ข่าวพายุคัลแมกี

ฮอยอันพบซากเรือโบราณจากพายุคัลแมกี

พายุไต้ฝุ่นคัลแมกีได้เผยให้เห็น ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ทำให้เกิดการค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยซากเรือดังกล่าวมีอายุราว 400-600 ปี และถูกพบเห็นอีกครั้งหลังพายุพัดพาเอาชายฝั่งออกไป

ซากเรือนี้เคยถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2023 นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน มีความยาวอย่างน้อย 17.4 เมตร โครงสร้างซี่โครงไม้ยังคงความสมบูรณ์ค่อนข้างมาก แม้จะจมอยู่ใต้น้ำมานานหลายศตวรรษ แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทำการกู้ซากเรือได้สำเร็จ เรือก็จมลงสู่ใต้น้ำอีกครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ระบุอายุที่แน่ชัดของซากเรือ แต่จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าน่าจะสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 14 ถึง 16 ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองฮอยอัน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก เป็นศูนย์กลางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค มีการซื้อขายผ้าไหม เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องเทศ

นายฝ่าม ฝู หง็อก ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมโลกฮอยอัน กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “ขณะนี้เรากำลังเตรียมการขอใบอนุญาตขุดค้นฉุกเฉิน” หลังจากที่ ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังพายุไต้ฝุ่นคัลแมกีพัดผ่านไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เขายังกล่าวอีกว่า “การค้นพบเรือโบราณลำนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงบทบาททางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฮอยอันในการค้าขายระดับภูมิภาค” และเสริมว่าครั้งนี้ตัวเรือเผยออกมามากกว่าเดิม “ซึ่งอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่เราได้”

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์อนุรักษ์ฮอยอัน, มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในนครโฮจิมินห์ และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ได้สำรวจซากเรือเมื่อปี 2024 และพบว่าเรือสร้างจาก “ไม้เนื้อแข็งที่มีความทนทานสูง” และเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุกันน้ำเพื่อผนึกรอยต่อต่างๆ

ศูนย์อนุรักษ์ฮอยอันระบุในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า “โครงสร้างของเรือบ่งชี้ว่าสามารถเดินทางทางทะเลได้ในระยะทางไกล น่าจะถูกใช้เพื่อการค้าทางทะเล หรือปฏิบัติการทางเรือ” อย่างไรก็ตาม ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม นี้มีความเสี่ยงที่จะ “เสื่อมสภาพอย่างรุนแรงหากไม่มีการอนุรักษ์โดยทันที” เนื่องจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงและการเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายบ่อยครั้ง

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ซากเรือยังคงสามารถมองเห็นได้ชัดเจน โดยมีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันบนชายหาดเพื่อชมโครงสร้างที่น่าทึ่งของเรือลำนี้

ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดเผยอดีตที่น่าสนใจของฮอยอัน แต่ยังกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางทะเล และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อแหล่งโบราณคดีชายฝั่งอีกด้วย

ความสำคัญของการค้นพบซากเรือโบราณ

  • ช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์การค้าทางทะเลของฮอยอัน
  • ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสร้างเรือในอดีต
  • สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางทะเล

การขุดค้นและศึกษาซากเรือโบราณนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจอดีตและความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การพบเจอ ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ที่ถูกเปิดเผยโดยพายุคัลแมกี เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของมรดกทางวัฒนธรรมของเราต่อภัยธรรมชาติ การอนุรักษ์ซากเรือโบราณลำนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ให้กับคนรุ่นหลัง

ที่มา – พายุคัลแมกีเผยให้เห็นซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

2 รมต.ฉะเชิงเทรา! รับมือวิกฤตน้ำ สั่งตั้งเครื่องผลักดัน

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุด 2 รัฐมนตรีลงพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา สั่งการเชิงรุกรับมือวิกฤตน้ำ “สุรศักดิ์” ย้ำ อว. พร้อมบูรณาการร่วมหน่วยงานในพื้นที่ ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา วางแผนระบายน้ำ พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำรับมือพายุถล่ม

วันที่ 9 พฤศจิกายน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจเร่งด่วน ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการระบายน้ำในพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก โดยมี นายประสิทธิ์ อินทโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) นายไวฑิต โอชวิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ รักษาราชการแทนรองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าร่วม ที่ลานอเนกประสงค์วัดสุทธาวาส ต.คลองหลวงแพ่ง อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา

จากสถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเข้าสู่ภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเผชิญหน้ากับปัจจัยซ้อนทางอุทกภัยถึง 3 ระลอกพร้อมกัน ได้แก่ 1) น้ำเหนือหลากและน้ำท่วมขังเดิม: พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะทุ่งรับน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำสะสมในระดับสูง 2) น้ำทะเลหนุนสูง: ในช่วงวันที่ 6-13 พฤศจิกายน 2568 ภาวะน้ำทะเลหนุนดันมวลน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้การระบายน้ำเป็นไปได้ช้าลงอย่างมาก และ 3) น้ำฝนจากพายุลูกใหม่: อิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” จะทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ในช่วงวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 นั้น ก่อให้เกิดมวลน้ำมหาศาลไว้ในพื้นที่ ทำให้ศักยภาพการระบายน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มความเสี่ยงที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างและยาวนานขึ้น

นายสุรศักดิ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและทำงานร่วมกันในเชิงรุก ซึ่งขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมอู่ทหารเรือ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการสำรวจและกำหนดจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำหรือเรือผลักดันน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก จำนวน 10 จุด เรือผลักดันน้ำ 50 ลำ คาดการณ์สามารถผลักดันน้ำได้ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการนำเอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเราไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุน แต่คือหน่วยงานที่ทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ โดยมีหน่วยงานหลักอย่าง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ที่จะร่วมกันบูรณาการข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อรับมือวิกฤตน้ำในพื้นที่ อาทิ ข้อมูลดาวเทียมจากดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 ในการติดตามและจัดทำแผนที่พื้นที่น้ำท่วมจริง (Real-time Flood Extent) ทำให้เราเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และแอปพลิเคชัน Thai water ครอบคลุมสถานการณ์น้ำในปัจจุบันและสามารถคาดการณ์ล่วงหน้า เช่น ปริมาณฝน, ระดับน้ำในแม่น้ำและเขื่อน, คลื่นลมในทะเล, พายุ และคุณภาพอากาศ

“นอกจากนี้ การบูรณาการข้อมูลดังกล่าวจะทำให้หน่วยงานปฏิบัติงานในพื้นที่ สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถวางแผนการระบายน้ำล่วงหน้า กำหนดจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำได้อย่างตรงจุด และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นความมุ่งหวังของ อว. ที่จะใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ เพื่อบรรเทาผลกระทบและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนให้ได้มากที่สุด“ นายสุรศักดิ์ กล่าว

2 รมต.ลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา รับมือวิกฤตน้ำ สั่งตั้งเครื่องผลักดัน

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีทั้งสองท่านในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตน้ำและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำ ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและควรได้รับการสนับสนุน

เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อรับมือวิกฤตน้ำ

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ การเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

  • กำหนดจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 10 จุด
  • ใช้เรือผลักดันน้ำ 50 ลำ
  • คาดการณ์ผลักดันน้ำ 5 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน

การบูรณาการข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน เป็นกุญแจสำคัญในการรับมือวิกฤตน้ำในครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการไป จะสามารถช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมและทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – 2 รมต.ลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา รับมือวิกฤตน้ำ รมว.อว. สั่งตั้ง 50 เครื่องผลักดันน้ำบรรเทาอุทกภัย

อัปเดต! พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ไม่เข้าไทย

สถานการณ์สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานถึงการอ่อนกำลังของพายุ “คัลแมกี” ซึ่งกำลังสลายตัว แต่ยังคงทิ้งไว้ซึ่งหย่อมความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้หลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องในอีก 1-2 วันข้างหน้า

ส่วน พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ที่หลายคนจับตามองนั้น มีการคาดการณ์ว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงวันที่ 10-11 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ พายุนี้จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อสภาพอากาศในประเทศของเรา ณ ขณะนี้

อัปเดตเส้นทางพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ไม่เคลื่อนเข้าไทย

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน กรมอุตุนิยมวิทยาได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยวิเคราะห์แผนที่อากาศผิวพื้นและภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าพายุ “คัลแมกี” ได้อ่อนกำลังลงและกำลังจะสลายตัว กลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมภาคเหนือและภาคกลางตอนบนของประเทศไทย ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีกลุ่มเมฆฝนปกคลุมต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบกลุ่มฝนกำลังอ่อนถึงปานกลางปกคลุมต่อเนื่องทางภาคเหนือและภาคกลางด้านตะวันตก ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักในบางพื้นที่

เส้นทางล่าสุดของพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง”

สำหรับเส้นทางของ พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” นั้น ณ เวลา 04:00 น. ของวันที่ 8 พฤศจิกายน พายุฯ กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์) คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในช่วงวันที่ 10-11 พฤศจิกายน หลังจากนั้น พายุจะเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือ มุ่งหน้าไปยังช่องแคบไต้หวัน และขึ้นฝั่งทางด้านตะวันออกของประเทศจีน

ถึงแม้ว่า พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” จะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของประเทศไทยโดยตรง แต่กรมอุตุนิยมวิทยายังคงแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัย

สถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข้อมูลสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด แม้ว่าพายุจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและคนที่เรารัก

ที่มา – อัปเดตเส้นทางพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ไม่เคลื่อนเข้าไทย ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ

พายุ “คัลแมกี” อ่อนกำลัง! เช็กจังหวัดฝนหนัก

กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ 8 พายุ “คัลแมกี” ได้อ่อนกำลังลงแล้ว เป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมด้านตะวันตกของภาคอีสาน เหนือ และมีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ตามลำดับ เช็กพื้นที่ 24 จังหวัด ยังต้องเฝ้าระวัง “ฝนตกหนัก” อาจเกิดน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน ช่วงวันที่ 8 – 9 พ.ย. สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ พายุ “คัลแมกี” อ่อนกำลังลงแล้วจะเป็นอย่างไร มาติดตามรายละเอียดกันค่ะ

วันที่ 8 พ.ย. 68 กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเรื่อง พายุ “คัลแมกี” และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 18 ระบุว่า หย่อมความกดอากาศต่ำที่อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชัน “คัลแมกี” (KALMAEGI) ปกคลุมบริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ตามลำดับ

จากอิทธิพลดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 8–9 พ.ย. 68 ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง สำหรับเกษตรกรควรป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 1 วัน

ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พายุ “คัลแมกี” อ่อนกำลังลงแล้ว เช็ก 24 จังหวัด ยังต้องรับมือฝนตกหนัก 8 – 9 พ.ย.

จังหวัดไหนบ้างที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ พายุ “คัลแมกี” อ่อนกำลังลงแล้ว และผลกระทบจากฝนตกหนัก มาดูกันเลยค่ะ

พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก พายุ “คัลแมกี”

(ปริมาณตั้งแต่ 35.1 ถึง 90.0 มิลลิเมตร)

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 

  • ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย และชัยภูมิ
  • ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท
  • ภาคใต้ : จังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 

  • ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา และตาก

สถานการณ์ พายุ “คัลแมกี” อ่อนกำลังลงแล้ว ส่งผลกระทบต่อหลายจังหวัด ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นนะคะ เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่ท่านรักนะคะ

ที่มา – พายุ “คัลแมกี” อ่อนกำลังลงแล้ว เช็ก 24 จังหวัด ยังต้องรับมือฝนตกหนัก 8 – 9 พ.ย.

ทล. เฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” 24 ชม. พร้อมเส้นทางเลี่ยง

กรมทางหลวง (ทล.) สั่งเฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมตรวจสอบเส้นทางน้ำท่วมและแนะนำเส้นทางเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยของผู้เดินทาง

จากสถานการณ์ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า “พายุคัลแมกี” จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่อาจมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก กรมทางหลวงจึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมทั้งบุคลากร เครื่องจักรกล และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ทล. สั่งเฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” 24 ชม. เช็กเส้นทางน้ำท่วม-แนะทางเลี่ยง

พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ สุโขทัย นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และอุทัยธานี ซึ่งอาจมีฝนตกต่อเนื่องและมีน้ำล้นตลิ่งในบางจุด กรมทางหลวงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการดังนี้:

  • เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำและอุทกภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณทางหลวงที่ตัดผ่านพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ และจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก พร้อมรายงานสถานการณ์ไปยังศูนย์บริหารงานอุบัติภัย กรมทางหลวง
  • ติดตั้งป้ายเตือน ป้ายบอกระดับน้ำ และเสาแสดงแนวเขตทางอย่างชัดเจน เพื่อเตือนผู้ใช้ทางให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง และเมื่อระดับน้ำลดลง ให้เร่งประเมินความเสียหายและซ่อมแซมเบื้องต้นโดยเร็ว
  • บูรณาการร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนกำลังคน เครื่องจักรกลหนัก รถบรรทุกน้ำ ยานพาหนะ และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชน
  • จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ทั้งการอำนวยความสะดวกในการสัญจร การส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ อาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็น

กรมทางหลวงได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงจัดตั้งชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์น้ำท่วมปัจจุบัน และเส้นทางเลี่ยง

ปัจจุบัน โครงข่ายทางหลวงหลายแห่งประสบปัญหาอุทกภัย ทำให้บางเส้นทางไม่สามารถสัญจรได้ กรมทางหลวงจึงได้ประกาศเส้นทางเลี่ยง เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

เส้นทางที่ได้รับผลกระทบและเส้นทางเลี่ยง (ข้อมูล ณ วันที่…)

  1. จังหวัดเชียงใหม่
    • ทล.1012 ฮอด – วังลุง – บ้านนาคอเรือ (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้เส้นทางท้องถิ่นตามคำแนะนำ
    • ทล.1322 เชียงดาว – บ้านเมืองนะ (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้เส้นทางท้องถิ่นตามคำแนะนำ
  2. จังหวัดสุโขทัย
    • ทล.125 ช่วงกม.14+000 – 19+800 อ.เมืองสุโขทัย (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้ ทล.1272 และ สท.3017
    • ทล.1347 ช่วงกม. 0+100 – 5+200 อ.เมืองสุโขทัย (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้ ทล.125 (โค้งตานก) และ ทล.12
  3. จังหวัดอุทัยธานี
    • ทล.3319 ช่วงกม. 17+800 – 18+400 อ.ทับทัน (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้เส้นทางเลียบเขื่อนวังล่ม และ ทล.3221

หากต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุอุทกภัยบนทางหลวง สามารถติดต่อสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง) เจ้าหน้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเดินทาง

การเตรียมพร้อมรับมือกับ “พายุคัลแมกี” และสถานการณ์อุทกภัยเป็นสิ่งสำคัญ กรมทางหลวงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด วางแผนการเดินทางล่วงหน้า และหลีกเลี่ยงเส้นทางที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

ช่วงฤดูฝนแบบนี้ การตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งานก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามนะครับ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

ที่มา – ทล. สั่งเฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” 24 ชม. เช็กเส้นทางน้ำท่วม-แนะทางเลี่ยง

“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี สั่งช่วย 9 จังหวัด

“พิพัฒน์” รับลูก “นายกฯ อนุทิน” กำชับทุกหน่วยคมนาคมเฝ้าระวังพายุ “คัลแมกี” เฝ้าระวัง 9 จังหวัดอีสาน เสี่ยงน้ำท่วม ย้ำโครงข่ายคมนาคม “ถนน–ราง–น้ำ–อากาศ” เตรียมแผนรับมือพร้อมคน เครื่องมือ เข้าพื้นที่ทันทีใน 24 ชม.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กรมทางหลวง(ทล.) กรมทางหลวงชนบท(ทช.) กรมเจ้าท่า (จท.) และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำหากเกิดน้ำท่วมให้เร่งระบายน้ำออกโดยเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ชุมชนหนาแน่น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเขตเสี่ยงภัยน้ำท่วม

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามในช่วงวันที่ 6–7 พฤศจิกายน ก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชัน จากนั้นจะเคลื่อนผ่านประเทศลาวเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 โดยจะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก (มากกว่า 90 มิลลิเมตรต่อวัน) ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ครอบคลุม 9 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และ นครราชสีมา

อย่างไรก็ตามในส่วนของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และถนนชำรุดเสียหาย ต้องเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้งด้านบก ราง น้ำ และอากาศ จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมวางแผนรับมือเฉพาะหน้าในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณลาดเชิงเขา ลำธาร และพื้นที่ริมแม่น้ำที่อาจเกิดน้ำล้นตลิ่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนในกรณีที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าพื้นที่บริหารจัดการเส้นทางทันที เตรียมอุปกรณ์พร้อมจัดทำทางเลี่ยงและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน หากมีการร้องขอ และหากพบถนนหรือสะพานขาด ให้เร่งติดตั้งสะพานเบลีย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้โดยเร็ว ในกรณีที่มีต้นไม้หักโค่นหรือสิ่งกีดขวางถนน ให้ระดมเครื่องจักรกลเข้าดำเนินการเก็บกู้และเปิดทางทันที รวมถึงจัดตั้งป้ายเตือนภัยและจุดอำนวยความสะดวกในพื้นที่เสี่ยงทันที

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของการเดินทางทางน้ำ ผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด หากมีพายุหรือคลื่นลมแรง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ส่วนเรือขนาดใหญ่ควรชะลอการเดินทางจนกว่าสภาพอากาศจะคลี่คลาย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำ

สำหรับประชาชนทั่วไป หากพบพื้นที่มีน้ำท่วมขัง น้ำหลาก หรือมีความเสี่ยงต่อการสัญจร ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ซึ่งอาจมีสายไฟฟ้า กิ่งไม้ หรือสิ่งกีดขวางที่เป็นอันตราย พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำและป้ายเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้กำชับหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดทุกแห่งให้เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์เส้นทาง และมาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา หากประชาชนต้องการสอบถามหรือติดต่อแจ้งเหตุ สามารถโทรสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชม.) และเว็บไซต์ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ (HDMS) สายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146 และสายด่วนกรมเจ้าท่า 1199 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายพิพัฒน์ ย้ำว่า “กระทรวงคมนาคมพร้อมทำงานเชิงรุกตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า ทุกเส้นทางคมนาคมจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และหากเกิดเหตุฉุกเฉิน หน่วยงานของกระทรวงจะเข้าช่วยเหลือภายใน 24 ชั่วโมงแน่นอน”.

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี สั่งช่วย 9 จังหวัด

จากสถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย กระทรวงคมนาคมได้เตรียมพร้อมรับมือและช่วยเหลือประชาชนใน 9 จังหวัดภาคอีสานอย่างเต็มที่ หน่วยงานต่างๆ ได้ถูกสั่งการให้เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมพร้อมทั้งกำลังคนและเครื่องมือเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างทันท่วงที นี่คือความมุ่งมั่นของกระทรวง“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี

มาตรการ “คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี

กระทรวงคมนาคมได้วางมาตรการต่างๆ เพื่อ“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี ดังนี้:

  • จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง
  • เตรียมพร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน
  • จัดทำทางเลี่ยงในกรณีที่เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด
  • ติดตั้งสะพานเบลีย์ในกรณีที่ถนนหรือสะพานขาด
  • จัดตั้งป้ายเตือนภัยและจุดอำนวยความสะดวกในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำให้ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำที่อาจเกิดขึ้นในช่วงพายุ

“คมนาคม” ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ประชาชนสามารถติดต่อสอบถามหรือแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมตลอด 24 ชั่วโมง.

การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญ และกระทรวงคมนาคมได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การทำงานเชิงรุกและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “คมนาคม” รับมือ “พายุคัลแมกี” สั่งทุกหน่วยพร้อมช่วย 9 จว.อีสาน ตลอด 24 ชม.

เขื่อนภูมิพล ปรับแผนรับมือพายุคัลแมกี

สทนช. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เตรียมแผนการระบายน้ำแบบขั้นบันได ตั้งรับพายุ “คัลแมกี” ย้ำจัดการน้ำอย่างรอบคอบ ไม่กระทบประชาชน-ตุนไว้ใช้ในหน้าแล้ง

วันที่ 6 พ.ย. 68 นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและการวางแผนการบริหารจัดการน้ำเขื่อนภูมิพล โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดตาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมประชาสัมพันธ์ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก เข้าร่วมประชุม 

จากนั้น คณะผู้ร่วมประชุมได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณโดยรอบเขื่อนภูมิพล โดยนายไพฑูรย์ เปิดเผยว่า จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ “พายุคัลแมกี” ซึ่งจากอิทธิพลของพายุจะส่งผลให้ในช่วงวันที่ 7-9 พ.ย. 68 ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยจะเริ่มจากบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือ 

ในเรื่องนี้ สทนช. ได้ร่วมกับทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์ฝน สถานการณ์น้ำท่า และปริมาณน้ำในเขื่อนแต่ละแห่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในแนวพื้นที่รับฝนจากพายุคัลแมกี ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอุบลรัตน์ ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในเขื่อนเกือบ 100% จึงต้องมีการวางแผนพร่องระบายน้ำจากแต่ละเขื่อนอย่างรอบคอบรัดกุม 

โดยจากการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พบว่าเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนอุบลรัตน์ สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วงและสามารถรองรับปริมาณฝนที่จะตกมาเพิ่มได้  ในวันนี้ สทนช. จึงได้เดินทางมาเขื่อนภูมิพล เพื่อดูข้อมูลจริงในพื้นที่และได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ วางแผนบริหารจัดการรองรับสถานการณ์พายุให้ดีที่สุด และส่งผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด  

รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพลวันนี้ มีปริมาณน้ำกักเก็บ 13,195 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 98.02% ของความจุเก็บกัก ระดับน้ำสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่ 259.14 เมตร (เต็มที่ สูงสุด ที่ 260 เมตร รทก.) มีพื้นที่ว่างรองรับน้ำได้อีก 266.92 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 1.98 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันมีการระบายน้ำอยู่ที่ 25 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน 

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานข้อมูลพยากรณ์ฝน 7 วันล่วงหน้า คาดว่าจะมีปริมาณฝนในพื้นที่เขื่อน 80 มม. ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสะสม 301.92 ล้าน ลบ.ม. หากปรับเพิ่มปริมาณการระบายน้ำแบบขั้นบันได เป็น 30 ล้าน ลบ.ม./วัน (เดิมตามแผน 25 และ 30) พบว่าในอีก 7 วันจะมีปริมาตรน้ำ 13,323 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99% ของความจุเก็บกัก โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้ กฟผ. วางแผนปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันไดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในอัตรา 30 ล้าน ลบ.ม./วัน ขยับไปที่ 40 และ 45 ล้าน ลบ.ม./วัน สูงสุดไม่เกิน 60 ล้าน ลบ.ม./วัน ปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนดังกล่าวจะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนฯ เพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 20 เซนติเมตร โดยมวลน้ำจากเขื่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำปิง ผ่านจังหวัดตาก จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดนครสวรรค์ จนถึงเขื่อนเจ้าพระยาใช้เวลาอีก 8-9 วัน ซึ่งจะไม่ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น โดยขอให้ กฟผ. พิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเขื่อน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อด้านท้ายน้ำเป็นสำคัญ 

พร้อมให้มีการสื่อสารประชาสัมพันธ์กับพื้นที่และประชาชนล่วงหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ได้ทัน ซึ่งน้ำที่ระบายจากเขื่อนภูมิพลนี้ก็จะส่งต่อไปพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่ง ณ วันนี้ ที่สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,988 ลบ.ม./วินาที คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 6 – 14 พ.ย. ปริมาณน้ำที่จุดนี้จะอยู่ในช่วง 2,833 – 3,110 ลบ.ม.ต่อวินาที และมีปริมาณน้ำที่มาจากลุ่มน้ำสะแกกรัง (side flow) ไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 336 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงได้วางแผนระบายน้ำท้ายเขื่อนที่เจ้าพระยาให้คงอยู่ในอัตรา 2,700 ลบ.ม./วินาที และวางแผนผันไปฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้สมดุลกันเพื่อเร่งระบายออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

“ปี 2568 นี้ มีปริมาณฝนที่ตกสะสมค่อนข้างสูงอย่างเห็นได้ชัด พบว่า ณ วันที่ 3 พ.ย.68 มีปริมาณฝนสะสม 1,600 มม. มากกว่าค่าปกติ 8% ขณะที่ปี 2567 ปริมาณฝนสะสม 1,705 มม. มากกว่าค่าปกติ 5% สำหรับในปีที่มีฝนตกปริมาณสูงเป็นพิเศษ เช่น ปี 2565 พบว่าปริมาณฝนสะสม 2,012 มม. มากกว่าค่าปกติ 24% และปี 2554 มีปริมาณฝนสะสม 1,974.9 มม. มากกว่าค่าปกติ 20% จากสถานการณ์ฝนที่ได้คาดการณ์และเกิดขึ้นจริง ทุกหน่วยงานจะต้องวางแผนร่วมกันเพื่อกักเก็บน้ำในเขื่อนแต่ละแห่งให้ได้เกือบเต็มความจุเก็บกักซึ่งได้ดำเนินการล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อให้มีน้ำในเขื่อนมากที่สุดเพื่อใช้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน ตามปฏิทินการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม อย่างไรก็ตาม สทนช. และทุกหน่วยงานก็ยังคงต้องเฝ้าระวังปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ ที่จะได้รับอิทธิพลจากพายุในช่วงถัดจากนี้ไปอย่างเข้มข้น โดยต้องวางแผนจัดการจราจรน้ำในแต่ละพื้นที่แบบเป็นกลุ่มลุ่มน้ำเพื่อให้สอดคล้องและสัมพันธ์กันและช่วยบรรเทาผลกระทบในแต่ละพื้นที่ให้ได้มากที่สุด” รองเลขาธิการ สทนช. กล่าว

เขื่อนภูมิพลกับการรับมือพายุคัลแมกี

แผนการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพล

การปรับแผนการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลเป็นแบบขั้นบันได ถือเป็นมาตรการที่รอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันน้ำท่วมและการสำรองน้ำไว้ใช้ในอนาคต การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนนี้

ที่มา – “เขื่อนภูมิพล” ปรับแผนการระบายน้ำ เป็นแบบขั้นบันได รับพายุ “คัลแมกี”

ประกาศฉบับ 2 เตือนพายุคัลแมกี! ไทยฝนตกหนักมาก

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! “กรมอุตุนิยมวิทยา” ออกประกาศฉบับที่ 2 เตือนภัยจากพายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก ระหว่างวันที่ 7–9 พฤศจิกายนนี้ หลายจังหวัดอาจได้รับผลกระทบ เตรียมรับมือกันให้พร้อม!

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนเรื่องพายุ “คัลแมกี” ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี (KALMAEGI) บริเวณทะเลจีนใต้ มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนกลางช่วงวันที่ 6-7 พ.ย. 2568 ก่อนจะอ่อนกำลังลง

ผลกระทบจากพายุคัลแมกี จะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นระหว่างวันที่ 7–9 พ.ย. 2568 และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ ทางกรมอุตุฯ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงเกษตรกรควรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันจะมีกำลังค่อนข้างแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงกว่า 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 6–7 พ.ย. 68

กรมอุตุนิยมวิทยาเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก ที่กำลังจะมาถึง

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก พายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก

  • วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ยโสธร, อำนาจเจริญ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, และอุบลราชธานี

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

  • วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร, ขอนแก่น, และชัยภูมิ

ภาคกลาง : นครสวรรค์, ชัยนาท, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี, นครปฐม, และสมุทรสาคร รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก : นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, และตราด

ภาคใต้ : พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง, และสตูล

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

ภาคเหนือ : แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, และสกลนคร

ภาคกลาง : นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี, นครปฐม, สมุทรสงคราม, และสมุทรสาคร รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568

ภาคเหนือ : แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เลย, หนองบัวลำภู, และหนองคาย.

เตรียมพร้อมรับมือ! ไทยฝนตกหนักมาก จากพายุคัลแมกี

สถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา เตรียมพร้อมรับมือ และวางแผนการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว

ที่มา – ประกาศฉบับ 2 เตือนพายุ “คัลแมกี” ไทยฝนตกหนักมาก เช็กจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

Scroll to top