ข่าวขอนแก่น

แจ้งเอาผิด ป้าดา-พวก หมิ่นเบื้องสูง ผู้จัดการมรดก ให้ถ้อยคำเท็จ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในจังหวัดขอนแก่น เมื่อประชาชนในพื้นที่เริ่มขยับตัวเคลื่อนไหวปกป้องสถาบันและวัดป่าอดุลยาราม หลังจากมีคลิปกลุ่มคนอ้างเบื้องบนปรากฏในโลกออนไลน์ ล่าสุด นายอุเทน อินอ้าย ได้เดินทางเข้าแจ้งความเพื่อ แจ้งเอาผิด “ป้าดา-พวก” หมิ่นเบื้องสูง “ผู้จัดการมรดก” ให้ถ้อยคำเท็จ ขอใบแทนโฉนด ตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

แจ้งเอาผิด “ป้าดา-พวก” หมิ่นเบื้องสูง “ผู้จัดการมรดก” ให้ถ้อยคำเท็จ ขอใบแทนโฉนด

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีกลุ่มคนพยายามปิดประตูวัดป่าอดุลยาราม จนสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านและพุทธศาสนิกชนเป็นวงกว้าง นายอุเทน ในฐานะจิตอาสา 904 จึงได้เข้าพบเจ้าอาวาสและรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยยืนยันว่าการกระทำของกลุ่มคนดังกล่าวที่อ้างเบื้องบนนั้นไม่มีความชอบธรรมและเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง

เบื้องหลังการแจ้งเอาผิด “ป้าดา-พวก” หมิ่นเบื้องสูง “ผู้จัดการมรดก” ให้ถ้อยคำเท็จ ขอใบแทนโฉนด

ในอีกฟากหนึ่งของคดีความ สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ โดยนายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเชือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้จัดการมรดกที่ยื่นเรื่องขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยอ้างว่าสูญหาย ทั้งที่ในความเป็นจริงเจ้าอาวาสได้นำโฉนดฉบับจริงมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่แล้ว

พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการให้ข้อมูลเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งทางสำนักงานที่ดินเน้นย้ำว่า:

  • มีการยื่นขอใบแทนโดยอ้างว่าโฉนดสูญหาย
  • เจ้าอาวาสนำโฉนดฉบับจริงมาคัดค้านได้ทันท่วงที
  • เจ้าหน้าที่ที่ดินต้องทำตามระเบียบ แต่เมื่อพบการโกหกจึงต้องดำเนินคดีทางอาญา
  • สถานะการเปลี่ยนชื่อโฉนดเป็นของวัดต้องดำเนินไปตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

ความคืบหน้าของกรณีนี้ยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากคดีอาญาแล้ว ยังมีเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดที่ต้องมีความละเอียดรอบคอบสูงสุด เจ้าพนักงานที่ดินยังเผยว่า ตนมีความกังวลในขั้นตอนการเปลี่ยนชื่อ จึงได้มีการประสานงานกับกรมที่ดินเพื่อขอแนวทางที่ถูกต้องและแม่นยำที่สุด เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การตัดสินใจเข้าแจ้งความครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปกป้องที่ดินของวัด แต่เป็นการแสดงพลังของภาคประชาชนที่ต้องการรักษาความถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง การที่กลุ่มคนแอบอ้างสถาบันฯ เพื่อหาผลประโยชน์หรือข่มขู่ผู้อื่นถือเป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่ควรเพิกเฉย และเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถเปิดเผยความจริงออกมาได้ในเร็วๆ นี้

ที่มา – แจ้งเอาผิด “ป้าดา-พวก” หมิ่นเบื้องสูง “ผู้จัดการมรดก” ให้ถ้อยคำเท็จ ขอใบแทนโฉนด

ป้าดา บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน วัดป่าอดุลยาราม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีของ “ป้าดา” หรือนางชมณี น้อยจันทร์ ที่ล่าสุดได้เดินทางไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อติดตามความคืบหน้าและขอตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับ ป้าดา บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน วัดป่าอดุลยาราม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ความจริงปรากฏว่าที่ดินผืนดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่

ป้าดา บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน วัดป่าอดุลยาราม เพื่อพิสูจน์ความจริง

การเคลื่อนไหวของป้าดาในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการออกมาเรียกร้องลอยๆ แต่เป็นการใช้สิทธิ์ในฐานะทายาทเพื่อขอดูเอกสารสำคัญทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับวัดป่าอดุลยาราม โดยเฉพาะเอกสารการจัดตั้งวัดและเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ป้าดาย้ำชัดเจนว่าสิ่งที่ทำไปนั้นทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และพร้อมที่จะยอมรับผลการตรวจสอบทุกประการ หากผลออกมาว่าครอบครัวของตนเป็นฝ่ายผิดก็พร้อมที่จะจบเรื่องนี้อย่างเป็นธรรม

รายละเอียดสำคัญของการขอตรวจสอบ

ในการเดินหน้า ป้าดา บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน วัดป่าอดุลยาราม ในครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ต้องการเห็นหนังสือถวายฎีกาและเอกสารการจัดตั้งวัดที่ถูกต้อง
  • ตรวจสอบสถานะที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 56 ว่ามีความซับซ้อนอย่างไร
  • ต้องการความโปร่งใสจากหน่วยงานรัฐในการให้ข้อมูลแก่ประชาชน

ป้าดายังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ครอบครัวของตนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย จนทำให้สมาชิกในครอบครัวหลายคนล้มป่วย แต่กระนั้นเธอก็ยังยืนยันว่า “ตนไม่ใช่โจรและไม่ใช่คนโหดร้าย” เพียงแต่ต้องการตามหาความจริงผ่านหลักฐานทางกฎหมายเท่านั้น

สำหรับใครที่กำลังติดตามกรณีนี้ เชื่อว่าวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดชัดเจนขึ้น เราทุกคนควรติดตามผลการตรวจสอบด้วยความเป็นธรรมและรอฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายประกอบกัน เพื่อให้ความเป็นจริงปรากฏออกมาอย่างถูกต้องที่สุดครับ

ที่มา – “ป้าดา” บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน “วัดป่าอดุลยาราม” พร้อมยอมรับผลการตรวจสอบ

ที่ดินจังหวัด เตรียมแจ้งความเอาผิด ผู้จัดการมรดกตาเฮียง ให้ถ้อยคำเท็จ อ้างโฉนดหาย

ที่ดินจังหวัด เตรียมแจ้งความเอาผิด ผู้จัดการมรดกตาเฮียง ให้ถ้อยคำเท็จ อ้างโฉนดหาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นได้ออกมาประกาศความชัดเจนว่า เตรียมดำเนินการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดกับกรณีการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินของมรดกนายเฮียง พิมพ์ศรี หลังจากพบพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริต โดยมีการอ้างว่าโฉนดตัวจริงสูญหาย ทั้งที่ในความเป็นจริงเอกสารดังกล่าวยังคงอยู่ครบถ้วนในความดูแลของทางวัดป่าอดุลยาราม

สรุปเหตุการณ์ ที่ดินจังหวัด เตรียมแจ้งความเอาผิด ผู้จัดการมรดกตาเฮียง ให้ถ้อยคำเท็จ อ้างโฉนดหาย

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ทายาทซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดก ได้ยื่นคำขอต่อสำนักงานที่ดินเพื่อออกใบแทนโฉนดใบใหม่ โดยให้เหตุผลว่าโฉนดใบเดิมสูญหายไปจากการเก็บรักษาที่บ้านพัก แต่เหตุการณ์พลิกผันเมื่อทางวัดป่าอดุลยารามได้นำโฉนดตัวจริงออกมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อคัดค้านและขอเปลี่ยนชื่อในโฉนดให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ การกระทำนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ ที่ดินจังหวัด เตรียมแจ้งความเอาผิด ผู้จัดการมรดกตาเฮียง ให้ถ้อยคำเท็จ อ้างโฉนดหาย อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน

นายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกณฑ์การออกใบแทนโฉนดว่า สามารถทำได้เพียง 2 กรณีเท่านั้น คือ:

  • โฉนดสูญหายจริง
  • โฉนดชำรุด หรือมีการสั่งการจากศาลให้ดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ถือว่าไม่เข้าข่ายเงื่อนไขใดๆ เพราะหลักฐานโฉนดตัวจริงปรากฏชัดเจน การที่ผู้จัดการมรดกให้ถ้อยคำว่าสูญหายทั้งที่รู้อยู่เต็มอก จึงถือเป็นความผิดฐานให้ถ้อยคำเท็จ ซึ่งทางสำนักงานที่ดินไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ และต้องดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายเพื่อรักษาความถูกต้องและเป็นธรรม

ขั้นตอนต่อไปของทางราชการ

ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นได้ประสานงานกับทางสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยจะมีการพิจารณาว่ามีบุคคลอื่นใดร่วมกระบวนการในการทำผิดครั้งนี้หรือไม่ การกระทำลักษณะนี้เป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับผู้ที่คิดจะใช้วิธีการไม่สุจริตในการครอบครองหรือจัดการมรดกที่ดิน เพราะกฎหมายไทยมีความเข้มงวดและพร้อมลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง

ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกทุกคนว่า ความซื่อสัตย์คือหัวใจสำคัญที่สุดในการปฏิบัติหน้าที่ การคิดคดหรือให้ข้อมูลเท็จต่อทางราชการ นอกจากจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นและวัดวาอารามแล้ว ยังนำพาความเดือดร้อนมาสู่ตนเองจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลในที่สุด เราควรทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อความโปร่งใสและสบายใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ที่ดินจังหวัด เตรียมแจ้งความเอาผิด ผู้จัดการมรดกตาเฮียง ให้ถ้อยคำเท็จ อ้างโฉนดหาย

ป้าดา ย้ำหากพิสูจน์แล้ว ที่ดินเป็นของวัดจริง ทายาทไม่ขัดข้อง

ป้าดา ย้ำหากพิสูจน์แล้ว ที่ดินเป็นของวัดจริง ทายาทไม่ขัดข้อง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ล่าสุด “ป้าดา” หรือ น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ ได้ออกมาแถลงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ทางฝั่งทายาทเองไม่ได้มีเจตนาจะยึดครองที่ดินของวัดอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด โดยเธอยืนยันว่า ป้าดา ย้ำหากพิสูจน์แล้ว ที่ดินเป็นของวัดจริง ทายาทไม่ขัดข้อง ซึ่งถือเป็นการเปิดทางให้มีการพิสูจน์ความจริงด้วยกระบวนการยุติธรรม

ทางครอบครัวของป้าดาได้ให้ข้อมูลว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งกรรมสิทธิ์ของบรรพบุรุษ เนื่องจากตรวจสอบพบว่าในทำเนียบวัดไม่มีชื่อที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ จึงมีความเชื่อมั่นว่าที่ดินยังคงเป็นมรดกตกทอดมาจาก “ตาเฮียง พิมพ์ศรี” อย่างไรก็ตาม ป้าดาเองก็เปิดใจว่า หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าที่ดินนั้นเป็นของวัดจริงๆ ตนและทายาทก็พร้อมที่จะยอมรับ โดยไม่ได้ต้องการแย่งชิงหรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว

เหตุผลที่ต้องสู้มาตลอด 20 ปี

การต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานไม่ใช่เพราะความโลภ แต่เป็นเพราะความต้องการความชัดเจนในสิทธิของตนเอง ป้าดา ย้ำหากพิสูจน์แล้ว ที่ดินเป็นของวัดจริง ทายาทไม่ขัดข้อง โดยเธอยังตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบที่ผ่านมาว่าทำไมจึงไม่มีการเรียกทายาทเข้าร่วมรับฟังหรือตรวจสอบไปพร้อมๆ กัน ซึ่งหากทุกอย่างถูกต้องตามหลักฐานและข้อกฎหมาย เธอก็พร้อมจะยุติข้อพิพาทนี้และมองว่าเป็นเรื่องของการทำบุญไป

นอกจากประเด็นที่ดินวัดแล้ว ป้าดายังได้พูดถึงเรื่องที่ตนเองรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมในกรณีอื่นๆ โดยเฉพาะการถูกคุกคามและการถูกละเมิดสิทธิในพื้นที่อื่น พร้อมฝากถึงหน่วยงานรัฐและผู้มีอำนาจให้ลงมาตรวจสอบดูแลความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

  • การพิสูจน์ข้อเท็จจริงต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • ทายาทพร้อมยอมรับความจริงหากมีหลักฐานเชิงประจักษ์
  • ควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมตรวจสอบ

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องรอการพิสูจน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป แต่อย่างน้อยการออกมาแสดงท่าทีที่พร้อมจะหันหน้าเข้าสู่ความถูกต้องของป้าดา ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน เราหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย และข้อเท็จจริงจะปรากฏให้สังคมได้รับทราบในเร็ววันครับ

ที่มา – “ป้าดา” ย้ำหากพิสูจน์แล้ว ที่ดินเป็นของวัดจริง ทายาทไม่ขัดข้อง

พศ. เข้ากราบเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เตรียมเปลี่ยนชื่อในโฉนด

พศ. เข้ากราบเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เตรียมหารือผู้ว่าฯ เดินหน้าเปลี่ยนชื่อในโฉนด

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีพิพาทเรื่องที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปี ล่าสุด ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ พร้อมด้วยคณะจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ลงพื้นที่เข้ากราบสักการะเจ้าอาวาสเพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณบวกว่า พศ. เข้ากราบเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เตรียมหารือผู้ว่าฯ เดินหน้าเปลี่ยนชื่อในโฉนด ให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียที เพื่อความสบายใจของพระสงฆ์และญาติโยมทุกคนครับ

ความคืบหน้าล่าสุดกรณี พศ. เข้ากราบเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เตรียมหารือผู้ว่าฯ เดินหน้าเปลี่ยนชื่อในโฉนด

ปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากการที่มีผู้แอบอ้างว่าเอกสารสิทธิ์ที่ดินสูญหาย ซึ่งในความเป็นจริงเอกสารทั้งหมดอยู่ในความดูแลของทางวัดอย่างถูกต้องมาโดยตลอด ดังนั้น ทาง พศ. จึงได้ประสานไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และเตรียมดำเนินการเปลี่ยนชื่อในโฉนดให้เป็นชื่อวัดในลำดับถัดไป เพื่อให้มั่นใจว่ากรรมสิทธิ์จะตกเป็นของวัดอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีใครมาแทรกแซงได้อีก

  • ยืนยันที่ดิน 21 ไร่เป็นของวัด 100%
  • เตรียมหารือผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเพื่อเร่งรัดขั้นตอนทางกฎหมาย
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลความปลอดภัยเพื่อความสบายใจของประชาชน
  • เตือนภัยญาติโยมอย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นนายหน้าเรี่ยไรเงิน

นอกจากนี้ ท่านธงทองยังได้ฝากเตือนไปยังญาติโยมทุกคนว่า หากต้องการทำบุญที่วัดป่าอดุลยาราม ให้มาทำที่วัดโดยตรงหรือผ่านช่องทางที่วัดกำหนดเท่านั้น อย่าได้หลงเชื่อผู้ที่มาแอบอ้างเป็นนายหน้าหรือบุคคลภายนอกที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ เพราะในความเป็นจริงค่าธรรมเนียมในการโอนชื่อที่ดินเป็นชื่อวัดนั้นมีเพียงหลักพันบาท ไม่ใช่จำนวนมหาศาลตามที่กลุ่มมิจฉาชีพมักจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหลอกลวงครับ

สำหรับสถานการณ์ขณะนี้ถือว่าเข้ารูปเข้ารอยมากแล้ว ทาง พศ. เองก็ยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งวัดแน่นอน และจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ค้างคามานานหลายสิบปีให้จบสิ้นลง เพื่อให้พระสงฆ์ได้ปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างราบรื่นและประชาชนได้เข้ามาทำบุญกันอย่างมีความสุข ส่วนตัวผมมองว่าการที่หน่วยงานรัฐลงมาดูแลอย่างจริงจังแบบนี้ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพุทธศาสนิกชนได้มากขึ้นครับ

ที่มา – พศ. เข้ากราบเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เตรียมหารือผู้ว่าฯ เดินหน้าเปลี่ยนชื่อในโฉนด

ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง วัดป่าอดุลยาราม ซัดป้าดา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดินและที่มาของวัดในพื้นที่ชุมชน โดยล่าสุด นายไชยยงค์ กงศรี ข้าราชการบำนาญ ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังสำคัญเกี่ยวกับ ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง วัดป่าอดุลยาราม ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้หลายคนได้ทราบความจริงว่า กว่าจะมาเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นมีขั้นตอนอย่างไร

ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง วัดป่าอดุลยาราม อย่างละเอียด

นายไชยยงค์เล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2532 ตนได้เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่หนองแวงตราชู ซึ่งในขณะนั้นสภาพพื้นที่ยังคงเป็นป่ารกชัฏและไม่มีความเจริญเข้าถึง ต่อมาในปี 2536 นายของ อินทรีย์ ไวยาวัจกรของวัด ได้เข้ามาปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำในการจัดตั้งวัดให้ถูกต้องตามระเบียบของกรมการศาสนา ตนจึงได้รับหน้าที่เป็น ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง วัดป่าอดุลยาราม ตามขั้นตอนของทางราชการจนสำเร็จลุล่วง

เบื้องหลังการทำงานและความถูกต้องตามกฎหมาย

การดำเนินการในครั้งนั้นต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้ระยะเวลานานหลายปี กว่าที่กระทรวงศึกษาธิการจะประกาศจัดตั้งวัดอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน ปี 2541 โดยนายไชยยงค์ย้ำชัดว่า ทุกอย่างทำไปตามหลักฐานและระเบียบปฏิบัติของทางราชการอย่างเคร่งครัด

  • ขั้นตอนการจัดตั้งวัดต้องมีการทำเอกสารอย่างเป็นลำดับขั้น
  • เมื่อมีการถวายที่ดินให้วัด ที่ดินผืนนั้นจะกลายเป็นธรณีสงฆ์ทันที
  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องอ้างอิงตามพระราชบัญญัติ ไม่ใช่การพูดลอยๆ

นอกจากนี้ นายไชยยงค์ยังได้ฝากข้อคิดเห็นถึงกรณีของ ‘ป้าดา’ ที่ปรากฏเป็นข่าวว่า ข้อมูลที่อีกฝ่ายให้สัมภาษณ์นั้นมีความขัดแย้งกันเองอย่างมาก การจะออกมาพูดเรื่องสำคัญเช่นนี้ควรใช้ความรู้และความเข้าใจในข้อกฎหมาย ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการเอาชนะกันเพียงอย่างเดียว เพราะเรื่องของธรณีสงฆ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผลทางกฎหมายที่ชัดเจน

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่า การทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับที่ดินศาสนสมบัติจำเป็นต้องมีความรอบคอบและยึดหลักฐานทางเอกสารเป็นที่ตั้ง การออกมาให้ข้อมูลโดยขาดความเข้าใจที่ถูกต้องอาจสร้างความสับสนให้กับสังคมได้ ดังนั้น เราจึงควรรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายและพิจารณาตามความเป็นจริงเป็นหลักครับ

ที่มา – ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง “วัดป่าอดุลยาราม” ซัดป้าดา พูดแต่จะเอาชนะ

เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ยืนยันเจ้าของที่ดินนำโฉนดมาถวายให้วัด ไม่ใช่แค่นำมาให้ดู

เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ยืนยันเจ้าของที่ดินนำโฉนดมาถวายให้วัด ไม่ใช่แค่นำมาให้ดู

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ สำหรับกรณีข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินกว่า 21 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ล่าสุด พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ยืนยันเจ้าของที่ดินนำโฉนดมาถวายให้วัด ไม่ใช่แค่นำมาให้ดู แต่เป็นการมอบให้โดยมีพยานบุคคลและหลักฐานเอกสารที่ชัดเจน

หลักฐานสำคัญที่ชี้ชัดถึงเจตนา

พระครูอดุลสารนิเทศเปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่นายเฮียง เจ้าของที่ดินเดิมยังมีชีวิตอยู่ ได้แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนในการถวายที่ดินผืนนี้เพื่อสร้างวัด โดยเหตุการณ์สำคัญคือการนำโฉนดมาถวายต่อหน้าชาวบ้านที่มาร่วมงาน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวมีการบันทึกภาพถ่ายและทำสำเนาแจกจ่ายให้แก่ผู้ร่วมงานเพื่อเป็นสักขีพยาน นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการทำสัญญาที่อำเภอเมืองขอนแก่นเพื่อยกที่ดินให้วัดอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ซึ่งเอกสารเหล่านั้นยังคงเก็บรักษาไว้อย่างครบถ้วน เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ยืนยันเจ้าของที่ดินนำโฉนดมาถวายให้วัด ไม่ใช่แค่นำมาให้ดู เพราะหากเป็นเพียงการนำมาให้ชมคงไม่มีการทำสัญญาหรือทำเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

  • มีการบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะมอบโฉนดที่ดิน
  • มีการทำสำเนาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในที่ประชุม
  • มีสัญญาการยกที่ดินเพื่อสร้างวัด ณ อำเภอเมืองขอนแก่น
  • ข้อพิพาทเรื่องเจตนาเคยมีการฟ้องร้องกันมาตั้งแต่ปี 2547

ในส่วนของข้อครหาเรื่องการนำโฉนดไปแบ่งขายนั้น เจ้าอาวาสได้ชี้แจงว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ยังคงเป็นชื่อของนายเฮียง ซึ่งการซื้อขายหรือแบ่งแยกที่ดินจะต้องทำที่สำนักงานที่ดินโดยเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้น พระสงฆ์หรือวัดไม่สามารถดำเนินการเองได้ ดังนั้นข้อกล่าวอ้างเรื่องการนำโฉนดไปใช้ในทางอื่นจึงไม่เป็นความจริง

บทเรียนจากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินและการเก็บรักษาเอกสารสิทธิ์ให้ชัดเจน แม้ว่าเจตนาเดิมจะเป็นการทำบุญถวายที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปการมีหลักฐานที่รัดกุมคือสิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องสิทธิ์ของวัด หวังว่ากระบวนการทางกฎหมายจะสามารถคลี่คลายความขัดแย้งนี้เพื่อให้วัดป่าอดุลยารามได้ดำเนินกิจการทางศาสนาต่อไปได้อย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านในพื้นที่สืบไป

ที่มา – เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ยืนยันเจ้าของที่ดินนำโฉนดมาถวายให้วัด ไม่ใช่แค่นำมาให้ดู

เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านขอออกใบแทนโฉนด

เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านขอออกใบแทนโฉนด พร้อมยื่นเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับมูลนิธิกองทัพธรรม ได้เข้าให้การช่วยเหลือ พระครูอดุลยสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ในกรณีที่ทายาทอดีตเจ้าของที่ดินพยายามยื่นขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ซึ่งทางวัดยืนยันว่าโฉนดฉบับจริงยังคงอยู่ที่วัด

ล่าสุด ทางเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามได้ตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยการเดินหน้า เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านขอออกใบแทนโฉนด ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เพื่อปกป้องสมบัติของพระศาสนาไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของบุคคลอื่นอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งยื่นเรื่องขอแก้ไขชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจากชื่อบุคคล ให้กลายเป็นชื่อของวัดป่าอดุลยารามโดยตรง เพื่อป้องกันข้อพิพาทในระยะยาว

ความคืบหน้ากรณีเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านขอออกใบแทนโฉนด

นายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ได้ชี้แจงว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมเอกสารและหลักฐาน ซึ่งทางเจ้าอาวาสได้นำโฉนดฉบับจริงมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการอ้างว่าโฉนดสูญหายเพื่อขอออกใบแทนจึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง โดยทางเจ้าหน้าที่รับเรื่องและพร้อมที่จะดำเนินการตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด

  • ปกป้องที่ดินธรณีสงฆ์ให้เป็นสมบัติของวัดอย่างถูกต้อง
  • ป้องกันการนำเอกสารเท็จมาแอบอ้างสิทธิ์ในอนาคต
  • สร้างบรรทัดฐานให้วัดอื่นๆ ทั่วประเทศเร่งดำเนินการโอนที่ดินให้เป็นชื่อวัด

ทางด้านพระครูอดุลยสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ได้ฝากถึงญาติโยมว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องสุขภาพหรือความปลอดภัย เนื่องจากขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น คอยดูแลรักษาความสงบตลอด 24 ชั่วโมง ท่านยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติศาสนกิจและเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถคืนความถูกต้องให้แก่ทางวัดได้ในที่สุด

การที่ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านขอออกใบแทนโฉนด ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องภายในวัดเท่านั้น แต่ยังถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญสำหรับวัดทั่วประเทศ ที่ควรให้ความสำคัญกับการโอนที่ดินให้เป็นชื่อวัดโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้อพิพาทกับทายาทของผู้บริจาคในภายหลัง ซึ่งถือเป็นแนวทางป้องกันที่ดีที่สุดในการดูแลรักษาศาสนสมบัติให้คงอยู่คู่กับพุทธศาสนาตลอดไป

ที่มา – เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านขอออกใบแทนโฉนด พร้อมยื่นเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์

อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น ชี้ ที่วัด ห้ามบังคับคดี มองหนังสือสัญญาคล้ายพินัยกรรม

อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น ชี้ “ที่วัด” ห้ามบังคับคดี มองหนังสือสัญญาคล้ายพินัยกรรม

ประเด็นเรื่องที่ดินธรณีสงฆ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญยิ่งต่อพุทธศาสนิกชน ล่าสุด อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดิน โดยระบุชัดเจนว่า อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น ชี้ “ที่วัด” ห้ามบังคับคดี มองหนังสือสัญญาคล้ายพินัยกรรม เพื่อเป็นการคุ้มครองเจตนารมณ์ของผู้ที่อุทิศที่ดินให้เป็นสมบัติของพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน

ตามกฎหมายคณะสงฆ์ การจัดทำหนังสือสัญญาอุทิศที่ดินนั้นเปรียบเสมือนพินัยกรรมที่แสดงเจตจำนงของเจ้าของที่ดินอย่างชัดเจน แม้เจ้าของจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่หากมีการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างถูกต้อง ทายาทก็ไม่สามารถเพิกถอนหรือเรียกที่ดินคืนได้ เพราะสัญญาดังกล่าวมีสถานะคุ้มครองสิทธิ์ของวัดไว้แล้ว

ทำไมหนังสือสัญญาถึงมีความสำคัญในเชิงกฎหมาย?

อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบที่รัดกุม ดังนี้:

  • เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอต้องตรวจสอบกรรมสิทธิ์ว่าถูกต้องหรือไม่
  • มีการลงนามโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเป็นพยานอย่างเป็นทางการ
  • ป้องกันปัญหาความขัดแย้งกับทายาทในอนาคตหลังจากที่เจ้าของที่ดินเสียชีวิตไปแล้ว
  • การสร้างวัดต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคที่ต้องการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสงฆ์ การอ้างว่าการยกที่ดินเป็นโมฆะเพราะสร้างวัดไม่เสร็จตามเงื่อนไขส่วนตัวนั้นไม่สามารถทำได้ เพราะการดำเนินการในนามของวัดนั้นเกี่ยวข้องกับศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก หากมีการกลับคำหรือเพิกถอน จะส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพย์สินของวัดที่ได้รับบริจาคไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีหลักการทางกฎหมายที่สำคัญคือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2561 มาตรา 35 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ที่วัด” ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี หมายความว่าแม้จะมีคำพิพากษาในคดีใด ๆ ที่ดินที่เป็นที่วัดย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่สามารถถูกยึดมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ได้ ซึ่งเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ทำให้วัดสามารถเป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวพุทธได้ตลอดไป

โดยสรุปแล้ว การที่ อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น ชี้ “ที่วัด” ห้ามบังคับคดี มองหนังสือสัญญาคล้ายพินัยกรรม เป็นการเตือนสติให้พุทธศาสนิกชนตระหนักถึงความสำคัญของการทำเอกสารทางกฎหมายให้ถูกต้องและรัดกุม เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราในฐานะชาวพุทธควรหันมาให้ความสำคัญกับการร่วมกันปกป้องสมบัติของพระพุทธศาสนาผ่านการออกโฉนดที่ดินให้เป็นหลักฐานที่มั่นคงและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

ที่มา – อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น ชี้ “ที่วัด” ห้ามบังคับคดี มองหนังสือสัญญาคล้ายพินัยกรรม

Scroll to top