ข่าวการเมืองเลือกตั้ง

ศุภมาส-เอกนัฏ นำทีม สส.กทม.ชู คนละครึ่งพลัส

การเลือกตั้งครั้งสำคัญกำลังจะมาถึง และพรรคภูมิใจไทยก็พร้อมนำเสนอทีมผู้สมัคร สส.กทม. ที่แข็งแกร่ง โดยมี “ศุภมาส-เอกนัฏ” เป็นหัวหน้าทีม พร้อมชูนโยบายที่จับต้องได้และตรงใจประชาชนอย่าง “คนละครึ่งพลัส-ความมั่นคง” เน้นการสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์และสร้างความมั่นใจให้กับคนไทยทุกคน

ศุภมาส-เอกนัฏ นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. พรรคภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส-ความมั่นคง”

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี และ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แกนนำเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยผู้สมัคร สส.กทม. ทั้ง 33 เขต ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวี ถึงความพร้อมในการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยเน้นย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีเพียงแค่คนใดคนหนึ่ง แต่มีทีมงานที่แข็งแกร่ง มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยหาเสียงต่างๆ ที่พร้อมจะทำงานเพื่อคนกรุงเทพฯ และคนไทยทุกคน

นายเอกนัฏ กล่าวว่า จุดเด่นของการหาเสียงครั้งนี้คือความจริงใจและความตั้งใจจริงที่จะทำเพื่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศล่วงหน้าว่าจะเสนอใครเป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พร้อมย้ำว่า “พูดแล้วทำพลัส” ไม่ได้ขายฝัน และนโยบายต่างๆ ก็มีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

น.ส.ศุภมาส เสริมว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะประชาชนได้เห็นผลงานที่จับต้องได้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เช่น โครงการ คนละครึ่งพลัส ที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง การบริหารจัดการเรื่องชายแดน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่ทำให้เห็นแล้ว

ทำไมต้องเลือก “คนละครึ่งพลัส” และนโยบายความมั่นคง?

นโยบาย 2 อย่างที่ น.ส.ศุภมาส เน้นย้ำคือด้านเศรษฐกิจและด้านความมั่นคง โดย คนละครึ่งพลัส เป็นนโยบายที่ช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดรายจ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก ขณะที่นโยบายความมั่นคงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับคนไทยทุกคน เพราะเป็นการปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

เมื่อถูกถามว่าทำไมต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย นายเอกนัฏ ตอบว่า ผู้สมัครของพรรคมีความหลากหลาย ตั้งแต่รุ่นเก่า หน้าใหม่ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย และอีกหลายๆ คน ซึ่งเป็นการผสมผสานประสบการณ์และความคิดใหม่ๆ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน

เกี่ยวกับเป้าหมายจำนวนที่นั่ง สส.กทม. น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่นอนได้ในขณะนี้ แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจน และจะทำงานกันเป็นทีมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น

เมื่อถามว่าพื้นที่ กทม. จะแพ้ไม่ได้ใช่หรือไม่ น.ส.ศุภมาส ตอบว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คิดถึงเรื่องแพ้ แต่จะทำทุกวิถีทางให้ดีที่สุด เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน และพร้อมที่จะนำเสนอมืออาชีพเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ

สำหรับความเป็นไปได้ที่จะเห็น นายเอกนิติ และนางศุภจี มาช่วยหาเสียงในพื้นที่ กทม. นางสาวศุภมาศ ยืนยันว่าทั้งสองท่านจะมาช่วยหาเสียงอย่างแน่นอน เพราะเป็นผู้ช่วยหาเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมาย

  • คนละครึ่งพลัส: นโยบายสานต่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
  • ความมั่นคง: ปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  • ทีมผู้สมัคร สส.กทม. ที่มีความหลากหลายและประสบการณ์

พรรคภูมิใจไทยมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่พร้อมจะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ดังนั้น อย่าลืมติดตามข่าวสารและนโยบายของพรรคภูมิใจไทย เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “ศุภมาส-เอกนัฏ” นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. พรรคภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส-ความมั่นคง”

นายกฯ รอฟังผล GBC ก่อนประชุม สมช. อะไรเป็นของเรา?

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา ท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ติดตามความคืบหน้าของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งมี พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานเลขานุการ GBC ฝ่ายไทย กำลังเจรจาอยู่ โดยจะนำเรื่องเข้าที่ประชุม สมช. หากทุกอย่างเรียบร้อย เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถไปร่วมลงนามได้

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนายกฯ อนุทิน ยืนยันว่าไม่มีอะไรที่เสียหาย และไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงดังกล่าว แต่ถูกยิงเข้ามาตลอด ดังนั้นการถอนกำลังจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยขอสงวนสิทธิ์ในการดูว่า กัมพูชาถอนไปก่อน ไทยจึงจะถอนตาม

นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่ยึดได้หรือไม่ หากยึดตามข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ นายกฯ อนุทิน ตอบอย่างหนักแน่นว่าไม่มีการเขียนไว้เช่นนั้น พร้อมยืนยันว่าไทยไม่ได้ยึด แต่เป็นการสถาปนาความมั่นคงและอธิปไตย สถาปนาบูรณภาพแห่งแผ่นดินบนพื้นที่ของไทยเอง

อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา: จุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาล

นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่กัมพูชายังมีการเข้ามาวางทุ่นระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว และอยู่ในข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ที่จะต้องมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมย้ำว่า เราไม่ต้องการเสียพื้นที่แม้แต่นิ้วเดียว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ

ความชัดเจนในท่าทีของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทยว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนที่ควรเป็นของไทยอย่างเต็มที่ การ รอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. จึงเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม การแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวและชัดเจนของรัฐบาลไทย ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติ นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา คือคำประกาศิตที่สะท้อนถึงความแน่วแน่ในการปกป้องแผ่นดินไทย

การเจรจา GBC จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหรือไม่? และผลการประชุม สมช. จะออกมาในทิศทางใด? คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา

ประธาน กกต. ลั่น! จัดการเลือกตั้ง สส. และประชามติ

ประธาน กกต. ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ

“ณรงค์” ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ ด้าน กกต. ออกประกาศแนวทางจัดเลือกตั้งใน 7 จังหวัดสู้รบ อำนวยความสะดวกคนในศูนย์อพยพขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชุมคณะกรรมการอำนวยการประจำศูนย์อำนวยการและประสานงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติ โดยมี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุม และมีผู้แทนจากหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ

นายณรงค์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติครั้งนี้ เป็นภารกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกเสียงประชามติวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ประเทศไทย กกต. และพนักงาน กกต. ไม่สามารถจัดทำประชามติและเลือกตั้งออกมาให้สมบูรณ์แบบได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ตนมั่นใจว่าด้วยความทุ่มเทการทำงานและการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งของทุกคน จะทำให้การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ความเสียสละและความตั้งใจ ทุ่มเท ร่วมกันของทุกคน และถือเป็นความสำเร็จของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขอให้พลังความร่วมมือครั้งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยมั่นคงและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนสืบไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกประกาศเรื่อง แนวทางดำเนินการการจัดการเลือกตั้ง สส. ในเขตเลือกตั้งที่มีสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีสาระสำคัญกำหนดให้ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งในจังหวัดจันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ดังนี้

  1. การปิดประกาศ หรือระเบียบตามที่กฎหมายกำหนดเมื่อได้ปิดประกาศ ณ ที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวกในการตรวจสอบแล้ว ให้ดำเนินการประกาศในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใดที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก หากไม่สามารถปิดประกาศ ณ ที่เลือกตั้งหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวกในการตรวจสอบได้ ให้ถือว่าการประกาศในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใด เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
  2. กรณีจัดส่งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในทะเบียนบ้านพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ไปยังเจ้าบ้านในเบื้องต้น ให้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด หากไม่สามารถจัดส่งได้ ให้รายงานให้ กกต. ทราบและให้เก็บรักษาเอกสารดังกล่าวไว้ในที่ปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะสิ้นสุดลง แล้วจึงจัดส่งเอกสารดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
  3. จัดให้มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในศูนย์อพยพลงทะเบียน ขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง ภายในระยะเวลาตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดวัน และเวลายื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง โดยขอความร่วมมือให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้งที่มีความปลอดภัยและอยู่ใกล้เคียงกับเขตเลือกตั้งที่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบ และในวันออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งให้ประสานหน่วยงานของรัฐ จัดพาหนะรับส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้งดังกล่าวด้วย
  4. การจัดหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง หากยังมีสถานการณ์ความไม่สงบ ให้ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง พิจารณาเปลี่ยนแปลงเขตของหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้ง ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งสามารถเดินทางได้สะดวกและปลอดภัย โดยหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งดังกล่าวต้องอยู่ในเขตเลือกตั้ง ตามมาตรา 30 วรรคสาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  5. ภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ให้ประสานนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น จัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือผู้มีสิทธิเลือกตั้งในศูนย์อพยพที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งลงทะเบียนแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย.

กกต. มุ่งมั่น การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ให้โปร่งใส

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กกต. ได้ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความไม่สงบ การดำเนินการต่างๆ จึงมุ่งเน้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย

การเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและก้าวหน้า

ดังนั้น การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนทุกคนจะได้ร่วมกันแสดงพลังและกำหนดอนาคตของประเทศไปด้วยกัน

การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายและความมุ่งมั่นตั้งใจของ กกต. ในการที่จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ประธาน กกต. ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ

“ประเสริฐ” มั่นใจ เลือกตั้ง 69 เพื่อไทย กวาดโคราช

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เชื่อมั่นเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้พื้นที่นครราชสีมาทั้งหมด 16 เขต โวผู้สมัครมีศักยภาพ

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่ทุกคนรอคอย และพรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มเดินหน้าหาเสียงกันอย่างเข้มข้น ล่าสุด นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่าในการ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราช ยกจังหวัดอย่างแน่นอน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ธ.ค. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ดูพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งส่วนตัวคิดว่าครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้แน่นอน เพราะการที่มีพรรคชาติพัฒนาได้เข้ามารวมกับพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคเพื่อไทยมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ในพื้นที่โคราชมีความเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้นเช่นกัน และทำให้ผู้สนับสนุน ซึ่งเดิมอยู่คนละกลุ่มกัน มารวมพลังกัน ก็มั่นใจว่าจะทำให้ยกทั้งจังหวัดได้ ทั้งนี้ ในนครราชสีมามีทั้งหมด 16 คน พรรคเพื่อไทยมี สส.12 คน ซึ่งพรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนที่ผ่านมาได้ไป 3 ที่นั่ง ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ 1 ที่นั่ง ดังนั้น ครั้งนี้เชื่อว่าจะสามารถเจาะฐานเสียงอีก 4 ที่นั่งได้

“ประเสริฐ” มั่นใจ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราชยกจังหวัด

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้เฟ้นหาผู้สมัคร ที่มีศักยภาพและมั่นใจว่าจะทำให้พื้นที่โคราชมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้คะแนนเสียงของพรรคมีพลังและเข้มแข็ง โดยจะทำให้พื้นที่โคราชมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

การที่นายประเสริฐออกมาแสดงความมั่นใจเช่นนี้ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าจะสามารถกวาดที่นั่งในจังหวัดนครราชสีมาได้ทั้งหมด นอกเหนือจากการรวมตัวกับพรรคชาติพัฒนาแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหรือไม่

ปัจจัยที่ทำให้พรรคเพื่อไทยมั่นใจในการเลือกตั้ง 69 กวาดโคราช

  • ศักยภาพของผู้สมัคร: นายประเสริฐกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เฟ้นหาผู้สมัครที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่ยอมรับของคนในพื้นที่
  • การรวมตัวกับพรรคชาติพัฒนา: การรวมตัวกับพรรคชาติพัฒนาทำให้พรรคเพื่อไทยมีความเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถดึงดูดผู้สนับสนุนจากทั้งสองพรรค
  • นโยบายที่โดนใจประชาชน: พรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ

อย่างไรก็ตาม การ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราช จะเป็นจริงหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป การเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกถึงเจตจำนงของตนเอง ดังนั้น ผลการเลือกตั้งจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนทุกคน

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถกวาดที่นั่งในจังหวัดนครราชสีมาได้ทั้งหมด ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคการเมืองอื่นๆ จะมีกลยุทธ์อย่างไรในการแข่งขันกับพรรคเพื่อไทย และประชาชนจะตัดสินใจเลือกใคร

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ขอเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมกันออกมาใช้สิทธิใช้เสียงของท่าน เพื่อเลือกผู้แทนที่ท่านไว้วางใจไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร และร่วมกันสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป อย่าลืมติดตามข่าวสารการ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราช อย่างใกล้ชิดนะครับ

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า ประชาชนชาวโคราชจะให้ความไว้วางใจพรรคเพื่อไทยมากน้อยแค่ไหน และพรรคเพื่อไทยจะสามารถทำตามที่ประกาศไว้ได้หรือไม่ มาร่วมติดตามและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปด้วยกัน

ที่มา – “ประเสริฐ” มั่นใจ เลือกตั้ง 69 พรรคเพื่อไทย กวาดโคราชยกจังหวัด

ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569: ยอดทะลุ 4 แสน!

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้ง! ใครที่มีธุระสำคัญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อย่าลืมใช้สิทธิลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 กันนะครับ ตอนนี้ยอดผู้ลงทะเบียนพุ่งสูงถึง 4 แสนรายในเวลาเพียง 4 วันเท่านั้น! มาอัปเดตข่าวสารและวิธีการลงทะเบียนกัน

ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569: ยอด 4 วัน พุ่ง 4 แสนราย!

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาสรุปตัวเลขผู้ที่ได้ทำการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 ทั้งในเขต นอกเขต และนอกราชอาณาจักร ในช่วง 4 วันแรกของการเปิดลงทะเบียน (20-23 ธันวาคม 2568) พบว่ามีผู้ลงทะเบียนแล้วถึง 403,182 คน! แบ่งเป็น:

  • ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง: 565 คน
  • ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง: 369,463 คน
  • ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร: 33,154 คน

ทำไมต้องลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569?

สำหรับใครที่มีเหตุจำเป็น ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 เป็นทางออกที่ดีที่สุด! ไม่ว่าคุณจะมีธุระสำคัญ เดินทาง หรือทำงานนอกพื้นที่ ก็ยังสามารถใช้สิทธิของตัวเองได้

ขั้นตอนการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569

การลงทะเบียนนั้นง่ายมาก เพียงแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ของ กกต. หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote แล้วกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยืนยันด้วยนะครับ

ช่องทางการลงทะเบียน:

  • เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
  • แอปพลิเคชัน Smart Vote

เอกสารที่ต้องเตรียม:

  • บัตรประชาชน
  • ข้อมูลที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน

อย่าลืม! หมดเขต 5 มกราคม 2569

สิ่งสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ การเปิดให้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 จะสิ้นสุดในวันที่ 5 มกราคม 2569 เท่านั้น! ใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน รีบดำเนินการด่วนเลยนะครับ อย่าปล่อยให้เสียสิทธิอันสำคัญนี้ไป

หลังจากปิดรับลงทะเบียน กกต. จะทำการสรุปรายชื่อผู้ลงทะเบียนทั้งหมด และนำไปจัดทำเป็นทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อนำไปติดประกาศ ณ สถานที่เลือกตั้งกลางต่อไป ดังนั้น อย่าลืมไปตรวจสอบรายชื่อของตัวเองด้วยนะครับ

การเลือกตั้งเป็นสิทธิและหน้าที่ของทุกคน อย่าลืมออกมาใช้สิทธิของท่านเพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศนะครับ

ที่มา – ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2569 ยอด 4 วัน พุ่ง 4 แสนราย ย้ำหมดเขต 5 ม.ค. 69

นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ซบเพื่อไทย หวังปักธงใต้!

“นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บ้านใหญ่พัทลุง ซบพรรคเพื่อไทย หวังปักธงภาคใต้ให้สีแดง

“จุลพันธ์-สุริยะ” แถลงเปิดตัว “นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บ้านใหญ่พัทลุง สวมเสื้อเพื่อไทย เสริมความแข็งแกร่ง หวังปักธงเป็นหัวเรือภาคใต้ โว นโยบายชัด หวังหาสิ่งดีๆ ให้คนพัทลุง

เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 24 ธ.ค. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ เปิดตัวนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร อดีต สส.พัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ มาเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.พัทลุง เขต 2 ในนามพรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นายนิติศักดิ์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรุ่นล่าสุดในการเลือกตั้งปี 66 วันนี้ถือเป็นข่าวดีเราได้เสริมความแข็งแกร่งของผู้มีอุดมการณ์ ยืนยันได้ว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถปักธงในพื้นที่ภาคใต้ได้แน่นอน ขอเรียนว่านายนิติศักดิ์มีแนวคิด อุดมการณ์ทำงานร่วมกันในสภาฯ ได้พูดคุยกันมาอย่างยาวนาน มีแนวคิดที่ตรงกัน มีจิตใจที่จะทำเพื่อประชาชน วันนี้เมื่อมีการเปิดโอกาสคัดสรรผู้สมัคร นายนิติศักดิ์ก็ได้ประสานงานเข้ามากระทั่งผ่านการคัดเลือก ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยยินดีเป็นอย่างยิ่งโดยนายนิติศักดิ์จะลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยในจ.พัทลุง เขต 2 และจะไปสมัครในวันเปิดรับสมัครวันแรกคือวันที่ 27 ธ.ค.นี้แน่นอน

“ท่านถือเป็นนักการเมืองหนุ่มไฟแรง เห็นฝีไม้ลายมือกันมาแล้วในสภาฯ การทำงานที่เข้มแข็งในกรรมาธิการฯ ที่ติดตามงานอย่างไม่ลดละ ผมได้เห็นการทำงานของท่านแล้วรู้สึกดีใจที่ได้คนหนุ่มที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมกัน ยืนยันว่าภาคใต้ของพรรคเพื่อไทยเราจะต้องมี สส. โดยคุณนิติศักดิ์จะเป็นหัวเรือในการทำงานเพื่อยืนยันว่าเราจะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคใต้ และเราจะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ เราจะนำความเจริญ การพัฒนามาให้พี่น้องประชาชนทุกคนอย่างแน่นอน” นายจุลพันธ์ กล่าว

ด้านนายก่อแก้ว กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอบคุณนายนิติศักดิ์และครอบครัว โดยเฉพาะนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง พวกตนรู้จักท่านและชื่นชมท่านมายาวนานในความตั้งใจทำงานของท่านในการพัฒนาพัทลุง ตระกูลธรรมเพชรเป็นตระกูลที่ชาวพัทลุงเคารพนับถือ เป็นตระกูลการเมือง วันนี้เป็นความโชคดีของพรรคเพื่อไทยที่นายนิติศักดิ์สนใจมาทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะสนับสนุนในการขับเคลื่อนพัฒนาพัทลุงในวันข้างหน้า วันนี้ทางคุณพ่อ (นายวิสุทธิ์) ได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับพวกตนในฐานะที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน และเรียนกับพวกตนว่าท่านสนใจให้ลูกชายมาลงสมัครพรรคเพื่อไทยเพราะชื่นชมในนโยบายและผลงานของพรรคเพื่อไทยที่มีมาอย่างยาวนาน และเชื่อว่าเราทั้งสองฝ่ายจะช่วยกันขับเคลื่อนผลักดันสิ่งดีๆ ให้เกิดประโยชน์กับพัทลุงได้ ซึ่งพวกตนขอขอบพระคุณท่านและครอบครัวธรรมเพชรอีกครั้งที่จะทำงานร่วมกันในวันข้างหน้า

ด้านนายนิติศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ตนอยู่ในพื้นที่และจะมีการเลือกตั้งในครั้งถัดไป ตนมองว่าวันนี้ตนอยากหาสิ่งดีๆ ให้กับพ่อแม่พี่น้องพัทลุงเขต 2 คือการพัฒนาพื้นที่ ที่ผ่านมาเราได้เคยร่วมรัฐบาลกันมาตั้งแต่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เราได้ร่วมงานกับทางพรรคเพื่อไทยซึ่งตนมองว่าทางพรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่ชัดเจน แล้ววันนี้ตนอยากเป็นตัวแทนคนใต้ที่จะพาพรรคเพื่อไทยไปยังภาคใต้ เพราะตนรักและอยากจะสะท้อนปัญหาของคนใต้มายังพรรคเพื่อไทย ซึ่งถ้าตนไม่ได้มาอยู่จุดนี้เราอาจจะเป็นแค่พรรคร่วม ตนจะสะท้อนปัญหาของพี่น้องคนใต้ได้น้อย แต่วันนี้เมื่อตนมาอยู่จุดนี้ตนมั่นใจว่าตนจะเอาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องคนใต้ทั้งหมด สะท้อนมาถึงพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน และจะได้รู้ถึงวิถีชีวิตของคนใต้ว่าวันนี้คนใต้มีกระบวนการในการดำเนินชีวิตอย่างไร การเลือกตั้งและนโยบายที่จะดูแลคนใต้มีอะไรบ้าง ซึ่งอยากจะเสนอนายจุลพันธ์ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ทำไมนิติศักดิ์ ธรรมเพชร จึงเลือกพรรคเพื่อไทย?

การตัดสินใจของ นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ในการเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองพอสมควร หลายคนตั้งคำถามว่าอะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้อดีต สส. พัทลุง ตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ นอกจากความชื่นชมในนโยบายของพรรคแล้ว การได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันและแก้ไขปัญหาของพี่น้องชาวใต้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ

การเข้ามาของ นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ถือเป็นการเสริมทัพที่แข็งแกร่งให้กับพรรคเพื่อไทยในการขยายฐานเสียงในภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถเจาะเข้าไปได้อย่างเต็มที่ การมีบุคคลที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักในพื้นที่อย่างนายนิติศักดิ์ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากชาวใต้ได้มากยิ่งขึ้น

นโยบายที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทยเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้นายนิติศักดิ์เข้าร่วมงาน การมีนโยบายที่ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จริง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า

มองไปข้างหน้า การจับมือกันระหว่าง นิติศักดิ์ ธรรมเพชร และพรรคเพื่อไทย จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ภาคใต้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “นิติศักดิ์ ธรรมเพชร” บ้านใหญ่พัทลุง ซบพรรคเพื่อไทย หวังปักธงภาคใต้ให้สีแดง

ยศชนัน-สุริยะ ถก ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้

“ยศชนัน–สุริยะ” นำคณะเศรษฐกิจเพื่อไทย หารือ ส.อ.ท. ชูใช้ AI–เทคโนโลยีต่อยอดงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม เสนอรัฐจัดหาลิขสิทธิ์ลดต้นทุนลงทุน ย้ำหากทุกฝ่ายมองเป้าหมายเดียวกัน ประเทศเดินหน้าได้

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ที่ปรึกษารองหัวหน้าพรรค และนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค เข้าพบนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ปัญหาอุตสาหกรรม และแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

นายเกรียงไกร กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยทั้งสองคน พร้อมคณะผู้บริหารพรรค เดินทางมาร่วมหารือกับ ส.อ.ท. ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างมาก

“เรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ คือสิ่งที่ประชาชนกำลังรอคำตอบว่าจะฟื้นประเทศอย่างไร ให้เศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าและแข่งขันได้ ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของจีดีพีประเทศ มีแรงงานจำนวนมาก แต่ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัว” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร ระบุเพิ่มเติมว่า ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนทิศทางการค้าโลก ส่งผลให้สินค้าจำนวนมากไหลเข้าภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งเป็นฐานหลักของประเทศและเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ขณะที่มาตรการป้องกันและช่วยเหลือยังไม่เพียงพอ และสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ แม้ตัวเลขการส่งออกในปีนี้จะดูดี แต่เมื่อพิจารณาเชิงลึก กลับพบว่าภาคการผลิตของไทยและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ไม่ได้ขยายตัวตาม ทำให้เกิดคำถามว่าสินค้าที่ส่งออกจำนวนมากนั้นเป็นสินค้าประเภทใด ซึ่งจำเป็นต้องหารือในรายละเอียดต่อไป โดย ส.อ.ท. คาดหวังให้เกิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม มุ่งสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความแข็งแรงอย่างยั่งยืน

ด้านนายยศชนัน กล่าวว่า การเข้าพบ ส.อ.ท. ครั้งนี้ ถือเป็นหน่วยงานแรกที่พรรคเพื่อไทยมารับฟังความคิดเห็น พร้อมย้ำว่าไม่ใช่การพบกันครั้งแรก เนื่องจากที่ผ่านมาเคยทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในบทบาทด้านมหาวิทยาลัยและงานวิชาการ ซึ่งแนวทางของ ส.อ.ท. สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการให้ประเทศเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาบริหารประเทศ

“สิ่งสำคัญคือการลดความขัดแย้งย่อย ๆ ที่ทำให้ประเทศแตกแยก และทำให้ประชาชนเห็นว่าใครทำเพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง” นายยศชนัน กล่าว

นายยศชนัน ยังชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางภูมิรัฐศาสตร์ เชื่อมโยงตลาดขนาดใหญ่ทั้งอินเดีย จีนตอนใต้ และอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน การตั้งโรงงานในไทยจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดภายในประเทศ แต่เชื่อมโยงทั้งซัพพลายเชน พร้อมย้ำความจำเป็นในการดำเนินนโยบายด้านการเงิน การคลัง ค่าเงิน และการส่งออกให้สอดคล้องกัน เพื่อดึงเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศได้มากขึ้น

สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจ นายยศชนัน ระบุว่า ไทยมีพื้นฐานอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องเร่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พร้อมผลักดันระบบคมนาคมและการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing)

หนึ่งในโจทย์สำคัญคือ การดึงเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ประเทศ ซึ่งรัฐบาลควรมีบทบาทในการจัดหาลิขสิทธิ์เทคโนโลยี หรือ License-in เพื่อลดภาระการลงทุนของภาคเอกชน ยกตัวอย่างโครงการจัดหาแท็บเล็ตให้เด็กไทย ที่ควรพิจารณาลงทุนในเทคโนโลยีแกนกลาง และเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศมีส่วนร่วมในการผลิต ควบคู่กับการวางรากฐานด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านแรงงาน ผ่านการอัพสกิล รีสกิลในทุกมิติ และหากยังขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง อาจเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วย ผ่านระบบ One Stop Service โดยรัฐจะดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย

สำหรับ New Growth Engine นายยศชนัน ระบุว่า ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และนโยบาย Net Zero โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กและซีเมนต์ ที่จำเป็นต้องปรับตัว ขณะเดียวกัน ไทยยังมีศักยภาพด้าน Synthetic Biology ซึ่งสามารถเชื่อมโยงงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสู่ภาคเอกชน รวมถึงการผลักดัน Green Premium เพื่อให้อุตสาหกรรมสีเขียวสามารถแข่งขันได้

ในด้านสภาพคล่องและนวัตกรรม นายยศชนัน เห็นว่ารัฐควรสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม เปิดโอกาสให้ Startup และ SME ทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ ผ่านกลไก Venture Capital หรือ Angel Investor เพื่อให้ไอเดียใหม่ ๆ สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ และสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงในระยะยาว ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ประเทศก็ยังสามารถเดินหน้าต่อได้

ยศชนัน-สุริยะ ถก ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้

การหารือระหว่างคุณยศชนันและคุณสุริยะกับ ส.อ.ท. ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยไปข้างหน้า หากทุกฝ่ายมองเป้าหมายเดียวกัน ประเทศไทยก็มีศักยภาพที่จะเติบโตและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา

เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้ ด้วยความร่วมมือ

สิ่งที่น่าสนใจจากการหารือครั้งนี้คือการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย การสนับสนุน Startup และ SME เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงและยั่งยืน การที่ ยศชนัน-สุริยะ ถก ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การที่ ยศชนัน-สุริยะ ถก ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าทุกภาคส่วนกำลังพยายามหาทางออกร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ การสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต การที่ทุกฝ่ายมองเป้าหมายเดียวกันคือผลประโยชน์ของประเทศชาติ จะทำให้ ยศชนัน-สุริยะ ถก ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้ อย่างแท้จริง

ที่มา – “ยศชนัน–สุริยะ” ถก ส.อ.ท. คุยเศรษฐกิจ ชี้ หากทุกฝ่ายมองเป้าหมายเดียวกัน ประเทศเดินหน้าได้

ตรีนุชยันอยู่ พปชร. ไม่ไปไหน ข่าวลุงป้อมรอฟัง

“ตรีนุช” สยบข่าวถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร. ยันยังอยู่กับ พปชร. ยังไม่ไปไหน ชี้ข่าวลือ “ลุงป้อม” วางมือให้รอฟังจากปาก ลั่นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พปชร. ต้องมูฟออน แย้มบ่ายนี้ชัดเจนทุกเรื่อง

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 24 ธ.ค. 2568 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกระแสข่าว อาจถอนตัวจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคพลังประชารัฐว่า ยืนยันว่ายังไม่ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค รวมถึงยังไม่มีการถอนตัวจากแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค และยืนยันว่า ตรีนุชยันอยู่ พปชร. ไม่ไปไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค จะทำให้ไม่มีเวลาหาเสียงหรือไม่ ตามที่มีข่าวออกมา น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า ความจริงข่าวออกมาตนก็ยังงง ๆ อยู่ ยังไม่มีการถอนใด ๆ ซึ่งกรรมการบริหารพรรคคงจะมีการหารือกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ ณ วันนี้ยังไม่มีการขยับใด ๆ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค จะวางมือทางการเมือง จะมีผลหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ก็ยอมรับว่ามีผลกระทบ แต่ทุกอย่างต้องมูฟออน เพราะจริง ๆ แล้ว พรรคหรือทางพล.อ.ประวิตร เองพยายามทำให้พรรคพปชร.ยั่งยืน แต่ถึงแม้ว่าพล.อ.ประวิตร จะไม่อยู่ในตำแหน่ง ร่างกายท่านอาจจะไม่เหมือนเดิม ตนก็คิดว่าประสบการณ์และความคิดของท่านที่ผ่านอะไรมาเยอะ เป็นประโยชน์กับพรรคมาก

อย่างไรก็ตาม คิดว่าหลักการที่พรรคจะเดินต่อไปก็คงยังเดินต่อไปเหมือนเดิม คงจะต้องรอความชัดเจนจากทางพล.อ.ประวิตร อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่าวันนี้ทั้งพล.อ.ประวิตร และน.ส.ตรีนุช น่าจะชัดเจนได้หรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ค่ะ จะมีความชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม เดี๋ยวคงต้องรอผลการประชุมกรรมการบริหารพรรควันนี้ ว่าจะเป็นอย่างไร จะได้มีการพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง

ตรีนุชยันอยู่ พปชร. ไม่ไปไหน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเคลื่อนไหวภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มีข่าวลือออกมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับอนาคตของแกนนำคนสำคัญ รวมถึงท่าทีของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เลขาธิการพรรค

ล่าสุด น.ส.ตรีนุช ได้ออกมาสยบข่าวลือต่างๆ ด้วยตนเอง โดยยืนยันว่า ตรีนุชยันอยู่ พปชร. ไม่ไปไหน ทั้งยังคงดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคและยังไม่มีการถอนตัวจากการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคแต่อย่างใด

รอฟังความชัดเจนเรื่อง “ลุงป้อม”

นอกจากนี้ น.ส.ตรีนุช ยังกล่าวถึงกระแสข่าวการวางมือทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค โดยยอมรับว่าอาจมีผลกระทบต่อพรรค แต่ทุกอย่างต้องเดินหน้าต่อไป พร้อมทั้งย้ำว่าพรรคยังคงต้องรอความชัดเจนจาก พล.อ.ประวิตร อีกครั้งหนึ่ง

โดยในช่วงบ่ายของวันนี้ คาดว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น หลังจากมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค ซึ่งจะมีการพูดคุยและหารือกันถึงแนวทางในการดำเนินงานของพรรคต่อไป

อนาคตของพรรคพลังประชารัฐจะเป็นอย่างไร จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือไม่ และใครจะเป็นผู้ที่เข้ามานำทัพพรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ คือ ตรีนุชยันอยู่ พปชร. ไม่ไปไหน อย่างแน่นอน

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และรอฟังความชัดเจนจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริง และสามารถวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

ที่มา – “ตรีนุช” ยันยังอยู่กับ พปชร. ยังไม่ไปไหน ข่าว “ลุงป้อม” วางมือ รอฟังบ่ายนี้

จับตา! “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

ข่าวสะพัดว่า “ตรีนุช เทียนทอง” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร. เตรียมที่จะขอถอนตัวออกจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐในวันนี้ โดยให้เหตุผลว่าต้องการทุ่มเทกับการลงพื้นที่หาเสียงอย่างเต็มที่ ทำให้หลายฝ่ายต้อง จับตา “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร. อย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า ท่ามกลางกระแสข่าว พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะวางมือทางการเมือง ก่อนที่แกนนำพรรค พปชร. จะออกมาปฏิเสธ โดยระบุว่ายังไม่ได้รับสัญญาณดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ในส่วนของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ที่มีรายงานข่าวว่ามีชื่อของ พล.อ.ประวิตร และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และยังมีชื่อของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะเลขาธิการพรรค พปชร. ที่เป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคด้วยนั้น

ล่าสุด มีรายงานข่าวว่า น.ส.ตรีนุช เตรียมที่จะขอถอนตัวออกจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯ โดยให้เหตุผลว่าต้องการทุ่มเทในการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากจะลงสมัคร สส.แบบแบ่งเขต จังหวัดสระแก้ว ซึ่งต้องจับตาดูความชัดเจนในวันที่ 24 ธันวาคม ซึ่งจะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค พปชร.

จับตา “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

การตัดสินใจของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ในครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายต่างวิเคราะห์ถึงเหตุผลเบื้องหลังของการตัดสินใจดังกล่าว บางส่วนมองว่าการถอนตัวครั้งนี้ อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเปิดทางให้แคนดิเดตนายกฯ คนอื่น ๆ ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ในขณะที่บางส่วนเชื่อว่า น.ส.ตรีนุช ต้องการมุ่งเน้นไปที่การสร้างฐานเสียงในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อรักษาเก้าอี้ สส. ของตนเองไว้

อย่างไรก็ตาม การ จับตา “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร. ยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ และภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยรวมของประเทศได้

เหตุผลที่ต้องจับตา “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคพลังประชารัฐ
  • ความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค
  • ผลกระทบต่อการแข่งขันในการเลือกตั้งที่จะมาถึง
  • อนาคตทางการเมืองของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง

การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ ถือเป็นสนามแข่งขันที่สำคัญสำหรับทุกพรรคการเมือง การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลต่อโอกาสและความท้าทายของแต่ละพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การตัดสินใจของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะตามมา

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การ จับตา “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร. เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดังนั้น ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมือง และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – จับตา “ตรีนุช” ถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ พปชร. รอความชัดเจน กก.บห. ถกวันนี้

Scroll to top