ข่าวการเมือง

ชายแดนไทย-กัมพูชา ไร้ปะทะ ประชาชนกลับแล้ว

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดเป็นอย่างไร? หลายคนคงกังวลใจเกี่ยวกับข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดมาฝากกัน เพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 จนถึงเช้าวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น

กองกำลังของทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ นี่เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพในพื้นที่

ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

ข่าวดีอีกเรื่องคือ ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพทั้ง 4 จังหวัด ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเดินหน้าต่อไปได้

แต่ก็มีข่าวร้ายล่าสุดคือ กองทัพบกได้รับรายงานว่า หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นาย ซึ่งขณะนี้ได้ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์โดยรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แม้จะยังมีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้นบ้าง แต่หน่วยงานต่างๆ ก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพปกติ

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากพบสิ่งผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่สงบลงนี้ เป็นผลมาจากการเจรจาและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ และนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่

ดังนั้นการตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

จตุพร เร่งฟื้นการค้าชายแดน เน้นตลาดเดิม หาตลาดใหม่

รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

“จตุพร” รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ เล็งคุยทูต สปป.ลาว ขอผ่านทางส่งสินค้าจากอุบลราชธานีไปกัมพูชา หวังลดค่าใช้จ่าย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวงถึงการฟื้นฟูการค้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หากมีการประเมินเรื่องการเปิดด่าน ว่า รอข้อมูล แต่ศูนย์ที่เราตั้งก็มีการปรึกษาเรื่องการค้าชายแดน วันนี้สินค้า Modern Trade ของเราที่กัมพูชาก็พอมี ซึ่งผู้ประกอบการก็มีการปรับตัวเรื่องการขนส่งไปใช้ทางเรือและทาง สปป.ลาว และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้เจอทูต สปป.ลาว และคิดว่าจะไปหารืออีกครั้งว่าจะขอผ่านจาก จ.อุบลราชธานีไป สปป.ลาว และไปยังกัมพูชา จะมีค่าผ่านทางอย่างไร จะหารือเพื่อลดค่าใช้จ่าย

แนวทางการฟื้นการค้าชายแดนที่สำคัญ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การฟื้นการค้าชายแดนถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาว กระทรวงพาณิชย์จึงมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ

การหารือกับทูต สปป.ลาว เพื่อขอใช้เส้นทางผ่านแดนจากอุบลราชธานีไปยังกัมพูชา ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยมีราคาที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น นอกจากนี้ การรักษาตลาดเดิมและการเร่งหาตลาดใหม่ ยังเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นการค้าชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวโน้มการฟื้นฟูตลาดยากหรือไม่ นายจตุพร ตอบว่า วันนี้เน้นรักษาตลาดเดิมให้ได้ไว้ก่อน ขณะเดียวกันก็เร่งหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ

ดังนั้น การฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อคว้าโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

ที่มา – รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

ทบ.โต้! แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้รุกล้ำกัมพูชา

จากกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงคำสัมภาษณ์ของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องปราสาทตาควาย ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา อย่างที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า สิ่งที่ พล.ท.บุญสิน ได้กล่าวถึงนั้นคือ ปราสาทตาควายอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย และในช่วงที่มีการปะทะกันในอดีต ได้มีความพยายามที่จะเข้าไปยึดครองพื้นที่ดังกล่าว แต่ยังไม่สำเร็จ จึงได้มีการวางกำลังบริเวณด้านนอก ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 30 เมตร อย่างไรก็ตาม ท่านได้กล่าวว่าในอนาคต จะต้องพยายามนำปราสาทตาควายกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของไทยให้ได้ ตามขั้นตอนและวิธีการที่เหมาะสม

แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

โฆษกกองทัพบกยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จะมีการเตรียมการนำเรื่องดังกล่าวไปพูดคุยเจรจาในวงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และย้ำถึงจุดยืนของประเทศไทยว่า จะไม่ถอยออกจากแนวการวางกำลังเดิม

เพื่อเน้นย้ำความเข้าใจที่ถูกต้อง พล.ต.วินธัย กล่าวอย่างชัดเจนว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา และไม่ได้มีการใช้กำลังทางทหารในการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ามีความพยายามที่จะยั่วยุ หรือมีการวางแผนใช้กำลังทางทหารต่อกรณีปราสาทตาควาย จึงไม่เป็นความจริง

ทำไมการยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาจึงสำคัญ

การที่กองทัพบกต้องออกมาตอบโต้และยืนยันความถูกต้องของข้อมูลในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • การยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ
  • ป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด
  • สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และการสื่อสารที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้ การที่กองทัพบกออกมาแสดงความชัดเจนในประเด็นนี้ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพในภูมิภาค

ในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองประเทศจะสามารถพูดคุยและเจรจากันด้วยเหตุผลและสันติวิธี เพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันต่อไป การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและความร่วมมือจะเป็นหนทางที่ยั่งยืนที่สุดในการสร้างความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – สวนกลับ “มาลี” ทบ. ยันแม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่: เจาะลึกประเด็น

รักษาการนายกฯ ส่งเรื่องให้กองทัพพิจารณาการต่ออายุราชการของ “พล.ท.บุญสิน” แม่ทัพภาคที่ 2 หรือไม่ พร้อมเผยเตรียมยุบ ศบ.ทก. หากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่?

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสเรียกร้องให้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับการต่ออายุราชการหลังจากที่จะเกษียณในอีก 50 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนม้ากลางศึก โดยนายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องการต่ออายุราชการนั้นต้องพิจารณาในรายละเอียดตามกฎเกณฑ์ของกองทัพ

“ถ้ากองทัพเห็นความจำเป็นก็คงจะเสนอมา แต่ถ้าโดยปกติไม่มี ทางเราเชื่อมั่นในความสามารถซึ่งจะต้องให้กองทัพพิจารณา เป็นเรื่องของกองทัพ ไม่ใช่ไม่เห็นคุณค่าแม่ทัพภาคที่ 2 เพราะท่านทำผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว คิดว่าถ้ามีช่องทางกองทัพจะเสนอเข้ามา” นายภูมิธรรมกล่าว

ประเด็นเรื่อง กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ นั้น จึงยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ากองทัพจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป

ท่าทีต่อกรณีปราสาทตาควายและการยุบ ศบ.ทก.

ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาค 2 กล่าวถึงการยึดปราสาทตาควายคืนเนื่องจากอยู่ในเขตไทย จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อตกลง และกองทัพซึ่งเป็นหน่วยงานหลักได้ยืนยันแล้วว่าเป็นไปตามนั้น

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนที่มีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าไทยและกัมพูชาจะเปิดฉากรบกันอีกครั้ง โดยระบุว่าเป็นข่าวปลอม และขอให้ติดตามการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 13-14 สิงหาคม ซึ่งคาดว่าจะทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จะยุติบทบาท

“ขอให้จับตาดูการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13-14 สิงหาคมนี้ ทุกอย่างจะเข้าสู่สภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ก็จะยุติบทบาทแล้ว ให้กลับไปสู่ภาวะปกติ ไม่มีอะไรที่เป็นเฟกนิวส์ เพราะทุกวันนี้สู้กันก็เพราะเฟกนิวส์สร้างความปั่นป่วน สร้างความรู้สึกทำให้งงกันไปหมดจนเป็นปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

สำหรับการยุบ ศบ.ทก. นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าจะเกิดขึ้นเมื่อกองทัพและฝ่ายข่าวประเมินสถานการณ์แล้วว่าทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะต้องมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ก่อน

การพิจารณา กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ควบคู่ไปกับการประเมินสถานการณ์ชายเเดนเเละการจัดการข่าวปลอมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปด้วยความรอบคอบ เพื่อความมั่นคงของชาติเเละความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการตัดสินใจของ กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารจัดการกองทัพในอนาคต รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่

การพิจารณาเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

ที่มา – โยนกองทัพพิจารณาต่ออายุราชการ มทภ.2 หรือไม่ เผยจ่อยุบ ศบ.ทก. หากเข้าภาวะปกติ

“ภูมิธรรม” โต้ข่าว “อิ๊งค์” ชิงลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569

“ภูมิธรรม” โต้ข่าว “อิ๊งค์” ชิงลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569 ลั่นไม่มีแผนสำรอง

“ภูมิธรรม” โต้ข่าว “แพทองธาร ชินวัตร” ชิงลาออกนายกฯ หลังสภาผ่านงบประมาณ 2569 วาระ 3 บอกไม่เคยได้ยินใครพูด ถามสื่อเอาข่าวมาจากไหน ลั่นไม่มีแผนสำรองแคนดิเดต “ชัยเกษม” ทุกอย่างว่าตามกระบวนการ

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าว นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะลาออกหลังสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 3 โดยนายภูมิธรรม ถามกลับผู้สื่อข่าวว่าเอาข่าวมาจากไหน ไม่เคยมีกระแสข่าวนี้ และไม่เคยมีคนพูด น.ส.แพทองธาร ก็ไม่ได้พูด และก็พิสูจน์ตัวเอง จะไปเอาอะไรที่คนพูดกันนิดหน่อยมาเป็นกระแสในสังคมเพราะจะเป็นปัญหา

นายภูมิธรรม ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดเรื่องนี้ และพรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นจะต้องเตรียมแผนอะไรรับมือเรื่องของศาล ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการ พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร อย่าไปทำให้มีประเด็นอะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

เมื่อถามย้ำว่าแผนสำรองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียังเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ อยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “ไม่มีแผนสำรอง ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ”

“ภูมิธรรม” ย้ำชัด ไม่มีแผนสำรอง กรณี “อิ๊งค์” ลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569

จากกรณีที่มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ภายหลังจากการที่สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 3 นั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้ข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงและไม่มีมูล

นายภูมิธรรม ได้กล่าวว่า เขาไม่เคยได้ยินข่าวลือนี้จากที่ใดมาก่อน และยังตั้งคำถามกลับไปยังผู้สื่อข่าวถึงแหล่งที่มาของข่าว พร้อมทั้งย้ำว่านางสาวแพทองธารเองก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการลาออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงการทำงานของนางสาวแพทองธารว่า ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารประเทศ ดังนั้นการนำเอาข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริงมากระพือในสังคมจึงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหามากกว่า

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมแผนการใดๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาล เนื่องจากทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใดๆ เป็นพิเศษ และขอให้ทุกฝ่ายอย่าสร้างประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความรู้สึกว่าจะมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น

เมื่อถูกถามย้ำถึงความเป็นไปได้ที่นายชัยเกษม นิติสิริ จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสำรอง นายภูมิธรรมได้ตอบอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีแผนสำรอง ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังคงให้ความไว้วางใจในตัวนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

การออกมาตอบโต้ข่าวลือของนายภูมิธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทยในการสนับสนุนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และเป็นการสยบข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความสับสนในสังคมได้เป็นอย่างดี การที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนได้เป็นอย่างมาก

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

ที่มา – “ภูมิธรรม” โต้ข่าว “อิ๊งค์” ชิงลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569 ลั่นไม่มีแผนสำรอง

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 แน่นอน!

พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 อย่างแน่นอน! นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กำชับ สส. เข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงติงเรื่องงบประมาณฯ พร้อมรับมือภาษีทรัมป์ มั่นใจรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุว่าจากการที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 นั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เน้นย้ำให้ สส.ของพรรคทุกคนเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณโดยพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังชะลอตัว

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวาระที่ 2 และ 3 นั้น สส. พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการแปรญัตติปรับลดงบประมาณในหลายกระทรวง โดยเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ที่ได้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อให้งบประมาณของภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้มากที่สุดในหลากหลายกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม รวมถึงในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ส่วนข้อกังวลของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่แสดงความเห็นว่า การแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีในครั้งนี้อาจจะไม่สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาษีตอบโต้ (Tariff) ของสหรัฐอเมริกานั้น พรรครวมไทยสร้างชาติมีความเห็นสอดคล้องกับรัฐบาลว่า ผลกระทบที่เคยคาดการณ์ว่าจะรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของไทยนั้น มีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ กำหนดต่อประเทศไทยนั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือประมาณ 19-20% ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากนัก ดังเช่นที่ได้มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีชุดข้อมูลที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านและครบถ้วน

ทำไม รทสช. ถึงมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการแปรญัตติงบประมาณไปยังภาคส่วนที่มีความจำเป็นมากกว่า หรือหากเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจขึ้นจริง รัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น งบกลาง ซึ่งสามารถใช้ได้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออาจจะพิจารณาเสนองบกลางปีเพิ่มเติม ซึ่งการแปรญัตติในวงเงินงบประมาณ 8.92 พันล้านบาทนี้ รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เพื่อที่จะได้จัดสรรงบประมาณไปแก้ไขปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนของชาติและประชาชน

“พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 จะสามารถผ่านการพิจารณาได้อย่างราบรื่น และจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง” เราเชื่อว่าการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและ สส. จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนทุกคน

งบประมาณปี 2569 นี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคม

ที่มา – รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงไม่แปรงบฯ รับมือภาษีทรัมป์

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยอุบลฯ

“ภูมิธรรม” มอบ “ทวี-ธีรรัตน์” ลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี มอบบ้านน็อกดาวน์เพื่อคนไทย ช่วยผู้ประสบภัยหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อดำเนินการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยจากความขัดแย้งและการปะทะกันรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุยิงระเบิด จำนวน 4 ครอบครัว และเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด โดยมีการมอบบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปจำนวน 11 หลัง

สำหรับวันที่ 12 สิงหาคม ในเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.ทวี พร้อม น.ส.ธีรรัตน์ และคณะ จะลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก ในโอกาสนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้มอบหมายให้กรมราชทัณฑ์นำผู้ต้องขังชั้นดีจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี ออกช่วยเหลือซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสทำประโยชน์เพื่อสังคม

ทางด้าน น.ส.ธีรรัตน์ จะติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์ให้แก่ประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยในระยะแรกมีการดำเนินการก่อสร้างบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปพร้อมประกอบ จำนวน 11 หลัง เพื่อส่งมอบให้ประชาชนที่บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิด โดยวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ส่งมอบจำนวน 4 ครอบครัว

  • หลังที่ 1 ของนายณัฐกิตติ์ ตาดี มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 4 คน
  • หลังที่ 2 ของนายอาทิตย์ พันธ์โชติ มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 5 คน
  • หลังที่ 3 ของนางออม อบชา มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 2 คน
  • หลังที่ 4 ของนายพัชราพร อบชา ในที่ดินมีบ้าน 2 หลัง มีผู้อยู่อาศัยรวมจำนวน 4 คน

จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนในพื้นที่ อ.น้ำยืน ได้รับความเสียหายจำนวน 82 หลังคาเรือน แบ่งเป็นความเสียหายเล็กน้อย ปานกลาง และเสียหายทั้งหลัง รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมร่วมมือกันเร่งรัดดำเนินงานซ่อมแซมบ้านพักที่ชำรุดเสียหายหรือก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์แบบสำเร็จรูปให้กับประชาชนที่บ้านเสียหายทั้งหลัง เพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ในระหว่างการลงพื้นที่ โดย พ.ต.อ.ทวี และ น.ส.ธีรรัตน์ จะพบปะประชาชนในพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ในการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน.

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

ความสำคัญของการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจึงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

โครงการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างบ้านเท่านั้น แต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย ให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และยังมีความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – 2 รมต. ไปอุบลฯ 12 ส.ค. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

ศิริกัญญา ฉะงบฯ ปี 69 ไร้กระตุ้นเศรษฐกิจ

“ศิริกัญญา” ฉะงบฯ ปี 69 ไร้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ตัดได้แค่ 8.9 พันล้าน แต่เอาไปโปะงบปกติ เตือนรัฐบาลอยู่โหวตให้ครบ เพราะลงมติเป็นรายมาตรา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้แสดงความไม่พอใจต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในชั้นกรรมาธิการ โดยระบุว่า งบประมาณฉบับนี้ขาดความพร้อมในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว แม้จะมีการตัดลดงบประมาณส่วนเกิน หรือ “งบไขมัน” ได้เพียง 8,900 ล้านบาท แต่เงินส่วนใหญ่กลับถูกนำไปเพิ่มในงบปกติที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอ ไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบตามที่ตั้งใจไว้ เช่น งบประมาณสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ขาดไปกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท หรือแม้แต่งบจัดการประชุมธนาคารโลกและ IMF ก็ยังต้องขอเพิ่มในภายหลัง

นอกจากนี้นางสาวศิริกัญญายังได้แสดงความกังวลต่อการพิจารณาในวาระที่ 2-3 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 13-15 ส.ค.นี้ โดยเตือนรัฐบาลว่า ต้องเตรียมองค์ประชุมให้พร้อมตลอดเวลา เพราะต้องมีการลงมติเป็นรายมาตรา และรัฐบาลไม่ควรคาดหวังว่าฝ่ายค้านจะเข้ามาช่วยโหวต เนื่องจากเป็นกฎหมายของคณะรัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านไม่สามารถให้ความเห็น

ศิริกัญญา ฉะงบฯ ปี 69 ไร้กระตุ้นเศรษฐกิจ

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ของนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สร้างความสนใจและตั้งคำถามต่อสาธารณชนถึงความเหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ประเด็นสำคัญ: งบฯ ปี 69 ไร้การกระตุ้นเศรษฐกิจ

หนึ่งในประเด็นหลักที่นางสาวศิริกัญญาหยิบยกขึ้นมาคือ การที่งบประมาณปี 2569 ขาดการเน้นย้ำในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง แต่เงินส่วนใหญ่กลับถูกนำไปเสริมในงบประมาณปกติ ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

  • การตัดลดงบประมาณที่ไม่ตรงจุด: แม้จะมีการตัดงบประมาณได้ 8.9 พันล้านบาท แต่กลับไม่ได้นำไปใช้ในโครงการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การใช้งบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์: งบประมาณที่จัดสรรไม่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
  • การของบประมาณเพิ่มเติมในภายหลัง: การที่ต้องของบประมาณเพิ่มเติมสำหรับโครงการสำคัญ แสดงให้เห็นถึงการวางแผนงบประมาณที่ไม่รัดกุม

สถานการณ์เช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว และทำให้ประชาชนไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที การพิจารณาและปรับปรุงงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ

การที่นางสาวศิริกัญญาออกมาเตือนเรื่ององค์ประชุมในการพิจารณางบประมาณวาระ 2-3 ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เพราะแสดงให้เห็นถึงความกังวลว่ารัฐบาลอาจไม่สามารถผลักดันงบประมาณให้ผ่านสภาไปได้ หากองค์ประชุมไม่ครบ การที่รัฐบาลต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากฝ่ายค้านจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

สรุป: การพิจารณางบประมาณปี 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพิจารณางบประมาณจะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด ศิริกัญญา ฉะงบฯ ปี 69 ไร้กระตุ้นเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต้องร่วมกันจับตา

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก งบฯ ปี 69 ไร้การกระตุ้นเศรษฐกิจ

หากงบประมาณปี 2569 ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น อาจนำไปสู่ผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้า: การขาดงบประมาณที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง อาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปอย่างเชื่องช้า
  • ภาระหนี้สินของประชาชนที่เพิ่มขึ้น: หากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ประชาชนอาจเผชิญกับปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
  • การลงทุนจากต่างประเทศที่ลดลง: นักลงทุนอาจขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจไทย หากภาครัฐไม่ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาปรับปรุงงบประมาณปี 2569 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน การวางแผนและบริหารจัดการงบประมาณอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลควรรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อจัดทำงบประมาณที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – “ศิริกัญญา” ฉะงบฯ ปี 69 ไร้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ตัดได้แค่ 8.9 พันล้าน แต่เอาไปโปะงบปกติ

ก.ท่องเที่ยวฯ ยันรักษาเยียวยา นักท่องเที่ยวมาเลเซีย

จากกรณีเหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่ชายคลั่งก่อเหตุจุดไฟเผานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย สร้างความเสียใจและความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ออกมายืนยันถึงการรักษาเยียวยา 2 นักท่องเที่ยวมาเลเซียดีที่สุด พร้อมให้ความช่วยเหลือญาติอย่างเต็มที่ และเน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ก.ท่องเที่ยวฯ ยันรักษาเยียวยา 2 นักท่องเที่ยวมาเลเซียดีที่สุด

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะดูแลรักษาและเยียวยานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียอย่างเต็มที่ รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับญาติของนักท่องเที่ยวทั้งสองราย เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจสำหรับทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย รัฐบาลไทยและทุกภาคส่วนต่างประณามการกระทำดังกล่าว และพร้อมให้การดูแลนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญของประเทศไทย

สถานการณ์ล่าสุดของนักท่องเที่ยวทั้งสองราย ปลัดกระทรวงฯ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวชายมีอาการ Burn 69% และยังไม่รู้สึกตัว ในขณะที่นักท่องเที่ยวหญิงมีอาการ Burn 36% รู้สึกตัวดี และสามารถสื่อสารโดยการเขียนได้ อาการโดยรวมของทั้งคู่คงที่ แต่ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวชายได้รับบาดเจ็บสาหัสกว่า และมีการแจ้งเรื่องเงินเยียวยาไปแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบประกันกับสายการบิน ญาติของนักท่องเที่ยวต้องการนำตัวกลับไปรักษาที่มาเลเซียโดยเร็ว แต่แพทย์ยังไม่แนะนำให้เดินทาง เนื่องจากนักท่องเที่ยวชายจำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน ส่วนนักท่องเที่ยวหญิงควรพักรักษาตัวอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์

มาตรการเยียวยานักท่องเที่ยวมาเลเซีย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยว เพื่อดูแลรับส่งญาติของนักท่องเที่ยวไปยังโรงแรมที่พัก และให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ตามที่ญาติร้องขอ สำหรับมาตรการเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวมาเลเซีย รัฐบาลไทยได้กำหนดมาตรการเยียวยาเบื้องต้นดังนี้:

  • ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงตามใบเสร็จ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (หักจากเงินประกันที่นักท่องเที่ยวได้รับ)
  • ค่าเยียวยาจิตใจ: 50,000 บาท

รวมค่าเยียวยาทั้งสิ้นไม่เกิน 550,000 บาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะพิจารณาความเหมาะสมในการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเพิ่มเติมต่อไป โดยจะพิจารณาจากดุลยพินิจของแพทย์ และตรวจสอบสาเหตุของการก่อเหตุ เพื่อประเมินสถานการณ์และวางมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

การที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี การดูแลเอาใจใส่นักท่องเที่ยวมาเลเซียในครั้งนี้ จะช่วยรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมต่อไปได้

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่การตอบสนองอย่างรวดเร็วและการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทย จะช่วยบรรเทาความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – ก.ท่องเที่ยวฯ ยันรักษาเยียวยา 2 นักท่องเที่ยวมาเลเซียดีที่สุด ถูกชายคลั่งจุดไฟเผา

Scroll to top