ข่าวการเมือง

“รองเซมเบ้” สั่งด่วนผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ห้าม อปท. จ้างเหมาพวกเคยโกงสอบท้องถิ่น

“รองเซมเบ้” สั่งด่วนผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ห้าม อปท. จ้างเหมาพวกเคยโกงสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร หรือที่หลายคนคุ้นหูกันในฉายา “รองเซมเบ้” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อกำชับการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจ้างเหมาบริการที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย

เบื้องลึกคำสั่ง “รองเซมเบ้” สั่งด่วนผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ห้าม อปท. จ้างเหมาพวกเคยโกงสอบท้องถิ่น

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือมีการพบว่า บุคคลที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิ์เนื่องจากมีพฤติกรรมทุจริตในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น กลับใช้ช่องทางในการรับจ้างเหมาบริการเพื่อกลับเข้ามาทำงานในหน่วยงานของรัฐอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงต้องรีบออกหนังสือด่วนเพื่อสกัดกั้นเรื่องนี้ทันที โดยเน้นย้ำถึงประมวลจริยธรรมของผู้บริหารท้องถิ่นที่ต้องยึดมั่นในหลักความซื่อสัตย์สุจริต

หลักการสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยต้องการสื่อสารผ่านคำสั่ง “รองเซมเบ้” สั่งด่วนผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ห้าม อปท. จ้างเหมาพวกเคยโกงสอบท้องถิ่น มีประเด็นหลักดังนี้:

  • ยึดมั่นความซื่อสัตย์: ผู้บริหารต้องไม่สนับสนุนผู้ที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใส
  • หลีกเลี่ยงการเอื้อประโยชน์: การจ้างงานต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เหมาะสม
  • รักษาเกียรติของหน่วยงาน: การจ้างงานไม่ควรสร้างความเคลือบแคลงใจให้กับประชาชน
  • ตรวจสอบประวัติ: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องคัดกรองผู้รับจ้างอย่างเข้มข้น

การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยไม่ยอมรับการทุจริตในทุกรูปแบบ แม้จะเป็นการจ้างงานในรูปแบบการเหมาบริการที่อาจมีระเบียบหย่อนยานกว่าการจ้างงานแบบปกติ แต่หากผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ที่เคยมีประวัติเสื่อมเสีย ก็อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบราชการท้องถิ่นได้

ในมุมมองของผู้เขียน การที่หน่วยงานระดับสูงลงมาคุมเข้มในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะ อปท. คือหน่วยงานใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด หากความโปร่งใสในระดับฐานรากเสียไป ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นขอให้ทุกจังหวัดเร่งตรวจสอบและปฏิบัติตามคำสั่งนี้อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นธรรมให้กับทุกคนในสังคมครับ

ที่มา – “รองเซมเบ้” สั่งด่วนผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ห้าม อปท. จ้างเหมาพวกเคยโกงสอบท้องถิ่น

สุดชิล “อนุทิน” ใช้วันหยุดชมงาน OTOP ครั้งที่ 4 ขึ้นเวทีร้องเพลงกับประชาชน

เชื่อว่าใครหลายคนที่ได้ไปเดินเที่ยวงานในวันหยุดยาวที่ผ่านมา คงจะรู้สึกเซอร์ไพรส์ไม่น้อย เมื่อได้เห็นภาพบรรยากาศสุดเป็นกันเองของ สุดชิล “อนุทิน” ใช้วันหยุดชมงาน OTOP ครั้งที่ 4 ขึ้นเวทีร้องเพลงกับประชาชน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาว่างจากการทำงานมาเดินเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองและให้กำลังใจผู้ประกอบการด้วยตัวเอง

สุดชิล “อนุทิน” ใช้วันหยุดชมงาน OTOP ครั้งที่ 4 ขึ้นเวทีร้องเพลงกับประชาชน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ซึ่งการที่นายกฯ ลงพื้นที่มาเดินชมงานด้วยตัวเองถึง 4 ครั้งนั้น แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่มีต่อสินค้าไทยและกลุ่มผู้ประกอบการระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น โดยเฉพาะเมื่อนายกฯ ได้ขึ้นไปร่วมแจมบนเวทีกลางกับวงเดอะพาเลซ

บรรยากาศความสนุกสนานและเป็นกันเอง

นอกจากจะได้ชมของดีจากทั่วไทยแล้ว ไฮไลท์ที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดคือการที่ท่านนายกฯ ได้ร่วมร้องเพลงยุค 80-90 พร้อมทั้งยื่นไมโครโฟนให้ประชาชนได้ร้องเพลงร่วมกันอย่างใกล้ชิด และยังเต้นร่วมกับเยาวชนที่มาร่วมงานด้วยความอารมณ์ดี การที่ สุดชิล “อนุทิน” ใช้วันหยุดชมงาน OTOP ครั้งที่ 4 ขึ้นเวทีร้องเพลงกับประชาชน ได้นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมชาติและการเข้าถึงง่าย ซึ่งช่วยสร้างสีสันให้งานมีความคึกคักมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

  • นายกฯ สนับสนุนสินค้า OTOP อย่างต่อเนื่อง
  • ส่งเสริมรายได้ให้ชุมชนผ่านงานแสดงสินค้า
  • สร้างบรรยากาศแห่งความสุขให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน

งานนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผู้บริหารระดับประเทศก็สามารถมีช่วงเวลาพักผ่อนที่เรียบง่ายและเป็นกันเองได้เช่นกัน การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการสนับสนุนวัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่ทำให้นักท่องเที่ยวและพ่อค้าแม่ค้ามีกำลังใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ไปเดินชมงาน อย่าพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ เพราะงานยังมีไปจนถึงวันที่ 16 สิงหาคมนี้ ใครที่อยากไปอุดหนุนสินค้าฝีมือคนไทยหรืออยากไปสัมผัสบรรยากาศสนุกๆ เหมือนที่ สุดชิล “อนุทิน” ใช้วันหยุดชมงาน OTOP ครั้งที่ 4 ขึ้นเวทีร้องเพลงกับประชาชน ได้สัมผัส ต้องรีบแวะไปกันเลยนะครับ

ที่มา – สุดชิล “อนุทิน” ใช้วันหยุดชมงาน OTOP ครั้งที่ 4 ขึ้นเวทีร้องเพลงกับประชาชน

ซาบีดา รับโล่ลูกกตัญญู ประจำปี 2569 อุทิศตนเพื่อชาติ

เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่น่าประทับใจและน่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง สำหรับความสำเร็จและความมุ่งมั่นของ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งล่าสุดได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานโล่เกียรติคุณในฐานะ ซาบีดา รับโล่ลูกกตัญญู ประจำปี 2569 อุทิศตนทำงานเพื่อประเทศชาติ อย่างสมเกียรติ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยปัจจุบัน

ซาบีดา รับโล่ลูกกตัญญู ประจำปี 2569 อุทิศตนทำงานเพื่อประเทศชาติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่รางวัลสำหรับครอบครัวไทยเศรษฐ์เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงของเธอในการทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

แรงบันดาลใจจาก ซาบีดา รับโล่ลูกกตัญญู ประจำปี 2569 อุทิศตนทำงานเพื่อประเทศชาติ

กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ คุณซาบีดาได้ผ่านการคัดเลือกจากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการมีจิตสาธารณะ โดยมีเกณฑ์การตัดสินที่เข้มงวด ทั้งในเรื่องความกตัญญูต่อบุพการีและการอุทิศตนเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น:

  • การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม
  • การสนับสนุนกิจกรรมในชุมชนอย่างสม่ำเสมอ
  • การมุ่งมั่นผลักดันนโยบายวัฒนธรรมเพื่อยกระดับประเทศ
  • การเป็นตัวอย่างที่ดีของความกตัญญูในฐานะลูกที่ดี

ความสำเร็จของเธอในครั้งนี้ถือเป็นพลังบวกให้กับสังคมไทย การที่บุคคลสาธารณะให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวควบคู่ไปกับการทำงานเพื่อชาติ เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง เราหวังว่าเรื่องราวของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจดูแลบุพการีและสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมให้มากขึ้นกว่าเดิม

ในฐานะรัฐมนตรี เราเชื่อมั่นว่าด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยความกตัญญูและความเสียสละนี้ จะเป็นแรงผลักดันให้คุณซาบีดาปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพและสง่างามตลอดไป ขอร่วมแสดงความยินดีกับรางวัลอันทรงเกียรตินี้อีกครั้งครับ

ที่มา – ภาคภูมิใจ “ซาบีดา” รับโล่ลูกกตัญญู ประจำปี 2569 อุทิศตนทำงานเพื่อประเทศชาติ

ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนมาโดยตลอด ซึ่งล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากพรรคภูมิใจไทยที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีการเปิดเผยว่า ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา เพื่อเตรียมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หวังยกระดับความปลอดภัยให้กับสังคมไทยในระยะยาว

ทำไมต้องเร่งเครื่อง ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ทางคณะทำงานได้ดำเนินการยกร่างกฎหมายฉบับนี้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยเป้าหมายหลักคือการอุดช่องโหว่ทางกฎหมายเดิมที่ใช้มานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 ซึ่งถือว่าล้าสมัยอย่างมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน การที่ ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา ในครั้งนี้ จึงเป็นการยกเครื่องกฎหมายครั้งใหญ่เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีและวิวัฒนาการของอาวุธในยุคปัจจุบัน

รายละเอียดการปรับปรุงภายใต้ร่างกฎหมายฉบับใหม่

ในการปรับปรุงครั้งนี้มีการกำหนดประเด็นสำคัญไว้ถึง 24 ประเด็น เพื่อให้ครอบคลุมทั้งเรื่องการครอบครอง การซื้อขาย และการควบคุมวัตถุระเบิดรวมถึงสิ่งเทียมอาวุธปืน ดังนี้:

  • การควบคุมการเข้าถึงอาวุธปืนที่เข้มงวดมากขึ้น
  • การปรับปรุงบทลงโทษให้สอดคล้องกับภัยคุกคามในปัจจุบัน
  • การนำระบบดิจิทัลมาช่วยในการตรวจสอบและติดตามทะเบียนอาวุธปืน
  • การจำกัดการเข้าถึงอาวุธปืนของบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย

การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ไม่ใช่แค่การแก้กฎหมายเพื่อความสวยงาม แต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะลดโอกาสในการเกิดเหตุรุนแรงและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าผู้มีอำนาจหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเมื่อเข้าสู่สภาฯ แล้ว ร่างกฎหมายฉบับนี้จะได้รับการตอบรับอย่างไร และจะมีมาตรการไหนเพิ่มเติมที่จะช่วยให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้นกว่าเดิม หากการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้สำเร็จเชื่อว่าจะช่วยลดจำนวนอาวุธปืนผิดกฎหมายและป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – “ศุภชัย” เผยภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา เตรียมชงสภาแก้ไข

รัฐบาลแจงคืบหน้าสางคดีสำคัญ ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี

ในยุคที่ความโปร่งใสเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด การที่รัฐบาลออกมาเคลื่อนไหวเพื่อจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันถือเป็นสัญญาณที่ดีและน่าติดตามอย่างยิ่ง ล่าสุดมีการเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าในการดำเนินงานเพื่อจัดการกับคดีทุจริตที่เป็นกระแสสังคมอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นไปที่การรัฐบาลแจงคืบหน้าสางคดีสำคัญ ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติให้ถึงที่สุด

รัฐบาลแจงคืบหน้าสางคดีสำคัญ ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี

การปราบปรามเครือข่ายทุจริตในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการจับกุมเพื่อเอาผลงาน แต่เป็นการรื้อโครงสร้างการกระทำผิดอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจ ดังนี้:

  • ทลายเครือข่ายสวมสิทธิ์: ปฏิบัติการทลายกุมารทิพย์ และการย้อนเกล็ดมังกร ได้แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันระหว่างกรมการปกครองและตำรวจในการกวาดล้างขบวนการจ้างจดทะเบียนรับรองบุตรเท็จ
  • ขบวนการน้ำมันเถื่อน: การตรวจพบน้ำมัน 57 ล้านลิตร เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเส้นทางทุจริตและการยึดอายัดทรัพย์สินจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล

ขยายผลทุกกรณีเพื่อความยั่งยืน

นอกจากมาตรการจับกุมแล้ว รัฐบาลยังได้ยกระดับการทำงานผ่านกลไก รัฐบาลแจงคืบหน้าสางคดีสำคัญ ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี โดยร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อสร้างระบบ “ภาครัฐระบบเปิด” ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลภาครัฐได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการลดช่องว่างการคอร์รัปชันในระยะยาว

สำหรับคดีน้ำมันที่สร้างความเสียหายกว่า 2.3 พันล้านบาทนั้น ทางดีเอสไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเดินหน้าสอบสวนคลังน้ำมันในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย ทั้งนี้ การที่ รัฐบาลแจงคืบหน้าสางคดีสำคัญ ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่ากฎหมายยังคงศักดิ์สิทธิ์เสมอ

เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรติดตามการดำเนินงานเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจะเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยโปร่งใสและปราศจากการทุจริตในที่สุด คุณคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้ ร่วมแชร์ความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – รัฐบาลแจงคืบหน้าสางคดีสำคัญ ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี

เคลื่อนร่าง เกรียง กัลป์ตินันท์ กลับอุบลฯ ลูกชายโพสต์คลิป พาพ่อกลับบ้าน

เคลื่อนร่าง เกรียง กัลป์ตินันท์ กลับอุบลฯ ลูกชายโพสต์คลิป พาพ่อกลับบ้าน

เป็นข่าวเศร้าที่สร้างความอาลัยให้กับพี่น้องประชาชนชาวอุบลราชธานีและแวดวงการเมืองไทยเป็นอย่างมาก เมื่อมีการรายงานข่าวการสูญเสียครั้งสำคัญ กับการเคลื่อนร่าง เกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและอดีต สส. พรรคเพื่อไทย ออกจากโรงพยาบาลวิชัยยุทธ เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดจังหวัดอุบลราชธานี

บรรยากาศในช่วงเช้าของวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างโศกเศร้า โดยนายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สส.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นบุตรชาย ได้ทำหน้าที่ลูกผู้ชายส่งคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางความเสียใจของคนในครอบครัวกัลป์ตินันท์ โดยทางครอบครัวได้มีการแจ้งกำหนดการว่าขบวนจะเดินทางถึงจังหวัดอุบลราชธานีในช่วงบ่าย เพื่อเตรียมการสำหรับพิธีสวดอภิธรรมที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคมนี้

เปิดคลิปซึ้ง พาพ่อกลับบ้าน ครั้งสุดท้าย

นอกจากภาพบรรยากาศการเดินทางแล้ว นายวรสิทธิ์ยังได้โพสต์คลิปผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมข้อความสั้นๆ แต่กินใจว่า “พาพ่อกลับบ้าน” ซึ่งภาพในคลิปแสดงให้เห็นถึงความผูกพันของครอบครัวที่ร่วมกันส่งคุณเกรียงเดินทางกลับสู่มาตุภูมิเป็นครั้งสุดท้าย ทางด้านนางสาวพิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี ก็ได้ร่วมโพสต์ข้อความอาลัยถึงพ่อสามีว่า “พาคุณพ่อเดินทางกลับบ้านที่อุบลราชธานี ไปเป็นเทวดาบนฟ้า” สร้างความตื้นตันใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวเป็นอย่างมาก

การจากไปของท่านถือเป็นการปิดฉากตำนานแม่ทัพใหญ่แห่งภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย ท่านเป็นที่รักของชาวบ้านและผู้ร่วมงานมาโดยตลอด ผลงานการเมืองและการทำงานเพื่อส่วนรวมของท่านจะยังคงอยู่ในความทรงจำของคนอุบลฯ ตลอดไป

ขั้นตอนการจัดพิธีศพในจังหวัดอุบลราชธานี

  • เคลื่อนร่าง เกรียง กัลป์ตินันท์ ถึงที่หมายในช่วงบ่ายวันที่ 12 สิงหาคม
  • เริ่มพิธีสวดอภิธรรมศพวันแรกในวันที่ 13 สิงหาคมนี้
  • เปิดให้ประชาชนและผู้ที่เคารพรักร่วมวางหรีดและแสดงความอาลัย

พวกเราขอร่วมเป็นกำลังใจให้ครอบครัวกัลป์ตินันท์ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยความเข้มแข็ง และเชื่อมั่นว่าคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างไว้จะเป็นที่จดจำสืบไป หากท่านต้องการติดตามรายละเอียดกำหนดการสวดอภิธรรมเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบได้จากช่องทางประชาสัมพันธ์ของทางครอบครัวครับ

ที่มา – เคลื่อนร่าง “เกรียง กัลป์ตินันท์” ออกจาก รพ. กลับอุบลฯ ลูกชายโพสต์คลิป “พาพ่อกลับบ้าน”

แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ตคืบหน้า 275 แห่งใน 2 เดือน

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารการท่องเที่ยวคงพอจะทราบกันดีว่า ปัญหาเรื่องโรงแรมที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตในจังหวัดภูเก็ตเป็นเรื่องที่ค้างคามานานหลายปี แต่ล่าสุดถือเป็นข่าวดีของภาคธุรกิจท่องเที่ยว เมื่อทางรัฐบาลออกมาเปิดเผยความคืบหน้าว่าสามารถ แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต ได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมภายในเวลาเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น

แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต เดินหน้าสำเร็จแล้ว 275 แห่ง

การดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นการขานรับนโยบายเร่งด่วนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวและปราบปรามนอมินีให้สิ้นซาก โดยจากเดิมที่กระบวนการออกใบอนุญาตมีความล่าช้าอย่างมาก ทำได้เพียง 30-40 ฉบับต่อปี แต่ปัจจุบันด้วยการบริหารจัดการใหม่ ทำให้ในระยะเวลาเพียง 2 เดือน รัฐบาลสามารถ แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต ไปได้แล้วถึง 275 แห่ง จากยอดค้างเดิม 392 แห่ง ตั้งแต่ปี 2561

ก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ช่วยผู้ประกอบการให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง แต่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอีกด้วย โดยทางรัฐบาลได้วางแผนดังนี้:

  • เร่งรัดการออกใบอนุญาตที่ค้างอยู่จำนวน 117 แห่ง ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2569
  • รวบรวมข้อมูลปัญหาอุปสรรคทางกฎหมายเพื่อนำไปปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
  • บังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มธุรกิจนอมินีอย่างจริงจังและเด็ดขาด
  • เน้นย้ำความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1

รัฐบาลยืนยันว่าทุกขั้นตอนจะเป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ และหากพบว่ามีการทำผิดกฎหมายหรือมีนอมินีเข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จะเข้าจัดการอย่างไม่มีละเว้น การผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมายังจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลกอย่างแน่นอน

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความถูกต้องให้กับการท่องเที่ยวไทย การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยควบคู่ไปกับการสนับสนุนผู้ประกอบการจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาว หากใครที่มีข้อสงสัยหรือต้องการทราบขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่ถูกต้อง แนะนำให้ติดตามประกาศจากทางจังหวัดภูเก็ตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนครับ

ที่มา – รัฐบาลเผย 2 เดือน แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต แล้ว 275 แห่ง คาดแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้

โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเด็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างหนาหู โดยเฉพาะเมื่อเกิดคำถามขึ้นว่า โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรการของภาครัฐที่ดูเหมือนจะเน้นไปที่การควบคุมที่ปลายเหตุมากเกินไป

โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า นโยบายการระงับใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนที่เข้มงวดเกินไปนั้น กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเสี่ยงภัยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่มีอาวุธป้องกันตัวที่เพียงพอ แต่โจรกลับสามารถเข้าถึงอาวุธปืนเถื่อนได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ สิ่งนี้คือความเหลื่อมล้ำที่น่ากังวลที่สุดในสังคมไทยตอนนี้

ปัญหาการขายปืนเถื่อนออนไลน์ที่ไร้การควบคุม

ปัจจุบันนี้ เราจะเห็นได้ชัดว่า โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง เพราะในขณะที่การขออนุญาตถูกต้องทำได้ยากลำบาก แต่ตลาดมืดออนไลน์กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีการรีวิวและส่งสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งรัฐบาลไม่ควรนิ่งเฉยด้วยเหตุผลที่ว่าโลกออนไลน์ควบคุมยาก แต่ต้องเร่งหามาตรการจัดการให้เด็ดขาดกว่านี้

ผลกระทบที่ตามมาจากการที่ โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง นั้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขสถิติ แต่มันคือความรู้สึกไม่ปลอดภัยของประชาชนที่มองเห็นว่า:

  • เจ้าหน้าที่รัฐถูกจำกัดการเข้าถึงอาวุธที่ใช้ป้องกันตัว
  • โจรผู้ร้ายสามารถซื้อปืนเถื่อนหรือปืนไทยประดิษฐ์ได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย
  • การบังคับใช้กฎหมายกับแพลตฟอร์มออนไลน์ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอคือ รัฐบาลควรบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และตำรวจไซเบอร์ เพื่อทลายเครือข่ายขายปืนเถื่อนแบบถอนรากถอนโคน มากกว่าการมามุ่งเน้นควบคุมผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจำกัดสิทธิของผู้บริสุทธิ์ แต่ขึ้นอยู่กับการกวาดล้างอาชญากรให้หมดไปจากสังคม หากปล่อยให้ช่องว่างนี้คงอยู่ต่อไป เราคงยากที่จะวางใจเรื่องความปลอดภัยในชีวิตประจำวันได้ หวังว่ารัฐบาลจะทบทวนนโยบายนี้และลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ที่มา – โฆษก ปชป. ชี้นโยบายคุมเข้มปืนไร้ทิศทาง จนท.มือเปล่า แต่โจรซื้อง่ายผ่านออนไลน์ จี้ทลายค้าปืนเถื่อน

“สุขสมรวย” กางแผนปี 70 ดันเงินค้างท่อ 3.4 พันล้าน สร้างงาน สร้างอาชีพ

เชื่อว่าพี่น้องประชาชนหลายท่านที่ทำธุรกิจหรือพึ่งพากองทุนหมู่บ้านคงกำลังจับตามองข่าวเศรษฐกิจฐานรากที่น่าสนใจล่าสุด เมื่อ “สุขสมรวย” กางแผนปี 70 ดันเงินค้างท่อ 3.4 พันล้าน กระจายสู่กองทุนหมู่บ้าน สร้างงาน สร้างอาชีพ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อหวังให้เศรษฐกิจระดับฐานรากของเรากลับมาคึกคักและยั่งยืนอีกครั้ง

“สุขสมรวย” กางแผนปี 70 ดันเงินค้างท่อ 3.4 พันล้าน กระจายสู่กองทุนหมู่บ้าน สร้างงาน สร้างอาชีพ

นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนในปีงบประมาณ 2570 ว่า รัฐบาลเตรียมพร้อมเดินหน้าเต็มสูบในการสนับสนุนทักษะอาชีพให้กับสมาชิกทั่วประเทศ โดยเฉพาะการนำเงินค้างท่อสะสมกว่า 3,400 ล้านบาท มากระจายสู่กองทุนที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งนับเป็นข่าวดีที่จะช่วยให้การเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นสำหรับคนตัวเล็กตัวน้อย

รายละเอียดการขับเคลื่อนโครงการ “สุขสมรวย” กางแผนปี 70 ดันเงินค้างท่อ 3.4 พันล้าน กระจายสู่กองทุนหมู่บ้าน สร้างงาน สร้างอาชีพ

แผนงานดังกล่าวไม่ได้มีแค่การแจกเงิน แต่เป็นการมุ่งเน้นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนผ่านกลไกดังนี้:

  • การเพิ่มทุนแห่งละ 1 ล้านบาทให้กับกองทุนสีเขียวเข้มที่มีศักยภาพสูง
  • การพัฒนาทักษะอาชีพให้สมาชิกกองทุนให้มีความพร้อมในการแข่งขัน
  • การส่งเสริมให้กองทุนหมู่บ้านเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีการตอกย้ำความสำเร็จจากปี 2569 กับโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ที่รัฐบาลช่วยรับภาระดอกเบี้ยถึง 50% ให้กับสมาชิกกว่า 12 ล้านราย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ ประชาชนก็มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น และสามารถใช้เงินทุนเหล่านี้ไปต่อยอดให้เกิดผลผลิตหรือรายได้จริงตามเป้าหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอัดฉีดเงินหมุนเวียนลงสู่ระดับรากหญ้าเช่นนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากที่จะเป็นกระดูกสันหลังให้กับประเทศในระยะยาว หากสมาชิกกองทุนมีการบริหารจัดการวินัยทางการเงินที่ดี แผนนี้ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

ที่มา – “สุขสมรวย” กางแผนปี 70 ดันเงินค้างท่อ 3.4 พันล้าน กระจายสู่กองทุนหมู่บ้าน สร้างงาน สร้างอาชีพ

Scroll to top