ข่าวปลอม

รัฐบาลย้ำไม่จริง ปมนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย

โฆษกรัฐบาล แจงเป็นข่าวปลอม อ้างนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทยพัวพันสแกมเมอร์ในกัมพูชา ตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง พร้อมย้ำ “อนุทิน” เข้มปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ฟันเด็ดขาดคนเกี่ยวข้อง

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่าเป็นข่าวปลอม (Fake News) จากกรณีสื่อบางสำนักเผยแพร่ข่าวโดยอ้างว่านายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เปิดเผยรายชื่อนักการเมืองไทย 7 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์และแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา ว่า กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่มีแหล่งข่าวหรือถ้อยแถลงใดจากทางการเกาหลีใต้ที่กล่าวเช่นนั้น

โฆษกรัฐบาล เปิดเผยต่อไปว่า สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการแล้ว โดยระบุชัดว่า บทความดังกล่าวซึ่งรายงานว่านายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้กล่าวถึงนักการเมืองไทย 7 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา ไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลเกาหลีใต้จะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อข่าวปลอมดังกล่าวเพื่อปกป้องความถูกต้องของข้อมูลและชื่อเสียงของบุคคลที่ถูกพาดพิง

ในช่วงท้าย นายสิริพงศ์ ระบุว่า ขอยืนยันว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน (ชาญวีรกูล) ให้ความสำคัญในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบอย่างจริงจัง โดยแถลงต่อรัฐสภาให้เป็น 1 ใน 4 นโยบายเร่งด่วน และจะดำเนินตามกฎหมายกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการอาชญากรรมนี้ อย่างเด็ดขาด”

จากกรณีข่าวลือที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับ นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย พัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชานั้น รัฐบาลไทยได้ออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่น พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยไม่มีข้อยกเว้น

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่หรือเชื่อถือข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

รัฐบาลย้ำไม่จริง ปมนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย

การออกมาปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับ นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย ในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการปกป้องชื่อเสียงของประเทศและนักการเมืองไทย รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

รัฐบาลไทยจริงจังกับการปราบปรามสแกมเมอร์

นอกจากการปฏิเสธข่าวลือแล้ว รัฐบาลยังได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล การดำเนินการอย่างจริงจังในเรื่องนี้ จะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เนื่องจากขบวนการเหล่านี้มักจะมีการดำเนินการที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การที่รัฐบาลไทยได้ประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวลือเรื่อง นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายให้กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และสร้างความตระหนักให้กับประชาชนเกี่ยวกับกลโกงต่างๆ ที่สแกมเมอร์ใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตัวเองจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมเหล่านี้ได้

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การที่รัฐบาลออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่อง นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย อย่างรวดเร็ว เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมและปกป้องชื่อเสียงของประเทศ การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจังในเรื่องนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – รัฐบาลย้ำไม่จริง ปมนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย ลั่น “อนุทิน” เข้มปราบสแกมเมอร์

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ! บอร์ด **ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์**

นายกรัฐมนตรีลงนามตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายหลักคือการ **ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์** ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สืบเนื่องจากสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรูปแบบอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ การเผยแพร่ข่าวปลอม การพนันออนไลน์ หรือแม้แต่การฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ดังนั้น เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที รัฐบาลจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อลดความเสียหายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

คณะกรรมการชุดนี้มีองค์ประกอบที่น่าสนใจดังนี้:

  • นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ
  • ปลัดกระทรวงต่าง ๆ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการ
  • ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมเป็นกรรมการ
  • นอกจากนี้ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช และ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย

**ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์**

หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการชุดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบายและมาตรการในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไปจนถึงการกำกับดูแลและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานตามกฎหมาย

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีหน้าที่ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีทราบอย่างต่อเนื่อง

ภารกิจเร่งด่วน: ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์

การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ **ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์** ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

แนวทางการดำเนินงาน

คณะกรรมการชุดนี้มีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นไปที่การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้

ความคาดหวัง

รัฐบาลคาดหวังว่าการจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้จะช่วยลดจำนวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ดังนั้น ประชาชนทุกคนจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

การที่นายกรัฐมนตรีลงมาเป็นประธานเอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การดึงผู้มีประสบการณ์จากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาเป็นกรรมการ จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หวังว่าเราจะได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในเร็ววัน

ที่มา – นายกรัฐมนตรีลุยเองนั่งประธานบอร์ดปราบสแกมเมอร์ ดึงบิ๊กสีกากี ปราบอาชญากรรมออนไลน์

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

ดีอีเตือนข่าวปลอมโจมตีไทยจากฝั่งกัมพูชายังระบาดหนัก พบเลยเถิดปล่อยเฟกนิวส์สื่อต่างประเทศ ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ข่าวปลอมที่แพร่หลายอันดับต้นๆ ในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 5 – 11 ก.ย. 2568 จากข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 998,983 ข้อความ พบส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา, การให้บริการของหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข่าวภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล

โดยข่าวปลอมที่แพร่หลายและเข้าถึงความสนใจของประชาชนเป็นอันดับแรก ได้แก่ ข่าวการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ ซึ่งกระทรวงดีอี ได้ประสานงานกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ขอให้ติดตามข่าวความคืบหน้าการดำเนินงาน ผ่านทาง www.cgd.go.th หรือ Facebook กรมบัญชีกลาง ที่มีเครื่องหมาย verify เท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง

ขณะที่ข่าวปลอมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เรื่อง “ไทยยิงปราสาทพระวิหารเสียหาย” ได้รับความสนใจเป็นอันดับถัดมา ซึ่งกระทรวงดีอีได้ประสานกองทัพบก กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวอ้างผ่านสื่อต่างประเทศ ว่า ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนในการปฏิบัติการทางทหาร จนส่งผลให้ปราสาทพระวิหารได้รับความเสียหายในช่วงการสู้รบที่ผ่านมานั้น ไม่เป็นความจริง

ข่าวปลอมอื่นๆ ที่ถูกเผยแพร่ออกมา ได้แก่ ศบ.ทก. อนุมัติ แผนสร้างรั้ว 16 กิโลเมตร หลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51, แจ้งเตือนให้พลเรือน จ.สระแก้ว ออกจากพื้นที่ชายแดน, กระทรวงวัฒนธรรม ยอมรับ รามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา, กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมยกชุดไทยให้กัมพูชา, ประกาศวันหยุดราชการพิเศษ วันที่ 12 กันยายน 2568, เลขาฯ ป.ป.ส. เตรียมยื่นใบลาออกหลังมีการประกาศนายกคนที่ 32 ของไทย เป็นต้น

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังข่าวปลอมที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ล่าสุดพบว่ามีการปล่อยข่าวปลอมว่า ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

สถานการณ์ข่าวปลอมในปัจจุบันน่าเป็นห่วงอย่างมาก มีการสร้างข่าวเท็จและบิดเบือนข้อมูลต่างๆ เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ดังนั้นประชาชนจึงควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะเชื่อและแชร์ต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมแพร่กระจายและสร้างความเสียหายต่อสังคม

ข่าวปลอม ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร: อย่าหลงเชื่อ!

ข่าวปลอมเรื่อง ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างข่าวเท็จเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือสร้างความแตกแยกในสังคม ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักถึงอันตรายของข่าวปลอมและร่วมมือกันต่อต้านการเผยแพร่ข่าวเท็จ

นอกจากข่าว ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร แล้ว ยังมีข่าวปลอมอื่นๆ ที่แพร่หลายในโลกออนไลน์ เช่น ข่าวเกี่ยวกับการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ข่าวการสร้างรั้วชายแดน ข่าวการยอมรับรามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา และข่าววันหยุดราชการพิเศษ ซึ่งล้วนเป็นข่าวเท็จที่สร้างความเข้าใจผิดและความสับสนให้กับประชาชน

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ หรือสื่อมวลชนที่ได้รับความไว้วางใจ ก่อนที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลใดๆ ก็ตาม นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบข่าวปลอมต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อช่วยในการตรวจสอบข้อมูลได้อีกด้วย

การรู้เท่าทันข่าวปลอมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เพราะข่าวปลอมสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล ทั้งต่อตัวบุคคล สังคม และประเทศชาติ ดังนั้นเราจึงต้องร่วมมือกันในการต่อต้านข่าวปลอมและสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

การตระหนักถึงภัยของข่าวปลอม และการช่วยกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ต่อ เป็นวิธีที่ช่วยลดผลกระทบจากข่าวปลอมได้ดีที่สุด เริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเรา เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

ที่มา – ดีอี เตือนเฟกนิวส์จากฝั่งกัมพูชาโจมตีไทย ยังระบาดหนัก ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร

“กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ ไม่จริง

“กองทัพภาคที่ 2” ออกโรงเตือน! ข่าวปลอมเรื่องโปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ยืนยันข้อมูลไม่ถูกต้อง อย่าหลงเชื่อและแชร์ต่อ

“กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ไม่เป็นความจริง

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลในสื่อสังคมออนไลน์ กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมดังกล่าว โดยยืนยันว่าข้อมูลที่เผยแพร่นั้นไม่เป็นความจริง

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงว่า ขณะนี้ได้ปรากฏข้อมูลข่าวสารที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นความจริง สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนจำนวนมาก

ขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร?

เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลที่ถูกต้องตามกระบวนการทางราชการ ดังนี้

  • คณะกรรมการกลาโหมเป็นผู้พิจารณาและดำเนินการเสนอรายชื่อ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงนามรับรองตามระเบียบราชการ
  • ทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
  • การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจะมีผลสมบูรณ์เมื่อมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

ดังนั้น ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในช่องทางต่างๆ ที่อ้างถึงการโปรดเกล้าฯ โดยไม่มีประกาศราชกิจจานุเบกษารับรอง จึงถือว่าเป็นข่าวเท็จ ไม่ควรเผยแพร่หรือส่งต่อ เพราะอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สังคมได้

“กองทัพภาคที่ 2” จึงขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่าน งดเว้นการเผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง พร้อมทั้งขอให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการรับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องต่อไป

การเผยแพร่ข่าวปลอมไม่เพียงแต่สร้างความสับสนให้กับสังคมเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้ ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเราทุกคนมีหน้าที่ในการช่วยกันป้องกันและลดการแพร่กระจายของข่าวปลอม เพื่อสร้างสังคมที่น่าเชื่อถือและมีข้อมูลที่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่า ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล จะต้องได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น หากไม่มีประกาศดังกล่าว ข้อมูลนั้นถือว่าเป็นเท็จ และไม่ควรเชื่อถือ หากท่านพบเห็นข้อมูลที่น่าสงสัย โปรดตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ หรือติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลที่ถูกต้อง

ขอให้ประชาชนทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อ และร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและประเทศชาติ

การตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และการมีส่วนร่วมในการป้องกันข่าวปลอม จะช่วยสร้างสังคมที่มีความน่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์

“กองทัพภาคที่ 2” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการงดเว้นการเผยแพร่ข่าวปลอม และร่วมกันสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ไม่เป็นความจริง

รัฐบาลยัน! ไม่รื้อรั้วลวดหนาม มีแต่สร้างเพิ่ม

รัฐบาลยืนกราน! ข่าวลือเรื่องการรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาไม่เป็นความจริง มีแต่จะสร้างเพิ่มในเขตอธิปไตยของไทยเท่านั้น พร้อมเชื่อว่ามีผู้ไม่หวังดีพยายามปั่นกระแสสร้างความแตกแยก ขณะที่การประชุม RBC กับกัมพูชาถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาตอบโต้กระแสข่าวลือที่ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะสั่งให้มีการรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ว่า ข่าวดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” ที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด รัฐบาลไม่มีความคิดที่จะรื้อรั้วลวดหนาม มีแต่จะทยอยวางรั้วลวดหนามเพิ่มเติมในเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลยืนยัน! ไม่รื้อรั้วลวดหนาม มีแต่สร้างเพิ่มในเขตไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะรื้อรั้วลวดหนาม แต่กลับมีนโยบายที่จะสร้างรั้วเพิ่มเติม เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ

ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวถูกปล่อยโดยบางเพจที่จงใจปั่นกระแส เพื่อหวังเรียกยอดไลก์และยอดผู้ติดตาม โดยใช้วิธีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างเรื่องราวเท็จ อ้างว่ารัฐบาลจะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และมีการเสนอให้ยกเลิกรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนทั้งหมด ซึ่ง “ไม่เป็นความจริง” เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนยังคงยึดตามข้อตกลงหยุดยิงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ว่า “อยู่ตรงไหน ให้อยู่ตรงนั้น” และประเทศไทยยังคงต้องรักษาอธิปไตยของตนเอง การล้อมรั้วลวดหนามจึงเป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการยืนยันสิทธิ์ในเขตแดน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไทยจะไม่หวั่นไหวต่อการปลุกปั่นหรือการกดดันจากฝ่ายใด และขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลจะไม่มีการรื้อรั้วลวดหนามในทุกเขตแดนที่วางไว้ตลอด 7 จังหวัด แต่จะมีเเต่การเสริมสร้างให้เเข็งเเรงยิ่งขึ้น

กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC เป็น 27 สิงหาคม

นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ศบ.ทก. ได้รับแจ้งจากฝ่ายกัมพูชาว่า ขอเลื่อนการประชุม RBC สมัยวิสามัญในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 จากเดิมวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ออกไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เพื่อให้มีเวลาในการเตรียมการประชุมมากขึ้น ทั้งนี้ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำเรียน พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งท่านก็ไม่ได้ขัดข้องและเห็นชอบให้เลื่อนการประชุมตามที่กัมพูชาได้ร้องขอมา

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้กำหนดการหารือใหม่ดังนี้:

  • วันที่ 25–26 สิงหาคม 2568: ประชุมกองเลขาฯ
  • วันที่ 27 สิงหาคม 2568: ประชุม RBC สมัยวิสามัญ
  • สถานที่ประชุม: พื้นที่กึ่งกลางบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยยังคงยืนหยัดในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การเสริมสร้างรั้วลวดหนามเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเหล่านั้น และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ที่มา – รัฐบาลปฏิเสธข่าวลือรื้อรั้วลวดหนาม ลั่นไม่มีวันรื้อมีแต่จะสร้างเพิ่ม ในเขตอธิปไตยของไทย

กองทัพบก โต้กัมพูชา อ้างไทยเตรียมโจมตี จริงหรือ?

กองทัพบก ออกมาโต้ตอบข่าวลือจากฝั่งกัมพูชา ที่อ้างว่าประเทศไทยเตรียมการโจมตี โดยยืนยันว่าไม่มีคำสั่งให้อพยพประชาชน หรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์แต่อย่างใด ข่าวลือดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ กองทัพบกจึงต้องออกมาชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่มีสำนักข่าว Fresh News ในประเทศกัมพูชา ได้เผยแพร่ข่าวในหัวข้อที่สร้างความเข้าใจผิด โดยอ้างว่า “ด่วนที่สุด: กองทัพไทยเตรียมเปิดการโจมตีต่อกัมพูชาอีกครั้ง อาจเกิดขึ้นในคืนวันที่ 13 และเช้าวันที่ 14 สิงหาคม!” พร้อมทั้งระบุว่า ทางฝ่ายไทยได้มีคำสั่งให้ปิดโรงเรียน และอพยพประชาชนในพื้นที่บ้านด่าน ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีกัมพูชา

กองทัพบก ยืนยันข่าวลือโจมตีกัมพูชาไม่เป็นความจริง

ทางกองทัพบกได้ทำการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอยืนยันว่าไม่มีคำสั่งให้อพยพประชาชน หรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่านแต่อย่างใด โรงเรียนบ้านด่านยังคงเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ ส่วนโรงเรียนบางแห่งในตำบลด่านฯ ที่มีการเลื่อนการเปิดเรียน On-site นั้น เป็นเพียงการเลื่อนเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนดเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข่าวลือเรื่องการเตรียมโจมตีแต่อย่างใด

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จที่ถูกสร้างขึ้น กองทัพบกขอยืนยันว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และข้อตกลงที่ได้มีการประชุมร่วมกันในคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) อย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวสารที่ไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

กองทัพบก เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

สถานการณ์ข่าวปลอมในปัจจุบันมีความรุนแรงและแพร่หลายมากขึ้น การตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ กองทัพบกจึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลดังกล่าว เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิด และความตื่นตระหนกในสังคม

ข่าวลือเรื่องการเตรียมโจมตีกัมพูชา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างข่าวปลอมเพื่อหวังผลบางอย่าง การที่กองทัพบก ออกมาชี้แจงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้เป็นอย่างดี

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวสารเสมอ
  • อย่าเชื่อข่าวสารที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน
  • ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข่าวสาร
  • หากไม่แน่ใจ ให้สอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การเผยแพร่ข่าวปลอมไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงของชาติได้ ดังนั้น การร่วมมือกันในการตรวจสอบ และต่อต้านข่าวปลอม จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม

ดังนั้นเราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมต่างๆ

ที่มา – “กองทัพบก” โต้ “กัมพูชา” อ้างไทยเตรียมโจมตี ยืนยันไม่มีคำสั่งอพยพ-ปิดโรงเรียน

กรมศิลป์ยัน! ไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาท


กรมศิลป์ยัน! ไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม

กรมศิลป์ยืนยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม และใช้วิจารณญาณก่อนแชร์ข้อมูล

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุด โดยเฉพาะเรื่อง “กรมศิลปากรอนุญาตให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหารได้เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้” ซึ่งรองลงมาคือข่าวลือเรื่องการจับสายลับกัมพูชา ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจผิดในสังคม

นายอนุกูลย้ำว่า กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าไม่เคยมีนโยบายหรืออนุญาตให้มีการทำลายโบราณสถานใดๆ เพื่อประโยชน์ทางทหาร การทำลายโบราณสถานเป็นการละเมิดหลักการอนุรักษ์ระดับสากลอย่างชัดเจน แม้จะมีความสามารถในการบูรณะให้ใกล้เคียงของเดิมได้ แต่ก็ไม่อาจทดแทนคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของสถานที่ดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างร้ายแรง

กรมศิลป์ยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร

ข่าวลือที่ว่ากรมศิลปากรมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหารนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด กรมศิลปากรยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการอนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าว การรักษาโบราณสถานเป็นหน้าที่สำคัญที่กรมศิลปากรให้ความสำคัญสูงสุดเสมอมา โบราณสถานเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสมบัติของชาติ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของโลก การทำลายโบราณสถานจึงเป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้ และขัดต่อหลักการอนุรักษ์สากล

ผลกระทบของการเผยแพร่ข่าวปลอมเรื่องนโยบายทำลายปราสาท

การเผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเข้าใจผิดของประชาชน ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความไม่ไว้วางใจต่อหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของนานาชาติ การบิดเบือนข้อมูลและความจริงเกี่ยวกับโบราณสถานสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

โบราณสถานแต่ละแห่งมีเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน การอนุรักษ์จึงไม่ใช่แค่การซ่อมแซม แต่เป็นการรักษาคุณค่าทางจิตใจและเรื่องราวที่สืบทอดกันมา การทำลายโบราณสถานไม่เพียงแต่เป็นการทำลายสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นการทำลายความทรงจำและเอกลักษณ์ของชาติ

การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของกรมศิลปากรในการอนุรักษ์โบราณสถานเป็นสิ่งสำคัญ ข่าวสารที่ถูกต้องจะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความร่วมมือในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อ
  • อย่าแชร์ข้อมูลที่ไม่แน่ใจว่าเป็นความจริง
  • ใช้สติและวิจารณญาณในการตัดสินใจ

ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นละเอียดอ่อนทางสังคมและวัฒนธรรม ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีความถูกต้อง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัย การใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลและการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์ต่อ คือหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมืองดิจิทัล

ที่มา – กรมศิลป์ยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม

Scroll to top