ข่าวการเมืองล่าสุด

โฆษกรัฐบาลแจง! ตัดเน็ตสแกมเมอร์ได้ทันที สั่งถอนสัญชาติ

โฆษกรัฐบาล แจงขั้นตอนตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันที เหตุ สมช.เคยมีมติแล้ว เผย นายกฯสั่งกรมการปกครองพิจารณาถอนสัญชาติพัวพันสแกมเมอร์ ตามตำรวจและปปง. เสนอ

เมื่อเวลา 18.15 น.วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ถึงการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ว่า ได้มีการตัดสัญญาณที่ส่งไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา รวมถึงฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งมีการร้องเรียนเรื่องสแกมเมอร์ โดยนายกฯได้สอบถามเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ถึงสาเหตุว่าทำไมถึงตัดล่าช้าในครั้งที่แล้ว โดย สมช.แจ้งว่าต้องรอเข้าที่ประชุม สมช. และมติครั้งนั้นก็มีผลให้ดำเนินการต่อเนื่อง หากมีอีกก็สามารถดำเนินการได้เลย

โฆษกรัฐบาล แจงขั้นตอนตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันที เผยนายกฯ สั่งถอนสัญชาติคนพัวพันสแกมเมอร์

ย้ำ กสทช.ตัดเน็ตสแกมเมอร์

นอกจากนี้ นายกฯ ยังให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)เป็นผู้ดำเนินการหลัก และจะต้องไปนำข้อมูลมา ไม่มีการจำหน่ายให้กลุ่มสแกมเมอร์ หรือในพื้นที่เฝ้าระวัง ส่วนกลางตัดอินเทอร์เน็ตที่เมืองปอยเปต ยืนยันว่าเริ่มตั้งแต่ที่มีการเกิดสถานการณ์ชายแดน

ส่วนกลุ่มคนที่เข้าข่ายเกี่ยวพันกลุ่มสแกมเมอร์ ที่ตำรวจและ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)เสนอมา ก็ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ไปพิจารณาเพิกถอนสัญชาติ เป็นข้อสั่งการของนายกฯ

สถานการณ์การหลอกลวงออนไลน์หรือสแกมเมอร์กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก รัฐบาลจึงเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยมาตรการสำคัญคือการตัดเน็ตสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำลายเครือข่ายของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

ขั้นตอนการตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันทีจริงหรือ?

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า การตัดเน็ตสแกมเมอร์ สามารถทำได้ทันที เนื่องจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เคยมีมติในเรื่องนี้ไว้แล้ว ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอการอนุมัติใหม่ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ และให้ตรวจสอบข้อมูลการจำหน่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิด

นอกจากมาตรการตัดเน็ตสแกมเมอร์แล้ว นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พิจารณาเพิกถอนสัญชาติของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ ตามที่ตำรวจและ ปปง. เสนอมา ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เข้มข้นในการจัดการกับผู้กระทำผิด

การดำเนินการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และปกป้องประชาชนจากภัยการหลอกลวงต่างๆ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์

การที่รัฐบาลเร่งเเก้ไขปัญหาโดยการตัดเน็ต เเละถอนสัญชาติผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นการเเสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการกวาดล้างอาชญากรรมทางออนไลน์ เเต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนต้องมีสติ เเละระมัดระวังตัวเองอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของเหล่ามิจฉาชีพ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล แจงขั้นตอนตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันที เผยนายกฯ สั่งถอนสัญชาติคนพัวพันสแกมเมอร์

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. คุมเข้ม สแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

โฆษกรัฐบาลเผย นายกรัฐมนตรี กำชับวงประชุม กอ.รมน. ยกระดับกลไกป้องสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เดินหน้าขับเคลื่อน 4 แผนสำคัญแก้ไขปัญหาชายแดนใต้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารรื่นฤดี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ถนนนครราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ครั้งที่ 1/2569 โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำการให้ความสำคัญและยกระดับกลไกการป้องกันสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. คุมเข้ม สแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

เห็นชอบแผนขับเคลื่อนภาคใต้

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ครั้งที่ 1/2569 มีมติเห็นชอบแผนในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 4 แผน ดังนี้

  1. แผนปฏิบัติการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ พุทธศักราช 2568-2570 มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการศึกษา และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนกับภาครัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่
  2. แผนปฏิบัติการความมั่นคงรองรับพื้นที่บังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรพุทธศักราช 2551 มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และการป้องกันการก่อเหตุร้าย
  3. โครงสร้างการจัด กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า ประจำปีงบประมาณพุทธศักราช 2569 จัดโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างการบังคับบัญชาและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ
  4. อัตราเฉพาะกิจ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า ประจำปีงบประมาณพุทธศักราช 2569 กำหนดอัตรากำลังพลให้เหมาะสมกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยมีการเพิ่มกำลังพลในหน่วยงานที่จำเป็น และมีการฝึกอบรมให้กำลังพลมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน

ความสำคัญของการป้องกันสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ปัจจุบันปัญหาสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ทวีความรุนแรงมากขึ้น สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ใช้วิธีการหลอกลวงที่หลากหลายและซับซ้อน ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการต่างๆ เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามจากสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

ประชาชนควรระมัดระวังและป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงจากสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยไม่หลงเชื่อข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ และไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับบุคคลที่ไม่รู้จัก หากได้รับโทรศัพท์หรือข้อความที่น่าสงสัย ควรตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน

การที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ กอ.รมน. ยกระดับกลไกการป้องกันสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง การทำงานร่วมกันแบบบูรณาการของทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดสิ้นไป

ที่มา – นายกรัฐมนตรี กำชับวงประชุมกอ.รมน. ยกระดับกลไกป้องสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

“อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ภูมิใจไทยมั่นใจ!

“อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” ลั่น พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา เหตุอะไรก็เกิดขึ้นได้ หวังสิ่งที่ทำมีผลกับประชาชนทั่วประเทศ

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรค ภท. ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี สะท้อนอะไรทางการเมืองหรือไม่ ว่า อย่างน้อยเป็นนิมิตหมายที่ดีว่านโยบายหรือการทำงานของพรรค ภท. ได้รับความเชื่อมั่นในสายตาของพี่น้องประชาชนใน จ.กาญจนบุรี หวังว่าสิ่งที่เราทำให้พี่น้องประชาชนไม่ได้มีผลเฉพาะพี่น้องใน จ.กาญจนบุรีเท่านั้น แต่มีผลกับประชาชนทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การชนะพรรคเพื่อไทย (พท.) ในการเลือกตั้งซ่อม สส. 2 เขตที่ผ่านมา ทั้ง จ.ศรีสะเกษและกาญจนบุรี ทำให้กระแสพรรค ภท.ดีกว่าพรรค พท.หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราพยายามทำงานให้มากที่สุด ให้ดีที่สุด เมื่อถามว่า ตอนนี้พร้อมเลือกตั้งแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พร้อมมาตั้งแต่ถอนตัวมาจากพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อเดือน มิ.ย.แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องพร้อม เพราะ 31 ม.ค.69 นั่นคือช้าที่สุด อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อถามย้ำว่า ที่บอกว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ยุบสภาก่อนวันที่ 31 ม.ค.69 นายอนุทิน กล่าวว่า มันก็มีหลายๆ เรื่อง เมื่อถามอีกว่า จะมีการยุบสภาก่อนวันที่ 31 ม.ค.69 หรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบ และรีบขึ้นรถยนต์เดินทางออกจากทำเนียบฯไปประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ กอ.รมน. เขตดุสิต

“อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” ลั่น พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความมั่นใจหลังผลการเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งพรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าชัยชนะมาได้ โดยนายอนุทินกล่าวว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่านโยบายและการทำงานของพรรคภูมิใจไทยได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี และหวังว่าผลงานของพรรคจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วประเทศ ไม่เฉพาะแค่ในจังหวัดกาญจนบุรีเท่านั้น

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะมีกำหนดการอย่างช้าที่สุดในวันที่ 31 มกราคม 2569 ก็ตาม

ความหมายของการ “ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี” ต่อพรรคภูมิใจไทย

ชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดกาญจนบุรีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคภูมิใจไทย ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความนิยมและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นใจให้กับพรรคในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าอีกด้วย

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่านโยบายและการทำงานของพรรคภูมิใจไทยสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้จริง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคสามารถเอาชนะคู่แข่งทางการเมืองได้

นอกจากนี้ ชัยชนะในครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวและพร้อมที่จะท้าทายในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยอาจต้องพิจารณาหลังจากชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี:

  • การรักษาและการขยายฐานเสียง: พรรคควรให้ความสำคัญกับการรักษาฐานเสียงเดิมและพยายามขยายฐานเสียงไปยังกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอื่นๆ
  • การพัฒนาและปรับปรุงนโยบาย: พรรคควรทบทวนและปรับปรุงนโยบายของตนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น
  • การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ: พรรคควรทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน โดยการปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

โดยสรุปแล้ว การ ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และเป็นโอกาสที่ดีที่พรรคจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม

การชนะเลือกตั้งกาญจนบุรีครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น พรรคภูมิใจไทยจะต้องทำงานอย่างหนักต่อไปเพื่อรักษาความนิยมและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อให้สมกับความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้

ที่มา – “อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” ลั่น พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา

“อนุทิน” เร่งปราบสแกมเมอร์: โฆษกรัฐบาลยืนยัน

โฆษกรัฐบาล ยืนยัน “อนุทิน” เร่งปราบสแกมเมอร์ ใกล้ได้ตัวคนติดสินบน “ไชยชนก” 40 ล้านบาทแล้ว  พร้อมเผยนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือน สปป.ลาว กระชับสัมพันธ์จับมือปราบยาเสพติด -สแกมเมอร์

วันที่ 15 ต.ค. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับทีมข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐทีวีว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายเรื่องเกี่ยวกับภัยสังคม โดยเฉพาะเรื่องสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 ภัยหลัก ที่นายกฯ ให้ความเป็นห่วง โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ตำรวจไซเบอร์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ดำเนินการอย่างเข้มข้น ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ให้กระทรวงการต่างประเทศไปช่วยเหลือคนไทยจากภาคใต้ที่ถูกล่อลวงไปที่เมียนมา นอกจากนี้ เรื่องความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาที่มีปัญหาอยู่ตอนนี้ นายกฯ ก็ได้มีหนังสือตอบกลับสหรัฐฯ ไปว่าเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ระหว่างไทยกับกัมพูชา กัมพูชาก็ต้องมีท่าทีร่วมกับไทยในการแก้ปัญหาก่อนจะเริ่มเจรจาอย่างอื่น

อาจให้ทุนกำจัดต้นตอยาเสพติด

ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ (16 ต.ค.) ที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยัง สปป.ลาว ซึ่งเป็นการเดินทางไปเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรก ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด รัฐบาลไทยอาจจะไปให้ทุนเพื่อกำจัดสถานที่ หรือแหล่งตั้งต้นของยาเสพติดในลาว และเรื่องสแกมเมอร์ด้วย

ยันนายกฯไม่นิ่งนอนใจ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า นายอนุทินไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งได้รับแจ้งว่ามีคนไทยถูกสแกมเมอร์หลอกลวงประมาณ 10 กว่าราย ที่เมียนมา และได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการช่วยเหลือมาได้ภายใน 2-3 วัน แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดและข้อมูลมูลค่าความเสียหาย

ใกล้ได้ตัวคนติดสินบน “ไชยชนก”

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลดำเนินการจริงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปราบปรามเว็บเถื่อน เว็บพนันก็ถูกปิดไป และเรื่องที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้กล่าวตอบข้ออภิปรายของสมาชิกรัฐสภาเรื่องที่มีการติดต่อมาทางอ้อมเพื่อเสนอติดสินบน เดือนละ 40 ล้านบาท ให้ละเว้นการปราบปรามและจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ผิดกฎหมายนั้น เร็วๆ นี้ ก็จะหาตัวเจอแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าท่านนายกฯ มีความตั้งใจจริง พร้อมยอมรับว่าสแกมเมอร์มาจากหลายที่หลายประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา ซึ่งหากอยู่ในอำนาจของรัฐบาลจะลงมือดำเนินการทันที

เยือน สปป.ลาวพรุ่งนี้

ทั้งนี้กำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ ตามคำเชิญของนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี และมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ลาว

คุยร่วมมือต้านยาเสพติด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือทวิภาคีกับนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว รวมถึงเข้าเยี่ยมคารวะนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว เพื่อหารือแนวทางการกระชับความสัมพันธ์ และต่อยอดความร่วมมือภายใต้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เพื่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือในอนาคตระหว่างสองประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนร่วมกัน

ในการเยือน สปป.ลาว ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะหารือในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญร่วมกัน อาทิ ความร่วมมือในการต่อต้านยาเสพติด สาธารณสุข การศึกษา แรงงาน และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เพื่อกระชับมิตรภาพและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างกัน

“อนุทิน” เร่งปราบสแกมเมอร์

ความคืบหน้าล่าสุดในการปราบปรามสแกมเมอร์

จากข้อมูลล่าสุด โฆษกรัฐบาลยืนยันว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง และมีความคืบหน้าในการติดตามตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับการติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อละเว้นการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บไซต์ผิดกฎหมาย

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องสแกมเมอร์อย่างมาก โดยมีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา

รัฐบาลจริงจังกับการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์

รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสแกมเมอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก การดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์ จึงเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ

การแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากอาชญากรเหล่านี้มักใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและมีเครือข่ายที่กว้างขวาง แต่รัฐบาลก็มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่และประสานความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปราม

ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาข้ามชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย การเดินทางเยือน สปป.ลาว ของนายกรัฐมนตรีจึงเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และหารือแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน

รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามของสแกมเมอร์

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ยืนยัน “อนุทิน” เร่งปราบสแกมเมอร์ ใกล้ได้ตัวคนติดสินบน “ไชยชนก” 40 ล้านบาทแล้ว

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ! บอร์ด **ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์**

นายกรัฐมนตรีลงนามตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายหลักคือการ **ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์** ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สืบเนื่องจากสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรูปแบบอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ การเผยแพร่ข่าวปลอม การพนันออนไลน์ หรือแม้แต่การฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ดังนั้น เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที รัฐบาลจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อลดความเสียหายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

คณะกรรมการชุดนี้มีองค์ประกอบที่น่าสนใจดังนี้:

  • นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ
  • ปลัดกระทรวงต่าง ๆ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการ
  • ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมเป็นกรรมการ
  • นอกจากนี้ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช และ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย

**ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์**

หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการชุดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบายและมาตรการในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไปจนถึงการกำกับดูแลและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานตามกฎหมาย

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีหน้าที่ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีทราบอย่างต่อเนื่อง

ภารกิจเร่งด่วน: ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์

การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ **ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์** ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

แนวทางการดำเนินงาน

คณะกรรมการชุดนี้มีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นไปที่การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้

ความคาดหวัง

รัฐบาลคาดหวังว่าการจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้จะช่วยลดจำนวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ดังนั้น ประชาชนทุกคนจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

การที่นายกรัฐมนตรีลงมาเป็นประธานเอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การดึงผู้มีประสบการณ์จากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาเป็นกรรมการ จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หวังว่าเราจะได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในเร็ววัน

ที่มา – นายกรัฐมนตรีลุยเองนั่งประธานบอร์ดปราบสแกมเมอร์ ดึงบิ๊กสีกากี ปราบอาชญากรรมออนไลน์

“บวรศักดิ์” เล็งเลือกตั้ง 29 มี.ค. 2569 พร้อมแก้ รธน.

“บวรศักดิ์” วางปฏิทิน กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นรัฐสภาให้ผ่านแก้รัฐธรรมนูญ วาระ 3 ไม่เกินวันที่ 20 ธ.ค.นี้ แนะรัฐสภา – รัฐบาลประสานเวลาให้ดี

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. แก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระแรก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า พร้อมนำข้อมูลการอภิปรายจากสมาชิกรัฐสภาส่งให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต ทั้งนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอำนาจรัฐสภา แต่การทำประชามติ ตาม พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ กำหนดให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อหารือกับ กกต. กำหนดวันลงประชามติ และคำถามประชามติ จึงขอนำเสนอไทม์ไลน์ใน 2 กรณีคือ 1. กรณีที่ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ฉบับปัจจุบันยังมีผลบังคับใช้ ตามข้อตกลงเอ็มโอเอที่ให้ยุบสภาใน 4 เดือน จะครบกำหนดยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 2569 ทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในกรณียุบสภา ต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน วันที่เหมาะสมจะเลือกตั้งที่สุดคือ วันที่ 29 มี.ค. 2569 ที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและเอ็มโอเอ

วาระ 3 ต้องโหวตไม่เกิน 20 ธ.ค.68

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเมื่อมีการทำประชามติมาเกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติฉบับปัจจุบัน กำหนดให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงวันออกเสียงประชามติ ในระหว่าง 90-120 วัน นับแต่วันที่แจ้งต่อประธานรัฐสภา เมื่อรัฐบาลต้องการประหยัดงบประมาณให้ออกเสียงประชามติไปพร้อมกับวันเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค. 2569 นั้น ดังนั้นกรอบเวลา 90 วัน คือวันที่ 30 ธ.ค. 2568 จะเป็นวันที่นายกฯ และ กกต. ประกาศให้ทำประชามติ หมายความว่า การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ควรไม่เกินวันที่ 15-20 ธ.ค. 2568 เผื่อระยะเวลาทิ้งไว้ 10 วัน ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกฯ และ กกต. และหารือกำหนดวันทำประชามติที่จะเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งคือ วันที่ 29 มี.ค. 2569 จึงต้องขอความกรุณารัฐสภาลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 วันที่ 15-20 ธ.ค. 2568

ไทม์ไลน์ที่2 ลงมติวาระสาม ม.ค.69

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ส่วนไทม์ไลน์กรณีที่ 2 ที่ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ฉบับใหม่ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้ว และมีประกาศบังคับใช้ จะทำให้รัฐสภามีเวลาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมากขึ้นคือ หากยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 2569 และเลือกตั้งวันที่ 29 มี.ค. 2569 แต่กรอบเวลาการประกาศวันทำประชามติจะลดจาก 90 วัน เหลือ 60 วัน ดังนั้น วันสุดท้ายที่จะประกาศวันทำประชามติคือ วันที่ 29 ม.ค. 2569 หากเป็นเช่นนี้ รัฐสภาต้องลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ในช่วงวันที่ 15-19 ม.ค. 2569 และ เว้นเวลาไว้ 10 วัน เพื่อให้ประธานรัฐสภาจัดทำร่างตลอดจนคำอธิบายสาระสำคัญของร่าง เพื่อให้รัฐบาลสามารถหารือกับ กกต. ได้ ไทม์ไลน์ดังกล่าวเป็นไปตามเอ็มโอเอ และ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา รัฐบาลไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่ต้องมีการประสานงานกันในหลายเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ จึงได้เสนอไทม์ไลน์ที่รัฐบาลมองว่าควรจะเป็นเช่นนั้น

“บวรศักดิ์” วางปฏิทิน เลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นผ่านแก้รธน. วาระ 3 ไม่เกิน 20 ธ.ค.นี้

จากข่าวการวางปฏิทินการเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ของ “บวรศักดิ์” นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ การกำหนดเส้นตายสำหรับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการประชามติมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมตัวและดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

ทำไมต้องเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569?

การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 มีความเชื่อมโยงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการตามกฎหมาย การที่นายบวรศักดิ์ได้เสนอไทม์ไลน์ที่ชัดเจนออกมานั้น เป็นการช่วยให้รัฐสภาและรัฐบาลสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของกำหนดการ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของหลายฝ่าย การกำหนดเส้นตายสำหรับการพิจารณาในวาระต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ การที่รัฐสภาสามารถลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามกำหนด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ การจัดการประชามติเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นกระบวนการที่สำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การที่รัฐบาลกำหนดวันประชามติให้สอดคล้องกับวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 จะช่วยประหยัดงบประมาณและเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนในการออกไปใช้สิทธิของตน

เพื่อให้การเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและติดตามกระบวนการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมประชาธิปไตย

ที่มา – “บวรศักดิ์” วางปฏิทิน เลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นผ่านแก้รธน. วาระ 3 ไม่เกิน 20 ธ.ค.นี้

คณะรวมพลังฯ จี้ “อนุทิน” ยกเลิก MOU 43 ทันที

คณะรวมพลังแผ่นดินเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาทุกรูปแบบ จนกว่าจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไทยจนครบทุกเงื่อนไข พร้อมจี้ “อนุทิน” ยกเลิก MOU 43 ทันที โดยไม่ต้องทำประชามติ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 ต.ค. 2568 ที่ รร.รัตนโกสินทร์ นายจตุพร และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นำคณะแกนนำกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยุติการเจรจาทุกรูปแบบกับกัมพูชา จนกว่ารัฐบาลกัมพูชาจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐบาลไทยได้ยื่นไว้ 4 ข้อ คือ 1. จะต้องมีการจัดการปัญหาเรื่องทุ่นระเบิด 2. เคลื่อนย้ายกำลังทหารและอาวุธออกจากพื้นที่ 3. มีการเคลื่อนย้ายประชาชนออกพื้นที่ 4. ปราบปรามสแกมเมอร์ให้เรียบร้อย

ลั่นชาวบ้านต้องการความเด็ดขาด

นายจตุพร กล่าวว่า แม้พวกเราจะเชื่อว่ารัฐบาลและกองทัพมีแผนในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แต่การที่รัฐบาลไม่กำหนดมาตรการใดๆ ออกมาและปล่อยให้มีการเจรจาเจบีซี รวมถึงการไปพูดคุยในเวทีอาเซียนที่มีสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียมากำกับ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาที่ยืดเยื้อ ตอนนี้ประชาชนต้องการความเด็ดขาดของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้เห็น ซึ่งในวันที่ 20 ต.ค.นี้ เวลา 10.00 น. คณะรวมพลังแผ่นดินพร้อมเครือข่ายประชาชนจะเดินทางไปที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือให้ยกเลิกการประชุมเจบีซีในวันที่ 21 ต.ค.2568 เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า รัฐบาลฮุน เซน จะกล้าปิดบ่อนกาสิโนและปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างว่าเป็นของนักการเมืองไทย ตามคำพูดหรือไม่

เชื่อ MOU 43 ทำไทยตกหลุมพราง

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ระบุว่า สถานการณ์ชายแดนวันนี้อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 เรื่องนี้จะนำไปสู่การเสียดินแดนทางบกและดินแดนทางทะเล โดยเฉพาะ MOU 43 ซึ่งมีระยะเวลาจะทำให้ประเทศเราตกหลุมพราง ขณะนี้เกิดสถานการณ์ 2 สถานการณ์ เรื่องแรกคือการประชุมผู้นำอาเซียนที่จะเกิดขึ้น 26-27 ตุลาคมนี้ และมีรายงานว่าประเทศมาเลเซียมีการเชิญสหรัฐฯ มาร่วมลงนามสัญญาสันติภาพที่เรียกว่าปฏิญากัวลาลัมเปอร์ โดยที่ฝ่ายไทยได้ตั้งเงื่อนไขกับทางกัมพูชา 4 ข้อ โดยเราไม่อยากให้ประชาชนสับสนว่า การที่กัมพูชาลงนามตาม 4 ข้อนี้แล้วทุกอย่างจะจบ เพราะเป็นเพียงแค่การลดความตึงเครียดของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเท่านั้น ถึงแม้จะมีการลงนามแล้วก็ไม่ได้แก้ไขปัญหา เพราะหัวใจของปัญหาคือ MOU 43 ที่จะทำให้มีความเสี่ยงที่ไทยจะเสียดินแดนได้

จี้ นายกฯ ประกาศยกเลิก

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า การที่ประเทศกัมพูชามีการยิง หรือใช้อาวุธปืนและระเบิดจนทำให้ประชาชนเสียชีวิต ถือเป็นการละเมิดอย่างรุนแรงภายใต้เงื่อนไขของ MOU 43 และเงื่อนไขนี้จึงเป็นเหตุผลที่เราจะสามารถยกเลิก MOU 43 แบบฝ่ายเดียวได้ ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องไม่เข้าร่วมการประชุมเจบีซี เพราะหากเข้าร่วมจะไม่สามารถเข้าเงื่อนไขการยกเลิก MOU 43 ได้ ขอเรียกร้องไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ประกาศชัดเจนว่า จะยกเลิก MOU 43 ทันที โดยมีผลในอีกสามเดือนข้างหน้า โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำประชามติ ซึ่งทางกลุ่มรวมพลังแผ่นดินยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ MOU 43 เพราะมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว

คณะรวมพลังแผ่นดินได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการยกเลิก MOU 43 ทันที โดยไม่ต้องรอการทำประชามติ ซึ่งมองว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลในการตัดสินใจเรื่องนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ

คณะรวมพลังแผ่นดินเรียกร้อง “อนุทิน” ยกเลิก MOU 43 ทันที โดยไม่ต้องทำประชามติ

การเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 43 ทันที สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ชายแดนและข้อตกลงที่อาจนำไปสู่การเสียดินแดน ซึ่งรัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อเรียกร้องนี้อย่างรอบคอบ และดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

ทำไมต้องยกเลิก MOU 43 ทันที?

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ MOU 43 อาจทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน ทั้งทางบกและทางทะเล การที่กัมพูชามีการใช้อาวุธปืนและระเบิดจนทำให้ประชาชนเสียชีวิต ถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขของ MOU 43 อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเหตุผลเพียงพอที่ไทยจะสามารถยกเลิก MOU ดังกล่าวได้แต่เพียงฝ่ายเดียว

ดังนั้น รัฐบาลควรรับฟังเสียงของประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – คณะรวมพลังแผ่นดินเรียกร้อง “อนุทิน” ยกเลิก MOU 43 ทันที โดยไม่ต้องทำประชามติ

สส. โวย! โยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์

สส.ปชน. 3 จังหวัด ประสานเสียงโยกย้ายผวจ.รอบล่าสุด สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ ย้ำต้องกระจายอำนาจ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้ประชาชนในพื้นที่

วันที่ 15 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา สส.พรรคประชาชนจาก 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และภูเก็ต ได้สะท้อนปัญหาของการโยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ ครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผวจ.ที่เร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ จากปกติผวจ. มีวาระเฉลี่ยประมาณ 2 ปี ซึ่งถือว่าสั้นมาก ย้ายบ่อยจนคนในพื้นที่จำชื่อผวจ. ไม่ได้ มาครั้งนี้คนในพื้นที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผวจ.เปลี่ยนไปอีกแล้ว

โวยเปลี่ยน ผวจ. ต้องนับหนึ่งใหม่

เริ่มจาก น.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคประชาชน กล่าวว่าการโยกย้ายครั้งนี้เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าเชียงใหม่ต้องมีผวจ.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาและการจัดทำบริการสาธารณะที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ประชาชนอย่างทันท่วงที ขณะที่เชียงใหม่กำลังวางแผนระดับจังหวัดร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมพร้อมเผชิญปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 รัฐบาลจะเปลี่ยนผวจ.เพื่ออะไร เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาส่วยสัญชาติ ที่มีเครือข่ายในการเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนที่มีสิทธิได้รับสัญชาติไทย จะจัดการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร รวมไปถึงการจัดทำระบบขนส่งสาธารณะที่ภาคประชาสังคมและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพยายามผลักดัน จะดำเนินการอย่างไรต่อ “เมื่อ ผวจ. ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการขนส่งทางบกระดับจังหวัดถูกสั่งย้าย ผวจ.คนใหม่ที่จะมาดำรงตำแหน่ง จะสานต่อเรื่องนี้ได้อย่างไร จะต้องนับหนึ่งอีกหรือไม่” น.ส.เพชรรัตน์ กล่าวและว่า

การโยกย้าย ผวจ.ในครั้งนี้สะท้อนว่า รัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงการแก้ไขปัญหาของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่ตั้ง แต่เป็นการโยกย้ายด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวเชียงใหม่อาจต้องสะดุดหยุดลง

เชียงราย แก้สารพิษน้ำกกชะงัก

ด้าน น.ส.จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม สส.เชียงราย เขต 6 พรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า จังหวัดเชียงรายเคยประสบสถานการณ์ที่มีผวจ. รอเกษียณในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ทำให้เกิดปัญหาการสั่งการล่าช้า ไม่ทันกับการรับมือภัยพิบัติ ครั้งนี้ก็เจอการเปลี่ยนผวจ.ในช่วงสถานการณ์ภัยพิบัติสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ทั้งที่ในระดับจังหวัดนั้นได้มีการประชุมขับเคลื่อนในเชิงประเด็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนกลางและภายในจังหวัด จนตกผลึกเรื่องแนวทางการรับมือกับปัญหา กำลังจะเริ่มดำเนินการ กลับมีการเปลี่ยนผู้ว่า ซึ่งคนใหม่ก็ต้องทำความรู้จักพื้นที่และปัญหากันใหม่

ซัดย้ายตามอำเภอใจ

และล่าสุดที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ได้ประกาศอย่างชัดเจนบนเวที ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายคนใหม่เป็นญาติของภรรยาของร้อยเอกธรรมนัส ซึ่งมาเป็นผวจ. ได้ 2 สัปดาห์ก็จะย้ายไปแล้ว พร้อมกับกล่าวว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายคนใหม่ที่จะย้ายมา ต้องเป็นคนที่ตัวเองสั่งการได้

“ตกลงการโยกย้ายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละจังหวัด มีประชาชนอยู่ในสมการของการโยกย้ายหรือไม่ คำสั่งโยกย้ายนั้นมองถึงความรู้ความสามารถของผู้ว่าราชการคนดังกล่าวที่จะมาประจำในแต่ละจังหวัดหรือไม่ หรือเป็นเพียงการโยกย้ายตามอำเภอใจโดยที่ปัญหาของพ่อแม่พี่น้องถูกเตะถ่วงไว้ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง การโยกย้ายตำแหน่งแบบนี้เพื่อประชาชนหรือเพื่อประโยชน์ตนเองกันแน่” น.ส.จุฬาลักษณ์ กล่าว

ผวจ.ภูเก็ต อยู่ 14 วันโดนย้าย

ส่วนนาย ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สส.ภูเก็ต เขต 3 พรรคประชาชน กล่าวว่า ภายในเวลาเพียง 14 วัน จังหวัดภูเก็ตเปลี่ยนผวจ.ใหม่ เนื่องจากความต้องการของผู้มีอำนาจ ทั้งที่ผวจ.คนที่ผ่านมา เพิ่งจะมาทำความเข้าใจปัญหาต่างๆ ของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ การจัดการพื้นที่สาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือการแก้ไขปัญหาจราจรแบบบูรณาการ โดยการเร่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมครบทุกระบบ เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และยังมีการแก้ไขปัญหาที่รอดำเนินการอีกหลายเรื่อง เช่น การจัดการพื้นที่สาธารณประโยชน์ประเภทชายหาด ที่ต้องจัดการให้พ่อค้าแม่ค้าควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพื้นที่ หรือการแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างรัฐกับประชาชน

ลั่นกระจายอำนาจดีที่สุด

พรรคประชาชนขอยืนยันว่า การกระจายอำนาจคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ดีที่สุดสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ต้องเอาการแก้ปัญหาให้กับประชาชนและการพัฒนาที่ตรงความต้องการของประชาชนเป็นตัวตั้ง พิจารณาคุณสมบัติของข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับภารกิจดังกล่าวเป็นสำคัญ ไม่ใช่โยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถจากระบบอุปถัมภ์และเอื้อประโยชน์ให้กับเครือข่ายในกลุ่มของตน

โยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ

การโยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถเป็นสิ่งที่ สส. จากพรรคประชาชนหลายจังหวัดออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก พวกเขามองว่าการโยกย้ายที่ไม่โปร่งใสและรวดเร็วเกินไป ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาท้องถิ่นและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไมการโยกย้ายผู้ว่าฯ ถึงส่งผลกระทบ?

  • ความไม่ต่อเนื่องของโครงการพัฒนา
  • ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน
  • การขาดความเข้าใจในบริบทของพื้นที่
  • การเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง

การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการพิจารณาถึงการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง

การโยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – สส.ปชน. 3 จังหวัด ประสานเสียงโยกย้ายผวจ.สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ

วรวัจน์เตือน! สินค้าเกษตรราคาตกเพราะพืช GMO?

“วรวัจน์” ฟาดกลับเตือนความจำเพื่อนรัฐมนตรี แฉต้นเหตุทำ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพราะรัฐมนตรี “ภูมิใจไทย” ออกประกาศนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม ทำทุนใหญ่ไม่สนใจสินค้าเกษตรกรไทย

วันที่ 14 ต.ค. 2568 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส. แพร่ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่รัฐมนตรีใหม่ในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล อ้างเหตุผลที่ออกจากพรรคเพื่อไทยก็เพราะทำราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และพรรคเพื่อไทยก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้ว่า รัฐมนตรีที่ออกมาพูดเรื่องนี้เป็นเพื่อนของตนเอง แต่เขาคงตกข่าว จึงอยากเตือนความจำให้ย้อนไปดูวันที่ตนอภิปรายในสภาเรื่อง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทั้ง ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง รวมถึงสินค้าในกลุ่มแป้งคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ตกต่ำ เพราะมีรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ที่ไปออกประกาศฉบับที่ 10/2553 ให้นำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม ที่ราคาถูกกว่าให้เข้ามาใช้ภายในประเทศ แทนผลผลิตของเกษตรกร ทำให้ทุนใหญ่ไม่ซื้อของเกษตรกรไทย

นายวรวัจน์ ยังกล่าวด้วยว่า อยากฝากไปบอกฝั่งรัฐบาลด้วยว่า ถ้าจริงใจกับเกษตรกร รักเกษตรกรคนไทยจริง ควรยกเลิกประกาศอัปยศนั้นด้วย คนไทยจะได้ลืมตาอ้าปากเสียที พร้อมขอโทษด้วยที่ต้องเอาความจริงมาพูดเพราะไม่อยากให้บิดเบือน

วรวัจน์เตือนความจำเพื่อนรัฐมนตรี ต้นเหตุราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ!

สถานการณ์ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยมาอย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในกลไกตลาดและนโยบายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน คำกล่าวของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส. แพร่ ที่โยงสาเหตุของปัญหานี้ไปถึงการนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม (GMOs) เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างละเอียด

ผลกระทบของการนำเข้าพืช GMOs ต่อราคาสินค้าเกษตร

การนำเข้าพืช GMOs ที่มีราคาถูกกว่า อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศได้หลายประการ:

  • กดดันราคา: เมื่อมีสินค้า GMOs ราคาถูกเข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ราคาสินค้าเกษตรทั่วไปของเกษตรกรไทยต้องปรับตัวลดลง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้
  • ลดความต้องการสินค้าเกษตรในประเทศ: หากผู้ประกอบการหันไปใช้พืช GMOs เป็นวัตถุดิบมากขึ้น ความต้องการสินค้าเกษตรจากเกษตรกรไทยก็จะลดลงตามไปด้วย
  • ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย: เกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนการผลิตสูง อาจไม่สามารถแข่งขันกับพืช GMOs ราคาถูกได้ ส่งผลให้สูญเสียรายได้และอาจต้องออกจากภาคการเกษตรไปในที่สุด

นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าพืช GMOs

การนำเข้าพืช GMOs ในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหน้าที่ในการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การพิจารณาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรไทยก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันไปด้วย

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

เพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างยั่งยืน ควรพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้:

  • ทบทวนนโยบายการนำเข้าพืช GMOs: พิจารณาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรไทยอย่างรอบด้าน และปรับปรุงนโยบายให้มีความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการค้าและการปกป้องเกษตรกร
  • ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ: สนับสนุนให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด
  • สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร: สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองและลดต้นทุนการผลิต
  • ส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตร: พัฒนาช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง

การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรไทย

ที่มา – “วรวัจน์” เตือนความจำเพื่อนรัฐมนตรี โยนต้นเหตุทำสินค้าเกษตรราคาตกเพราะนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม

Scroll to top