ข่าวการเมืองล่าสุด

“สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง

“สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง

ข่าวดีสำหรับคอท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ เมื่อล่าสุด นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาเผยข่าวดีว่า กระทรวงการคลังได้ไฟเขียวอนุมัติงบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อเดินหน้าโครงการ “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยให้คึกคักอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

รายละเอียดและเป้าหมายของโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส

สำหรับการดำเนินงานในโครงการนี้ จะมีการใช้วงเงินประมาณ 1,750-2,000 ล้านบาท โดยดึงมาจากงบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ทำให้การขับเคลื่อน “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง เกิดขึ้นได้จริงตามเป้าหมาย โดยรูปแบบหลักจะเน้นการใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ง่ายและตรวจสอบความโปร่งใสได้ชัดเจน โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้:

  • รูปแบบการสนับสนุนเป็นแบบรัฐร่วมจ่าย (Co-payment) สูงสุด 3,000 บาทต่อการจอง
  • ตั้งเป้าสนับสนุนจำนวน 5 แสนสิทธิเพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียน
  • ความร่วมมือระหว่างกระทรวงท่องเที่ยวฯ และกระทรวงการคลังเพื่อวางระบบให้พร้อมใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายละเอียดเชิงลึกและเงื่อนไขการใช้จ่ายนั้น ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเร่งหารือกับทางภาคเอกชนและผู้ประกอบการอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้มาตรการ “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง ตอบโจทย์การใช้งานจริงและช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซันให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้กว่า 56,000 ล้านบาท

สิ่งที่น่าจับตาสำหรับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวอื่นๆ

แม้โครงการหลักอย่างไทยเที่ยวไทยพลัสจะได้รับไฟเขียวแล้ว แต่ในส่วนของมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Fly Thai All the Feelings หรือ Thailand Air Connect ที่เน้นเรื่องตั๋วเครื่องบินนั้น อาจจะต้องรอใช้งบประมาณในปี 2570 ต่อไป เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านแหล่งงบประมาณ ซึ่งในประเด็นนี้ถือเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องวางแผนให้รอบคอบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์สูงสุดอย่างทั่วถึง

โดยสรุปแล้ว การผลักดันโครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความหวังให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี แนะนำให้ประชาชนคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางทางการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการกดรับสิทธิและออกไปท่องเที่ยวทั่วไทยกันครับ

ที่มา – “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง

มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญ ณ บริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพในการป้องกันประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเร่งรัดการดำเนินโครงการ มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” เพื่อให้พื้นที่แนวหน้ามีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจเยี่ยม แต่ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารและกองกำลังอาสารักษาดินแดนที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของกำลังพลที่เสียสละปกป้องอธิปไตยของชาติ

รายละเอียดโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคง

โครงการ มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่บริเวณแนวชายแดนมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 ได้วางแผนงานไว้ดังนี้:

  • บรรจุโครงการขยายเขตไฟฟ้าจำนวน 9 พื้นที่เป้าหมาย
  • จัดสรรงบประมาณรวมกว่า 130 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ
  • วางระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มเติมเป็นระยะทางรวมกว่า 12.5 กิโลเมตร
  • พิจารณาติดตั้งระบบพลังงานโซลาร์เซลล์เพื่อความยั่งยืน

นายพลพีร์ได้เน้นย้ำถึงกำหนดการว่าโครงการ มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” นี้ จะต้องเริ่มดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2569 และต้องเสร็จสิ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2570 เพื่อให้ทันต่อการใช้งานและเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันชายแดนไทยให้สมบูรณ์แบบมากที่สุด

นอกจากนี้ ในเส้นทางคมนาคมจากสามแยกลานยาง ถึงปราสาทตาควาย ระยะทางประมาณ 8.7 กิโลเมตร ยังมีความต้องการด้านไฟฟ้าส่องสว่าง เพื่อความปลอดภัยในการสัญจรและรักษาความปลอดภัยในเวลากลางคืน ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งประเมินเพื่อดำเนินการควบคู่กันไป

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องของสายไฟหรือเสาไฟฟ้าเท่านั้น แต่คือการแสดงออกถึงความห่วงใยจากรัฐบาลที่ส่งตรงถึงผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่แนวหน้า หากระบบไฟฟ้าเสถียรและเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้ก้าวหน้าและมีความปลอดภัยสูงขึ้นอย่างยั่งยืน เรามาร่วมกันติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้ไปด้วยกันนะครับ

ที่มา – มท.2 ลงพื้นที่ชายแดนสุรินทร์ สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต

ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากครับ เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อติดตามการทำงานของตำรวจภูธรภาค 8 โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและระเบียบวินัยในพื้นที่ หลังพบว่ามีกลุ่มทุนต่างชาติและขบวนการผิดกฎหมายเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นฐานการก่อเหตุ ซึ่งทางภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับมาตรการ **ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต** เพื่อรักษาภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศให้ยั่งยืน

จากการลงพื้นที่ดังกล่าว พบว่าปัญหาใหญ่ที่น่ากังวลไม่ใช่แค่การบุกรุกที่ดิน แต่คือภัยเงียบจากกลุ่มมิจฉาชีพข้ามชาติ นายชัยชนะได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจสอบการเข้ามาของชาวต่างชาติที่อาจแฝงตัวมาในคราบนักท่องเที่ยว แต่แท้จริงแล้วกลับมาตั้งฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ หรือขบวนการสแกมเมอร์ที่กำลังระบาดหนักในขณะนี้

เปิดกลยุทธ์ปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ

ปัจจุบันกลุ่มอาชญากรได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปมาก จากที่เคยโฟกัสแค่กลุ่มทุนจีนสีเทา ตอนนี้ยังพบกลุ่มบุคคลจากหลายสัญชาติที่เข้ามาเช่าบ้านหรูหรือที่พักในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่เพื่อใช้เป็นฐานสแกมเมอร์ ดังนั้นนโยบายที่ว่า **ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต** จึงถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังทุกหน่วยงานว่าต้องร่วมมือกันปิดช่องว่างกฎหมายอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่อง ‘นอมินี’ หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติเพื่อครอบครองที่ดินหรือทำธุรกิจ ยังคงเป็นสิ่งที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการใช้อาคารสถานที่ของไทยทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งหากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว

  • ตรวจสอบการเช่าที่พักของชาวต่างชาติอย่างใกล้ชิด
  • บังคับใช้กฎหมายกับนอมินีที่ผิดเจตนารมณ์
  • เพิ่มความร่วมมือระหว่าง ตม. และตำรวจภาค 8
  • เร่งคดีคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะเพื่อให้เกิดความเกรงขาม

ความสำเร็จล่าสุดที่น่ายินดีคือกรณีคดีบุกรุกหาดบางเทา ที่ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุกจำเลย 1 ปี ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีมากในการบังคับใช้กฎหมายครับ ผมมองว่าการที่ภาครัฐออกมาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งชาวไทยและนักลงทุนที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตได้เป็นอย่างดี เพราะการท่องเที่ยวภูเก็ตจะไปต่อได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่นี้มีความปลอดภัยและโปร่งใสที่สุดครับ

ที่มา – “ชัยชนะ” กำชับตำรวจภาค 8 คุมเข้ม นอมินี-สแกมเมอร์ จับตากลุ่มต่างชาติใช้ภูเก็ตเป็นฐานก่ออาชญากรรม

ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ

ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนจับตามอง สำหรับสถานการณ์ภายในสำนักงาน กสทช. ที่ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม หลังจากที่องค์ประชุมไม่ครบต่อเนื่องจากการที่กรรมการหลายท่านปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุม โดยอ้างเหตุผลเรื่องความถูกต้องทางกฎหมายและสถานะของประธานกรรมการฯ ทำให้การขับเคลื่อนงานสำคัญขององค์กรต้องหยุดชะงักลง

เปิดปมเหตุการณ์ ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินทางเข้าห้องประชุม แต่ในขณะเดียวกัน กรรมการจำนวน 3 ท่าน ได้แก่ พลอากาศโท ดร.ธนพันธ์ หร่ายเจริญ, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และนายศุภัช ศุภชลาศัย ได้ตัดสินใจเดินออกจากห้องประชุม โดยให้เหตุผลเรื่องการสงวนสิทธิ์ไม่เข้าร่วมประชุมเนื่องจากกังวลเรื่องผลทางกฎหมาย หากต้องปฏิบัติงานร่วมกับบุคคลที่ถูกตั้งคำถามเรื่องสถานะการเป็นประธาน

  • ประเด็นกฎหมาย: กรรมการฝั่งที่ไม่เข้าร่วมประชุมมองว่า การลงมติใดๆ อาจไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย
  • การยื่นหนังสือ: หมอสรณยืนยันเดินหน้าทำงานต่อเพื่อไม่ให้องค์กรกลายเป็นเพียง “ตุ๊กตายาง”
  • ทางออก: มีข้อเสนอให้มีการหารือนอกรอบเพื่อหาทางออกที่ชัดเจนก่อนเดินหน้าประชุมต่อ

ทางด้าน นพ.สรณ ได้ออกมาแถลงการณ์ย้ำชัดเจนว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายมาโดยตลอด การที่ท่านต้องดำเนินภารกิจต่อไปเพราะไม่มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ การที่กรรมการบางท่านขอให้หารือนอกรอบนั้น สำหรับท่านมองว่าอาจเข้าข่ายการ “ฮั้วกัน” จึงเลือกที่จะยึดตามวาระการประชุมที่เป็นทางการมากกว่า

ผลกระทบและทางออกในอนาคต

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อวาระการพิจารณาต่างๆ ที่คั่งค้างมานานกว่า 2-3 ปี ซึ่งกรรมการฝั่งที่ไม่เข้าร่วมประชุมระบุว่า เป็นเพราะอำนาจในการจัดวาระเป็นของประธานเพียงผู้เดียว ทำให้งานล่าช้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือผลประโยชน์ของชาติที่จะได้รับจากความล่าช้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโทรคมนาคมหรือกิจการกระจายเสียงที่ควรต้องมีการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง

จากการที่ ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาภายในของหน่วยงานรัฐระดับชาติจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการตีความข้อกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างบอร์ดบริหาร หากไม่มีคนกลางหรือผู้มีอำนาจตัดสินชี้ขาด สถานการณ์การประชุมล่มเช่นนี้อาจวนกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกในนัดถัดไปวันที่ 11 และ 13 สิงหาคมนี้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ เหตุการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของธรรมาภิบาลในองค์กรอิสระ หากฝ่ายบริหารและฝ่ายกรรมการไม่สามารถหาจุดสมดุลในการทำงานร่วมกันได้ ความเสียหายจะตกอยู่ที่ผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศโดยตรง หวังว่าในเร็ววันนี้จะมีทางออกที่เป็นรูปธรรมเพื่อคลี่คลายวิกฤตความเชื่อมั่นนี้ให้จบลงด้วยดี

ที่มา – ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม

อนุดิษฐ์จี้รัฐบาลปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ภัยมั่นคงระดับชาติ

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลคือขุมทรัพย์สำคัญ เหตุการณ์ที่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความผิดพลาดทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดการกับปัญหา อนุดิษฐ์จี้รัฐบาลปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ภัยมั่นคงระดับชาติ ก่อนที่ความเสียหายจะขยายตัวไปมากกว่านี้

อนุดิษฐ์จี้รัฐบาลปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ภัยมั่นคงระดับชาติ

เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรกและอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย สิ่งที่น่ากังวลคือการที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรไซเบอร์ ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่ออย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐระบุชัดเจนว่าความเสียหายจากคดีออนไลน์ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาสูงถึงกว่า 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ

ความจำเป็นในการปฏิรูประบบความมั่นคงไซเบอร์

นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว อนุดิษฐ์จี้รัฐบาลปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ภัยมั่นคงระดับชาติ ยังเน้นย้ำถึงการตรวจสอบงบประมาณด้านไซเบอร์ของทุกกระทรวง ว่ามีการใช้งานอย่างคุ้มค่าและโปร่งใสหรือไม่ หรือเป็นเพียงการจัดซื้อซ้ำซ้อนโดยไม่ได้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

แนวทางการแก้ไขที่เสนอประกอบด้วย:

  • ระยะเร่งด่วน: แยกเครือข่ายที่เสี่ยงออก เปลี่ยนรหัสผ่านและ Token ใหม่ทั้งหมด และบังคับใช้ MFA
  • ระยะกลาง: ตรวจสอบฐานข้อมูลและ API ทั้งหมด รวมถึงผู้รับจ้างภายนอก
  • ระยะยาว: ปรับสู่ระบบ Zero Trust และมีช่องทางรับแจ้งเบาะแสช่องโหว่ที่ปลอดภัยสำหรับนักพัฒนาหรือพลเมืองดี

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาไม่ใช่การไล่ล่าผู้ที่ออกมาแจ้งเตือนหรือปิดกั้นข้อมูล แต่เป็นการยอมรับความจริงและเร่งสร้างระบบที่ป้องกันการรั่วไหลได้อย่างแท้จริง รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการเปิดเผยข้อเท็จจริงและกำหนดแผนการจัดการที่ชัดเจนภายในเวลาที่กำหนด เพื่อปกป้องข้อมูลของประชาชนซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในยุคไซเบอร์

ที่มา – “อนุดิษฐ์” จี้รัฐบาลเร่งปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ย้ำคือภัยมั่นคงระดับชาติ

รัฐบาล โต้ ไอซ์ ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำไม่ใช่การเมือง

รัฐบาล โต้ ไอซ์ ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำไม่ใช่การเมือง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมือง เมื่อคุณ ‘ไอซ์ รักชนก’ สส. จากพรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการกระจุกตัวของงบประมาณในโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 6,541.98 ล้านบาท โดยมองว่าอาจมีการจัดสรรงบไปลงในพื้นที่ของ สส. พรรคภูมิใจไทยมากเกินไปหรือไม่ ล่าสุดทางรัฐบาลโดยคุณลลิดา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้ออกมารัฐบาล โต้ “ไอซ์” ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังโครงการน้ำบาดาล

ทางรัฐบาลได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า โครงการทั้ง 858 แห่งนี้ ไม่ใช่โครงการที่เพิ่งคิดขึ้นมาใหม่ แต่เป็นรายการเดิมที่เคยผ่านกระบวนการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมางบประมาณไม่เพียงพอจึงยังไม่ได้ดำเนินการ ดังนั้น การที่บอกว่ารัฐบาล โต้ “ไอซ์” ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง จึงมีหลักฐานยืนยันได้ว่าพื้นที่เหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นก่อนที่จะทราบผลการเลือกตั้งเสียอีก

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากการชี้แจงของรัฐบาล มีดังนี้:

  • พื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรโครงการครอบคลุมถึง 63 จังหวัดทั่วประเทศ
  • คำขอโครงการมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยตรง ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติจากส่วนกลาง
  • จังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นฐานเสียงของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด กลับไม่ได้รับการจัดสรรโครงการแม้แต่แห่งเดียว
  • อัตราการอนุมัติสูงถึง 90% ของคำขอทั้งหมด โดยกรณีที่ไม่ได้รับอนุมัติมักเป็นเพราะโครงการซ้ำซ้อนหรือท้องถิ่นไม่พร้อมรับมอบ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การที่รัฐบาล โต้ “ไอซ์” ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง จึงเป็นการเน้นย้ำถึงกระบวนการทำงานที่เน้นความจำเป็นของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังไม่มีระบบประปาเข้าถึง หรือพื้นที่ที่ห่างไกลจากการประปาส่วนภูมิภาคและนครหลวง

ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ

การตรวจสอบจากภาคประชาชนหรือสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นกลไกตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลเองก็พร้อมเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอน ทั้งรายการที่ผ่านและไม่ผ่านการอนุมัติ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ไม่ใช่การเมือง แต่คือการทำให้พี่น้องประชาชนกว่า 171,600 ครัวเรือน มีน้ำสะอาดใช้อย่างยั่งยืนและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่การตั้งข้อสังเกตควรอยู่บนฐานของข้อมูลที่รอบด้าน เพื่อไม่ให้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต้องหยุดชะงักไปเพราะความเข้าใจผิด หวังว่าการชี้แจงในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า งบประมาณทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – รัฐบาล โต้ “ไอซ์” ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง

อภิสิทธิ์ ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปมฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70

ในสถานการณ์การเมืองที่เข้มข้นขณะนี้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับประเด็นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงเรื่อง อภิสิทธิ์ ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปมฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70 เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร

อภิสิทธิ์ ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปมฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อคุณอภิสิทธิ์ได้หยิบยกเรื่องการจัดทำแพลตฟอร์มธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของ สสว. ขึ้นมาตรวจสอบ หลังจากมีข้อร้องเรียนจากมหาวิทยาลัยศิลปากรถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการคัดเลือก รวมถึงประเด็นการข่มขู่ผู้ที่มายื่นอุทธรณ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในระบบราชการไทย พรรคประชาธิปัตย์เตรียมนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด เพื่อหาความจริงให้ปรากฏ

ก้าวต่อไปกับการตรวจสอบโครงการภาครัฐ

นอกจากประเด็น สสว. แล้ว สิ่งที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างมากคือเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่ง อภิสิทธิ์ ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปมฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70 และโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยังมีความคลุมเครือ โดยคุณอภิสิทธิ์เสนอว่า:

  • รัฐบาลต้องชี้แจงความคุ้มค่าโครงการแลนด์บริดจ์ให้ชัดเจน
  • ควรพิจารณาแนวคิด “Southern Connect” เพื่อพัฒนาโลจิสติกส์ภาคใต้ทั้งระบบแทนการแก้ปัญหาเฉพาะจุด
  • เน้นการสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น

สำหรับการเตรียมความพร้อมในสมัยประชุมสภาที่จะถึงนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมุ่งเน้นการอภิปรายในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • คดีฮั้ว สว. ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในวุฒิสภา
  • การตรวจสอบร่าง พ.ร.ก. ต่างๆ
  • การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่คุณอภิสิทธิ์ออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ ประชาชนย่อมต้องการความโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เราในฐานะพลเมืองควรติดตามประเด็นเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าเงินภาษีของเราจะถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปม ฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70 จี้ รัฐบาลชัดเจนเรื่อง “แลนด์บริดจ์”

“พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

“พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่ “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในระหว่างการประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานของตัวแทนที่ตนเลือกเข้าไปทำหน้าที่

ความคืบหน้ากรณี “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

นายนภาพล จีระกุล สก.เขตบางกอกน้อย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวมตัวกับกลุ่ม สก. พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยมีหลักฐานสำคัญประกอบด้วย:

  • บันทึกเทปภาพและเสียงเหตุการณ์การประชุมสภากทม. ในวันเกิดเหตุ
  • รายชื่อพยานบุคคลที่อยู่ในห้องประชุมขณะนั้น
  • รายละเอียดช่วงเวลาการกดคะแนนที่ผิดปกติ

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานการทำงานในสภา กทม. ให้มีความเป็นธรรม เพราะการออกข้อบัญญัติที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง จำเป็นต้องผ่านกระบวนการลงมติที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว เพื่อขอเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา หากพบว่ามีการทุจริตหรือทำผิดระเบียบข้อบังคับจริง ก็ต้องได้รับโทษตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ไม่ว่าผลการสอบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนว่าประชาชนยุคใหม่ให้ความสำคัญกับจริยธรรมของนักการเมืองมากกว่าที่เคย การที่ สก. ออกมาตรวจสอบกันเองในลักษณะนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบถ่วงดุลที่ควรจะมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงที่ผ่านความเห็นชอบในสภาเป็นตัวแทนของความถูกต้องอย่างแท้จริง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯ

ที่มา – “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

“ภคมน” จี้ สถ. คลี่ปมเปลี่ยน TOR สอบท้องถิ่น ชี้ต้องสาวถึงคนสร้างระบบโกง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2567–2569 เมื่อล่าสุดมีการเคลื่อนไหวจากฝั่งการเมือง โดยคุณ ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) เร่งออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีที่มีการยกเลิกสัญญาและเปลี่ยนผู้จัดสอบอย่างมีเงื่อนงำ

“ภคมน” จี้ สถ. คลี่ปมเปลี่ยน TOR สอบท้องถิ่น ชี้ต้องสาวถึงคนสร้างระบบโกง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้รับเลือกเป็นผู้ชนะการประมูลจัดสอบในเบื้องต้น แต่กลับถูกยกเลิกสัญญาโดย สถ. ในภายหลัง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความไม่รัดกุมของ TOR ซึ่งคุณภคมนตั้งข้อสังเกตว่า “ภคมน” จี้ สถ. คลี่ปมเปลี่ยน TOR สอบท้องถิ่น ชี้ต้องสาวถึงคนสร้างระบบโกง โดยมองว่าในฐานะผู้ว่าจ้าง สถ. มีหน้าที่กำหนด TOR ให้มีความเป็นธรรมและโปร่งใส หาก TOR มีปัญหาจริง นั่นย่อมเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการจากฝั่ง สถ. เอง ไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาโยนความผิดให้ผู้รับจ้างหรือใช้เป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนตัวผู้รับจ้างโดยไม่มีธรรมาภิบาล

เปิดเบื้องลึกทำไมต้องตรวจสอบระบบการจัดสอบ

การตั้งคำถามของ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ มุ่งเน้นไปที่การหาคำตอบว่าการเปลี่ยนกติกาหรือ TOR ในหลายจุดพร้อมกันนั้น เอื้อประโยชน์ให้กับใครหรือไม่ และทำไมต้องมีการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยจากบูรพาเป็นศรีนครินทรวิโรฒ ทั้งที่กระบวนการควรเป็นไปตามมาตรฐานการประกวดราคาอย่างเคร่งครัด สิ่งที่คุณภคมนพยายามย้ำคือ “ภคมน” จี้ สถ. คลี่ปมเปลี่ยน TOR สอบท้องถิ่น ชี้ต้องสาวถึงคนสร้างระบบโกง เพราะถ้าเราไม่จัดการที่ต้นตอของระบบโกง ปัญหานี้ก็จะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ ปี

  • ความไม่โปร่งใสในการยกเลิกสัญญาจัดสอบท้องถิ่น
  • ข้อสงสัยเรื่องการกำหนด TOR ที่เอื้อผู้ชนะบางราย
  • ความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้ายที่สุดแล้ว การทำงานของ กมธ. ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสืบหาตัวผู้กระทำความผิดในระดับปฏิบัติการเท่านั้น แต่เป็นการตั้งคำถามไปถึงผู้มีอำนาจที่อนุญาตให้ระบบการโกงนี้เกิดขึ้นได้ ประชาชนที่เฝ้ารอการสอบท้องถิ่นด้วยความหวังต้องการความโปร่งใส และจำเป็นต้องได้รับคำตอบว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมในครั้งนี้ เราจะจับตาดูความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเชื่อว่าสังคมเองก็จะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปอย่างแน่นอน

ที่มา – “ภคมน” จี้ สถ. คลี่ปมเปลี่ยน TOR สอบท้องถิ่น ชี้ต้องสาวถึงคนสร้างระบบโกง

Scroll to top