ข่าวบิ๊กโจ๊ก

อัยการปราบทุจริตฯ เลื่อนนัดฟังคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก คดีสินบนทองคำ ไป 18 ก.ย.

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองคดีสำคัญที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีของ อัยการปราบทุจริตฯ เลื่อนนัดฟังคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก คดีสินบนทองคำ ไป 18 ก.ย. ซึ่งถือเป็นประเด็นที่คนติดตามข่าวคดีข้าราชการระดับสูงให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยในวันนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่สำนักงานอัยการสูงสุดครับ

อัยการปราบทุจริตฯ เลื่อนนัดฟังคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก คดีสินบนทองคำ ไป 18 ก.ย.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ สำนักงานปราบปรามการทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก โดยพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปปป. ได้เตรียมสำนวนเพื่อเสนอความเห็นสั่งฟ้อง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้องอีกหลายท่าน ในข้อหาดำเนินคดีเกี่ยวกับสินบนทองคำน้ำหนัก 246 บาท ตามมาตรา 157 และ 167 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

เหตุผลความจำเป็นในการขอเลื่อนคดี

สำหรับประเด็นที่ว่าทำไม อัยการปราบทุจริตฯ เลื่อนนัดฟังคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก คดีสินบนทองคำ ไป 18 ก.ย. นั้น ทนายความส่วนตัวของบิ๊กโจ๊กได้ชี้แจงให้สื่อมวลชนทราบว่า ทางพนักงานอัยการจำเป็นต้องขอสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และต้องรอหนังสือสรุปเนื้อหาจากคณะผู้ไต่สวนอิสระ เพื่อให้สำนวนมีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องต่อไปครับ

บรรยากาศที่สำนักงานอัยการในวันดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้เดินทางมารายงานตัวตามนัดหมายในช่วงสาย ก่อนจะเซ็นเอกสารและเดินทางกลับทันที โดยมอบหมายให้ทีมทนายความเป็นตัวแทนในการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน ทั้งนี้ผู้ต้องหาทุกคนในคดีต่างก็มารายงานตัวครบทุกคน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

  • ความเป็นมาของคดี: การสอบสวนเกี่ยวกับการให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการมิชอบ
  • สถานะล่าสุด: อัยการเลื่อนนัดไปเป็นวันที่ 18 กันยายนนี้ เวลา 10.00 น.
  • ความมั่นใจของฝ่ายกฎหมาย: ทนายความยืนยันว่าการเลื่อนครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติ และไม่กระทบต่อรูปคดีหลัก

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ อัยการปราบทุจริตฯ เลื่อนนัดฟังคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก คดีสินบนทองคำ ไป 18 ก.ย. จะส่งผลอย่างไรต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในมุมมองของนักกฎหมายมองว่า นี่เป็นเรื่องของความละเอียดรอบคอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย การที่พนักงานอัยการต้องการเอกสารเพิ่มเติมจากคณะผู้ไต่สวนอิสระถือเป็นหลักปฏิบัติปกติ เพื่อให้สำนวนคดีแน่นหนาและไม่มีจุดบกพร่องก่อนเข้าสู่ชั้นศาล

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อถึงกำหนดนัดในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ บทสรุปของคำสั่งจากอัยการจะเป็นอย่างไร และคดีสินบนทองคำนี้จะส่งผลต่อเส้นทางในอนาคตของอดีตรอง ผบ.ตร. อย่างไรบ้างครับ พวกเราในฐานะประชาชนควรรอฟังผลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ

ที่มา – อัยการปราบทุจริตฯ เลื่อนนัดฟังคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก คดีสินบนทองคำ ไป 18 ก.ย.

มอบตัว “สุรสิทธิ์” รปภ. ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและกฎหมายกันครับ คือกรณี มอบตัวอีกราย “สุรสิทธิ์” รปภ.พิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ปมคดีสินบนทองคำ 246 บาท ซึ่งเป็นพัฒนาการล่าสุดในคดีสินบนสุดอื้อฉาวนี้

มอบตัวอีกราย “สุรสิทธิ์” รปภ.พิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ปมคดีสินบนทองคำ 246 บาท

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่กองกำกับการ 1 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายสุรสิทธิ์ แพเกิด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคดีร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน ได้เดินทางเข้ามอบตัวพร้อมทนายความ หลังทราบว่าตัวเองถูกออกหมายจับ โดยมี พ.ต.อ.ภานุมาศ แสงส่ง ผู้กำกับการ 1 บก.ปปป. และพนักงานสอบสวนรอรับตัว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายสรพงศ์ ผู้ต้องหาอีกรายมามอบตัวเมื่อวานนี้ ทำให้สุรสิทธิ์ตัดสินใจเข้ามอบตัวทันที ตำรวจจึงจับกุมตามหมายจับ แจ้งข้อหาร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน ก่อนสอบปากคำและบันทึกจับกุม สุดท้ายได้รับการประกันตัวชั่วคราวในวงเงิน 105,000 บาท เหมือนกับผู้ต้องหาก่อนหน้า

รายละเอียดคดีสินบนทองคำและบทบาทของสุรสิทธิ์

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของคดี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2567 พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้นำทองคำมูลค่า 246 บาทไปส่งมอบให้นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. โดยผ่านนายสุรสิทธิ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษประจำตัว ที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนใหญ่เกี่ยวกับการทุจริต โดย ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่ปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กลับกลายเป็นผู้เกี่ยวข้อง สร้างความฮือฮาให้สังคม นายสุรสิทธิ์มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางรับทองคำดังกล่าว

  • ผู้ต้องหาหลัก: นายสุรสิทธิ์ แพเกิด, นายสรพงศ์, พ.ต.อ.ภาคภูมิ, นายเอกวิทย์ และอื่นๆ
  • ข้อหา: ร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน
  • สถานที่เกิดเหตุ: ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้
  • มูลค่าทองคำ: 246 บาท (ตามเอกสารคดี)
  • สถานะล่าสุด: ได้ประกันตัวทั้งคู่

พัฒนาการคดีและผลกระทบต่อ ป.ป.ช.

คดีนี้สะท้อนปัญหาการทุจริตที่ยังฝังรากลึกในหน่วยงานปราบปรามทุจริตเอง การที่ผู้ต้องหามอบตัวอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงความเด็ดขาดของ บก.ปปป. ในการติดตามจับกุม หากคดีนี้พิสูจน์ได้ จะเป็นตัวอย่างสำคัญในการรักษาความโปร่งใสของระบบยุติธรรมไทย

นอกจากนี้ ยังมีคำถามถึงกระบวนการคัดเลือกบุคลากร รปภ.พิเศษประจำกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีการตรวจสอบประวัติอย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้อีก

จากข้อมูลที่ได้รับ คดีกำลังอยู่ในขั้นสอบสวนเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะมีผู้เกี่ยวข้องรายอื่นถูกเรียกตัวเร็วๆ นี้ สังคมจับตาดูว่าศาลจะตัดสินอย่างไร

ในมุมมองของผม คดี มอบตัวอีกราย “สุรสิทธิ์” รปภ.พิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ปมคดีสินบนทองคำ 246 บาท นี้เป็นสัญญาณดีว่ากฎหมายยังทำงานได้ แม้จะช้าแต่ชัวร์ มันเตือนใจเราทุกคนว่าการทุจริตไม่มีที่ยืนในสังคมไทย หากคุณสนใจข่าวการเมืองและกฎหมาย ลองติดตามบทวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเรา หรือแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างครับ!

ที่มา – มอบตัวอีกราย “สุรสิทธิ์” รปภ.พิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ปมคดีสินบนทองคำ 246 บาท

“รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท พร้อมเกือบ 100%

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือคดีติดสินบนทองคำ 246 บาทที่เกี่ยวข้องกับ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ล่าสุด “รองเต่า” หรือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ออกมาเผยความคืบหน้าอย่างเป็นทางการแล้วครับ

“รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท มีความพร้อมเกือบ 100%

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) “รองเต่า” ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคดีดังกล่าว โดยยืนยันว่า สำนวนคดีมีความพร้อมเกือบ 100% แล้ว เหลือแค่ตรวจสอบความเรียบร้อยเล็กน้อย ก่อนส่งให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

คดีนี้เกิดจากปมที่นายสรพงศ์ วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นมือซื้อทองคำคนสำคัญ เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน” หลังจากถูกออกหมายจับเพราะไม่มาพบตามหมายเรียกถึง 2 ครั้ง ตำรวจ ปปป. ไม่ยอมให้ประวิงเวลา จึงดำเนินการจับกุม สอบสวน และปล่อยตัวชั่วคราวโดยประกันตัว

รายละเอียดผู้ต้องหาในคดีติดสินบนทองคำ 246 บาท

คดีนี้แยกสำนวนเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือสำนวนนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ส่งไปยังรัฐสภาฯ และศาลฎีกาเรียบร้อยแล้ว มีคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบ ส่วนที่สองคือกลุ่มผู้ต้องหาอีก 5 ราย ได้แก่

  • พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) อดีต รอง ผบ.ตร.
  • นายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการ ป.ป.ช.
  • นายสามารถ หรือ เอ็ดเวิร์ด กอนแก้ว
  • นายสรพงศ์ วงษ์สุวรรณ
  • นายสุรสิทธิ์ แพเกิด

ป.ป.ช. ส่งเรื่องกลับมาให้ บก.ปปป. ดำเนินการตามมาตรา 61 วรรคสอง ป.ป.ช. และตอนนี้ “รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท มีความพร้อมเกือบ 100% จริงๆ

ท่าทีของ “รองเต่า” ต่อการถูกฟ้องกลับ

แม้ทนายผู้ต้องหาบางรายจะแจ้งความกลับเจ้าหน้าที่ แต่ “รองเต่า” ยังมีกำลังใจเต็มเปี่ยม ยึดหลักกฎหมายเคร่งครัด “เรารู้อยู่แล้วว่าทำคดีใหญ่แบบนี้ต้องเจอฟ้องร้อง ไม่ว่าจะถูกใจใครหรือไม่ ก็ต้องระมัดระวังรอบคอบทุกขั้นตอน” รอง ผบช.ก. กล่าวอย่างหนักแน่น

คดีนี้สะท้อนปัญหาการทุจริตในวงการราชการที่ยังคงเป็นวาระแห่งชาติ การติดสินบนทองคำมูลค่าสูงขนาดนี้ แสดงถึงความพยายามแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการปราบปรามทุจริต หากสำนวนพร้อมส่งอัยการ คงมีเซอร์ไพรส์ให้ติดตามอีกเยอะ

จากข้อมูลที่ได้รับ ทองคำ 246 บาทนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ มูลค่าประมาณ 5-6 ล้านบาท (ขึ้นกับราคาทองตลาด) เป็นเครื่องมือในการซื้อใจเจ้าหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ตำรวจ ปปป. ทำงานหนักมากในการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งบันทึกการซื้อทอง การโอนเงิน และคำให้การ

สำหรับประชาชนอย่างเราๆ ควรติดตามคดีนี้ให้ดี เพราะมันจะเป็นตัวอย่างในการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลระดับสูง หากศาลตัดสินชี้ขาด จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้

สุดท้ายนี้ คิดว่าคดี “รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท มีความพร้อมเกือบ 100% จะเดินหน้าไปอย่างไร? คุณคิดว่าผู้ต้องหาจะหลุดรอดหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – “รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท มีความพร้อมเกือบ 100%

บิ๊กต่อเร่งสอบ “บิ๊กโจ๊ก” ทำร้ายลูกน้อง จริงหรือ?

คดีร้อนแรงที่สังคมจับตา! บิ๊กต่อเร่งสอบ “บิ๊กโจ๊ก” ทำร้ายลูกน้อง จริงหรือไม่? พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เร่งเครื่องเต็มสูบ เตรียมสอบปากคำแพทย์ไขปมข้อเท็จจริง พร้อมเดินหน้าต่อคดีสินบนทองคำ 246 บาท ย้ำชัดตำรวจมีอำนาจหน้าที่ งานนี้มีอะไรในกอไผ่ ต้องตามติดชนิดห้ามกระพริบตา!

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าคดีที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรอง ผบ.ตร. ในประเด็นการทำร้ายร่างกายลูกน้อง ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างกว้างขวาง

บิ๊กต่อเร่งสอบ “บิ๊กโจ๊ก” ทำร้ายลูกน้อง จริงหรือไม่?

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่าในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทีมสอบสวนได้ทำการสอบปากคำพยานเพิ่มเติมไปแล้ว 4-5 ราย โดยพยานเหล่านี้ประกอบไปด้วยอดีตข้าราชการตำรวจ, ตำรวจชั้นประทวน และตำรวจชั้นสัญญาบัตร ซึ่งเคยร่วมงานกับทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าถูกทำร้าย และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำ

“พยานที่มาให้ข้อมูล บางรายให้การว่าเคยเห็นเหตุการณ์ทำร้ายร่างกาย บางรายบอกว่าเคยได้ยินเรื่องราวมาแต่ไม่เห็นด้วยตาตัวเอง ขณะที่บางรายให้การว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าวเลย” พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าว

เมื่อถูกถามว่าพยาน 4-5 รายที่ให้ปากคำนั้น เป็นกลุ่มเดียวกับ 17 คนที่เคยร้องเรียนไปยังสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติหรือไม่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ตอบว่ายังไม่สามารถยืนยันได้ และต้องขอตรวจสอบข้อมูลก่อน พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการสอบปากคำแพทย์ผู้ทำการรักษา เพื่อรวบรวมข้อมูลและหลักฐานทางการแพทย์ให้ครบถ้วน ก่อนที่จะพิจารณาออกหมายเรียกต่อไป

ยังไม่พบรายงานการข่มขู่พยาน

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยังยืนยันว่า ณ ขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการข่มขู่ผู้ร้องเรียนแต่อย่างใด

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนคดีสินบนทองคำ 246 บาท กลับมาให้ตำรวจดำเนินการต่อ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่าสำนวนดังกล่าวได้ถูกส่งมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางแล้ว และได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

“เรายืนยันว่าตำรวจมีอำนาจในการดำเนินการในคดีนี้อย่างแน่นอน และหากระหว่างนี้มีพยานหลักฐานเพิ่มเติม ตำรวจก็จะทำการเพิ่มเติมลงไปในสำนวนเพื่อให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น” พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าว

สำหรับกรณีที่ทนายความของอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ไปร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ว่าตำรวจไม่มีอำนาจในการดำเนินการ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ชี้แจงว่าเป็นสิทธิ์ของทนายที่จะดำเนินการ แต่ตำรวจก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และคาดว่าหลังจากการประชุมหารือ จะมีความชัดเจนในคดีนี้มากยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่าคดีนี้จะดำเนินการเช่นเดียวกับคดีอื่นๆ และผู้ร้องได้เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานแล้ว

สรุปคือ ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการอย่างเข้มข้น ทั้งคดี บิ๊กต่อเร่งสอบ “บิ๊กโจ๊ก” ทำร้ายลูกน้อง และคดีสินบนทองคำ ซึ่งทั้งสองคดีนี้มีความซับซ้อนและมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจอย่างมาก การที่ “บิ๊กต่อ” ลงมาดูแลเอง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน แต่ทั้งนี้ ก็ต้องให้เวลาและพื้นที่ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมที่สุด

ที่มา – บิ๊กต่อ ผบช.ก.จ่อเร่งสอบปากคำแพทย์ คลี่ปมข้อเท็จจริง “บิ๊กโจ๊ก” ทำร้ายลูกน้อง

คดีบิ๊กโจ๊กสินบนทองคำ 246 บาท ชัดเจนใน 2 สัปดาห์

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด คดี บิ๊กโจ๊กสินบนทองคำ 246 บาท ที่มี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เกี่ยวข้อง ล่าสุด “บิ๊กเต่า” รอง ผบช.ก. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีนี้ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์นี้

คดีบิ๊กโจ๊กสินบนทองคำ 246 บาท

จากกรณีที่ นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้ยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา เพื่อคัดค้านการรับสำนวนคดีจากพนักงานสอบสวน กรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และพวกถูกกล่าวหาว่าติดสินบนกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยทองคำหนัก 246 บาท เพื่อให้มีการส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาให้ตั้งองค์คณะไต่สวน โดยทนายความให้เหตุผลว่า ตำรวจไม่มีอำนาจพิจารณาสำนวนคดีรับสินบนทองคำ และ ป.ป.ช. ไม่สามารถส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจได้

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าการดำเนินการของตำรวจเป็นไปอย่างรัดกุม ตั้งแต่การรับเรื่องร้องทุกข์ การรวบรวมพยานหลักฐาน จนถึงการจัดทำสำนวนส่งไปยัง ป.ป.ช. ซึ่งต่อมา ป.ป.ช. ได้มีมติส่งสำนวนคดีกลับมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา

ในวันที่ 27 มกราคม พนักงานสอบสวนได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาข้อสรุปว่าจะส่งสำนวนคดีทั้งหมดให้ประธานรัฐสภาหรือไม่ พร้อมกันนี้ได้มีการทำหนังสือสอบถามข้อกฎหมายไปยังสภาทนายความ นักวิชาการด้านกฎหมาย และพนักงานอัยการ เพื่อประกอบการพิจารณาให้รอบด้านยิ่งขึ้น

พล.ต.ต.จรูญเกียรติยังกล่าวต่ออีกว่า ขอยืนยันว่าทุกขั้นตอนที่ตำรวจดำเนินการสอบสวน เป็นการใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย หากในอนาคตมีการส่งสำนวนคดีไปยังประธานรัฐสภาทั้งหมด จากนั้นจะเป็นดุลพินิจของประธานรัฐสภาว่าจะดำเนินการกับคดีดังกล่าวต่อไปอย่างไร

ความคืบหน้าล่าสุด คดีบิ๊กโจ๊กสินบนทองคำ 246 บาท

สำหรับกรอบระยะเวลาในการพิจารณาเรื่องนี้ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์นับจากนี้ ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม และอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การที่ทนายความยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการ และเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

ในขณะเดียวกัน การยืนยันของตำรวจว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า คดีนี้จะได้รับการดำเนินการอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล และดำเนินการตามกระบวนการที่ถูกต้อง เพื่อให้ความจริงปรากฏ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

คดี บิ๊กโจ๊กสินบนทองคำ 246 บาท ไม่ได้เป็นเพียงแค่คดีอาชญากรรม แต่เป็นคดีที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบในกระบวนการยุติธรรมของไทย การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจึงต้องทำอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคมโดยรวมเป็นสำคัญ

ความคืบหน้าของคดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่แน่นอนคือ สังคมไทยกำลังจับตาดูว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้หรือไม่ และจะสามารถรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกฎหมายและความยุติธรรมได้หรือไม่ คดีนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของระบบยุติธรรมไทยอย่างแท้จริง

การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความซับซ้อนของคดีนี้ และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลว่า เราควรจะเชื่อมั่นในอะไร และควรจะเรียกร้องอะไรจากผู้มีอำนาจ

ที่มา – “บิ๊กเต่า” เผยคดีบิ๊กโจ๊ก ติดสินบนทองคำหนัก 246 บาท น่าจะชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์นี้

หลักฐานมัดตัว! บิ๊กโจ๊ก คดีติดสินบนทองคำแท่ง

ตำรวจเปิดหลักฐานเด็ด! คลิปภาพและเสียงมัดตัว “บิ๊กโจ๊ก” อดีตนายตำรวจใหญ่ ในคดีติดสินบนทองคำแท่ง 246 บาท เรื่องราวจะเป็นอย่างไรมาติดตามกัน

ตำรวจเปิดหลักฐานมัดตัว “บิ๊กโจ๊ก” คดีติดสินบนทองคำแท่ง

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้มีการแถลงข่าวสำคัญเกี่ยวกับคดีที่สังคมให้ความสนใจ นั่นคือ คดีติดสินบนทองคำแท่งของ “บิ๊กโจ๊ก” โดยมี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และคณะพนักงานสอบสวนร่วมกันเปิดเผยรายละเอียด

ใจความสำคัญของการแถลงข่าวครั้งนี้คือ การเปิดคลิปภาพและเสียงที่แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์การกระทำความผิด โดยในคลิปปรากฏภาพชายคนหนึ่งกำลังตรวจนับทองคำแท่ง ก่อนจะนำใส่กระเป๋าและนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่องค์กรอิสระที่อยู่ในรถตู้สีดำ ซึ่งมีการระบุว่าเป็นรถประจำตำแหน่งของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว

ชายที่ปรากฏในคลิปคือ พ.ต.อ.ภาคภูมิ อดีตนายตำรวจคนสนิทของบิ๊กโจ๊ก ซึ่งเป็นผู้นำหลักฐานสำคัญนี้มามอบให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้คดีติดสินบนทองคำแท่งมีความคืบหน้าอย่างมาก

รายละเอียดพยานหลักฐาน คดีติดสินบนทองคำแท่ง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับพยานหลักฐานจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ ซึ่งเป็นผู้กล่าวหา ได้มีการดำเนินการตรวจสอบพยานบุคคล พยานสถานที่ และพยานอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติมอย่างละเอียด จนพบว่าข้อมูลทั้งหมดมีความสอดคล้องกันและมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

พยานหลักฐานสำคัญที่ตำรวจนำมาแสดงประกอบด้วย:

  • ทองคำจำนวน 200 กว่าบาทมีอยู่จริง โดยมีการสอบสวนถึงแหล่งที่มาของทองคำจากร้านทอง และมีพยานบุคคล (ผู้ขาย) และพยานหลักฐาน (บิลใบเสร็จ) ยืนยันการซื้อขาย
  • ทองคำชุดนี้อยู่ในความครอบครองของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ จริง ซึ่งมีการถ่ายคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน
  • มีการส่งมอบทองคำจริง ที่สมาคมฯ โดยผู้รับมอบคือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวของเจ้าหน้าที่องค์กรอิสระ และรถยนต์ที่ใช้ในการรับมอบทองคำเป็นรถประจำตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์กรอิสระ

จากพยานหลักฐานที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่ามีมูลความจริง และนำไปสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

คดีติดสินบนทองคำแท่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก การเปิดเผยหลักฐานของตำรวจในครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงความคืบหน้าของคดี และความพยายามในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

แม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะมีสิทธิ์ในการต่อสู้คดี แต่ข้อเท็จจริงทั้งหมดควรได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำไปสู่การตัดสินที่เที่ยงธรรม

ที่มา – ตำรวจเปิดคลิปภาพ-เสียง หลักมัดตัว “บิ๊กโจ๊ก” คดีติดสินบนทองคำแท่ง

ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนคดี “บิ๊กโจ๊ก” ปมติดสินบน

ความคืบหน้าคดีดัง! ตำรวจ ปปป. เตรียมยื่นสำนวนคดี “บิ๊กโจ๊ก” ปมติดสินบน ให้ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป มาติดตามกันครับ

ตำรวจ ปปป. ส่งสำนวนคดี “บิ๊กโจ๊ก” ปมติดสินบน ให้ ป.ป.ช. พิจารณา

“บิ๊กเต่า” เผย วันที่ 5 มกราคมนี้ พนักงานสอบสวน บก.ปปป. เตรียมส่งสำนวน คดี “บิ๊กโจ๊ก” ปมติดสินบน ให้ ป.ป.ช. พิจารณาชี้ขาดภายใน 30 วัน ตามขั้นตอนของกฎหมาย เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับอดีตนายตำรวจระดับสูง

คดีนี้สืบเนื่องจากกรณีที่คณะชุดสืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ทำการตรวจค้น 11 จุด เพื่อหาหลักฐานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการติดสินบนเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. โดยมีการกล่าวหาว่ามีการมอบทองคำแท่งจำนวน 246 บาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือคดีตั้งแต่ปี 2567 เหตุการณ์นี้นำไปสู่การที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรอง ผบ.ตร. ต้องเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

วันที่ 4 มกราคม 2569 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ปมติดสินบน ว่าในวันรุ่งขึ้น พนักงานสอบสวน บก.ปปป. จะเดินทางไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อส่งมอบสำนวนคดีดังกล่าวให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายใน 30 วัน ตามกระบวนการทางกฎหมาย หลังจากนั้น ป.ป.ช. จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรับเรื่องไว้ดำเนินการเอง หรือจะส่งสำนวนกลับให้พนักงานสอบสวนของ บก.ปปป. ดำเนินการต่อไป

ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป?

หลังจากที่ ป.ป.ช. ได้รับสำนวนคดีแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอน โดยคณะกรรมการจะทำการตรวจสอบพยานหลักฐานที่ได้จากพนักงานสอบสวนอย่างละเอียด หากพบว่ามีมูลความจริง ก็จะดำเนินการไต่สวนต่อไป แต่หากเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ อาจจะสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม หรืออาจจะส่งสำนวนคืนให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไปก็เป็นได้

ความน่าสนใจของคดีนี้อยู่ที่การที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีตำแหน่งสูงในวงการตำรวจ ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนต่างจับตามองว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป และผลของการพิจารณาคดีนี้จะเป็นอย่างไร

คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบความโปร่งใสและความยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ซึ่งประชาชนต่างคาดหวังว่าการพิจารณาคดีจะเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

การที่ตำรวจ ปปป. เร่งส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. พิจารณา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการคลี่คลายคดีนี้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การตัดสินว่ามีความผิดจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ป.ป.ช. และกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คดี “บิ๊กโจ๊ก” ปมติดสินบน นี้ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยจะสามารถจัดการกับคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลได้อย่างไร

ที่มา – ตำรวจ ปปป.เตรียมยื่น ป.ป.ช.พิจารณา สำนวนคดี “บิ๊กโจ๊ก” ปมติดสินบน วิ่งเต้นคดีเว็บพนัน

“บิ๊กโจ๊ก” ไม่โกรธแต่เสียใจโดนลูกน้องแฉ

เรื่องราวของ “บิ๊กโจ๊ก” ไม่โกรธแต่เสียใจโดนลูกน้องแฉ กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม เมื่ออดีตรอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ออกมาเปิดใจถึงกรณีที่ถูกลูกน้องแฉในคดีสินบน ป.ป.ช. โดยยอมรับว่ารู้สึกเสียใจ แต่เข้าใจว่าทุกคนต้องเอาตัวรอด

“บิ๊กโจ๊ก” ไม่โกรธแต่เสียใจโดนลูกน้องแฉ

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2566 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล พร้อมทนายความ เดินทางไปยัง บก.ปปป. เพื่อมอบเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม และยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหานำสินบนทองคำแท่งให้กรรมการ ป.ป.ช. โดยกล่าวว่าไม่เคยเอาของใคร หรือสั่งใครให้นำทองไปให้ใคร แต่เมื่อถูกลูกน้องกล่าวหา ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตั้งข้อสังเกตว่าการสอบสวนอาจไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากไม่มีการแจ้งข้อหากับผู้กล่าวหา ทั้งที่ผู้กล่าวหาควรมีความผิดฐานเป็นผู้กระทำตามคำสั่ง แต่กลับดำเนินคดีเฉพาะตนเท่านั้น นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสงสัยถึงการตั้งคณะพนักงานสอบสวนก่อนการแจ้งความ

ความเดือดร้อนจากเรื่องลูกน้องและเว็บพนัน

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ความเดือดร้อนของตนมาจากเรื่องลูกน้องที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนันมินนี่ ทำให้ตนเองเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่อง มีเพียงตนเท่านั้นที่ถูกให้ออกจากราชการ ส่วนลูกน้องเพียงถูกสั่งพักราชการ ทำให้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตน

อดีตรอง ผบ.ตร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ได้ติดต่อกับลูกน้องคนดังกล่าวมาปีกว่าแล้ว ทราบว่าลูกน้องไม่พอใจเนื่องจากตนเคยไลฟ์สดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมินนี่กับลูกน้อง ทำให้เรื่องกระทบถึงครอบครัวของลูกน้อง ซึ่งเชื่อว่าเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ลูกน้องออกมาฟ้องตน

“บิ๊กโจ๊ก” ไม่โกรธแต่เสียใจโดนลูกน้องแฉ พร้อมตั้งคำถามถึงลูกน้องว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะได้กลับเข้ารับราชการจากการกระทำดังกล่าว และกังวลว่าลูกน้องจะถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือถูกทิ้งไว้กลางทาง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยืนยันว่าไม่ได้โกรธเคืองลูกน้อง และเข้าใจว่าทุกคนต้องเอาตัวรอด แต่การเอาตัวรอดไม่ควรทำในลักษณะนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายต่อไป แม้จะถูกแฉอะไรเพิ่มเติมก็ตาม

“บิ๊กโจ๊ก” เปิดใจถึงความรู้สึก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคม หลายคนสงสัยถึงเบื้องหลังและแรงจูงใจในการกระทำของลูกน้อง “บิ๊กโจ๊ก” รวมถึงความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ คดีนี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร

เรื่องราวของ “บิ๊กโจ๊ก” ไม่โกรธแต่เสียใจโดนลูกน้องแฉ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ในองค์กร และผลกระทบของการตัดสินใจที่อาจเกิดขึ้นจากความกลัวหรือความต้องการเอาตัวรอด นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความยุติธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของทุกภาคส่วน

การออกมาเปิดใจของ “บิ๊กโจ๊ก” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและการพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริง แม้จะต้องผิดหวังและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากคนใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมยังคงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินต่อไป เพื่อพิสูจน์ความจริงและสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย

ที่มา – “บิ๊กโจ๊ก” ไม่โกรธแต่เสียใจโดนลูกน้องแฉ เข้าใจทุกคนต้องเอาตัวรอด พร้อมสู้ตามกระบวนการ

บิ๊กโจ๊กปฏิเสธข้อกล่าวหาติดสินบน ป.ป.ช. ยึดทอง 120 บาท

จากกรณีข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตา รองเต่าได้ออกมาเปิดเผยว่า “บิ๊กโจ๊ก” ปฏิเสธข้อกล่าวหา หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นเครือข่าย 11 จุด เพื่อหาหลักฐานในคดีติดสินบน ป.ป.ช. เพื่อให้ช่วยเหลือคดีในปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งจากหลักฐานที่พบ มีการตรวจยึดทองคำแท่งประมาณ 120 บาท และเอกสารอื่นๆ อีกจำนวนมากที่ต้องนำมาตรวจสอบอย่างละเอียด

ก่อนหน้านี้ คณะสืบสวนสอบสวนของตำรวจได้ระดมกำลังเข้าตรวจค้น 11 จุด เพื่อหาหลักฐานที่เชื่อมโยงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีตรอง ผบ.ตร. ในข้อหาติดสินบน ป.ป.ช. เป็นทองคำแท่งจำนวน 246 บาท เพื่อแลกกับการให้ช่วยเหลือคดีในปี 2567 ทำให้บิ๊กโจ๊กต้องเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

บิ๊กโจ๊กปฏิเสธข้อกล่าวหาติดสินบน ป.ป.ช. ยึดทอง 120 บาท

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ในฐานะรองหัวหน้าคณะชุดสืบสวนสอบสวนคดีนี้ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังตรวจค้นหาทรัพย์สินและพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารสำคัญต่างๆ รวมทั้งหมด 11 จุด ที่มีความเกี่ยวพันกับคดีการติดสินบน ป.ป.ช. จากการตรวจค้น สามารถตรวจยึดทองคำแท่งได้ประมาณ 120 บาท จากบ้านของนายสมบัติ ธรธรรม รวมถึงเอกสารต่างๆ อีกจำนวนมากจากหลายสถานที่ ซึ่งจะต้องนำมาตรวจสอบอีกครั้ง

บิ๊กโจ๊กให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาติดสินบน

รอง ผบช.ก. กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีตรอง ผบ.ตร. ได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ประกอบด้วย ข้อหาร่วมกันเป็นผู้ให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ (จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสน 4 หมื่นบาท) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 167 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 176 ฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ในลักษณะเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดโดยการแบ่งหน้าที่กันทำ (จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท) โดยบิ๊กโจ๊กได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

หลังจากสอบสวนและพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จสิ้น บิ๊กโจ๊กได้เดินทางกลับไปเมื่อกลางดึก นอกจากนี้ นายสมบัติ ธรธรรม ผู้ถูกกล่าวหาอีกราย ก็ได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวานนี้เช่นกัน

พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. กล่าวว่า สำหรับการตรวจค้นเมื่อวานนี้ ขณะนี้กำลังให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป. บันทึกรวบรวมรายละเอียดว่า ชุดคณะทำงานที่แต่งตั้งมาจาก ตร. นำของกลางที่ตรวจยึดได้มีอะไรบ้างที่นำมามอบให้ แต่เท่าที่ได้รับรายงานพบว่ามีเอกสารจำนวนมาก รวมทั้งทองคำแท่งประมาณ 120 บาทด้วย

ผบก.ปปป. กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หลังแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำ พนักงานสอบสวนได้อนุญาตให้กลับได้ โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะขอทำคำให้การส่งมาให้ในภายหลัง เช่นเดียวกับนายสมบัติ ที่เจ้าตัวมารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อช่วงประมาณ 23.00 น. เมื่อวาน ก่อนจะถูกสอบปากคำพร้อมให้การปฏิเสธ ตำรวจได้ปล่อยตัวไปตอนตี 3 โดยนายสมบัติ จะส่งคำให้การมาภายหลังเช่นกัน

คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปถึงข้อเท็จจริงและหลักฐานต่างๆ ที่จะนำไปสู่การตัดสินในอนาคต การติดสินบน ป.ป.ช. เป็นเรื่องร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมและความน่าเชื่อถือขององค์กร ดังนั้นการดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – รองเต่า เผย “บิ๊กโจ๊ก” ปฏิเสธข้อกล่าวหา ปมคดีติดสินบน ป.ป.ช. ยึดทองแท่งอีก 120 บาท

Scroll to top