ขั้นตอนการยุบสภา

ชูศักดิ์ย้ำ! ภูมิธรรม มีอำนาจเสนอยุบสภา

“ชูศักดิ์ ศิรินิล” กางรัฐธรรมนูญ ย้ำ “ภูมิธรรม เวชยชัย” มีอำนาจเสนอยุบสภา ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ บอก หากตีความรัฐธรรมนูญไปทางตันจะเกิดผลที่อันตราย

วันที่ 4 กันยายน 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจที่ทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้หรือไม่ ว่า การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่อำนาจนายกฯ ดังที่ตั้งประเด็นกันว่า ผู้รักษาการในตำแหน่งนายกฯ มีอำนาจยุบสภาหรือไม่ ตามมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญ นายกฯ มีแต่เพียงอำนาจถวายความเห็นโดยเสนอ พ.ร.ฎ. ตามมาตรา 103 และมาตรา 175 เท่านั้น การตีความรัฐธรรมนูญควรตีความไปในทางที่สามารถใช้บังคับแก่เหตุการณ์ต่างๆ ได้ ไม่ใช่ก่อให้เกิดทางตัน การยุบสภาจะทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุเดียวกันตาม มาตรา 103 โดยไม่มีบทบัญญัติอื่นใดจำกัดอำนาจนายกฯ ในการถวายความเห็นให้ทรงตรา พ.ร.ฎ. ตามมาตรา 175 และเมื่ออำนาจใดเป็นของนายกฯ อำนาจนั้นย่อมเป็นของรองนายกรัฐมนตรีที่รักษาการแทนนายกฯ เพราะไม่มีข้อจำกัดไว้ในที่ใด

ส่วนคำกล่าวที่ว่าอำนาจเสนอร่าง พ.ร.ฎ. เป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกฯ เป็นการคิดเอาเองตามทฤษฎี เช่น ถือว่านายกฯ ได้รับความไว้วางใจจากสภาฯ จึงควรเป็นบุคคลเดียวที่เสนอร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา เป็นการนำทฤษฎีคนละเรื่องกันมาตีความนอกรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญประสงค์จะให้ตีความเช่นนั้น ก็คงบัญญัติไว้แล้ว เช่น บัญญัติไว้ในมาตรา 167 (1) ว่ารัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะแม้นายกฯ จะพ้นจากตำแหน่งโดยเหตุใด แต่เพราะนายกฯ มาจากความไว้วางใจของสภาฯ รัฐมนตรีอื่นทั้งคณะจึงต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ว่าการตีความรัฐธรรมนูญต้องตีความไปในทางที่ใช้บังคับได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์สำคัญที่นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง และยังคงมีรองนายกฯ รักษาการ แต่เหตุการณ์นั้นรุนแรงจนสมควรยุบสภา ก็จะหาทางออกด้วยการยุบสภาไม่ได้ อันก่อให้เกิดผลอันตรายและเสียหายตามมา อันจะเป็นทางตันไม่อาจแก้ปัญหาได้ รองนายกฯ รักษาการแทนนายกฯ จึงมีอำนาจในการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้ ส่วนจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประการใด ย่อมเป็นพระราชอำนาจเด็ดขาด ไม่อาจถูกทบทวนโดยศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรใดๆ ได้ ข้อที่ว่าผู้รักษาการในตำแหน่งนายกฯ ไม่เคยทูลเกล้าฯ ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา มาก่อน มิใช่เหตุผลที่จะตัดอำนาจดังกล่าว

ทั้งนี้ เป็นเพราะไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในอดีต จึงถือเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยไม่ได้ แท้จริงแล้วถ้าเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องหาทางออกจนได้ ดังเช่น กรณีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายความเห็นให้ทรงยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปีพุทธศักราช 2516 (หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516) ทั้งที่ไม่เคยมีประเพณีให้ยุบสภาที่มาจากการแต่งตั้ง และครั้งนั้นก็เคยสงสัยกันว่านายกฯ มีอำนาจเช่นนั้นหรือไม่ แต่ก็มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด

“ชูศักดิ์” กางรัฐธรรมนูญย้ำ “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มีอำนาจเสนอยุบสภา

ทำไม ชูศักดิ์ ถึงย้ำว่า ภูมิธรรม มีอำนาจเสนอยุบสภา?

การที่นายชูศักดิ์ออกมาเน้นย้ำว่านายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเสนอยุบสภา นั้น เป็นการตีความตามหลักรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้ในสถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ การตีความเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดทางตันทางการเมือง และเปิดโอกาสให้สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ด้วยการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่

นอกจากนี้ การตีความดังกล่าวยังสอดคล้องกับหลักการที่ว่า อำนาจของนายกรัฐมนตรีจะถูกส่งต่อไปยังผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนโดยอัตโนมัติ หากไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ชัดเจน การตีความในลักษณะนี้เป็นการยืนยันถึงความต่อเนื่องของการบริหารประเทศ และอำนาจในการตัดสินใจที่สำคัญ เช่น การเสนอยุบสภา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องอำนาจในการเสนอยุบสภายังคงเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันไปในแง่มุมทางกฎหมายและการเมือง การที่นายชูศักดิ์ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจน จึงเป็นการให้ข้อมูลและมุมมองที่สำคัญต่อสาธารณชน เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและหลักการที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการเสนอยุบสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ

“จิรายุ” เย้ยพรรคประชาชนไม่เข็ด ภูมิใจไทยไม่โหวตให้ “พิธา”

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนสนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า “ที่ผ่านมาพรรคประชาชนเรียกร้องมาตลอดว่า จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร แต่ทำไมยังยืนยิ้มได้ ที่ปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยที่ประกาศจับมือกันไปแจ้งความในลักษณะเช่นนี้ พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บปวดเป็นครั้งที่ 2 จากที่ครั้งแรกยังไม่น่าจะเข็ดที่พรรคภูมิใจไทย เคยโหวตคว่ำไม่เอา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แม้แต่เสียงเดียว ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยทุกเสียงให้เกียรติ โหวตเลือกนายพิธา อย่างเต็มกำลัง ทำเป็นลืมไปได้”

การที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ออกมาย้ำถึงอำนาจของ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ในการเสนอยุบสภา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตีความรัฐธรรมนูญในสถานการณ์ที่ซับซ้อน การทำความเข้าใจบทบาทและอำนาจของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อร่วมกันติดตามและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “ชูศักดิ์” กางรัฐธรรมนูญย้ำ “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มีอำนาจเสนอยุบสภา

เลขาฯ ครม. ชี้ “ภูมิธรรม” พิจารณาปมยุบสภา

เลขาฯ ครม. บอกเป็นอำนาจ “ภูมิธรรม” ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ พิจารณา หากมีหนังสือลงมาจริงปมยุบสภา

วันที่ 3 กันยายน 2568 นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี บอกว่าได้ยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปแล้วเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา เพียงสั้นๆ ว่า ตนยังไม่สามารถตอบได้ หากมีหนังสือมาจริง เป็นอำนาจของนายภูมิธรรม ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีจะพิจารณารายละเอียดและตัดสินใจอย่างไร.

ประเด็นเรื่องการยุบสภากลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่อาจส่งผลต่ออนาคตของรัฐบาลชุดปัจจุบัน การออกมาให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านเลขาธิการฯ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า อำนาจในการพิจารณาเรื่องนี้อยู่ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

การตัดสินใจยุบสภาถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองต่างๆ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึงประชาชนชาวไทยทุกคน ดังนั้น การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ

เลขาฯ ครม. ชี้อำนาจ “ภูมิธรรม” พิจารณาปมยุบสภา

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญ เช่น การยุบสภา จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน และการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการพิจารณาเรื่องยุบสภา:

  • เสถียรภาพของรัฐบาล
  • ความขัดแย้งทางการเมือง
  • ความนิยมของรัฐบาล
  • ความพร้อมของพรรคการเมือง
  • สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม

การที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีออกมาให้ข้อมูลว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่นายภูมิธรรมนั้น เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญในการตัดสินใจของผู้นำประเทศในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ การตัดสินใจใดๆ จะต้องมีความโปร่งใส และสามารถอธิบายต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจน

อนาคตของการเมืองไทยหลังการพิจารณาเรื่องยุบสภา

หากมีการตัดสินใจยุบสภาจริง สิ่งที่ตามมาคือการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้แสดงออกถึงเจตจำนงทางการเมืองของตนเอง และเลือกผู้แทนที่ตนเองไว้วางใจเข้ามาบริหารประเทศ การเลือกตั้งครั้งใหม่นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และเคารพผลการเลือกตั้งที่ออกมา จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

เรื่องราวการยุบสภายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความชัดเจนและการตัดสินใจที่โปร่งใสจะเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากผู้มีอำนาจในขณะนี้

การติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศ และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าเดิมได้

ที่มา – เลขาฯ ครม. บอกเป็นอำนาจ “ภูมิธรรม” พิจารณา หากมีหนังสือลงมาจริงปมยุบสภา

เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ

“วิสุทธิ์” โว พรรคเพื่อไทยไม่กังวล หลัง “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความ ม.112 กรณีทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา เชื่อมั่นทำได้ถูกต้อง ถวายฎีกาได้ ย้ำ ยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวที่รัฐสภา ถึงกรณี นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ แจ้งความ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เอาผิด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามมาตรา 112 กรณีไม่มีอำนาจในการกราบบังคมทูลฯ ยุบสภา ว่า รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งก่อนหน้านั้นทำหน้าที่รักษาการขณะที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

แต่ในขณะนี้อำนาจเต็มอยู่กับนายภูมิธรรม ถือว่าสามารถถวายฎีกาได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แม้จะมีนักวิชาการหลายคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเราก็รับฟังในช่วงที่ผ่านมา รวมถึง นายภูมิธรรม ก็ได้รับฟัง จึงได้ข้อสรุปและเชื่อมั่นว่าทำได้ถูกต้อง มีการถวายฎีกาได้ ซึ่งไม่ได้มีความกังวลอะไร

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับคนที่จะไปแจ้งก็ถือว่าเป็นเรื่องของเขา และประเทศนี้เรามีนักร้องเรียนเยอะแยะ ที่เห็นต่างเป็นเรื่องปกติ พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องน่ากังวล เมื่อถามว่าฝ่ายกฎหมายเตรียมหลักฐานอะไรไว้ต่อสู้บ้าง นายวิสุทธิ์ ตอบว่า เรามีทีมนักกฎหมายเตรียมการไว้อยู่แล้ว เรามั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดอะไร การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ เราได้แต่น้อมรับและรอฟัง เราไม่ควรพูดอะไรที่เกินเลยกว่านี้ ซึ่งจะเกิดความไม่เหมาะสม.

เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา

จากกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ถูกแจ้งความในมาตรา 112 จากประเด็นการทูลเกล้าฯ ชงยุบสภานั้น พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างมั่นใจว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและขั้นตอนที่เหมาะสม

ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยต่อกรณี “ภูมิธรรม”

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้เน้นย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้รู้สึกกังวลต่อการแจ้งความดังกล่าว เนื่องจากเชื่อมั่นว่านายภูมิธรรมได้ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่ และการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การที่นักวิชาการมีความเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ แต่พรรคก็ได้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะดำเนินการใดๆ

พรรคเพื่อไทยยังกล่าวเสริมอีกว่า การที่มีผู้ไปแจ้งความร้องเรียนเป็นเรื่องปกติในสังคม และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของพรรค เนื่องจากมีทีมกฎหมายที่พร้อมจะให้ข้อมูลและต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม การยุบสภาถือเป็นพระราชอำนาจ และพรรคพร้อมที่จะน้อมรับและปฏิบัติตาม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยในการดำเนินการทางการเมือง และความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น การออกมาให้ความเห็นอย่างชัดเจนเช่นนี้เป็นการแสดงจุดยืนที่แข็งแกร่ง และสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุน

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาตอบโต้ประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความใส่ใจในการปกป้องชื่อเสียงและสมาชิกของพรรค การดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างรอบคอบและมีการเตรียมพร้อมในทุกด้าน ทำให้พรรคสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในสนามการเมืองไทย พรรคยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน และพร้อมที่จะตอบคำถามและข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

กรณี เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน และความสำคัญของการตีความกฎหมายในบริบทต่างๆ

ที่มา – เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา เชื่อมั่นทำถูกต้อง

“ศุภชัย” ร้องทุกข์ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา

“ศุภชัย ใจสมุทร” เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ร้องทุกข์กล่าวโทษ “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 157 อ้างเลขาฯ กฤษฎีกา วินิจฉัยยุบสภา เป็นการทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท 

วันที่ 3 กันยายน 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าพบ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิต เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยระบุว่า ด้วยเมื่อระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน 2568 เวลากลางคืนและเวลากลางวันเกี่ยวเนื่องกัน โดยเมื่อ 10.00 น.เศษของวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายแขนง ว่า ขณะนี้สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ระบบประชาธิปไตยบิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามทำนองคลองธรรม การตัดสินใจของ 2 พรรคการเมือง คือพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยตกลงกันจัดตั้งรัฐบาล โดยได้ยินประกาศว่า พรรคประชาชนโหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล อย่างไรก็เป็น 3 กลุ่มเหมือนเดิม และทำให้พรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคประชาชนเป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีสิ่งนี้มาก่อน และมีการดึงซื้อ สส.อะไรต่างๆ สถานการณ์ตอนนี้ก็ค่อนข้างสับสนอลหม่าน ประกอบกับเศรษฐกิจที่มีปัญหาสิ่งสำคัญวันนี้คือดึงความเชื่อมั่นกลับเข้ามาประเทศได้ ปัญหาก็ยิ่งรุมเร้า 

ก่อนระบุคำพูดของนายภูมิธรรม ต่อไปว่า “ปัญหาทั้งหมดแบบนี้ ฝ่ายกฎหมายก็คิดว่าก็ควรจะคืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสินใจ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครมีสิทธิไปตัดสินใจได้ เพราะอยู่ที่พระบรมราชวินิจฉัยต่อสถานการณ์ต่างๆ ผมเองในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ได้พิจารณาและรวบรวมความคิดเห็นต่างๆ ได้ชัดเจนแล้ว คิดว่าควรจะต้องมีการกราบบังคมทูลถวายสถานการณ์ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ผมเลยตัดสินใจยื่นทูลเกล้าฯ (พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร) ไปตั้งแต่เมื่อวาน (2 กันยายน 2568) แล้ว ก็ต้องรอกระบวนการตามประชาธิปไตยและกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องรอ และถ้าเป็นแบบนี้ พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยต้องไปพิจารณา ไม่ได้กังวลในข้อกฎหมาย เพราะยื่นไปตามกฎหมายและกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ”

นายศุภชัย ระบุต่อไปว่า วันนี้ขอร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับนายภูมิธรรม ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยเห็นว่าการกระทำของนายภูมิธรรม ได้อาศัยความเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ กระทำการโดยไม่สุจริตทั้งๆ ที่เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลได้ให้ความเห็นว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถเสนอพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรได้ ซึ่งต้องกระทำการด้วยความรอบคอบ และจะเป็นการทำให้ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท

จึงขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับ นายภูมิธรรม ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง และจากการสืบสวนสอบสวนหากพบว่ามีบุคคลอื่นที่มีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยก็ขอให้ดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านั้นด้วย 

“ผมยืนยันว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย มีปัญหาคือคุณภูมิธรรมคนเดียว เพราะฉะนั้นผมจึงมาที่นี่เพื่อดำเนินคดีกับคุณภูมิธรรม ส่วนบุคคลอื่น ซึ่งทราบมาว่าขบวนการที่จะให้ขึ้นไปได้ ทราบว่าฝ่ายข้าราชการก็อึดอัด ท่านไม่อยากจะทำ ขอร้องอย่าไปบังคับขู่เข็ญข้าราชการ ถ้าความปรากฏว่าข้าราชการ หรือหน่วยงานใดก็ตามที่ให้การสนับสนุนอีก ก็ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการด้วย อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อมูลอยู่แล้ว ในเวลานี้ นาทีนี้ ผมรู้กำลังจะทำอะไร เพราะฉะนั้นก็ยุติเสีย อย่าต่อเลยครับ ไปตั้งหลักใหม่เถิดครับ การเมืองเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน  ก็ผ่านประสบการณ์มา บางเรื่องท่านรู้สึกว่าถูกรังแก วันนี้อย่าใช้วิธีการกลับกันครับ ให้ประชาธิปไตยมันเดินหน้าแบบที่คุณภูมิธรรมพูดเถิดครับ”

“ศุภชัย” ขึ้น สน.ดุสิต ร้องทุกข์กล่าวโทษ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา

จากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ได้เดินทางไปร้องทุกข์กล่าวโทษ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สืบเนื่องจากประเด็นการทูลเกล้าฯ ยุบสภานั้น ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคมไทย ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ความเหมาะสมและอำนาจของนายกรัฐมนตรีรักษาการในการดำเนินการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อท้วงติงจากเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ประเด็นสำคัญ: “ศุภชัย” ร้องทุกข์ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา

การดำเนินการของนายศุภชัยในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนต่อการกระทำของนายภูมิธรรม และเป็นการใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบความชอบธรรมในการใช้อำนาจของรัฐบาลรักษาการ ประเด็นนี้จึงเป็นที่จับตาของสาธารณชนว่า ผลการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจะออกมาในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตอย่างไร

การร้องทุกข์กล่าวโทษ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา ครั้งนี้ อาจนำไปสู่การพิจารณาในเชิงลึกถึงขอบเขตอำนาจของรัฐบาลรักษาการ และอาจเป็นบรรทัดฐานในการตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภาในอนาคตได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองและผู้มีอำนาจว่า การใช้อำนาจต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อรักษาหลักการของธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่นของประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในกรณี “ศุภชัย” ร้องทุกข์ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจการเมืองไทย เพื่อทำความเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ศุภชัย” ขึ้น สน.ดุสิต ร้องทุกข์กล่าวโทษ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา

Scroll to top