ขนส่งน้ํามัน

ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล

ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ถึงความสำเร็จในสิ่งที่เขาเรียกว่า ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่กองทัพสหรัฐฯ ได้ดำเนินการมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการลับที่โลกไม่เคยรู้

ทรัมป์ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการส่งกองทัพสหรัฐฯ เข้าไปให้การคุ้มกันเรือขนส่งน้ำมันและเรือพาณิชย์นับลำไม่ถ้วน เพื่อให้การไหลเวียนของทรัพยากรพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซดำเนินไปได้อย่างสะดวก โดยตัวเลขกว่า 100 ล้านบาร์เรลที่เขากล่าวอ้างนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากความพยายามของทหารสหรัฐฯ ในการประกาศศักดาว่าใครคือผู้ควบคุมเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตัวจริง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังได้แสดงความคิดเห็นในห้องทำงานรูปไข่ว่า ปฏิบัติการนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่พุ่งสูงไปถึง 250 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างที่หลายฝ่ายเกรงกลัว โดยเขาย้ำว่าการ ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล นั้นช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลกใบนี้ไว้ได้ในยามวิกฤต

  • การคุ้มกันเรือพาณิชย์กว่า 200 ลำให้ผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย
  • การย้ำเตือนอิหร่านถึงอิทธิพลของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค
  • ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พยุงไว้ในช่วง 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนยังมีความเห็นที่แตกต่างกันไป โดยมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีประเด็นเรื่องการลักลอบขนส่งน้ำมันจากเรือที่ไม่เปิดเผยพิกัด เพื่อเลี่ยงการถูกตรวจจับจากการปิดล้อม ซึ่งเรื่องนี้คงต้องรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในระยะยาวต่อไปว่า สิ่งที่ ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล จะส่งผลดีหรือผลเสียต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในอนาคต

ในมุมมองส่วนตัว ปฏิบัติการนี้สะท้อนชัดเจนถึงแนวทางการเมืองของทรัมป์ที่มักสื่อสารโดยตรงกับประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งเน้นย้ำความแข็งแกร่งของมหาอำนาจสหรัฐฯ เหนือชาติคู่ขัดแย้งอย่างอิหร่านอย่างชัดเจน ซึ่งแฟนข่าวต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะมีภาคต่ออย่างไร และราคาน้ำมันโลกจะผันผวนตามเกมการเมืองนี้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล

ตร.เปิดแผน 2 เรือน้ำมัน เดินเรือล่าช้า ฟันกำไร 48 ล้าน

ในช่วงวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ตำรวจแห่งชาติได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่สะเทือนวงการพลังงาน เมื่อ ตร.เปิดแผน 2 เรือน้ำมัน เดินเรือล่าช้า เพื่อรอราคาน้ำมันขึ้น สร้างกำไรมหาศาลกว่า 48 ล้านบาท กรณีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาขาดแคลนน้ำมัน จากเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างหนัก

ตร.เปิดแผน 2 เรือน้ำมัน เดินเรือล่าช้า คาดประวิงเวลารอน้ำมันขึ้น ฟันกำไร 48 ล้าน

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเปิดเผยผลการตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัย 2 ลำ ในบริเวณกลางอ่าวไทย การตรวจสอบเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25-26 เมษายนที่ผ่านมา โดยตำรวจน้ำนำกำลังเข้าตรวจค้น

เรือทั้ง 2 ลำนี้รับน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบ 10 ล้านลิตร จากโรงกลั่นในจังหวัดระยอง เพื่อส่งไปยังคลังน้ำมันในกรุงเทพมหานครและสุราษฎร์ธานี แต่พบพฤติการณ์ผิดปกติ คือ การเดินเรือล่าช้ากว่ากำหนด โดยเฉพาะช่วง 24-26 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับช่วงที่รัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันเพิ่ม 6 บาทต่อลิตร ในวันที่ 26 มีนาคม ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาได้มหาศาล หากพิสูจน์ได้ จะได้กำไรรวม 48 ล้านบาท

รายละเอียดพฤติการณ์ที่ตำรวจตรวจพบ

  • เรือบรรทุกน้ำมันเกือบ 10 ล้านลิตร จากระยองไปกรุงเทพฯ และสุราษฎร์ธานี
  • ข้อมูลระบบติดตามเรือแสดงความคลาดเคลื่อนเวลาเดินทางชัดเจน
  • ประวิงเวลาให้ตรงกับวันราคาน้ำมันขึ้น 6 บาท/ลิตร
  • ศปนม.ตร.กำลังรวบรวมเอกสาร ข้อมูล GPS และพยานบุคคล

กรณีนี้เข้าข่ายผิดฐานประวิงการจำหน่ายสินค้าควบคุมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การตรวจสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเข้มงวดในการคุมเส้นทางขนส่งน้ำมัน ป้องกันการเก็งกำไรและลักลอบส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและมาตรการปราบปราม

วิกฤตน้ำมันครั้งนี้เริ่มจากวันที่ 21-25 มีนาคม 2569 สถานีบริการน้ำมันขาดแคลนทั่วประเทศ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก การที่ผู้ประกอบการประวิงน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ยิ่งซ้ำเติมปัญหา ตำรวจยืนยันว่าจะตรวจสอบโรงกลั่น คลังน้ำมัน และเส้นทางขนส่งอย่างต่อเนื่อง หากพบผิดจะดำเนินคดีเด็ดขาดทุกขบวนการ

นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มกำลังตรวจสอบเรือสินค้าทุกประเภทในอ่าวไทย เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ โดยใช้เทคโนโลยีระบบติดตามเรือ Vessel Tracking System ช่วยยืนยันข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยลดช่องโหว่ในการเก็งกำไร

จากกรณี ตร.เปิดแผน 2 เรือน้ำมัน เดินเรือล่าช้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องเศรษฐกิจและผู้บริโภค ในยุคที่ราคาพลังงานผันผวน การมีกฎหมายและการบังคับใช้ที่เข้มแข็งจึงสำคัญยิ่ง ผู้ประกอบการควรยึดมั่นจรรยาบรรณ ไม่เอาเปรียบประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? มันสะท้อนปัญหาอะไรในระบบน้ำมันไทยบ้าง คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนรับรู้ข้อมูลสำคัญ ติดตามข่าวอัปเดตคดีได้ที่นี่

ที่มา – ตร.เปิดแผน 2 เรือน้ำมัน เดินเรือล่าช้า คาดประวิงเวลารอน้ำมันขึ้น ฟันกำไร 48 ล้าน

จับเรือประมงต้องสงสัย ลักลอบขนน้ำมันหนีภาษี 3,800 ลิตร

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวเด็ดจากภาคตะวันออกของไทยมาฝากกันเลย นั่นคือ จับเรือประมงต้องสงสัย ลักลอบขนน้ำมันหนีภาษี เป็นจำนวนถึง 3,800 ลิตร มูลค่ากว่า 1 แสนบาท! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดตราด ที่เจ้าหน้าที่สรรพสามิตและตำรวจน้ำลงมือปฏิบัติการเด็ดขาด มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ

จับเรือประมงต้องสงสัย ลักลอบขนน้ำมันหนีภาษี

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 (ในเนื้อหาดั้งเดิมเขียน 2569 คงพิมพ์ผิดนะครับ) เวลาเช้าประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่สรรพสามิตจังหวัดตราด นำโดยนายพุทธพงศ์ หยังยืนยง นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ ร่วมกับตำรวจน้ำจาก ส.รน.6 กก.4 บก.รน. คลองใหญ่ ได้บุกตรวจค้นเรือประมงลำหนึ่งที่ท่าเทียบเรือในอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด

ที่มาของปฏิบัติการนี้คือข้อมูลจากสายลับที่แจ้งว่า มีเรือประมงลำนี้ลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังไม่เสียภาษีเข้ามาในน่านน้ำไทย คืนก่อนหน้านั้น เวลาตี 1 เจ้าหน้าที่เลยวางแผนบุกทันที พบเรือจอดอยู่ที่ท่าเทียบเรือ ป.เกษมศิริ หมู่ 5 ตำบลคลองใหญ่

ผลการตรวจค้น: น้ำมันเถื่อน 3,800 ลิตร

จากการตรวจค้น พบน้ำมันเชื้อเพลิงบรรจุในถังขนาด 200 ลิตร จำนวน 19 ถัง รวมทั้งหมด 3,800 ลิตร มูลค่าประมาณ 100,000 บาท เจ้าของเรือคือ นายสุรชัย อายุ 62 ปี ยอมรับสารภาพทันทีว่าน้ำมันเป็นของตัวเอง ซื้อมาจากกลางทะเล โดยเรือใหญ่ถ่ายลงเรือเล็ก ในราคาลิตรละ 28-30 บาทเท่านั้น!

ทำไมถึงลักลอบแบบนี้? เพราะถ้าไม่เสียภาษี น้ำมันราคาถูกกว่าตลาดเกือบ 50% เลยครับ ถ้าซื้อปกติลิตรละ 60+ บาท แต่เถื่อนแค่ 30 บาท ประหยัดไปเยอะ แต่เสี่ยงโดนจับขนาดนี้

  • ข้อหาที่แจ้ง: มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560
  • ค่าปรับ: ภาษีลิตรละ 7.44 บาท x 3,800 = 28,272 บาท + ปรับ 5 เท่า = 141,360 บาท รวมกว่า 169,632 บาท
  • ผล: นายสุรชัยยอมจ่าย สามารถเอาน้ำมันไปใช้ได้หลังเสียภาษีถูกต้อง

ถ้าคิดต้นทุนที่นายสุรชัยซื้อมา 106,400 บาท + ปรับ 141,360 บาท รวมลิตรละ 65.2 บาท แพงกว่าราคาปั๊มน้ำมันปกติซะอีก! นี่แหละบทเรียนราคาแพงจากการลักลอบ

ความสำคัญของการปราบปรามลักลอบน้ำมัน

การ จับเรือประมงต้องสงสัย ลักลอบขนน้ำมันหนีภาษี แบบนี้ไม่ใช่เคสแรกนะครับ ในพื้นที่ชายแดนอย่างตราด คลองใหญ่ มักมีเรือประมงนำทางทำผิดกฎหมาย เพราะใกล้ทะเล กัมพูชา ลักลอบน้ำมันมาจากเรือต่างชาติ ส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีของรัฐ และตลาดน้ำมันถูกกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ต้องบูรณาการกันทั้งสรรพสามิต ตำรวจน้ำ กรมประมง เพื่อปิดช่องโหว่ ถ้าปล่อยไว้ เกษตรกรประมงบางรายหันไปทำผิด สุดท้ายโดนจับ ชีวิตพังเอาได้ครับ

จากประสบการณ์ ข่าวแบบนี้เตือนใจให้เรารู้ว่า กฎหมายภาษีสรรพสามิตเข้มงวดขนาดไหน โดยเฉพาะน้ำมันที่เป็นสินค้าควบคุม ใครคิดลัด shortcuts เสี่ยงปรับแพงๆ แบบนี้แหละ

ส่วนตัวผมคิดว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และช่วยปกป้องเศรษฐกิจท้องถิ่น หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นอะไรน่าสงสัยเกี่ยวกับการลักลอบ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแจ้งเจ้าหน้าที่เลยนะครับ เพื่อช่วยกันปราบปรามอาชญากรรมเศรษฐกิจ

ติดตามข่าวอัปเดตอื่นๆ ได้ที่บล็อกเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วย!

ที่มา – จับเรือประมงต้องสงสัย ลักลอบขนน้ำมันหนีภาษี 3,800 ลิตร มูลค่ากว่า 1 แสนบาท

“พิพัฒน์”ยันรัฐบาลแก้วิกฤตน้ำมันทุกทาง ซัดสภาฯ

“พิพัฒน์” ยัน รัฐบาลแก้วิกฤตน้ำมันทุกทาง ซัดที่สภาฯ อย่าสักแต่วิจารณ์ เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงวิกฤตพลังงานจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์พลังงาน (ผอ.ศบก.) ได้แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เพื่อชี้แจงมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอย่างเร่งด่วน

“พิพัฒน์” ยัน รัฐบาลแก้วิกฤตน้ำมันทุกทาง ซัดที่สภาฯ อย่าสักแต่วิจารณ์

นายพิพัฒน์ ย้ำว่านายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่กำลังหาทางออกทุกวิถีทาง รัฐบาลสั่งติดตามน้ำมันตั้งแต่โรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง ผ่านผู้ค้ารายใหญ่และจ็อบเบอร์ โดยใช้ข้อมูล GPS จากรถขนส่งที่กรมการขนส่งทางบกบังคับติดตั้ง เพื่อตรวจสอบว่ารถวิ่งออกนอกเส้นทางหรือกักตุนหรือไม่ คาดว่าไม่เกิน 1 สัปดาห์จะมีข้อพิสูจน์ชัดเจน โดยประสานกระทรวงยุติธรรม ตำรวจ ศุลกากร และกรมธุรกิจพลังงาน หากพบผิดปกติจะเข้มงวดทันที

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งกระทรวงการคลังปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและภาษีลอย หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือกับโรงกลั่น และประชาชนต้องช่วยประหยัดพลังงานด้วย เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหมดตัวเร็ว จากเดิม 2,500 ล้านบาท ใช้ไปกว่า 30,000 ล้านบาทในไม่กี่วัน

มาตรการรองรับสงกรานต์ท่ามกลาง “พิพัฒน์” ยัน รัฐบาลแก้วิกฤตน้ำมันทุกทาง

สำหรับช่วงสงกรานต์ที่ประชาชนกังวลเรื่องน้ำมัน รัฐบาลเตรียมรถร่วมและรถเสริมของ บขส. ปกติ โดย ปตท. สนับสนุนน้ำมันเต็มคันที่หมอชิตและบรมราชชนนี สำหรับสายใต้และตะวันออก ผู้ว่าราชการจังหวัดจะประสานเติมน้ำมันให้รถสาธารณะที่ปลายทาง และประชาชนเดินทางเองไม่ต้องห่วง สถานีบริการจะปกติสิ้นเดือนมีนาคม

  • ติดตาม GPS รถขนส่งน้ำมันทุกคัน
  • ตรวจสอบกักตุนและลักลอบ
  • ปรับโครงสร้างภาษีหากจำเป็น
  • ประสานเรือน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • สำรองน้ำมันกว่า 100 วัน

นายพิพัฒน์ ยังซัดสมาชิกสภาฯ ที่วิจารณ์อย่างเดียว โดยขอให้เสนอแนะทางแก้แทน เพราะรัฐบาลรักษาการมีอำนาจจำกัด แต่พร้อมรับทุกความเห็นเพื่อประเทศเดินหน้า ประเทศเรายังไม่วิกฤต มีน้ำมันสำรองเพียบ และมองวิกฤตเป็นโอกาส เช่น ส่งอาหารแลกน้ำมัน

หากราคาน้ำมันโลกพุ่งต่อเนื่อง รัฐบาลแบกไม่ไหวแน่นอน ประชาชนต้องช่วยประหยัด จากปกติใช้น้ำมันดีเซล 67 ล้านลิตร/วัน อาจลดลงหากผลิตไม่พอ รัฐบาลจะสู้สุดตัว

สรุปแล้ว “พิพัฒน์” ยัน รัฐบาลแก้วิกฤตน้ำมันทุกทาง ซัดที่สภาฯ อย่าสักแต่วิจารณ์ แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแบบครบวงจร คุณคิดว่ารัฐบาลจะจัดการได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลจริง!

ที่มา – “พิพัฒน์” ยัน รัฐบาลแก้วิกฤตน้ำมันทุกทาง ซัดที่สภาฯ อย่าสักแต่วิจารณ์

เปิดคำสั่งนายกฯ ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 ม.10 รายงานยอด 6 โมงเย็น

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่รุนแรงขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงและเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบตรงถึงประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก ล่าสุด รัฐบาลไทยได้ออก เปิดคำสั่งนายกฯ ให้ “ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 รายใหญ่ – ม.10 รายย่อย” รายงานยอด 6 โมงเย็นทุกวัน เพื่อควบคุมการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงและป้องกันวิกฤตขาดแคลน คำสั่งนี้ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการไม่ต้องลำบากใจในการหาน้ำมันใส่รถหรือใช้ในธุรกิจ

เปิดคำสั่งนายกฯ ให้ “ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 รายใหญ่ – ม.10 รายย่อย” รายงานยอด 6 โมงเย็นทุกวัน

วันที่ 20 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โดยมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันประกาศ คำสั่งนี้กำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดจากสถานการณ์โลก

พื้นฐานของคำสั่งมาจากปัญหาความขัดแย้งที่ทำให้การผลิตและส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลง ราคาพุ่งสูง สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งไม่มีของขาย สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ต้องเติมน้ำมันเพื่อไปทำงานหรือเดินทาง รวมถึงธุรกิจโลจิสติกส์และโรงงานที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบ รัฐบาลจึงอาศัย พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ออกมาตรการนี้

มาตรการหลักสำหรับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 (รายใหญ่)

ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 คือรายใหญ่ที่มีปริมาณค้าต่อปีเกิน 100,000 เมตริกตัน (ราว 120 ล้านลิตร) ต้องสำรองน้ำมันตามกฎหมายเพื่อความมั่นคงพลังงาน มาตรการที่กำหนดไว้มีดังนี้

  • ปฏิบัติตามคำสั่งนายกฯ ที่ 2/2569 เดิม
  • ติดประกาศราคาน้ำมันให้ชัดเจนที่สถานประกอบการ และรายงานทุกครั้งที่ปรับราคาให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบ
  • โรงกลั่นน้ำมันต้องรายงานปริมาณผลิต สต็อก และยอดขายรายลูกค้าทุก 18.00 น.
  • ผู้ค้ารายใหญ่ที่ไม่ใช่โรงกลั่น รายงานยอดขายรายลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่ซื้อเกิน 3,000 ลิตรต่อครั้ง ทุก 18.00 น.
  • รายงานทางอีเมล [email protected] ตามฟอร์มที่กรมกำหนด

ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 (รายย่อย) ต้องทำอะไรบ้าง

ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 คือรายกลาง-ย่อย ค้าปีละ 30,000-100,000 เมตริกตัน (36-120 ล้านลิตร) หรือมีถังเก็บเกิน 200,000 ลิตร เช่น ปั๊มชุมชน ปั๊มหลอด ปั๊มหยอดเหรียญ คำสั่งให้ปฏิบัติตามมาตรการเดียวกับมาตรา 7 ในข้อ 2(2)(3)(4)(5) เพื่อให้การติดตามครอบคลุมทุกขนาด

ตัวอย่างผู้ค้ารายใหญ่ ม.7: PTT, Bangchak, PTG (PT Station), Shell, Caltex, SUSCO ซึ่งเป็นเครือข่ายปั๊มหลักทั่วประเทศ ส่วน ม.10 คือผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ซื้อจากรายใหญ่มาขายปลีก

ปลดล็อกรถบรรทุกน้ำมันวิ่งได้ 24 ชม.

ควบคู่กัน ราชกิจจาฯ ยังเผย ข้อบังคับหัวหน้าพนักงานจราจร ยกเว้นห้ามรถบรรทุกน้ำมันใน กทม. ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ จนถึง 30 เม.ย. 2569 เพื่อให้รถส่งน้ำมันวิ่งได้ทั่วถึง สนับสนุนให้สถานีบริการมีของขายเพียงพอ

หน่วยงานที่รับผิดชอบติดตาม: รองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ, รมว.ยุติธรรม, ปลัดมหาดไทย, ผบ.ตร., อธิบดี DSI, อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน มีอำนาจเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้และแต่งตั้งทีมตรวจสอบ

มาตรการนี้เป็นการตอบสนองที่รวดเร็วและเด็ดขาด ช่วยให้รัฐบาลตรวจสอบสต็อกและการกระจายน้ำมันแบบเรียลไทม์ ป้องกันการกักตุนหรือเก็งกำไร ในมุมประชาชน เราจะได้น้ำมันราคายุติธรรม ไม่ต้องต่อคิวเติมนานๆ ผู้ประกอบการก็วางแผนธุรกิจได้มั่นใจขึ้น หากสถานการณ์โลกยังตึงเครียด มาตรการนี้น่าจะช่วยให้ไทยรอดพ้นวิกฤตได้

ติดตามอัปเดตราคาน้ำมันและข่าวพลังงานล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เปิดคำสั่งนายกฯ ให้ “ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 รายใหญ่ – ม.10 รายย่อย” รายงานยอด 6 โมงเย็นทุกวัน

คนขับรถส่งน้ำมัน แฉถูกจำกัดโควต้า อย่ามาโทษ!

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังเจอปัญหาคนขับรถส่งน้ำมัน แฉถูกจำกัดโควต้ากันเถอะ! ในจังหวัดอ่างทอง น้ำมันบางประเภทอย่างดีเซลและเบนซิน เริ่มขาดแคลนชั่วคราวที่ปั๊มหลายแห่ง สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ต้องไปเติมน้ำมันกันวุ่นวาย บางปั๊มติดป้าย “อยู่ระหว่างขนส่ง” หรือ “รอโควต้าใหม่” แต่เบื้องหลังคืออะไร? มาฟังจากปากคนขับรถส่งน้ำมันเองที่ออกมาแฉ!

คนขับรถส่งน้ำมัน แฉถูกจำกัดโควต้า

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายนที มนตริวัต ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้มอบหมายให้ทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันในอำเภอเมืองและอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง โดยมีนายก้องเกียรติ กิตติคุณ พลังงานจังหวัด นส.สิการย์ เฟื่องฟุ้ง พาณิชย์จังหวัด นายธนากร เงินเรืองชัย หัวหน้าสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดสุพรรณบุรี และหน่วยงานอื่นๆ ร่วมกันติดตามสถานการณ์การให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิง

เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจปั๊มน้ำมัน

ผลการตรวจพบว่า ปั๊มน้ำมันหลายแห่งมีน้ำมันบางประเภทหมดชั่วคราว เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบถังเก็บน้ำมันย้อนหลังเพื่อยืนยันข้อมูลจากผู้ค้า นอกจากนี้ยังสอบถามพนักงานขับรถขนส่งที่กำลังลงสินค้าอยู่

ขออย่ามาโทษขนส่งไม่ทัน ทำตกเป็นแพะ

คนขับรถส่งน้ำมันคนหนึ่งเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่ใช่ความผิดของพวกเราที่ส่งน้ำมันไม่ทัน แต่ตอนนี้คนขับอย่างพวกเราตกเป็นแพะรับบาปทั้งๆ ที่ต้นทางจำกัดโควต้าน้ำมันให้บริการน้อยลง ไม่เท่าเดิม” เขายืนยันว่าพร้อมขับรถส่งทุกวัน แต่โควต้าที่ได้ทำให้ส่งไม่ทันความต้องการ

คนขับรถส่งน้ำมันให้สัมภาษณ์

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปรายงานกรมธุรกิจพลังงานและจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ลดความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำมัน

สาเหตุและผลกระทบของปัญหาโควต้าน้ำมัน

ปัญหาคนขับรถส่งน้ำมัน แฉถูกจำกัดโควต้านี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความต้องการน้ำมันที่พุ่งสูงจากราคาน้ำมันผันผวน หรือปัญหาการนำเข้าน้ำมันดิบ ล่าสุดในอ่างทอง ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันต้องปิดจำหน่ายบางประเภท สร้างความลำบากให้ผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลจำนวนมาก

  • ดีเซล B7: หมด更快เพราะความต้องการสูง
  • เบนซิน 95: บางปั๊มเหลือน้อย รอเติม
  • แก๊สโซฮอล์: ยังพอมี แต่ใกล้หมด

ประชาชนบางคนต้องไปปั๊มอื่นไกลๆ หรือรอคิวยาว บางรายถึงขั้นตื่นแต่เช้าเพื่อแย่งเติม

แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลน

เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต กรมธุรกิจพลังงานควรปรับโควต้าตามความต้องการจริง แทนการจำกัดแบบเดิมๆ ผู้ประกอบการปั๊มก็ควรสื่อสารชัดเจนกับลูกค้า ส่วนประชาชน ลองสำรองน้ำมันไว้บ้าง หรือใช้รถประหยัดน้ำมันมากขึ้น

ในมุมมองของเรา ปัญหานี้สะท้อนถึงระบบจัดการพลังงานที่ต้องเร่งปรับปรุง อย่าให้คนขับรถส่งน้ำมัน แฉถูกจำกัดโควต้าแล้วตกเป็นแพะอีก ควรแก้ที่ต้นตอเพื่อให้ทุกคนได้รับบริการเต็มที่ หากคุณเคยเจอปัญหาน้ำมันขาดแคลนแบบนี้ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เราจะรวบรวมเพื่อเป็นข้อมูลช่วยเหลือกันนะ!

ที่มา – คนขับรถส่งน้ำมัน แฉถูกจำกัดโควต้า ขออย่ามาโทษขนส่งไม่ทัน ทำตกเป็นแพะ

ปั๊มขึ้นป้ายน้ำมันหมด! วิกฤติปราจีนบุรี

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงนี้ข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียเลยก็คือเรื่องปั๊มขึ้นป้ายน้ำมันหมดในพื้นที่ปราจีนบุรี ที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนหนักมาก บรรยากาศที่ปั๊มน้ำมันกลายเป็นเหมือนเมืองร้าง ปิดบริการหมดเกลี้ยง แถมบางแห่งยังมีน้ำมันสำรองไว้ให้เฉพาะรถพยาบาลและรถกู้ภัยเท่านั้น และจำกัดการเติมแค่ครั้งละ 1,000 บาทเท่านั้นเอง วันนี้เราจะมาวิเคราะห์สถานการณ์นี้กันแบบละเอียด เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและเตรียมตัวรับมือได้ทัน

ปั๊มขึ้นป้ายน้ำมันหมด ทั่วเทศบาลเมืองปราจีนบุรี

จากรายงานเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี พบว่าปั๊มน้ำมันเกือบทุกแห่งต้องปิดตัวลงชั่วคราว โดยติดป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า “น้ำมันหมด” ชัดเจน ลูกค้าที่ขับรถยนต์หรือจยย.มาจะต้องผิดหวัง เพราะไม่มีน้ำมันให้เติมสักหยด ชาวบ้านบางคนต้องขับรถตระเวนไปปั๊มอื่นๆ กว่า 2-3 แห่ง แต่ก็ยังหาไม่ได้ สุดท้ายบางรายน้ำมันหมดกลางทาง ต้องเข็นรถจักรยานยนต์กลับบ้านแบบหอบแฮ่ก

นึกภาพตามนะครับ ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าว่า “ออกจากบ้านมาเติมน้ำมันตามปกติ แต่พอมาถึงปั๊มขึ้นป้ายน้ำมันหมดหมดทุกปั๊ม น้ำมันในถังหมดพอดี ต้องเข็นรถกลับไปกว่า 2 กิโล” สุดน่าสงสารจริงๆ ปกติเราคิดว่าน้ำมันเติมจยย.ไม่น่าจะขาด แต่ครั้งนี้เกิดขึ้นจริง!

สาเหตุหลักที่ทำให้ปั๊มขึ้นป้ายน้ำมันหมด

พนักงานปั๊มน้ำมันให้ข้อมูลว่า สาเหตุมาจากการขนส่งน้ำมันที่ล่าช้า รถบรรทุกน้ำมันไม่สามารถไปรับของจากสถานีจ่ายได้ตามกำหนด ทำให้ปริมาณน้ำมันที่ส่งมาลดลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมเคยได้ 20,000 ลิตรต่อครั้ง ตอนนี้เหลือแค่ 10,000 ลิตร ไม่พอต่อความต้องการของลูกค้าที่แห่มาจำนวนมาก ปัจจัยอื่นๆ อาจมาจากความต้องการน้ำมันที่พุ่งสูงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ หรือปัญหาโลจิสติกส์ที่กระทบทั่วประเทศ

รถพยาบาล-กู้ภัย ยังพอมีน้ำมันสำรองจำกัด

ถึงแม้สถานการณ์จะรุนแรง แต่ปั๊มบางแห่งยังใจดี สำรองน้ำมันไว้ให้ยานพาหนะฉุกเฉิน เช่น รถพยาบาล รถกู้ภัย และรถดับเพลิงในพื้นที่ แต่ก็ต้องจำกัดการเติมน้ำมันครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท เพื่อให้พอแบ่งกันใช้ นี่ถือเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของหน่วยงานสาธารณสุขและกู้ภัยได้บ้าง แต่สำหรับประชาชนทั่วไป ยังคงต้องรอการแก้ไขจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • ปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่ปิดบริการชั่วคราว
  • ติดป้าย “น้ำมันหมด” ทุกประเภท ทั้งเบนซิน ดีเซล แก๊สโซฮอล์
  • ชาวบ้านต้องตระเวนหาน้ำมันจากปั๊มนอกพื้นที่
  • รถฉุกเฉินเติมได้จำกัด 1,000 บาทต่อครั้ง
  • สาเหตุจากรถบรรทุกน้ำมันรับของล่าช้า

สถานการณ์ปั๊มขึ้นป้ายน้ำมันหมดนี้ ไม่ใช่แค่ปัญหาในปราจีนบุรีเท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ของระบบ供应链น้ำมันในประเทศไทย หากไม่แก้ไขด่วน อาจลุกลามไปจังหวัดใกล้เคียง ส่งผลกระทบต่อการขนส่ง สินค้าโภคภัณฑ์ และเศรษฐกิจท้องถิ่น ชาวบ้านหลายคนเริ่มกักตุนน้ำมันที่บ้านแล้ว แต่ก็ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยจากการเก็บรักษา

จากประสบการณ์ในอดีต เช่น วิกฤติน้ำมันปี 2548 ที่เกิดจากการประท้วงการเมือง ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งและขาดแคลน ครั้งนี้แม้ไม่ใช่การเมือง แต่ปัญหาการขนส่งคล้ายกัน เราควรเรียนรู้และเตรียมตัว เช่น เติมน้ำมันให้ถังเต็มเสมอ ใช้รถที่ประหยัดน้ำมัน หรือหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น

สำหรับคำแนะนำในช่วงนี้ อย่าตื่นตระหนก แต่ควรตรวจเช็คข่าวสารจากกรมธุรกิจพลังงานหรือ PTT, Bangchak อย่างสม่ำเสมอ และหากมีน้ำมันเหลือน้อย ควรวางแผนเส้นทางให้ดี หลีกเลี่ยงการเดินทางไกล

สุดท้ายนี้ สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า พลังงานคือหัวใจของชีวิตประจำวัน เราไม่ควรประมาท คุณล่ะเคยเจอวิกฤติน้ำมันแบบนี้บ้างไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากบล็อกเรา!

ที่มา – น้ำมันไม่มีก็ต้องปิด ปั๊มขึ้นป้ายน้ำมันหมด รถพยาบาล-กู้ภัย ให้เติมครั้งละ 1,000 บาท

นายกฯ เรียกถกนำเข้าน้ำมันดิบ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ นายกฯ เรียกถกนำเข้าน้ำมันดิบ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นวาระเร่งด่วนของไทย เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานและหาช่องทางนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม หวั่นว่าจะกระทบหนักต่อการนำเข้าของไทยหลังจากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

นายกฯ เรียกถกนำเข้าน้ำมันดิบ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีผู้เข้าร่วมสำคัญหลายท่าน เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบจากการสู้รบที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันเสาร์ถึงจันทร์ ทำให้ต้องกำหนดมาตรการรับมือทันที ปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณครึ่งหนึ่ง และจากแหล่งอื่นอีกครึ่งหนึ่ง นายกรัฐมนตรีจึงสั่งให้แยกข้อมูลแหล่งนำเข้าอื่นๆ ให้ชัดเจน

ผู้เข้าร่วมประชุมสำคัญ

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  • นางมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)
  • นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

นายกรัฐมนตรีระบุว่า จากรายงานเมื่อวาน (4 มี.ค.) เดือนมีนาคมยังไม่กระทบมากนัก แต่ตัวเลขนำเข้าจะเริ่มลดลง สถานการณ์รุนแรงขึ้นมาก จึงต้องเร่งหามาตรการ โดยมอบหมายให้นายอรรถพลและนายพิพัฒน์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าน้ำมัน คิดหาวิธีลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไทยต้องเจรจากับประเทศอื่นๆ เพื่อสั่งซื้อน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงอื่นๆ เพิ่มเติม สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

ช่องแคบฮอร์มุซสำคัญอย่างไรต่อไทย

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่น้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกต้องผ่าน ช่องแคบนี้เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน หากปิดจะกระทบการขนส่งน้ำมันทั่วโลกโดยตรง ไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าถึง 80-90% จะได้รับผลกระทบรุนแรง ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูง ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ค่าน้ำมันรถยนต์ ค่าไฟฟ้า และราคาสินค้าทุกประเภทจะปรับตัวตาม

แหล่งนำเข้าน้ำมันดิบทางเลือกของไทย

  • สหรัฐอเมริกา – ผู้ผลิตน้ำมันชั้นนำ Shale Oil เพิ่มขึ้น
  • รัสเซีย – แม้มีมาตรการคว่ำบาตร แต่ยังเป็นแหล่งใหญ่
  • เวียดนามและมาเลเซีย – แหล่งในภูมิภาคใกล้เคียง
  • สิงคโปร์ – ศูนย์กลางซื้อขายและกลั่นน้ำมัน
  • อาเซอร์ไบจานและคาซัคสถาน – จากทะเลแคสเปียน

การกระจายแหล่งนำเข้าจะช่วยลดความเสี่ยงได้ หากรัฐบาลเจรจาสำเร็จ นอกจากนี้ ยังควรเร่งพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์ ลม และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว

โดยรวมแล้ว นายกฯ เรียกถกนำเข้าน้ำมันดิบ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของรัฐบาลต่อวิกฤตพลังงาน การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะนำไปสู่มาตรการที่ชัดเจน ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้ทันท่วงที ในมุมมองของผู้เขียน การกระทำอย่างรวดเร็วแบบนี้เป็นสัญญาณดี ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานและชีวิตประชาชน คุณคิดว่ามาตรการใดจะได้ผลมากที่สุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้สถานการณ์ด้วยนะครับ

ที่มา – นายกฯ เรียกถกหาช่องทางนำเข้าน้ำมันดิบแหล่งอื่นเพิ่ม หวั่นกระทบหนักหลังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เช็กคลังน้ำมัน ปตท.เชียงใหม่ ยืนยันไม่ขาดแคลน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเชียงใหม่ทุกคน ช่วงนี้หลายคนคงเห็นภาพคิวยาวเหยียดที่ปั๊มน้ำมันกันใช่ไหมครับ? เกิดความกังวลจากสถานการณ์ไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้ทุกคนแห่กันไปเติมน้ำมันกันเยอะมาก แต่ไม่ต้องห่วงนะ! ทีมเจ้าหน้าที่เช็กคลังน้ำมัน ปตท.เชียงใหม่แล้ว ยืนยันชัดเจนว่าน้ำมันมีเพียงพอ ไม่ขาดแคลนแน่นอน วันนี้เรามาอัปเดตข้อมูลล่าสุดให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

เช็กคลังน้ำมัน ปตท.เชียงใหม่

วันที่ 4 มีนาคม 2569 นางสายธาร ประสงค์ความดี พลังงานจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนางณัฐพร มหาไพบูลย์ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ และนายคมเพชร สำลีเติมสิริ ผู้อำนวยการศูนย์ชั่งตวงวัดภาคเหนือ ได้บุกไปตรวจสอบคลังน้ำมัน ปตท.เชียงใหม่ โดยเข้าพบนายศรัญญู ลิมป์วรอมร ผู้จัดการส่วนคลังน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กันเลยทีเดียว

ผลการเช็กคลังน้ำมัน ปตท.เชียงใหม่ครั้งนี้ ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลยังคงเหลือเฟือ มีการขนส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีปัญหาขาดแคลนแต่อย่างใด แม้จะมีรถบรรทุกน้ำมันต่อคิวยาวเพื่อมารับสินค้าจากคลังก็ตาม ราคาน้ำมันก็ยังเป็นไปตามกลไกตลาดปกติครับ

สาเหตุคิวยาวที่ปั๊มน้ำมัน แม้คลังไม่ขาดแคลน

แล้วทำไมบางปั๊มถึงหมดน้ำมันชั่วคราวล่ะ? มาดูกันครับ

  • ความต้องการพุ่งสูง: ประชาชนแห่มาซื้อน้ำมันมากกว่าปกติ เนื่องจากกังวลข่าวต่างประเทศ ทำให้บางสถานีบริการที่สำรองไว้ไม่พอ
  • รถบรรทุกแน่น: คิวยาวที่คลังทำให้การส่งน้ำมันไปปั๊มล่าช้านิดหน่อย แต่กำลังเร่งแก้ไขแล้ว
  • ตื่นตระหนกสะสม: จากสถานการณ์ภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ทุกคนอยากตุนน้ำมันไว้ก่อน

เจ้าหน้าที่ย้ำว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม และมีการตรวจสอบสถานีบริการในอำเภอเมืองเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกักตุนหรือเรียกเก็บราคาเกินจริง

มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล

นอกจากเช็กคลังน้ำมัน ปตท.เชียงใหม่แล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการเด็ดๆ มาบรรเทาความเดือดร้อน เช่น

  • ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ต่ออีก 15 วัน โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพลังงานสั่งการเอง
  • เร่งขนส่งน้ำมันจากคลังไปยังปั๊มต่างๆ แบบด่วนๆ
  • เปิดบริการ 24 ชม. ในบางแห่ง เพื่อรองรับความต้องการ

คลังน้ำมัน ปตท.เชียงใหม่ยังยืนยันว่าดำเนินงานภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ตามกฎหมายทุกประการ ลูกค้าทุกกลุ่มเติมได้ไม่มีปัญหา

สรุปแล้ว เพื่อนๆ ไม่ต้องตื่นตระหนกไปครับ น้ำมันมีพอใช้แน่นอน แนะนำให้เติมตามปกติ อย่าตุนเยอะเกินไปเพราะจะยิ่งทำให้คิวยาวเปล่าๆ ถ้าอยากประหยัด ลองเช็กโปรโมชั่นแอป ปตท. ด้วยนะ จะได้ส่วนลดเพิ่ม!

ข้อมูลนี้ช่วยคลายกังวลได้บ้างไหมครับ? แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ในเชียงใหม่รับรู้กันหน่อยนะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวกันอีก ตามติดข่าวอัปเดตราคาน้ำมันและสถานการณ์พลังงานได้ที่บล็อกเราตลอดไป!

ที่มา – เช็กคลังน้ำมัน ปตท.เชียงใหม่ ยืนยันไม่ขาดแคลน แม้คนต่อคิวรอแถวยาวเหยียด

Scroll to top