ข่าวการเมืองล่าสุด

รมช.กลาโหม มั่นใจปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ในสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาความมั่นคงที่ยืดเยื้อมานานกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศ ล่าสุด พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (รมช.กลาโหม) ได้ออกมาแสดงความมั่นใจเกี่ยวกับมาตรการ ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการตัดท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจสีดำที่สนับสนุนกองทัพกัมพูชา มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงชายแดน แต่ยังเป็นการตอบโต้การกระทำที่ไม่เป็นธรรมจากฝั่งเพื่อนบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา: กลยุทธ์ตัดเส้นทางธุรกิจผิดกฎหมาย

การ ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ครอบคลุมหลายมิติ โดย รมช.กลาโหม ย้ำว่าปัญหาชายแดนไม่ได้จำกัดอยู่ที่ด้านทหารเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการทูต การสื่อสาร และเศรษฐกิจด้วย จากประสบการณ์ส่วนตัวของพล.ท.อดุลย์ ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บุรีรัมย์และนำกำลังเข้าปะทะในปี 2514 เขาเข้าใจดีถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมากในปัจจุบัน ปัจจุบัน ด่านชายแดนหลายแห่ง เช่น ในจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสระแก้ว กลายเป็นแหล่งของบ่อนการพนัน คอลเซ็นเตอร์ และกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับกลุ่มทุนผิดกฎหมาย

ธุรกิจสีดำเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักที่ช่วยเหลือกองทัพกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน การปิดด่านจะทำให้เส้นทางการไหลเวียนเงินและเสบียงถูกตัดขาด ส่งผลให้ฝั่งกัมพูชาต้องเผชิญความลำบากด้านอาหารและงบประมาณทหารในไม่ช้า รมช.กลาโหม เชื่อมั่นว่ามาตรการนี้จะกดดันให้สถานการณ์คลี่คลาย โดยไม่ต้องพึ่งพาการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง

มิติการทูตและการสื่อสารในปัญหาชายแดน

นอกจาก ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา แล้ว ไทยยังต้องเสริมสร้างมิติอื่นๆ ให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านการทูตที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในเวทีระหว่างประเทศ ด้านการสื่อสาร ยุคโซเชียลมีเดียทำให้เกิดการโฆษณาชวนเชื่อและบิดเบือนข้อมูลจากฝั่งกัมพูชา ซึ่งพยายามสร้างภาพลักษณ์เป็นผู้ถูกกระทำ ไทยจึงต้องตอบโต้ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน

พล.ท.อดุลย์ ยังโต้แย้งกับโพสต์ของนักข่าววาสนา นาน่วม ที่กล่าวถึงสภาพความลำบากของทหารไทยในพื้นที่ภูมะเขือ เช่น การกินมาม่าและปลากระป๋องท่ามกลางฝนตกหนัก เขายืนยันจากประสบการณ์ส่วนตัวว่าสิ่งเหล่านี้คือสภาพปกติในแนวหน้า ความภาคภูมิใจของทหารไม่ได้อยู่ที่อาหารอร่อย แต่คือการปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่มีทหารคนไหนเรียกร้องอาหารดีๆ ในสถานการณ์รบ เขาเตือนว่าการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจบั่นทอนขวัญกำลังใจ โดยไม่รู้ตัว อาจกลายเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ประโยชน์

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการช่วยเหลือชุมชนชายแดน

การปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและชาวบ้านในพื้นที่ แต่ รมช.กลาโหม ขอร้องให้คนไทยช่วยอุดหนุนสินค้าไทยด้วยกัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน สงครามสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้ปืนใหญ่ แต่ใช้การบิดเบือนและยั่วยุแทน กัมพูชาพยายามเล่นบทเหยื่อบนเวทีโลก แต่ไทยยืนหยัดด้วยความรักสงบและความอดทนที่มีขีดจำกัด การรบไม่ใช่ทางเลือกแรก แต่หากจำเป็น ไทยไม่เคยขลาด

เพื่อเสริมประสิทธิภาพมาตรการนี้ รัฐบาลควรพิจารณาเพิ่มกำลังพลและเทคโนโลยีตรวจสอบชายแดน เช่น กล้องวงจรปิดและโดรน เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนด้วยโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเกษตรกรรมยั่งยืน จะช่วยลดการพึ่งพาธุรกิจสีดำในระยะยาว ชาวบ้านในสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ สามารถหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวออร์แกนิก หรือผลไม้ส่งออก เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

  • เสริมการทูต: เจรจากับกัมพูชาและพันธมิตรอาเซียน
  • พัฒนาสื่อ: สร้างแคมเปญออนไลน์ชี้แจงข้อเท็จจริง
  • สนับสนุนชุมชน: งบประมาณช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน
  • เพิ่มความมั่นคง: ฝึกอบรมทหารและลงทุนเทคโนโลยีชายแดน

โดยสรุป การ ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลไทยในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ มันไม่ใช่แค่การตัดเสบียง แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ธุรกิจผิดกฎหมายคุกคามความมั่นคงอีกต่อไป

insights: มาตรการนี้อาจนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน หากทุกฝ่ายแสดงความจริงใจ คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์ชายแดนนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้

ที่มา – รมช.กลาโหม มั่นใจปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ตัดท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจสีดำที่เลี้ยงดูกองทัพกัมพูชาได้

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ที่ได้รับงบประมาณมหาศาลเกือบ 4,000 ล้านบาท นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นที่สำคัญ โดยณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ไม่ให้งบสูญเปล่าหรือตกเป็นเครื่องมือของกลุ่ม利益

ณัฐพล แนะตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายณัฐพลได้หยิบยกประเด็นนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ขึ้นมาพูดถึง แม้จะไม่ใช่นโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นมรดกจากพรรคเพื่อไทยที่ใช้งบภาษีประชาชนจำนวนมาก เขาเตือนว่ารัฐบาลใหม่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอย โดยเฉพาะการใช้งบประมาณปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาและจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์นี้มีงบสูงถึง 3,927.40 ล้านบาท กระจายไปใน 113 โครงการ ครอบคลุม 27 หน่วยงานภายใต้ 9 กระทรวง หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี เงินจำนวนนี้เสี่ยงที่จะละลายหายไปโดยเปล่าประโยชน์ นายณัฐพลแสดงความห่วงใยว่านโยบายนี้กำลังอยู่ในสภาพ “ลูกผีลูกคน” เนื่องจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ไม่สามารถจัดตั้งหน่วยงาน THACCA ได้ตามสัญญาเลือกตั้ง

ปัญหาการจัดตั้ง THACCA ที่ล่าช้าและงบที่รั่วไหล

ย้อนกลับไปในปี 2566 พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงด้วยการสัญญาว่าจะยกระดับเศรษฐกิจไทยผ่านซอฟต์พาวเวอร์ โดยเลียนแบบ KOCCA ของเกาหลีใต้ ชื่อหน่วยงานคือ THACCA แต่หลังจาก 2 ปีผ่านไป THACCA ยังคงเป็นเพียงชื่อบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น ไม่มีร่างกฎหมายจัดตั้งจริงจัง ร่างที่เคยพยายาม也被หน่วยงานอื่นคัดค้านเพราะซ้ำซ้อนภารกิจ

แม้หน่วยงานจะไม่เกิด แต่คณะกรรมการ THACCA ชั่วคราวกลับใช้งบไปมากโข ในปี 2567 ใช้งบกลาง 635.54 ล้านบาท ปี 2568 ได้งบปกติ 2,318.42 ล้านบาท บวกงบกลางอีก 566.18 ล้านบาท รวมกว่า 2,884.60 ล้านบาท และปี 2569 เพิ่มอีก 3,927.40 ล้านบาท สรุป 3 ปีใช้งบรวม 7,447 ล้านบาท นี่คือตัวเลขที่น่าตกใจที่นายณัฐพลนำเสนอเพื่อให้รัฐบาลตระหนัก

ข้อกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์และก๊วนกวาดงาน

ไม่เพียงแต่ปัญหาการจัดตั้ง นายณัฐพลยังชี้ถึงวิธีการดำเนินงานที่ลักไก่ โดยคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีอนุกรรมการย่อยหลายชุดที่รวมเอกชนมาร่วม แต่ไม่มีเกณฑ์ชัดเจนในการคัดเลือก ทำให้กลายเป็น “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” มีการเอื้องานให้เอกชนบางกลุ่มโดยไม่โปร่งใส

ล่าสุด เพจ CSI LA ได้แฉขบวนการ “ก๊วนกวาดงานพันล้านของ ททท.” ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยวางตัวบุคคลในบอร์ดเพื่อล็อกงานให้เครือข่าย นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการใช้งบซอฟต์พาวเวอร์ หากไม่ตรวจสอบ

เพื่อแก้ไขปัญหา นายณัฐพลเสนอ 4 ทางเลือกให้รัฐบาลใหม่:

  • ทางเลือกที่ 1: ปล่อยให้หน่วยงานทำไปตามเดิม แม้เสี่ยงโดนโทษแต่ไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
  • ทางเลือกที่ 2: ตัดงบทั้งก้อน ชะลอโครงการและโอนเงินไปใช้อย่างอื่น แต่เสียความต่อเนื่อง
  • ทางเลือกที่ 3: ทำตามแนวทางเดิม ตั้งคณะกรรมการชุดเก่า
  • ทางเลือกที่ 4: คิดใหม่ทำใหม่ กำหนดหน่วยงานหลักชัดเจน มีหลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนที่โปร่งใส ปิดช่องเอื้อประโยชน์ แล้วกลั่นกรองโครงการให้เหลือแต่ของดี

เขาแนะนำทางเลือกที่ 4 มากที่สุด เพราะจะวางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ไม่ทิ้งงานที่ทำมาแล้ว นอกจากนี้ ยังขอให้พรรคเพื่อไทยนำเสนอโมเดลอื่นๆ ผ่านกลไกสภา เพื่อติดตามกำกับดูแลต่อไป

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์มีศักยภาพในการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี แฟชั่น และอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักระดับโลก หากจัดการดี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และเสริมภาพลักษณ์ประเทศ แต่หากปล่อยปละ เงินภาษีประชาชนจะสูญเปล่า รัฐบาลใหม่จึงต้องลงมือตรวจสอบและปรับปรุงทันที

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองสำหรับรัฐบาลอนุทินในการแสดงความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ หากทำได้ จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอของนายณัฐพล? ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้ เพื่อให้เราช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีต่อประเทศ

ที่มา – “ณัฐพล” แนะรัฐบาลตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

“สีหศักดิ์” เชื่อนานาประเทศเข้าใจไทย

“สีหศักดิ์” เชื่อ นานาประเทศเข้าใจไทยมากขึ้น ไม่ปิดประตูคุย “กัมพูชา” เชื่อจบในเวทีทวิภาคีได้

ในสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่กำลังเป็นประเด็นร้อน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ หรือ UNGA ครั้งที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยเชื่อว่านานาประเทศเริ่มเข้าใจมุมมองของไทยมากขึ้น หลังจากที่ไทยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับพฤติกรรมของกัมพูชาที่ดูเหมือนจะพูดตรงข้ามกับสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

การกล่าวถ้อยแถลงของนายสีหศักดิ์ ในเวทีระดับโลกนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยได้นำเสนอท่าทีที่เน้นสันติภาพและการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการทวิภาคี โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่เคยปิดประตูการเจรจา และมุ่งหวังให้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา คลี่คลายลงโดยไม่นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น

“สีหศักดิ์” เชื่อ นานาประเทศเข้าใจไทยมากขึ้น ไม่ปิดประตูคุย “กัมพูชา” เชื่อจบในเวทีทวิภาคีได้

จากที่ได้รับทราบ เมื่อเวลา 8.30 น. วันที่ 29 ก.ย. 2568 นายสีหศักดิ์ ได้กล่าวถึงการเข้าร่วมประชุม UNGA ว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้แสดงจุดยืนของไทย และรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ชี้แจงต่อนานาประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ท่าทีของประเทศอย่างมาเลเซียและสหรัฐอเมริกา ก็แสดงความหวังดีให้ทั้งไทยและกัมพูค้าสามารถพูดคุยกันได้ ซึ่งนายสีหศักดิ์ ยืนยันว่าทุกฝ่ายเริ่มเข้าใจไทยมากขึ้น หลังจากที่กัมพูชาเคยนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียวเพื่อสร้างความได้เปรียบ แม้จะมีการพูดคุยกันก่อนหน้านี้แล้วว่าจะมุ่งไปข้างหน้าและแสดงความจริงใจ

สิ่งที่น่ากังวลคือ การกล่าวถ้อยแถลงของกัมพูชาในเวที UNGA ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกับข้อตกลงที่เคยมี ซึ่งจำเป็นต้องมีการชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงเสียงตอบรับจากนานาประเทศว่า ไทยได้พูดตามข้อเท็จจริง และเชื่อว่าทุกฝ่ายน่าจะเข้าใจได้ สำหรับสถานการณ์ชายแดนหลังจากนี้ นายสีหศักดิ์ ระบุว่าจะต้องปรึกษากับนายกรัฐมนตรีก่อน แต่ยอมรับว่ามีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยังไม่มีการพูดคุยกับกัมพูชาหลังลงจากเวที แต่ไทยพร้อมที่จะเจรจา หากมีการแสดงความจริงใจตามข้อตกลง

ไทยยืนยันไม่ปิดประตูการพูดคุย

ไทยไม่ได้ปิดประตูการพูดคุยใดๆ โดยมีทางเลือกสองทาง คือ การนำไปสู่ความขัดแย้งและความสูญเสีย หรือการพูดคุยเพื่อความปลอดภัยและสันติภาพ ซึ่งไทยเลือกทางหลังอย่างชัดเจน สำหรับคำถามว่าระบบนี้จะจบลงในระดับทวิภาคีหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่าควรแก้ไขในกรอบทวิภาคี ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่วงเวทีระหว่างประเทศ เว้นแต่จะมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงฝ่ายเดียว ซึ่งจะไม่เกิดประโยชน์ในการคลี่คลายปัญหา

ในอีก 4 เดือนข้างหน้า ท่าทีของทั้งสองฝ่ายจะขึ้นอยู่กับกัมพูชาด้วย เนื่องจากไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการเดินเส้นทางสันติภาพ แต่ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้หากอีกฝ่ายไม่ร่วมมือ การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี

เพื่อให้เข้าใจบริบทเพิ่มเติม สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีรากฐานมาจากข้อพิพาททางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งเคยนำไปสู่ความตึงเครียดหลายครั้ง แต่ไทย始终ยึดมั่นในกระบวนการเจรจาและการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ นายสีหศักดิ์ ยังเน้นย้ำว่าการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องใน UNGA ช่วยให้ชุมชนนานาชาติเห็นถึงความพยายามของไทยในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า

  • ไทยชี้แจงข้อเท็จจริงในเวที UNGA เพื่อสร้างความเข้าใจ
  • ไม่ปิดประตูการเจรจากับกัมพูชา มุ่งสู่สันติภาพ
  • เชื่อปัญหาคลี่คลายในกรอบทวิภาคีได้ หากมีจริงใจ
  • ท่าทีชัดเจนจากรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดน

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การแสดงจุดยืนเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีโลก และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้สนใจสามารถติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ทั้งสองประเทศเตรียมหารือในระดับสูง

ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่ยึดมั่นในสันติภาพ การดำเนินการของนายสีหศักดิ์ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการกับข้อพิพาทระหว่างประเทศ หากคุณเป็นคนสนใจเรื่องการต่างประเทศ แนะนำให้ติดตามข่าวสารล่าสุด เพื่อเข้าใจว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใด

ที่มา – “สีหศักดิ์” เชื่อ นานาประเทศเข้าใจไทยมากขึ้น ไม่ปิดประตูคุย “กัมพูชา” เชื่อจบในเวทีทวิภาคีได้

“วราวุธ” ทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรก เตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์

“วราวุธ” ทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรก เตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ก้าวเข้าสู่บทบาทฝ่ายค้านครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยเตรียมนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ต่อการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ แทนที่จะเป็นการตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์แบบดั้งเดิม การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงแนวทางการเมืองที่เน้นการพัฒนาและแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง

“วราวุธ” ทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรก เตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์

นายวราวุธ เปิดเผยว่า รัฐบาลชุดใหม่นี้เผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาในการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหลือเวลาทำงานเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ดังนั้น เขาจึงขอฝากข้อเสนอแนะบางประการ โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่รัฐบาลยังไม่ครอบคลุม เพื่อให้นายกรัฐมนตรีสามารถนำไปปรับปรุงและมอบหมายให้แต่ละกระทรวงขับเคลื่อนต่อไป ข้อเสนอเหล่านี้จะถูกนำเสนอในที่ประชุมวันนี้ โดยเป็นแนวทางที่กระชับและสามารถปฏิบัติได้จริง เน้นย้ำว่าการอภิปรายนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่การโจมตี แต่เป็นการสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของประเทศ

นอกจากนี้ นายวราวุธ ยังได้กล่าวถึงคุณสมบัติของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า ไม่มีข้อกังวลหรือประเด็นติดใจใดๆ ที่สำคัญคือ การเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แม้เวลาจะจำกัด แต่สิ่งที่จำเป็นคือการใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเชื่อว่ารัฐมนตรีหลายคนมีศักยภาพเพียงพอที่จะขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการทำงานของรัฐบาลที่นายวราวุธเสนอแนะ

ในการเตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์ นายวราวุธ มุ่งเน้นไปที่ด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาสังคม และการปรับปรุงนโยบายสาธารณสุข โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากโควิด-19 ที่ยังหลงเหลือผลกระทบ ข้อเสนอเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเติมเต็มช่องว่างในนโยบาย แต่ยังส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

การที่นายวราวุธ เลือกใช้วิธีการสร้างสรรค์นี้ สะท้อนถึงปรัชญาการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนาที่เน้นการพัฒนาประเทศ โดยไม่ยึดติดกับการต่อต้านเพียงอย่างเดียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองมองว่านี่เป็นโมเดลใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการอภิปรายในสภาไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอเหล่านี้ไปปรับใช้จริง

เมื่อถามถึงแรงกดดันในการทำงานภายใน 4 เดือน นายวราวุธ ยอมรับว่าฝ่ายที่กดดันมากที่สุดน่าจะเป็นตัวรัฐมนตรีเอง อย่างไรก็ตาม เขาแสดงความเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เหลือน้อยนี้ การสนับสนุนจากฝ่ายค้านในรูปแบบนี้จะช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของชาติ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต

นอกจากประเด็นหลักแล้ว นายวราวุธ ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศ โดยย้ำว่าฝ่ายค้านมีหน้าที่ไม่ใช่แค่ตรวจสอบ แต่ยังช่วยเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ ข้อเสนอแนะที่เตรียมนำเสนอครั้งนี้จึงครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

  • ข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ: ส่งเสริมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมสีเขียว
  • ข้อเสนอด้านสังคม: ปรับปรุงระบบสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ
  • ข้อเสนอด้านสิ่งแวดล้อม: เร่งรัดนโยบายลดคาร์บอน

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรกของนายวราวุธ จึงไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ แต่ยังเป็นตัวอย่างของการเมืองที่เน้นผลลัพธ์ โดยหวังว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระบบการปกครองของไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยก้าวหน้าขึ้น หากรัฐบาลรับฟังและนำไปปฏิบัติ ประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรง ลองติดตามการอภิปรายในสภาเพื่อเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มา – “วราวุธ” ทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรก เตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์

อนุทินพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะแก้รัฐธรรมนูญ

“อนุทิน” พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะที่ดี ต่อยอดปฏิบัติงาน เชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญถ้าตั้งใจ ก็ทำได้

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การแถลงนโยบายของรัฐบาลถือเป็นโมเมนต์สำคัญที่ทุกฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่แสดงท่าทีเปิดกว้างในการรับฟังความเห็นจากสมาชิกรัฐสภา ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการแถลงนโยบาย โดยย้ำว่าการแถลงนโยบายไม่ใช่แค่การพูด แต่เป็นโอกาสในการรับฟังข้อเสนอแนะที่ดี เพื่อนำไปต่อยอดและปฏิบัติจริง ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดที่เน้นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

การเตรียมตัวของรัฐบาลในครั้งนี้ นายอนุทินระบุว่าได้มีการหารือกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนอย่างละเอียด เพื่อเตรียมชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในการอภิปราย รัฐบาลพร้อมรับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ เพื่อปรับปรุงนโยบายให้ดียิ่งขึ้น นี่เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับกระบวนการประชาธิปไตย โดยไม่ปิดกั้นเสียงจากฝ่ายค้านหรือสมาชิกรัฐสภา

เชื่อมั่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใน 4 เดือน

หนึ่งในประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล เมื่อถูกถามถึงระยะเวลาที่เหลือเพียง 4 เดือน จะทันกับเป้าหมายที่ตั้งใจไว้หรือไม่ โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญ นายอนุทินตอบอย่างมั่นใจว่า “ถ้าเรามีความตั้งใจก็ทำได้” และแจ้งว่าสัปดาห์หน้า วันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อรับหลักการ

แม้เวลาจะจำกัด แต่การเตรียมการได้ดำเนินมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้รัฐบาลมั่นใจในกระบวนการ ท่าทีนี้ช่วยคลายความกังวลของประชาชนที่ติดตามสถานการณ์การเมือง โดยเฉพาะประเด็นรัฐธรรมนูญที่เป็นรากฐานของการปกครอง หากการแก้ไขสำเร็จ จะช่วยปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ นายอนุทินยังเน้นย้ำถึงการทำงานแบบเร่งด่วนแต่ไม่รวบรัด โดยได้เตรียมข้อมูลและเอกสารครบถ้วนเพื่อตอบคำถามในสภา การแถลงนโยบายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์ แต่ยังเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในระยะยาว

  • รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย
  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มเสนอร่างในเดือนตุลาคม
  • เน้นความตั้งใจและการเตรียมการล่วงหน้า
  • สร้างความมั่นใจให้ประชาชนในกระบวนการประชาธิปไตย

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การแสดงออกเช่นนี้ของนายอนุทินช่วยเสริมภาพลักษณ์ของรัฐบาลให้ดูโปร่งใสและมีส่วนร่วมมากขึ้น ในขณะที่ฝ่ายค้านก็มีโอกาสเสนอไอเดียใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของชาติ ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางอนาคตของการเมืองไทย หากทำสำเร็จ จะเป็นก้าวสำคัญสู่ความมั่นคงทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ผู้ติดตามการเมืองควรจับตาการอภิปรายในสภาให้ดี เพราะอาจมีประเด็นถกเถียงรุนแรงเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเวลาและเนื้อหาการแก้ไข สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ในฐานะนักสังเกตการณ์ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ giai ใหม่ที่เน้นการฟังและปรับตัว หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายได้ตามแผน ประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าการเมืองไม่ใช่แค่การต่อสู้ แต่เป็นการสร้างสรรค์เพื่อชาติ

คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของนายอนุทินในครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “อนุทิน” พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะที่ดี ต่อยอดปฏิบัติงาน เชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญถ้าตั้งใจ ก็ทำได้

กกต.ปลื้ม! แห่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5

ในวันที่ 28 กันยายน 2568 การเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ศรีสะเกษ เขต 5 ดำเนินไปอย่างคึกคัก โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ王国 (กกต.) แสดงความยินดีที่ประชาชนแห่กันมารอใช้สิทธิ์ตั้งแต่เช้าตรู่ แม้จะมีสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน แต่กกต. มั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสุจริต คาดว่าผู้มีสิทธิ์จะออกมาใช้สิทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และเบื้องต้นคาดว่ารู้ผลไม่เกิน 20.00 น.

กกต.ปลื้มประชาชนแห่รอใช้สิทธิ์เลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 คึกคัก คาดไม่เกิน 2 ทุ่ม รู้ผล

เมื่อเวลา 08.30 น. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พร้อมด้วยนายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการ กกต. เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบการเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ 12 อาคารโรงเรียนบ้านจะเนียว เทศบาลตำบลกระหวัน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอขุนหาญและอำเภอภูสิงห์ พวกเขาได้ให้กำลังใจคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบ สุจริต และเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นตัวอย่างของความโปร่งใสในระบบประชาธิปไตยไทย

ภาพประชาชนรอคิวใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

เลขาธิการ กกต. กล่าวขอบคุณชาวศรีสะเกษในเขต 5 ที่มีจิตใจเข้มแข็ง แม้จะมีความกังวลจากสถานการณ์รอบข้าง แต่จากที่สังเกตเช้านี้ พบว่าประชาชนมารอคิวกันแน่นหนา สภาพอากาศเป็นใจ แม้คืนก่อนจะมีฝนตก แต่เช้าวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด 127,134 คน ใน 236 หน่วยเลือกตั้ง สามารถมาใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. กกต. ขอเชิญชวนให้ทุกท่านออกมาใช้สิทธิ์โดยเร็ว ก่อนที่ฝนอาจจะเทลงมาอีก

คึกคักตั้งแต่เปิดบัตร แม้เหตุไม่สงบ

แม้จะมีข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดน แต่กกต. มั่นใจว่าปัจจัยเหล่านี้จะไม่กระทบต่อการออกมาใช้สิทธิ์ของประชาชน จากการพูดคุยกับผู้มาใช้สิทธิ์ พวกเขายังคงเชื่อมั่นในระบบความมั่นคงของรัฐที่จะปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเลือกตั้งผ่านพ้นไปด้วยดี คาดว่าอัตราการมาใช้สิทธิ์จะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้

ในส่วนของการร้องเรียน กกต. ได้รับแจ้งเรื่องการปราศรัยของผู้สมัครจากทั้งสองพรรค แต่ยังอยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่มีพฤติกรรมที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต ชุดเคลื่อนที่เร็วได้ออกตรวจตราตั้งแต่คืนก่อน เพื่อป้องกันเหตุร้ายใดๆ ภาพรวมทั้งหมดจึงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เลขาธิการ กกต. ลงพื้นที่ตรวจสอบบรรยากาศที่หน่วยเลือกตั้ง

สำหรับผลการนับคะแนน กกต. คาดว่าจะประกาศผลอย่างเป็นทางการไม่เกิน 20.00 น. ของวันเดียวกันนี้ นับเป็นการเลือกตั้งที่รวดเร็วและโปร่งใส ผู้สมัครทั้งสองฝ่ายจากพรรคใหญ่ๆ กำลังลุ้นผลกันอย่างใกล้ชิด การเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเติมเต็มที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความศรัทธาของประชาชนในกระบวนการเลือกตั้งของไทย

กกต.ปลื้มประชาชนแห่รอใช้สิทธิ์เลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 คึกคัก คาดไม่เกิน 2 ทุ่ม รู้ผล นี่คือสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยไทยยังคงแข็งแกร่ง แม้เผชิญความท้าทายต่างๆ ในฐานะนักข่าวการเมือง เรามองว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับสูงเช่นนี้ จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสถาบันการเมือง หากคุณเป็นผู้มีสิทธิ์ในพื้นที่นี้ อย่าลืมออกมาใช้สิทธิ์เพื่อกำหนดอนาคตของจังหวัดศรีสะเกษ

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับกกต. ในการจัดการกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน หากผลออกมาดี จะเป็นแบบอย่างสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ในอนาคต ขอให้ทุกฝ่ายเคารพผลที่ออกมา และร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุข

  • ผู้มีสิทธิ์: 127,134 คน
  • หน่วยเลือกตั้ง: 236 หน่วย
  • คาดการณ์การมาใช้สิทธิ์: มากกว่าร้อยละ 60
  • เวลาประกาศผล: ไม่เกิน 20.00 น.

ในมุมมองของเรา การเลือกตั้งที่โปร่งใสแบบนี้คือกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาประเทศ เชิญชวนผู้อ่านติดตามผลการเลือกตั้ง และมีส่วนร่วมในกิจกรรมประชาธิปไตยต่อไป

ที่มา – กกต.ปลื้มประชาชนแห่รอใช้สิทธิ์เลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 คึกคัก คาดไม่เกิน 2 ทุ่ม รู้ผล

สวนดุสิตโพล: หมดหวังรัฐบาลเดิม หวังรัฐบาลใหม่

สวนดุสิตโพล: หมดหวังรัฐบาลเดิม หวังรัฐบาลใหม่

ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังเข้มข้น สวนดุสิตโพล ได้สะท้อนมุมมองของประชาชนผ่านการสำรวจล่าสุด ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกันยายน 2568 พบว่าประชาชนเริ่มมีหวังกับรัฐบาลชุดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่โดดเด่นอย่างคนละครึ่งพลัส

ประธานสวนดุสิตโพล สะท้อนความรู้สึกประชาชน “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่”

วันที่ 28 กันยายน 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยผลการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง 2,012 คนทั่วประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 23-26 กันยายน 2568 ในหัวข้อ “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกันยายน 2568” ผลปรากฏว่าภาพรวมดัชนีการเมืองไทยได้คะแนนเฉลี่ย 4.02 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมที่ได้ 3.71 คะแนน สะท้อนถึงสัญญาณบวกในบรรยากาศการเมือง

ตัวชี้วัดที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.57 คะแนน ขณะที่ตัวชี้วัดต่ำสุดคือการแก้ปัญหาความยากจน 3.59 คะแนน แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคงกังวลกับประเด็นเศรษฐกิจพื้นฐาน แม้การเมืองโดยรวมจะดีขึ้น

หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล วิเคราะห์ว่า เดือนกันยายนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนรัฐบาลจากแพทองธารสู่รัฐบาลอนุทิน ทำให้คะแนนอาจยังไม่ชัดเจนเต็มที่ แต่การเพิ่มขึ้นของคะแนนทุกด้าน ยกเว้นผลงานฝ่ายค้าน สะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่ “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่” โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และการนำนโยบายคนละครึ่งกลับมาในรูปแบบพลัส ซึ่งช่วยเสริมกระแสเงินในกระเป๋าให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่โดดเด่นที่สุดในเดือนนี้คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยคะแนน 55.98% ขณะที่ฝ่ายค้านคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 44.27% ผลงานที่ประชาชนชื่นชอบจากรัฐบาลคือคนละครึ่งพลัส 46.25% และจากฝ่ายค้านคือการผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 61.22%

ภาพรัฐบาลใหม่

อาทิตยา คงมี อาจารย์จากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวเพิ่มเติมว่าผลสำรวจนี้บ่งบอกถึงการฟื้นตัวของดัชนีการเมือง โดยประชาชนกำลังจับตาการทำงานของทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีอนุทินคนใหม่ที่ได้รับความสนใจสูง การเพิ่มขึ้นของคะแนนหลายด้านชี้ให้เห็นสัญญาณเชิงบวกจากบรรยากาศการเมืองที่ผ่อนคลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจยังคงเป็นห่วง โดยคะแนนด้านราคาสินค้า ค่าครองชีพ และการว่างงาน แม้จะปรับขึ้นเล็กน้อยแต่ยังต่ำ สะท้อนว่าประชาชนคาดหวังมาตรการที่ชัดเจนและยั่งยืน หากรัฐบาลสามารถลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาปากท้องได้ ดัชนีการเมืองอาจฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงปลายปี แต่หากไม่คลี่คลาย ปัญหาอาจกลับมาทำให้คะแนนผันผวนอีกครั้ง

ภาพการเมืองไทย

จากผลสำรวจนี้ เราสามารถเห็นได้ว่าประชาชนไทยกำลังมองหาการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจที่กระทบชีวิตประจำวัน การที่ “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่” กลายเป็นกระแสที่ชัดเจน สวนดุสิตโพล因此ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนเสียงประชาชน

เพื่อให้การเมืองไทยก้าวหน้าต่อไป รัฐบาลควรเร่งผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนโดยตรง เช่น การขยายคนละครึ่งพลัสให้ครอบคลุมมากขึ้น และแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง หากทำได้ ดัชนีการเมืองจะยิ่งแข็งแกร่ง

คุณคิดอย่างไรกับผลสำรวจนี้? แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ประธานสวนดุสิตโพล สะท้อนความรู้สึกประชาชน “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่”

“เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

“เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านหลัก ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการต้อนรับรัฐบาลใหม่ พรรคเพื่อไทยเตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ ด้วยแคมเปญสุดเข้มข้น “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” ซึ่งจะชำแหละข้อตกลง MOA ระหว่างพรรคส้มและน้ำเงินในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยย้ำว่าจะไม่มีออมมือ ไม่มีอ่อนข้อ และไม่ง้อฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ที่สำนักงานพรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้แถลงถึงการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลใหม่ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านอิสระ จะต้อนรับรัฐบาลชุดนี้อย่างเต็มที่ ภายใต้แคมเปญ “เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” เพราะพรรคเห็นชัดว่ารัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้ แม้จะอยู่เพียง 4 เดือน แต่ซ่อนภารกิจแอบแฝงที่อาจนำมาซึ่งหายนะ 4 ด้านใหญ่หลวง

“เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

หายนะที่ 1: การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่ทำให้ประเทศหยุดชะงัก นโยบายสำคัญที่พรรคเพื่อไทยวางไว้ เช่น โครงการลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ประชาชน ถูกปัดตกทั้งหมด เพียงเพราะเป็นนโยบายจากรัฐบาลเพื่อไทย สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ลดแลกแจกแถม แต่เป็นรากฐานพัฒนาประเทศที่ถูกทำลาย

หายนะที่ 2: การขาดคนมีฝีมือ ในรัฐบาลนอมินีบุรีรัมย์

รัฐบาลชุดนี้เต็มไปด้วยรัฐมนตรีคอนเนกชันปราสาทสายฟ้า ที่ถูกวางตัวทำภารกิจสำคัญ แม้นโยบายจะระบุว่ารักษานิติธรรม ขจัดทุจริต สงครามกับพนันออนไลน์ ภัยไซเบอร์ และข่าวปลอม แต่การเลือกคนใกล้ชิดนายกฯ แทนคนมีฝีมือจริงๆ จะทำให้การทำงานล้มเหลว

หายนะที่ 3: การขาดความโปร่งใส การจัดตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับคดีใหญ่ เช่น คดีบุกรุกที่ดินเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. มาจากค่ายสีน้ำเงิน ทำให้ความโปร่งใสถูกปกปิด ผู้บังคับใช้กฎหมายมี ‘เจ้านาย’ ที่ไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นนายใหญ่บุรีรัมย์

หายนะที่ 4: การขาดอนาคตประชาธิปไตย ศัตรูของประชาธิปไตยที่เคยแฝงในเงา ตอนนี้ปรากฏตัวชัดผ่านสถาบันการเมือง สีน้ำเงินได้รับชุบชีวิตจากตั๋วส้ม แม้อ้างเจตนาดี แต่ปลายทางอาจนำไปสู่หายนะที่ย้อนกลับไม่ได้ เป็น 4 เดือนยุบสภา ยุบคดี หรือ 4 นโยบายของอนุทิน หรือ 4 หายนะ?

โฆษกพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะจัดเต็มในการอภิปราย ใช้เวลา 6 ชั่วโมงชี้ปัญหา ผลกระทบ และหายนะจากรัฐบาลนี้ โดยไม่ต้องค้ำยันให้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและ MOA ส้ม-น้ำเงิน

นายดนุพรยังพูดถึงการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 เพื่อร่างฉบับใหม่ มีร่างจากเพื่อไทย ประชาชน และภูมิใจไทย แต่เงื่อนไขสำคัญคือต้องได้เสียง สว. 1 ใน 3 การได้มาซึ่ง ส.ส.ร. อาจถูกคุมกำเนิด โดยเฉพาะแนวทางของภูมิใจไทยที่ไม่เชื่อมโยงประชาชน

MOA ส้ม-น้ำเงิน อาจเป็นแค่พิธีกรรม เพราะ สว. สีน้ำเงินและภูมิใจไทยที่เติบโตจากส้ม อาจครองอำนาจกำหนด ส.ส.ร. ปลายทางรัฐธรรมนูญใหม่จึงอาจไม่ดีงามอย่างที่หวัง สถานการณ์นี้เหมือนเปิดกล่องแพนโดร่า ปลดปล่อยหายนะ

พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้พรรคประชาชนที่ค้ำรัฐบาล ตั้งโต๊ะเจรจาเปิดเผยกับภูมิใจไทยและ สว. ให้ประชาชนรู้ดีลทั้งหมด เพื่อหยุดยั้งหายนะ

สุดท้าย พรรคเพื่อไทยหวังว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชนจะไม่สูญเปล่า นี่คือการเดิมพันอนาคตประเทศ หากรัฐธรรมนูญใหม่กลายเป็นหายนะ ความรับผิดชอบจะหนักหนา

ในมุมมองของผู้เขียน แคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” ของเพื่อไทยนี้ สะท้อนถึงการตรวจสอบที่เข้มข้น ซึ่งจำเป็นต่อประชาธิปไตยไทย ประชาชนควรติดตามอภิปรายนี้เพื่อเข้าใจทิศทางประเทศ หากสนใจข่าวการเมืองเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้

ที่มา – “เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

กรมการปกครองไม่อนุมัติผู้กองแคทช่วยประธานสภา

กรมการปกครอง ไม่อนุมัติ “ผู้กองแคท” ช่วยงานประธานรัฐสภา ชี้ปลัดอำเภอใหม่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่

ในแวดวงการเมืองและราชการไทย เรามักได้ยินข่าวสารเกี่ยวกับการย้ายย้ายโยกย้ายของข้าราชการที่สร้างความฮือฮา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง “ผู้กองแคท” หรือ ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักประชาสัมพันธ์ที่เก่งกาจ ล่าสุด กรมการปกครองได้มีคำสั่งปฏิเสธการยืมตัวเธอไปช่วยงานประธานรัฐสภา สร้างความสนใจให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก เรื่องนี้สะท้อนถึงนโยบายที่ชัดเจนของกรมในการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะปลัดอำเภอหน้าใหม่ที่ต้องลงพื้นที่จริงเพื่อสั่งสมประสบการณ์

ย้อนกลับไปดูรายละเอียด กรมการปกครองได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 โดยนายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดี ถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจ้งปฏิเสธคำขอจากสำนักงานเลขาธิการสภาที่ต้องการยืมตัวผู้กองแคทมาช่วยงานในส่วนของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่เหตุผลหลักคือ กรมเพิ่งมีคำสั่งย้ายเธอไปดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ) ที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2568

กรมการปกครอง ไม่อนุมัติ “ผู้กองแคท” ช่วยงานประธานรัฐสภา ชี้ปลัดอำเภอใหม่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่

นโยบายของกรมการปกครองนั้นชัดเจนมาก โดยเน้นย้ำว่าข้าราชการที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดอำเภอต้องอยู่ปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เพื่อให้ได้ประสบการณ์ตรงกับการบริหารจัดการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตำแหน่งนี้ การยืมตัวไปช่วยงานที่อื่น แม้จะเป็นกรณีพิเศษอย่างที่สภาผู้แทนราษฎรร้องขอ ก็ไม่อาจขัดกับหลักการนี้ได้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมในการรักษามาตรฐานการทำงานของข้าราชการปกครอง

ประวัติและบทบาทของผู้กองแคท

ผู้กองแคท หรือ ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก เป็นข้าราชการที่มีความสามารถโดดเด่นในด้านประชาสัมพันธ์ เธอเคยปฏิบัติหน้าที่ในส่วนประชาสัมพันธ์ของกรมการปกครอง และได้รับความนิยมจากสื่อสังคมออนไลน์ด้วยสไตล์การสื่อสารที่เป็นกันเองและมีเสน่ห์ ชื่อเสียงของเธอทำให้หลายหน่วยงานสนใจ โดยเฉพาะสภาที่เห็นว่าความสามารถด้านนี้จะช่วยเสริมงานของประธานรัฐสภาในการสื่อสารกับประชาชน อย่างไรก็ตาม การก้าวสู่ตำแหน่งปลัดอำเภอเป็นก้าวสำคัญที่ต้องพิสูจน์ตัวเองในระดับท้องถิ่น

การตัดสินใจของกรมการปกครองครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามนโยบายเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของการรักษาความสมดุลระหว่างการพัฒนาบุคลากรกับความต้องการของหน่วยงานอื่นๆ ในระบบราชการไทยที่ซับซ้อนนี้ ผู้กองแคทจะต้องปรับตัวกับบทบาทใหม่ที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมและปัญหาสังคม เช่น การจัดการชายแดนและการพัฒนาชุมชน

นัยยะต่อระบบราชการและการเมือง

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีนโยบายที่ชัดเจนในการย้ายย้ายและพัฒนาข้าราชการ หากปลัดอำเภอหน้าใหม่ถูกดึงตัวไปช่วยงานที่อื่นตั้งแต่เริ่มต้น อาจส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการปกครองท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างผู้กองแคทต้องยึดมั่นในหน้าที่ราชการก่อนเสมอ แม้จะมีโอกาสในเวทีใหญ่

  • นโยบายกรมการปกครอง: เน้นประสบการณ์พื้นที่จริงสำหรับปลัดอำเภอใหม่
  • บทบาทของผู้กองแคท: จากนักประชาสัมพันธ์สู่เจ้าพนักงานปกครอง
  • ผลกระทบ: สร้างความสมดุลในระบบราชการ
  • อนาคต: ผู้กองแคทจะนำประสบการณ์จากศรีสะเกษมาพัฒนาตัวเองอย่างไร

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะช่วยรักษาคุณภาพของการบริหารปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นฐานรากของประเทศ หากคุณสนใจเรื่องราชการและการเมืองไทย อย่าลืมติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา และแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้

ที่มา – กรมการปกครอง ไม่อนุมัติ “ผู้กองแคท” ช่วยงานประธานรัฐสภา ชี้ปลัดอำเภอใหม่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่

Scroll to top