกจากประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว ทางชมรมยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาสนับสนุนงบประมาณสำหรับกองทุนพัฒนาสตรีอำเภอละ 1 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาอาชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมองว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นแบบอย่างในการสร้างรายได้ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เห็นเป็นรูปธรรมและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

ในมุมมองของเรา นี่คือความเคลื่อนไหวที่น่าชื่นชมของภาคประชาชนและข้าราชการท้องถิ่นที่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย แต่เป้าหมายสูงสุดคือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

ที่มา – “ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ” รับได้ หากกฎหมายกำหนดให้ลดวาระเหลือ 5 ปี

สส.ตราด ภูมิใจไทย อัด สส.ประชาชน ขอโทษไม่พอ

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง ด้วยประเด็นสส.ตราด ภูมิใจไทย อัด สส.ประชาชน ขอโทษไม่พอ ปมกล่าวหาเครือข่ายกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวข้องยาเสพติด ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของ สส. ในการอภิปรายสภา วันนี้เราจะมาวิเคราะห์เหตุการณ์นี้แบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบทและผลกระทบที่เกิดขึ้น

สส.ตราด ภูมิใจไทย อัด สส.ประชาชน ขอโทษไม่พอ

วันที่ 4 พฤษภาคม 2567 นายพิชานนท์ อิงประสาร ส.ส.ตราด พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน หลังจากนายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 30 เมษายน ที่ผ่านมา โดยพาดพิงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส.ส.ตราด ซึ่งเคยรับราชการเป็นกำนันตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด และอุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดตราด ยอมรับว่าฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจมาก

สาเหตุที่ สส.ตราด ภูมิใจไทย อัด สส.ประชาชน ขอโทษไม่พอ

ส.ส.ตราด ระบุว่า หลังการอภิปราย มีพี่น้องกำนันผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ติดต่อมาหลายคน บอกว่าทำให้เสียขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ กำนันผู้ใหญ่บ้านคือองค์กรหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ทำงาน 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด รับงานจากทุกกระทรวง ทบวง กรม โดยไม่มีเงินเดือน มีเพียงค่าตอบแทนเท่านั้น นายอำเภอผู้บังคับบัญชายังมีการตรวจสารเสพติดประจำเดือนอีกด้วย

ที่สำคัญ กำนันผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่หลักในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยตัวส.ส.ตราดเองตอนเป็นกำนันก็เคยนำจับขบวนการลักลอบขนยาเสพติดในพื้นที่มาแล้ว การกล่าวหาแบบนี้จึงสะเทือนใจและกระทบจิตใจผู้ปฏิบัติงานอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่กำนันผู้ใหญ่บ้านต้องพิทักษ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ค่าตอบแทนน้อยแต่เต็มไปด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี

  • หน้าที่หลักของกำนันผู้ใหญ่บ้าน:
  • บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน
  • ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงยาเสพติด
  • เป็นหูเป็นตาให้รัฐบาลในระดับท้องถิ่น
  • ขับเคลื่อนโครงการรัฐจากทุกระดับ
  • รักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชน 24 ชั่วโมง

ส.ส.ตราด เน้นย้ำว่า พรรคประชาชนและตัว ส.ส.ผู้กล่าวต้องรับผิดชอบให้มากกว่านี้ การขอโทษหรือแถลงการณ์อย่างเดียวไม่พอ เพราะเป็น ส.ส. ต้องรู้ดีว่าคำพูดคือ “นาย” ก่อนพูดต้องพิจารณาผลกระทบต่อองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะกำนันผู้ใหญ่บ้าน ทหาร หรือแม้แต่ ส.ส.ด้วยกันเอง

“เป็น ส.ส. การแสดงความรับผิดชอบท่านน่าจะรู้อยู่แก่ใจ ส่วนตัวถ้าได้พูดอะไรออกไป แล้วผิดพลาดถึงขนาดนี้ทำให้เสียขวัญกำลังใจ ผมก็รู้ตัวเองดีว่าจะรับผิดชอบอย่างไร เราต้องเข้าใจหัวอกคนเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผมเข้าใจดี ตอนที่มีเหตุปะทะระหว่างไทยกัมพูชา ถ้าใครไม่ได้ทำงานพิทักษ์ส่วนหลังคงไม่ทราบว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ค่าตอบแทนที่ได้รับแทบจะไม่เพียงพอต่อการยังชีพ แต่เรามีเกียรติ และศักดิ์ศรี” ส.ส.ตราดกล่าว

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนปัญหาการเมืองที่คำพูดของ ส.ส. สามารถสร้างความแตกแยกหรือทำลายขวัญกำลังใจผู้รับใช้ประชาชนได้ กำนันผู้ใหญ่บ้านก่อตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นคอสิงห์ของชาติ ในยุคที่ยาเสพติดระบาดหนัก พวกเขาคือแนวหน้าในการสกัดกั้น ไม่สมควรถูกกล่าวหาแบบเหมารวม

จากมุมมองของเรา การเมืองควรเน้นข้อเท็จจริงและหลักฐานมากกว่าการพาดพิง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายที่แก้ไขยาก คุณคิดอย่างไรกับกรณี สส.ตราด ภูมิใจไทย อัด สส.ประชาชน ขอโทษไม่พอ นี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ด้วยนะครับ

ที่มา – “สส.ตราด” ภูมิใจไทย อัด “สส.ประชาชน” ขอโทษไม่พอ ปมกล่าวหา “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” เกี่ยวข้องยาเสพติด

ปชน. น้อมรับคำวิจารณ์ปม “ภัณฑิล” พาดพิงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าร้อน ๆ ล่าสุด ปชน. น้อมรับคำวิจารณ์ปม “ภัณฑิล” พาดพิงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เตรียมสอบสวนพิจารณาโทษ กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนพูดถึง พรรคประชาชน (ปชน.) ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาดของ สส. ภัณฑิล น่วมเจิม ที่ไปเหมารวมกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในการอภิปรายสภาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 แม้เจ้าตัวจะขอโทษแล้ว แต่พรรคก็ไม่นิ่งนอนใจ

ปชน. น้อมรับคำวิจารณ์ปม “ภัณฑิล” พาดพิงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เตรียมสอบสวนพิจารณาโทษ

พรรคประชาชนยืนยันจุดยืนชัดเจนว่า การใช้คำพูดแบบเหมารวมเช่นนี้ ขัดต่อแนวทางและคุณค่าของพรรคโดยสิ้นเชิง แม้เจตนาดีเพื่อชี้ปัญหายาเสพติดที่อาจมีผู้มีอำนาจบางคนพัวพัน แต่การสื่อสารที่ขาดความระมัดระวังกลับบั่นทอนภาพลักษณ์ของกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ทำงานสุจริตส่วนใหญ่ พรรคจึงนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการวินัยและจริยธรรมทันที เพื่อสอบสวนและพิจารณาโทษอย่างเป็นธรรม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและกระแสวิจารณ์

วันที่ 30 เมษายน 2567 ระหว่างการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้กล่าวถึงปัญหายาเสพติด โดยพาดพิงถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้านในลักษณะที่ทำให้หลายคนไม่พอใจ สร้างกระแสวิจารณ์หนักจากเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ และสังคมออนไลน์ พรรคทราบถึงความไม่สบายใจนี้ทันที และออกแถลงการณ์เมื่อคืนวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 ผ่านเฟซบุ๊กและโซเชียลมีเดีย

ในแถลงการณ์ พรรคย้ำว่าเคารพการทำงานของผู้แทนประชาชนทุกระดับ ไม่ว่าจะชาติหรือท้องถิ่น และจะใช้กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญ กำชับ สส. และบุคลากรให้รอบคอบ วุฒิภาวะมากขึ้น เพื่อรักษามาตรฐานพรรคที่รับผิดชอบต่อทุกฝ่าย

บทบาทของพรรคประชาชนในการรับผิดชอบ

การตอบสนองครั้งนี้ของปชน. แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบสูง แตกต่างจากพรรคอื่นที่มักปกป้อง สส. ของตัวเองจนสุดทาง ที่นี่ พรรคยอมรับผิดแม้ สส. ขอโทษแล้ว และเดินหน้าสอบวินัย ซึ่งอาจนำไปสู่บทลงโทษรุนแรง เช่น ตักเตือน ลดตำแหน่ง หรือแม้แต่ไล่ออก ตามระเบียบพรรค

  • น้อมรับวิจารณ์จากทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา
  • นำเข้าคณะกรรมการวินัยทันที
  • กำชับ สส. ให้ระมัดระวังคำพูด
  • ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

ประเด็นนี้ยังสะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่คำพูดของนักการเมืองมักจุดชนวนขัดแย้ง โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติดที่เป็นปัญหาเรื้อรัง กำนันผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นเส้นเลือดฝอยของชุมชน มักถูกมองในแง่ลบจากข่าวอาชญากรรม แต่ส่วนใหญ่ทำงานหนักเพื่อประชาชน

ผลกระทบและบทเรียนสำหรับอนาคต

กรณี ปชน. น้อมรับคำวิจารณ์ปม “ภัณฑิล” พาดพิงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เตรียมสอบสวนพิจารณาโทษ นี้ อาจช่วยยกระดับจริยธรรมนักการเมืองไทยให้สูงขึ้น พรรคประชาชนที่ก่อตั้งใหม่แต่เติบโตเร็ว กำลังสร้างภาพลักษณ์พรรครับความรับผิดชอบ หากจัดการดี อาจได้คะแนนจากฐานเสียงท้องถิ่น แต่หากล่าช้า อาจเสียใจในยามเลือกตั้ง

ในมุมมองผู้เขียน การเคารพทุกอาชีพและหลีกเลี่ยงการเหมารวมคือหลักการพื้นฐานของนักการเมืองที่ดี สิ่งนี้จะช่วยลดความแตกแยกในสังคมไทยได้มาก คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – ปชน. น้อมรับคำวิจารณ์ปม “ภัณฑิล” พาดพิงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เตรียมสอบสวนพิจารณาโทษ

ราเมศ ป้อง ชวน ไม่เคยพูดยกเลิก อสม.

ราเมศ ป้อง ชวน ไม่เคยพูดยกเลิก อสม. เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อนายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการของนายชวน หลีกภัย ออกมาแถลงชี้แจงอย่างชัดเจน หลังจากกรมการปกครองและประธานชมรม อสม. แห่งประเทศไทย ตอบโต้คำให้สัมภาษณ์ของนายชวนที่ถูกตีความผิดเพี้ยนไป

ราเมศ ป้อง ชวน ไม่เคยพูดยกเลิก อสม.

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ตามเอกสาร) นายราเมศ ยืนยันว่านายชวนไม่เคยพูดถึงการยกเลิก อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) เลยสักคำ สิ่งที่นายชวนพูดคือการปกป้องเกียรติของ อสม. ที่สุจริต ไม่ให้ถูกฝ่ายการเมืองใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเจตนาดีเพื่อประชาชนและระบบราชการที่โปร่งใส

นายราเมศ ชี้แจงว่า หากตรวจสอบคำให้สัมภาษณ์ของนายชวนทั้งหมด จะเห็นว่าทุกถ้อยคำมาจากสุจริตใจ เพื่อช่วยดูแลและปกป้องพี่น้อง อสม. นายชวนยังทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุขถึง 2 ครั้ง เพื่อขอให้ปกป้องเกียรติของ อสม. ไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากนักการเมือง

เจตนาปกป้องเกียรติ อสม. จากเครื่องมือหาเสียง

ในมุมมองของนายราเมศ อสม. ที่สุจริตจำนวนมากไม่อยากร่วมมือกับพรรคการเมืองที่ใช้วิธีไม่ถูกกฎหมาย พรรคเหล่านั้นก็รู้ดีถึงพฤติกรรมตัวเอง นอกจากนี้ กรมการปกครองยังออกแถลงการณ์กำชับกำนันผู้ใหญ่บ้านให้วางตัวเป็นกลาง แต่ในทางปฏิบัติต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง

นายชวนติดตามเรื่องนี้มาตลอด ก่อนเลือกตั้งทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอให้ข้าราชการทุกส่วน รวมถึง อปท. ปฏิบัติด้วยความเป็นกลางและเที่ยงธรรม เพื่อบ้านเมืองที่ถูกต้อง

  • รัฐบาลที่ดีไม่ใช้ระบบราชการเป็นเครื่องมือหาเสียง
  • พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ต่างจาก “รัฐบาลโจร” ที่ปล้นอำนาจด้วยวิธีชั่วร้าย
  • การเลือกตั้งไม่ใช่แค่ชิงอำนาจ แต่ต้องยึดหลักประชาธิปไตย
  • ไม่มีผู้ร้องเรียนไม่ใช่คำตอบ ถามประชาชนจริงๆ จะได้ความจริง

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในวงการเมืองไทย ที่ข้าราชการและอาสาสมัครถูกดึงเข้าสู่การหาเสียง ทำให้เสียความน่าเชื่อถือ อสม. เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพชุมชน ถ้าถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะกระทบประชาชนโดยตรง

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับการทุจริตเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งนายชวนเคยเตือนไว้หลายครั้ง การที่ฝ่ายตรงข้ามบิดเบือนคำพูด เพื่อโจมตีภาพลักษณ์ แสดงถึงความหวังดีของนายชวนที่อยากเห็นการเมืองสะอาด

ในยุคที่ข่าวปลอมแพร่กระจาย ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการเมือง

สุดท้ายแล้ว ราเมศ ป้อง ชวน ไม่เคยพูดยกเลิก อสม. เพื่อปกป้องเกียรติและความถูกต้อง ในฐานะนักข่าวหรือนักเขียนการเมือง ผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลต้องโปร่งใส มิฉะนั้นประชาธิปไตยไทยจะยั่งยืนไม่ได้ คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ความจริงกันเถอะ

ที่มา – “ราเมศ” ป้อง “ชวน” ไม่เคยพูดยกเลิก อสม. ลั่นเจตนาปกป้องเกียรติ ไม่ให้เป็นเครื่องมือหาเสียง

Scroll to top