ขบวนการยาเสพติด

สืบนครบาล 7 สกัดจับกระบะขนไอซ์ 1 ตัน ซุกในกองกะหล่ำปลี

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการปราบปรามยาเสพติดกันอยู่บ่อยครั้ง แต่คราวนี้ถือเป็นผลงานครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อ สืบนครบาล 7 สกัดจับกระบะขนไอซ์ 1 ตัน ซุกในกองกะหล่ำปลี ก่อนทะลักเข้ากรุง ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นความพยายามของเครือข่ายยาเสพติดที่พยายามใช้ช่องทางขนส่งพืชผลทางการเกษตรมาอำพรางการกระทำผิด

สืบนครบาล 7 สกัดจับกระบะขนไอซ์ 1 ตัน ซุกในกองกะหล่ำปลี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สส.บก.น.7 ได้วางแผนดักซุ่มจนสามารถสกัดจับรถกระบะต้องสงสัยจำนวน 2 คัน ที่ขับขี่มาจากพื้นที่ภาคเหนือ โดยคันหนึ่งทำหน้าที่ดูต้นทาง ส่วนอีกคันบรรทุกกะหล่ำปลีมาเต็มคันรถ ซึ่งดูภายนอกเหมือนรถขนส่งผักทั่วไป แต่เมื่อตรวจค้นอย่างละเอียดกลับพบยาไอซ์จำนวนมหาศาลซุกซ่อนอยู่ใต้กองกะหล่ำปลีเหล่านั้น

รายละเอียดการปฏิบัติงานและการจับกุม

จากการเข้าตรวจสอบพบยาไอซ์บรรจุในถุงชาซุกซ่อนในกระสอบสายรุ้งถึง 40 กระสอบ รวมน้ำหนักกว่า 1,000 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่จึงรีบดำเนินการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 รายทันที ซึ่งจากการสอบสวนพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • ผู้ต้องหารับสารภาพว่าทำมาแล้วถึง 3 ครั้ง
  • ได้รับค่าจ้างต่อรอบสูงถึง 2-3 ล้านบาท
  • ใช้เส้นทางธรรมชาติและอาศัยรถขนส่งสินค้าเกษตรตบตาเจ้าหน้าที่

ความสำเร็จของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดของยาเสพติดเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากยาไอซ์จำนวน 1 ตันนี้หลุดรอดไปได้ จะสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รวมถึงสร้างความเสี่ยงต่อลูกหลานในชุมชนอย่างประเมินค่าไม่ได้

ในฐานะประชาชน เราควรชื่นชมการทำงานที่เข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปราบปรามยาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทย และถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับกลุ่มผู้ค้าที่คิดจะกระทำผิดว่ากฎหมายมีตาสับปะรดและเจ้าหน้าที่พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการการตรวจสอบที่เข้มงวดแบบนี้จะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อให้เมืองไทยปลอดภัยจากยาเสพติดมากยิ่งขึ้น

ที่มา – สืบนครบาล 7 สกัดจับกระบะขนไอซ์ 1 ตัน ซุกในกองกะหล่ำปลี ก่อนทะลักเข้ากรุง

รวบหนุ่มวัย 50 เจ้าของบัญชีว่าจ้างสาวหิ้วไอซ์ ซุกกระปุกมะขามเปียกไปญี่ปุ่น

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการจ้างวานหิ้วของไปต่างประเทศเป็นประจำ แต่ล่าสุดมีเหตุการณ์ที่น่าตกใจเกิดขึ้น เมื่อตำรวจได้ทำการ รวบหนุ่มวัย 50 เจ้าของบัญชีว่าจ้างสาวหิ้วไอซ์ ซุกกระปุกมะขามเปียกไปญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับคนที่รับจ้างหิ้วของข้ามประเทศโดยไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนรับงาน

รวบหนุ่มวัย 50 เจ้าของบัญชีว่าจ้างสาวหิ้วไอซ์ ซุกกระปุกมะขามเปียกไปญี่ปุ่น

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่หญิงสาววัย 43 ปี ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางยี่ขัน หลังจากที่เธอได้รับจ้างหิ้วสินค้าไปประเทศญี่ปุ่นตามปกติ แต่กลับพบความผิดปกติของพัสดุที่ได้รับว่าจ้างจากบุคคลในเฟซบุ๊กชื่อ “Chayamin Pai” ซึ่งสินค้าดังกล่าวมีน้ำหนักเกินผิดปกติ โดยเฉพาะกระปุกมะขามเปียก 6 กระปุก เมื่อเปิดสำรวจดูก็พบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ภายในจำนวนมหาศาล

เบื้องหลังการจับกุมและการขยายผลคดี

หลังจากที่หญิงสาวรายนี้ตั้งสติได้และรีบนำของกลางไปแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนนำโดย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ได้เข้าสืบสวนจนทราบว่ามีการใช้บัญชีธนาคารของนายสมพงษ์ ชาว จ.ปทุมธานี เป็นช่องทางในการทำธุรกรรม นำไปสู่การดำเนินการ รวบหนุ่มวัย 50 เจ้าของบัญชีว่าจ้างสาวหิ้วไอซ์ ซุกกระปุกมะขามเปียกไปญี่ปุ่น ได้สำเร็จที่บ้านพักในจังหวัดนครนายก

นายสมพงษ์ ได้ให้การอ้างว่าบัญชีดังกล่าวเป็นของตนจริง แต่เคยให้แฟนสาวชาวเวียดนามหยิบยืมไปใช้ ซึ่งในขณะนี้แฟนสาวของเขาได้เดินทางกลับเวียดนามไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อและกำลังเร่งขยายผลเพื่อติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

  • ผลกระทบต่อผู้รับจ้าง: การรับจ้างหิ้วของโดยไม่ทราบที่มาที่ไปของสินค้าอาจทำให้คุณกลายเป็นผู้สมคบคิดในคดียาเสพติดโดยไม่รู้ตัว
  • ความระมัดระวังเป็นสิ่งสำคัญ: ไม่ควรรับสินค้าจากบุคคลที่ไม่รู้จัก หรือตรวจสอบสินค้าไม่ละเอียดก่อนยอมรับงานขนส่ง
  • บทลงโทษทางกฎหมาย: คดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดข้ามชาติมีอัตราโทษที่รุนแรงมาก ซึ่งผู้ที่หลงเชื่ออาจต้องได้รับผลกระทบหนักเกินกว่าที่คิดไว้

จากกรณี รวบหนุ่มวัย 50 เจ้าของบัญชีว่าจ้างสาวหิ้วไอซ์ ซุกกระปุกมะขามเปียกไปญี่ปุ่น นี้ ขอให้เป็นบทเรียนสำคัญให้กับเหล่านักรับหิ้วของว่า เงินค่าจ้างเพียงไม่กี่ร้อยบาทอาจแลกมาด้วยอิสรภาพที่หายไปตลอดชีวิต การตรวจสอบพัสดุให้ถี่ถ้วนก่อนรับทุกครั้งจึงเป็นเรื่องที่ห้ามละเลยเด็ดขาดครับ อย่าปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับตัวคุณเพียงเพราะความประมาทเลินเล่อเพียงนิดเดียว

ที่มา – รวบหนุ่มวัย 50 เจ้าของบัญชีว่าจ้างสาวหิ้วไอซ์ ซุกกระปุกมะขามเปียกไปญี่ปุ่น

สกัดจับแท็กซี่ขนยาบ้า 2.2 ล้านเม็ด ที่เชียงราย

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแส สกัดจับแท็กซี่ขนยาบ้า 2.2 ล้านเม็ด ที่เชียงราย กันครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด ตำรวจสภ.ป่าแดด สามารถจับกุมแท็กซี่คันหนึ่งที่ลักลอบขนยาบ้ามูลค่ามหาศาล โดยใช้วิธีเนียนๆ ซุกซ่อนไว้ในที่นอนเด็กเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายและความฉลาดแกมโกงของขบวนการค้ายาเสพติดเลยทีเดียว

สกัดจับแท็กซี่ขนยาบ้า 2.2 ล้านเม็ด ที่เชียงราย

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 (ตามในเนื้อหา แต่ปรับปี) เวลาประมาณ 09.00 น. พ.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.เชียงราย ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.กุลชาติ ศักดิโยธินธาดา ผกก.สภ.ป่าแดด ว่ามีการตั้งจุดตรวจสกัดยาเสพติดแบบ Frog-jump บนถนนสายรองระหว่าง อ.ป่าแดด-อ.จุน จ.เชียงราย ชุดสายตรวจนำโดย พ.ต.ท.ศุภกิจ สิริประภาวัฒน์ รอง ผกก.ป. พบรถแท็กซี่โตโยต้าอัลติส สีชมพู ทะเบียน ทฬ-3794 กรุงเทพมหานคร ขับมาด้วยความต้องสงสัย

คนขับคือ นายอภิชาติ ฟักแย้ม อายุ 49 ปี ชาว ต.ลาดหลุมแก้ว อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ภายในรถมีเด็กหญิงและเด็กชายอายุ 7-8 ปี ซึ่งน่าจะเป็นลูก 2 คน นั่งมาด้วย เมื่อถึงด่าน นายอภิชาติมีท่าทางหลบเลี่ยง พิรุธชัดเจน เจ้าหน้าที่จึงโบกให้จอดตรวจค้นทันที

วิธีซุกยาบ้าแบบเนียนซุกทำเป็นที่นอนลูก

ผลการตรวจค้นน่าตกใจมาก! พบกระสอบยาบ้าวางซุกไว้บนเบาะนั่งหลังและที่วางเท้า คลุมด้วยผ้าทำเป็นที่นอนให้เด็กๆ นอนเล่นระหว่างทาง เพื่อหลอกตาเจ้าหน้าที่ว่ามีแค่ครอบครัวเดินทางปกติ นอกจากนี้ในกระโปรงท้ายรถยังมีกระสอบเพิ่มอีก รวมทั้งหมด 9 กระสอบ ยาบ้ารวม 2,200,000 เม็ด มูลค่ามหาศาล!

เทคนิคนี้ถือเป็นการตบตาที่แนบเนียนมาก เพราะใครจะไปคิดว่าที่นอนเด็กจะซ่อนยาบ้าได้ขนาดนี้ เชียงรายซึ่งเป็นชายแดนใกล้เมียนมา จึงเป็นจุดผ่านยาเสพติดหลักของประเทศ

คำสารภาพของผู้ต้องหาและเส้นทางขนส่ง

จากการสอบสวน นายอภิชาติรับสารภาพว่า รับยาบ้ามาจากชายแดน วิ่งเส้นบายพาสจาก อ.เชียงแสน เลี่ยงด่านกิ่วทัพยั้ง อ.แม่จัน มาถึง อ.ป่าแดด แล้วทะลุ อ.จุน อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา เพื่อไปส่งที่ภาคกลาง ผู้ว่าจ้างจะโทรบอกปลายทางทีหลัง ตอนนี้ตำรวจกำลังขยายผลจับผู้ร่วมแก๊ง

  • เส้นทาง: ชายแดน → เชียงแสน → ป่าแดด → จุน → พะเยา → ภาคกลาง
  • วิธีหลบ: ถนนรอง + ที่นอนเด็ก
  • จำนวน: 2.2 ล้านเม็ด
  • รถ: แท็กซี่โตโยต้าอัลติส สีชมพู

บทเรียนจากเหตุการณ์สกัดจับแท็กซี่ขนยาบ้า 2.2 ล้านเม็ด ที่เชียงราย

เหตุการณ์นี้เตือนใจเราทุกคนว่า ยาเสพติดใกล้ตัวมากกว่าที่คิด แม้แต่แท็กซี่ธรรมดาก็กลายเป็นผู้กระทำผิดได้ เชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงเพราะติดชายแดน การตั้งจุดตรวจแบบสุ่ม Frog-jump ช่วยได้เยอะ เจ้าหน้าที่ตำรวจสมควรได้รับการยกย่อง

ในมุมมองผม การใช้เด็กๆ มาช่วยตบตาแบบนี้ร้ายกาจมาก สังคมต้องตื่นตัว หากเห็นรถต้องสงสัยหรือคนขับมีพิรุธ อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแส สามารถโทรสายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชม. ช่วยกันสกัดยาเสพติดเพื่ออนาคตชาติ

สุดท้ายนี้ อย่าให้ยาบ้าทำลายชีวิต อยู่ห่างๆ ดีกว่า ถ้าคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม แชร์ในคอมเมนต์ได้เลยครับ!

ที่มา – สกัดจับแท็กซี่ขนยาบ้า 2.2 ล้านเม็ด ที่เชียงราย เนียนซุกทำเป็นที่นอนลูกตบตา จนท.

ตชด.ภาค 2 สกัดจับยาไอซ์ 300 กก. รวบ 2 ผู้ต้องหา


ตชด.ภาค 2 สกัดจับยาไอซ์ 300 กก. รวบ 2 ผู้ต้องหา รับจ้างขนยาจากเพื่อนชาว สปป.ลาว เตรียมส่งกรุงเทพฯ ได้ค่าจ้างคนละ 5 หมื่น สารภาพเคยทำมาแล้ว 2 ครั้ง

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 พ.ต.อ.คณิต กลิ่นศรีสุข รอง ผบก.ตชด.ภาค 2 แถลงข่าวการจับกุม นายรุ่งศักดิ์ สุพร อายุ 34 ปี และนายกฤตภาส เมฆกล อายุ 48 ปี พร้อมของกลางยาไอซ์ 300 กิโลกรัม รถยนต์โตโยต้า เวลอส และรถยนต์ตู้โดยสาร

สืบเนื่องจาก ตชด.ภาค 2 ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีขบวนการค้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ลักลอบขนยาไอซ์ โดยใช้รถยนต์ SUV และรถยนต์ตู้ โดยมีเส้นทางจากมุกดาหาร มุ่งหน้าไปยังนาแก นครพนม ปลายทางกรุงเทพฯ

จึงสั่งการให้ชุดปฏิบัติการข่าว เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต้องสงสัย โดยวางกำลังตามเส้นทางที่รถต้องสงสัยจะขับผ่าน

กระทั่งกลางดึกวันที่ 16 มกราคม 2569 พบรถยนต์ต้องสงสัยวิ่งบนถนนสกลนคร-นาแก บริเวณแยกนาแก เจ้าหน้าที่จึงสะกดรอยตาม จนรถทั้ง 2 คันจอดที่ลานจอดรถตลาดเทศบาลนครสกลนคร เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจค้น

พบยาไอซ์บรรจุในถุงสีดำ ในรถยนต์ SUV โตโยต้า เวลอส จึงควบคุมตัวนายรุ่งศักดิ์ คนขับรถ และนายกฤตภาส คนขับรถตู้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสเก๊าหน้า ไปสอบสวน

รอง ผบก.ตชด.ภ.2 กล่าวว่า ผู้ต้องหาให้การว่าได้รับการติดต่อจากเพื่อนชายชื่ออ้ายคำ ชาว สปป.ลาว ให้ไปรับยาเสพติดที่ริมโขงในพื้นที่มุกดาหาร โดยตกลงค่าจ้างคนละ 50,000 บาท จุดหมายคือเขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเคยรับจ้างส่งยาให้ชายชาวลาวรายนี้มาแล้ว 2 ครั้ง

ยาไอซ์ที่ตรวจยึดได้มีราคาประมาณ 50 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชนและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จากนั้นคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสกลนคร ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตชด.ภาค 2 สกัดจับยาไอซ์ 300 กก. รวบ 2 ผู้ต้องหา

ยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยต้องเผชิญ การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติด อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

การลักลอบขนยาเสพติดครั้งนี้เป็นการกระทำที่อุกอาจและท้าทายกฎหมายบ้านเมือง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราและสกัดกั้นยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของการสกัดจับยาไอซ์ 300 กก. โดย ตชด.ภาค 2

การที่ ตชด.ภาค 2 สกัดจับยาไอซ์ 300 กก. รวบ 2 ผู้ต้องหา ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการป้องกันยาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ยาไอซ์จำนวนมากนี้ หากหลุดรอดไปได้ จะสร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน

นอกจากนี้ การจับกุมครั้งนี้ยังเป็นการทำลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพล การขยายผลการจับกุมเพื่อสาวไปถึงผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

การจับกุม ตชด.ภาค 2 สกัดจับยาไอซ์ 300 กก. รวบ 2 ผู้ต้องหา ในครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ หวังว่าจะเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้องในการต่อสู้กับยาเสพติดต่อไป

ที่มา – ตชด.ภาค 2 ตามสกัดจับเครือข่ายยาเสพติด รวบ 2 ผู้ต้องหา รับจ้างขนยาไอซ์ 300 กก.

Scroll to top