ข่าวการเมือง

รัฐบาลส่งทีม MCATT เยียวยาเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่สร้างความตกใจให้กับสังคมไทยอย่างมาก กรณีเหตุสลดในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเร่งด่วน โดยรัฐบาลห่วงใย ส่งทีม MCATT เข้าดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เพื่อประคับประคองสภาพจิตใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

รัฐบาลห่วงใย ส่งทีม MCATT เข้าดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

การลงพื้นที่ของทีมเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต หรือทีม MCATT ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเข้าไปให้กำลังใจเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปฐมพยาบาลทางจิตใจ (PFA) และการวางแผนดูแลระยะยาว ทั้งสำหรับนักเรียน ครู บุคลากร และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับการสนับสนุนที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

ข้อควรระวังในการเสพข่าวสารและโซเชียลมีเดีย

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว รัฐบาลห่วงใย ส่งทีม MCATT เข้าดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนให้ร่วมกันรับผิดชอบสังคมด้วยการ:

  • งดแชร์คลิปหรือภาพเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อลดการตอกย้ำบาดแผลทางใจ
  • ไม่ขุดคุ้ยประวัติหรือรายละเอียดของผู้ก่อเหตุที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม
  • หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของครอบครัวผู้สูญเสีย
  • ให้ความสำคัญกับการเสพข่าวจากช่องทางหลักที่เชื่อถือได้เท่านั้น

สำหรับผู้ปกครองที่มีบุตรหลาน สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงนี้คือการเฝ้าระวังและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบว่าเด็กมีความวิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือหวาดกลัวผิดปกติ ควรหมั่นพูดคุยและรับฟังด้วยความเข้าใจ ไม่ควรเร่งรัดให้เด็กเล่าเหตุการณ์ซ้ำๆ เพราะจะยิ่งเป็นการเปิดแผลในใจให้ลึกขึ้น

ทางรัฐบาลยังคงยืนยันว่าจะดำเนินการบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามและฟื้นฟูสุขภาพจิตของทุกคนในเหตุการณ์นี้จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หากคุณหรือคนใกล้ชิดได้รับผลกระทบ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือสายด่วนปรึกษาเด็กและครอบครัว 1415 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เราต้องผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกันด้วยความเห็นอกเห็นใจและสนับสนุนซึ่งกันและกันครับ

ที่มา – รัฐบาลห่วงใย ส่งทีม MCATT เข้าดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

ธนกร ชี้ คนเรียกร้อง ไทยช่วยไทยพลัส เหน็บคนวิจารณ์ใช้งบไม่ฉลาด

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมือง เมื่อคุณธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงกระแสตอบรับจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่เรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าสานต่อโครงการ ธนกร ชี้ คนเรียกร้อง ไทยช่วยไทยพลัส เหน็บคนวิจารณ์ใช้งบไม่ฉลาด อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ธนกร ชี้ คนเรียกร้อง ไทยช่วยไทยพลัส เหน็บคนวิจารณ์ใช้งบไม่ฉลาด

จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง คุณธนกรพบว่าพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในระดับชุมชนได้รับอานิสงส์อย่างมากจากโครงการนี้ เม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่เพียงแค่ช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างสภาพคล่องที่จำเป็นในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนยังไม่กลับมาฟื้นตัวเต็มที่ โครงการนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องยนต์ตัวสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไปได้ท่ามกลางความท้าทายในปัจจุบัน

เหตุผลที่ประชาชนต้องการให้ไปต่อกับ ไทยช่วยไทยพลัส

ทำไมโครงการนี้ถึงได้รับความนิยมอย่างมาก? นี่คือเหตุผลหลักๆ ที่ชาวบ้านพูดถึง:

  • ช่วยลดภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันได้อย่างเห็นผลจริง
  • กระตุ้นการใช้จ่ายในระดับชุมชน ทำให้เงินหมุนเวียนไปสู่ร้านค้ารายย่อย
  • เป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จต่อเนื่องจากโครงการคนละครึ่ง
  • ช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ในมุมมองของคุณธนกร การที่มีคนออกมาโจมตีนโยบายนี้อาจเป็นการมองเพียงแค่เปลือกนอก ท่านได้กล่าวอย่างดุเดือดว่า การทำนโยบายเศรษฐกิจนั้นไม่ได้วัดกันที่ว่าใครแจกเงินเยอะกว่ากัน แต่หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดหรือมีความฉลาดในการใช้งบประมาณเพื่อแลกกับผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนมากที่สุด ซึ่งโครงการ ธนกร ชี้ คนเรียกร้อง ไทยช่วยไทยพลัส เหน็บคนวิจารณ์ใช้งบไม่ฉลาด นี้ถือเป็นการพิสูจน์แล้วว่าเงินทุกบาทที่ลงไปถึงมือประชาชนจริงๆ

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสามารถเข้าถึงปัญหาและแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนได้ตรงจุดหรือไม่ การรับฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารประเทศต้องนำไปปรับปรุงและต่อยอด ไม่ว่าสถานการณ์การคลังจะเป็นอย่างไร การใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างคือเป้าหมายสูงสุดที่รัฐบาลต้องมุ่งมั่นทำให้สำเร็จเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทั้งประเทศ

ที่มา – “ธนกร” ชี้ คนเรียกร้อง “ไทยช่วยไทยพลัส” เหน็บพวกโจมตี ให้ดูใครใช้งบฯ ฉลาดกว่า

โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ขยายผลสาวถึงขบวนการ

โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการโฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด โดยรัฐบาลยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและครอบคลุมทุกมิติ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่ตั้งใจสอบอย่างสุจริต

ล่าสุด นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากกว่าการถอดถอนรายชื่อผู้สอบ 5,925 รายที่พบว่ามีความผิดปกติออกไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการขยายผลเพื่อหาตัวผู้ร่วมขบวนการทุจริตทั้งหมดมาลงโทษตามกฎหมาย

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความโปร่งใส

สำหรับการดำเนินการในกรณี โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด นั้น แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้:

  • การจัดการรายชื่อผู้ทุจริต: กระทรวงมหาดไทยได้ถอดถอนรายชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจำนวน 5,295 รายเรียบร้อยแล้ว โดยทาง กสถ. กำลังหารือถึงแนวทางเพื่อเยียวยาตำแหน่งที่ว่างลง ทั้งการเรียกบัญชีสำรองหรือการประกาศบัญชีใหม่
  • การดำเนินคดีอาญา: สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาในหลายกลุ่มความผิด ตั้งแต่ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไปจนถึงการปลอมแปลงเอกสารราชการ โดยมีอดีตข้าราชการระดับสูงและผู้เกี่ยวข้องรวมอยู่ด้วย ซึ่งคาดว่าจะสรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. ได้ภายในเร็ววันนี้
  • การตรวจสอบเส้นทางการเงิน: ปปง. กำลังเร่งติดตามเส้นทางการเงินของกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 ราย เพื่อสาวถึงต้นตอของขบวนการโกงสอบทั้งหมด

นอกจากนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังได้เร่งสรุปรายงานเพื่อเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัยอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ใครทำผิดต้องได้รับโทษโดยไม่มีข้อยกเว้น การดำเนินการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ยังเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสอบเข้ารับราชการให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้โอกาสคนเก่งที่มีความสามารถได้เข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

ศาลปกครองสั่งทุเลา ไม่ให้ชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

ศาลปกครองสั่งทุเลา ไม่ให้ชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

ข่าวใหญ่ที่เหล่าผู้ประกันตนกำลังจับตามองในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นประเด็นที่ ศาลปกครองสั่งทุเลา ไม่ให้ชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หลังจากที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้เดินหน้ายื่นฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งที่สร้างความสับสนให้กับผู้ประกันตนทั่วประเทศ ซึ่งล่าสุดศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้การเลือกตั้งเดินหน้าต่อไปได้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอื่นจากศาลออกมา

เหตุการณ์นี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับอนาคตของระบบประกันสังคมไทย เพราะการที่ ศาลปกครองสั่งทุเลา ไม่ให้ชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม นั้น สะท้อนให้เห็นว่าศาลเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน ในการเข้ามามีบทบาทตัดสินใจเรื่องสวัสดิการของตนเองผ่านตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อผู้ประกันตน?

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่กระทบโดยตรงต่อสิทธิประโยชน์ที่เราได้รับทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือการชราภาพ การที่ศาลตัดสินให้ดำเนินกระบวนการต่อ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าเสียงของผู้ประกันตนจะได้รับการรับฟัง โดยเหตุผลสำคัญที่ศาลระบุในการมีคำสั่งครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • สำนักงานประกันสังคมมีความพร้อมในการดึงข้อมูลผู้ประกันตนทุกประเภทแยกตามจังหวัดได้ทันที
  • การเลือกตั้งไม่ถือเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐหรือบริการสาธารณะ
  • กระบวนการที่ล่าช้าออกไปโดยไม่มีเหตุผลเพียงพออาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

หลังจากที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้ใช้เวลาไต่สวนอย่างยาวนานกว่า 13 ชั่วโมง จนนำไปสู่จุดที่ ศาลปกครองสั่งทุเลา ไม่ให้ชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอื่น ถือเป็นชัยชนะเล็กๆ ของภาคประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในระบบประกันสังคมไทย

มุมมองทิ้งท้าย: ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้กองทุนนี้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น การที่ทุกฝ่ายออกมาช่วยกันติดตามตรวจสอบ ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาสิทธิของตนเอง แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการบริหารจัดการกองทุนที่เงินทุกบาททุกสตางค์มาจากหยาดเหงื่อของผู้ประกันตนครับ มาร่วมกันติดตามบทสรุปสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ไปพร้อมกันนะครับ

ที่มา – ศาลปกครองสั่งทุเลา ไม่ให้ชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จนกว่าจะมีคำพิพากษา หรือคำสั่งอื่น

กรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงอีกรายละ 3 แสน

กรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงอีกรายละ 3 แสน

ท่ามกลางความโศกเศร้าจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนตั้งคำถามว่า กรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงอีกรายละ 3 แสน นั้น เป็นเงินที่ซ้ำซ้อนหรือแยกส่วนกับงบประมาณอื่นหรือไม่ วันนี้เรามาไขข้อสงสัยนี้ให้กระจ่างครับ

รายละเอียดการจ่ายเงินช่วยเหลือจาก กรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงอีกรายละ 3 แสน

นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า ตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา ผู้ที่สูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวจะได้รับเงินชดเชยรวม 300,000 บาท ต่อราย ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ใหญ่และเด็กนักเรียน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน

นอกจากการเยียวยาผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีเกณฑ์ช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงไม่เกิน 80,000 บาท เข้ารักษาได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน
  • ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ: ทั้งร่างกายและจิตใจ วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าบาดเจ็บสาหัส: หากมีการสูญเสียอวัยวะ จ่ายสูงสุดถึง 300,000 บาท ตามระดับความรุนแรง
  • ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้: จ่ายตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำของจังหวัดนั้นๆ สูงสุด 1 ปี

หลายท่านอาจสงสัยว่าแล้วเงินส่วนนี้สัมพันธ์กับเงินจากสำนักนายกฯ อย่างไร คำตอบคือ กรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงอีกรายละ 3 แสน เป็นคนละส่วนกับเงินช่วยเหลือ 1 ล้านบาทจากกองทุนของสำนักนายกรัฐมนตรีโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับสิทธิชดเชยจากทั้งสองส่วนเพื่อนำไปใช้ในการฟื้นฟูชีวิตและครอบครัวให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การเยียวยาไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขทางการเงิน แต่คือการแสดงออกถึงความรับผิดชอบของรัฐที่ต้องการยืนเคียงข้างประชาชนในยามวิกฤต หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้ครอบครัวผู้เสียหายเข้าใจสิทธิของตนเองมากขึ้น และสามารถดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องครับ

ที่มา – กรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงอีกรายละ 3 แสน เป็นคนละส่วนกับสำนักนายกฯ

รมว.สธ. เผย อาการเด็กหญิง 12 อาการยังโคม่า แพทย์กำลังช่วยเหลือเต็มที่

รมว.สธ. เผย อาการเด็กหญิง 12 อาการยังโคม่า แพทย์กำลังช่วยเหลือเต็มที่

เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนไทยทั้งประเทศ สำหรับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี โดยล่าสุด นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าว่า รมว.สธ. เผย อาการเด็กหญิง 12 อาการยังโคม่า แพทย์กำลังช่วยเหลือเต็มที่ โดยน้องถูกกระสุนฝังที่ศีรษะและต้องอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิดที่สุดในขณะนี้

จากการลงพื้นที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า นายพัฒนาได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าในบรรดาผู้ป่วยเคสสีแดงหรือเคสวิกฤตที่เข้ารับการรักษานั้น มีนักเรียนจำนวน 2 รายที่อาการเริ่มคงที่และพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ในส่วนของนักเรียนหญิงอายุ 12 ปี ทีมแพทย์ยังคงต้องประเมินสถานการณ์แบบนาทีต่อนาที เพื่อวางแผนการผ่าตัดเอาลูกกระสุนออกอย่างปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้

มาตรการช่วยเหลือและเยียวยาจากกระทรวงสาธารณสุข

นอกจากเรื่องการรักษาพยาบาล ทางกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ผ่านสิทธิ UCEP ที่ครอบคลุมช่วง 72 ชั่วโมงแรกของการรักษา นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญเรื่องสภาพจิตใจ ดังนี้:

  • ส่งทีม MCATT จำนวน 7 ทีมลงพื้นที่เพื่อประเมินสภาพจิตใจของครูและนักเรียน
  • แบ่งกลุ่มการเยียวยาออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง ครอบครัว และบุคลากรทางการศึกษา
  • เตรียมแผนการดูแลระยะยาวเพื่อป้องกันภาวะ PTSD หรือความเครียดรุนแรงหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ

สถานการณ์ ณ เวลานี้ แม้ รมว.สธ. เผย อาการเด็กหญิง 12 อาการยังโคม่า แพทย์กำลังช่วยเหลือเต็มที่ แต่ทางโรงพยาบาลและทีมแพทย์ทุกฝ่ายยังคงทำงานอย่างหนักและเต็มกำลังความสามารถ เพื่อยื้อชีวิตผู้ป่วยและฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาเป็นปกติให้ได้มากที่สุด สำหรับยอดผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดมีกว่า 29 ราย โดยเป็นเคสวิกฤตถึง 10 ราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในฐานะประชาชน เราขอส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน รวมถึงเป็นกำลังใจให้ทีมแพทย์พยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนหญิงและผู้ป่วยทุกคนจะอาการดีขึ้นโดยเร็ววันครับ/ค่ะ

ที่มา – รมว.สธ. เผย อาการเด็กหญิง 12 อาการยังโคม่า แพทย์กำลังช่วยเหลือเต็มที่

ยศชนัน รุดบริจาคโลหิต ช่วยเหยื่อเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งล่าสุด ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้แสดงออกถึงความห่วงใยด้วยการลงพื้นที่ทันที โดยมีข่าวสำคัญคือ ยศชนัน รุดบริจาคโลหิต ช่วยเหยื่อเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี ณ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่ผู้บาดเจ็บที่ยังอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ยศชนัน รุดบริจาคโลหิต ช่วยเหยื่อเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี

การกระทำดังกล่าวถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงพลังความสามัคคี ศ.ดร.ยศชนัน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสำรองโลหิตให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานกันอย่างหนัก โดยท่านได้เชิญชวนให้ประชาชนที่มีสุขภาพแข็งแรงร่วมกันบริจาคเลือด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาชีวิตผู้บริสุทธิ์จากเหตุการณ์ ยศชนัน รุดบริจาคโลหิต ช่วยเหยื่อเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี ในครั้งนี้

เหตุผลที่ควรสนับสนุนการบริจาคโลหิตในภาวะวิกฤต

เหตุการณ์ความรุนแรงมักทำให้ความต้องการเลือดสำรองเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อใช้ในการผ่าตัดและรักษาผู้บาดเจ็บ นี่คือเหตุผลที่คุณควรมาบริจาคเลือด:

  • เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันตราย
  • เป็นการเพิ่มปริมาณโลหิตสำรองในคลังเลือดของโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า
  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเหยื่อและครอบครัว

สำหรับการเดินทางมาร่วมบริจาคโลหิตนั้น ท่านสามารถติดต่อได้ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้าโดยตรง ซึ่งทีมแพทย์และพยาบาลพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ การเสียสละเวลาเพียงเล็กน้อยของคุณ อาจหมายถึงการมอบชีวิตใหม่ให้กับใครบางคนท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้

ท้ายที่สุดนี้ เราขอส่งกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บทุกท่านหายเป็นปกติโดยเร็ว และขอชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลและบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนที่ประสานงานกันอย่างรวดเร็วและมืออาชีพ การมีผู้นำที่ใส่ใจและลงมือทำเป็นแบบอย่างเช่นนี้ ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับสังคมไทยได้มากทีเดียวครับ หากท่านมีโอกาส อย่าลืมไปร่วมบริจาคโลหิตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติของเรากันนะครับ

ที่มา – “ยศชนัน” รุดบริจาคโลหิต ช่วยเหยื่อเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี

นายกฯ คาด สาเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ มาจากความเครียด ถูกกดดันเรื่องเรียน

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทางนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและระบุถึงสาเหตุเบื้องต้นว่า นายกฯ คาด สาเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ มาจากความเครียด ถูกกดดันเรื่องเรียน จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

นายกฯ คาด สาเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ มาจากความเครียด ถูกกดดันเรื่องเรียน

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของสังคมไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ว่า จากการสืบสวนและสอบปากคำผู้ใกล้ชิด พบว่าผู้ก่อเหตุมีความเครียดสะสมจากการเรียนอย่างหนัก เนื่องจากได้รับความคาดหวังจากครอบครัว โดยเฉพาะจากคุณย่าที่เป็นครูและค่อนข้างเข้มงวด ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุเกิดสภาวะกดดันและตัดสินใจก่อเหตุในที่สุด

รายละเอียดและผลกระทบจากเหตุการณ์

สำหรับอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุนั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นอาวุธปืนของคุณปู่ ซึ่งเป็นปืนที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกนำมาใช้โดยเยาวชนวัยเพียง 14 ปี โดยข้อมูลระบุว่า:

  • ผู้เสียชีวิตรวม 8 ราย รวมถึงคุณปู่และคุณย่าของผู้ก่อเหตุที่เสียชีวิตที่บ้าน
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 30 ราย ซึ่งหลายรายยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
  • การก่อเหตุมีการวางแผนมาอย่างเป็นลำดับขั้นตอนและมีเป้าหมายที่ชัดเจน

นายกฯ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลเยียวยาครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายอย่างดีที่สุดตามระเบียบของรัฐบาล พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นประเด็นด้านสุขภาพจิตและความกดดันสะสมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

มาตรการรักษาความปลอดภัยในอนาคต

นอกจากประเด็นเรื่องสุขภาพจิตแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะการกำชับให้ ผบ.ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนทั่วประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ทั้งนี้ แม้การพกพาอาวุธในที่สาธารณะจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่แล้ว แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทุกคน

บทเรียนในครั้งนี้ย้ำเตือนให้เราเห็นว่าความเครียดในวัยเรียนเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย ครอบครัวควรรับฟังและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับลูกหลาน เพื่อไม่ให้ความกดดันกลายเป็นระเบิดเวลาที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น เราหวังว่ามาตรการเยียวยาและการป้องกันของรัฐบาลจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยเร็ว

ที่มา – นายกฯ คาด สาเหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ มาจากความเครียด ถูกกดดันเรื่องเรียน

วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต พบ 361 บริษัทผิดกฎหมาย

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการวรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของกลุ่มธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีบังหน้า

สถานการณ์ล่าสุด: วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

จากข้อมูลล่าสุด นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงผลการปฏิบัติการเฟส 4 ซึ่งสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ถึง 16 ราย โดยแบ่งเป็นคนไทย 10 ราย และชาวต่างชาติ 6 ราย ซึ่งทั้งหมดพยายามเข้ามาประกอบธุรกิจแข่งกับคนไทยโดยใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ
  • บริการรถเช่าและคาร์แคร์
  • ร้านอาหารและร้านขายยาแพทย์แผนไทยประยุกต์
  • บริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันและอุปกรณ์ไอที

ผลกระทบและการดำเนินคดี: วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

นอกจากปัญหาธุรกิจนอมินีแล้ว สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือการตรวจสอบพบว่ามีบริษัทจำนวนมากถึง 361 บริษัทที่เข้าข่ายถือครองที่ดินโดยฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งถือเป็นการทำลายเศรษฐกิจฐานรากของคนไทยโดยตรง ทางภาครัฐจึงไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการแจ้งความไปแล้ว 149 คดี พร้อมเดินหน้าส่งฟ้องศาลเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าเรายินดีต้อนรับนักลงทุนชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากมีการข่มขู่หรือใช้นอมินีเพื่อเอาเปรียบคนไทย รัฐบาลพร้อมจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเก็ตหรือพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิและสร้างความเท่าเทียมให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคน

เราหวังว่าการกวาดล้างครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบธุรกิจในเมืองท่องเที่ยวให้กลับมาโปร่งใสและสร้างโอกาสให้คนไทยได้ทำมาหากินอย่างเป็นธรรม หากคุณพบเห็นการกระทำที่ส่อแววผิดกฎหมายในพื้นที่ของท่าน อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้บ้านเมืองของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “วรศิษฎ์” ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

Scroll to top