ข่าวรัสเซียยูเครน

ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาส

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกมาย้ำจุดยืนเดิมอย่างแข็งกร้าว โดยขู่ว่าจะใช้กำลังเข้ายึดครองภูมิภาคดอนบาส หากกองทัพยูเครนไม่ถอนกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว และปฏิเสธข้อเสนอการประนีประนอมใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าจะมีตัวแทนจากสหรัฐฯ เดินทางไปหารือเกี่ยวกับแผนสันติภาพที่กรุงมอสโกเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ตาม การย้ำจุดยืนของปูตินครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาค

ปูตินให้สัมภาษณ์กับสื่อ India Today ก่อนเดินทางเยือนกรุงนิวเดลี โดยกล่าวว่า “เราจะปลดปล่อยดินแดนเหล่านี้ด้วยกำลัง หรือไม่เช่นนั้น กองทัพยูเครนก็จะต้องออกจากดินแดนเหล่านี้” ซึ่งปัจจุบัน รัสเซียควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคดอนบาสไปแล้ว คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัสเซียที่จะควบคุมภูมิภาคดอนบาสให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว

คำขู่ของปูตินเกิดขึ้นหลังจากที่คณะผู้เจรจาของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นำโดยนาย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ได้เดินทางไปเจรจาที่กรุงมอสโกว โดยทรัมป์ระบุว่าผลการหารือนั้น “ค่อนข้างดี” แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น เนื่องจาก “ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย” อย่างไรก็ตาม นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศอาวุโสและผู้เจรจาคนสำคัญของปูติน กล่าวทันทีหลังการเจรจาว่า “ไม่มีการประนีประนอม” ใด ๆ ในการยุติสงคราม

แผนสันติภาพฉบับเดิมของสหรัฐฯ เสนอให้มีการส่งมอบพื้นที่ดอนบาสที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครน ให้ไปอยู่ภายใต้การควบคุมโดยพฤตินัยของปูติน แต่ทีมงานของนายวิตคอฟฟ์ได้นำเสนอแผนที่ที่ถูกปรับแก้ในการเจรจาที่มอสโก ซึ่งปูตินระบุว่า เขาไม่ได้เห็นแผนฉบับใหม่นี้ก่อนการเจรจากับนายวิตคอฟฟ์และนาย จาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ ปูตินกล่าวว่า พวกเขาต้องทบทวนทุกประเด็น ทำให้การเจรจาใช้เวลานาน และยอมรับว่ารัสเซียไม่เห็นด้วยกับบางส่วนของแผนสหรัฐฯ โดยไม่ได้ระบุว่าข้อขัดแย้งหลักคืออะไร

ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ปฏิเสธที่จะยกดินแดนให้รัสเซีย และกล่าวหาว่ารัสเซียกำลังถ่วงเวลาข้อตกลงหยุดยิงเพื่อพยายามยึดครองดินแดนยูเครนเพิ่มเติม นายอันดรีย์ ซิบเฮีย รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเจรจาที่รัสเซียว่า ปูตินกำลัง “ทำให้โลกเสียเวลา” โดยยูเครนยืนยันมาตลอดว่า ข้อตกลงใด ๆ จะต้องมีหลักประกันความมั่นคงที่ชัดเจน

ท่าทีล่าสุดของปูตินกับการแก้ไขปัญหาดอนบาส

จากท่าทีที่แข็งกร้าวของปูตินที่ย้ำว่าจะ **ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว** ทำให้สถานการณ์ในดอนบาสยังคงน่าเป็นห่วง และการเจรจาสันติภาพดูเหมือนจะยังอีกยาวไกล ยูเครนยังคงต้องการหลักประกันความมั่นคงที่ชัดเจน และจะไม่ยอมเสียดินแดนให้กับรัสเซีย ในขณะที่รัสเซียก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อ

ก่อนหน้านี้ คณะผู้เจรจาของยูเครนสามารถทำการเปลี่ยนแปลงสำคัญบางประการในแผนสันติภาพดั้งเดิมของสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียอย่างมาก โดยมีการร่าง “กรอบสันติภาพที่ปรับปรุงและกลั่นกรองใหม่” ในการหารือกับคณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่นครเจนีวา ทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ว่า ทีมความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีกำลังทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อหยุดยั้งความขัดแย้ง และได้จัดการประชุมที่มีประสิทธิผลเพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะจากทั้งสองฝ่าย เพื่อส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนและบังคับใช้ได้ แม้จะมีความพยายามในการเจรจา แต่สถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

การที่ **ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว** นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา และความยากลำบากในการหาทางออก การเจรจาใด ๆ ก็ตามจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และต้องมีหลักประกันความมั่นคงที่ยั่งยืน เพื่อให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

สถานการณ์ในดอนบาสยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และความพยายามในการเจรจาสันติภาพจะต้องดำเนินต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นี่คือสิ่งที่ประชาคมโลกควรให้ความสนใจและร่วมมือกันแก้ไข

การที่ปูตินออกมา **ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว** บ่งบอกถึงแนวโน้มที่สถานการณ์จะยังคงยืดเยื้อต่อไป ความหวังเดียวคือการที่ทุกฝ่ายหันหน้ามาเจรจาอย่างจริงใจและเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน

ที่มา – ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว

“ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ขณะเดินทางไปยังฟลอริดาเพื่อพักผ่อนในวันขอบคุณพระเจ้า ว่าเขาได้ยกเลิกกำหนดเส้นตายในวันที่ 27 พ.ย. ซึ่งเป็นวันขอบคุณพระเจ้า ที่ยูเครนต้องยอมรับแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ หนุนหลัง เพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์ระบุว่า คณะเจรจาของสหรัฐฯ กำลังมีความคืบหน้าในการหารือกับรัสเซียและยูเครน และรัสเซียได้ตกลงยอมรับข้อผ่อนปรนบางประการ ซึ่งเขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ ทรัมป์และคณะผู้ช่วยไม่ได้กำหนดเส้นตายที่ชัดเจน และกล่าวว่าพวกเขาต้องการให้ข้อตกลงเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า “กำหนดเส้นตายสำหรับผมคือเมื่อมันจบลง”

โครงร่างข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ สนับสนุน ซึ่งมีรายงานเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ก่อให้เกิดความกังวลว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์อาจผลักดันให้ยูเครนลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่มีแนวโน้มเอียงเข้าข้างรัสเซียอย่างมาก

ทรัมป์กล่าวว่า นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ จะเดินทางไปยังกรุงมอสโกเพื่อเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในสัปดาห์หน้า และเปิดเผยว่า นายจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขา ซึ่งเคยช่วยเจรจาข้อตกลงฉนวนกาซาที่นำมาซึ่งการหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ก็มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย

บลูมเบิร์ก นิวส์ รายงานว่า ในการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา นายวิตคอฟฟ์ได้พูดคุยกับ นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศระดับสูงของปูติน โดยแนะนำว่าทั้งสองฝ่ายควรทำงานร่วมกันในแผนหยุดยิงสำหรับยูเครน และปูตินควรหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกับทรัมป์โดยตรง

รายงานระบุว่า คำแนะนำของวิตคอฟฟ์รวมถึงข้อเสนอแนะในการจัดให้มีการหารือระหว่างทรัมป์และปูติน ก่อนการเยือนทำเนียบขาวของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ในสัปดาห์เดียวกัน และใช้ข้อตกลงฉนวนกาซาที่เพิ่งทำเสร็จสิ้นเป็นช่องทางในการเจรจา

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับรายงานดังกล่าว ทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่ได้ฟังบันทึกเสียงการสนทนาที่บลูมเบิร์กอ้างอิง แต่เขาก็ไม่แปลกใจ เพราะ “นั่นคือสิ่งที่คนทำข้อตกลงทำกัน”

ทรัมป์กล่าวว่า ดูเหมือนว่ารัสเซียจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในสงคราม และการบรรลุข้อตกลงจะเป็นผลประโยชน์สูงสุดของยูเครน เขากล่าวว่า ดินแดนบางส่วนของยูเครน “อาจถูกรัสเซียยึดไปอยู่ดี” ในช่วงสองสามเดือนข้างหน้า นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างเจรจากับยุโรปเกี่ยวกับหลักประกันด้านความมั่นคงสำหรับยูเครนด้วย.

“ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกจับตามอง การที่ “ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน สร้างความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นในกระบวนการเจรจา

ทำไม “ทรัมป์” ถึงเลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน?

เหตุผลที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจเลื่อนเส้นตายยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีความเป็นไปได้ว่าเกิดจากความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครน รวมถึงการยอมผ่อนปรนบางส่วนจากรัสเซีย การตัดสินใจนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และต้องการเวลาในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การที่ “ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน อาจเป็นผลดีต่อการเจรจา เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้หารือกันอย่างละเอียดมากขึ้น โดยไม่มีแรงกดดันจากกำหนดเวลาที่จำกัด อย่างไรก็ตาม การเลื่อนเส้นตายก็อาจทำให้เกิดความล่าช้าและไม่แน่นอนในกระบวนการสันติภาพได้เช่นกัน

การตัดสินใจของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะคนกลางในการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน สหรัฐฯ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และผลลัพธ์ของการเจรจาจะมีผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของยูเครนและภูมิภาคโดยรวม การที่ “ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอีกมากมายในอนาคตอันใกล้

การตัดสินใจนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น การวางแผนรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเตรียมพร้อมสำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน รัสเซียยอมผ่อนปรนบางเรื่อง

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน เจรจายุติสงคราม

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามกับรัสเซีย ท่ามกลางรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ไว้แล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกจับตามอง การเดินทางมาเยือนยูเครนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นที่สนใจอย่างยิ่งว่าจะนำไปสู่ทิศทางใด

เมื่อ 19 พ.ย. 2568 กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) เดินทางถึงประเทศยูเครนแล้ว เพื่อหารือเกี่ยวกับความพยายามในการยุติสงครามกับรัสเซีย โดยทีมงานซึ่งนำโดยนาย แดน ดริสโคลล์ เลขาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ จะพบกับ โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนในวันพฤหัสบดีนี้ การเจรจาในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ที่ตึงเครียด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ สื่อต่างๆ เริ่มรายงานว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ทั้งหมด 28 ข้อ ซึ่งมีข้อตกลงที่ยูเครนจะต้องยอมผ่อนปรนครั้งใหญ่ รวมถึงสละดินแดนและอาวุธบางส่วน แต่ทั้งวอชิงตันและมอสโกยังไม่ได้ยืนยันแผนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ หากแผนสันติภาพดังกล่าวเป็นความจริง ยูเครนอาจต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการตัดสินใจ

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียในเมืองเทอร์โนปิล ทางตะวันตกของยูเครน และมีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 70 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามที่ยังคงดำเนินต่อไป

พันเอกเดวิด บัตเลอร์ โฆษกกองทัพบกสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า เลขาธิการดริสโคลล์และคณะ เดินทางถึงกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อเช้าวันพุธ (19 พ.ย.) เพื่อปฏิบัติภารกิจในนามของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ของยูเครน และจะมีการหารือเรื่องการยุติสงคราม

นายดริสโคลล์เดินทางมาพร้อมกับพลเอกแรนดี จอร์จ เสนาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ, พลเอกคริส โดนาฮิว ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ ในยุโรป โดยนายดริสโคลล์และพลเอกจอร์จ เป็นเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสุดของสหรัฐฯ ที่ได้เดินทางเยือนกรุงเคียฟของยูเครน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ยูเครนรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว ซีบีเอส ว่า การเจรจาในการเดินทางครั้งนี้จะเน้นไปที่สถานการณ์ทางทหารภาคพื้นดิน รวมถึงแผนการหยุดยิงที่เป็นไปได้ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ผู้ไม่ขอออกนามรายหนึ่งกล่าวว่า “ประธานาธิบดีเซเลนสกีและทรัมป์ได้ตกลงที่จะหยุดความขัดแย้งตามแนวปะทะที่มีอยู่แล้ว และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน”

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

สถานการณ์ในยูเครนยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอน การที่ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ เดินทางถึงยูเครนแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ในการหาทางออกให้กับความขัดแย้งนี้ อย่างไรก็ตาม การเจรจาและข้อตกลงต่างๆ อาจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก

ทำไมการเดินทางของเจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน จึงมีความสำคัญ

การเดินทางของ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐฯ และเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ในยูเครน

  • การหารือโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประเมินสถานการณ์
  • การพัฒนากลยุทธ์ร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือ การหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การเจรจาอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคและความขัดแย้งต่างๆ แต่ความพยายามในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ในยูเครน แต่ความสำเร็จของการเจรจาขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

รัสเซียถล่มยูเครน: ดับ 25 ศพ เจ็บอื้อ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง เมื่อรัสเซียได้ทำการโจมตีเมืองต่างๆ ในภาคตะวันตกของยูเครนอย่างหนักหน่วง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ การโจมตียังมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ทางการยูเครนต้องประกาศตัดไฟเพิ่มเติมเพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เมื่อรัสเซียเปิดฉากโจมตีเมืองเทอร์โนปิล ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของยูเครน ด้วยโดรนและขีปนาวุธ การโจมตีครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ โดยเป้าหมายหลักคืออาคารชุดพักอาศัย 2 แห่ง ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 25 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 73 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กถึง 15 คนที่ได้รับผลกระทบ

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในพื้นที่ภาคตะวันตกของยูเครน นับตั้งแต่ที่รัสเซียเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบเมื่อปี 2565 ซึ่งสร้างความเสียหายและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงให้กับประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

นอกจากเมืองเทอร์โนปิลแล้ว แคว้นทางตะวันตกอีก 2 แห่ง ได้แก่ แคว้นลวิฟ และแคว้นอิวาโน-ฟรังคิฟสค์ ก็ตกเป็นเป้าของการโจมตีเช่นกัน นอกจากนี้ โดรนของรัสเซียยังมุ่งเป้าไปที่สามเขตของเมืองคาร์คิฟ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือ ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย ภาพถ่ายที่เผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งอาคารและรถยนต์ถูกไฟไหม้ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้รับชม

กองทัพอากาศยูเครนได้ออกมาแถลงว่า พวกเขาสามารถยิงทำลายโดรนที่รัสเซียส่งเข้ามาได้ 442 ลำ จากทั้งหมด 476 ลำ และสามารถทำลายขีปนาวุธได้ 41 ลูก จากทั้งหมด 48 ลูกที่ถูกยิงเข้ามา อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ยังคงมีจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน

เมืองเทอร์โนปิล ซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนโปแลนด์มากกว่ากรุงเคียฟ ไม่ค่อยถูกโจมตีบ่อยนักนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ทำให้การโจมตีครั้งล่าสุดสร้างความตกใจและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นภาพอาคารชุดแห่งหนึ่งในสองแห่งที่ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ส่วนนายอีฮอร์ คลีเมนโก รัฐมนตรีมหาดไทย กล่าวว่าอาคารถูกทำลายตั้งแต่ชั้นที่สามถึงชั้นที่เก้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการโจมตี

นายเซเลนสกีกล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง และมีรายงานว่ามีผู้ประสบเหตุจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ควันไฟพวยพุ่งออกมาจากหน้าต่าง และมีกองไฟเล็ก ๆ ลุกไหม้อยู่นอกอาคารชุด สร้างความโกลาหลและความสิ้นหวังให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

อีกด้านหนึ่ง รัสเซียยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยภาคพลังงานในแคว้นอิวาโน-ฟรังคิฟสค์ ก็ถูกโจมตีเช่นกัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็ก 2 รายที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตี

รัสเซียได้ระดมโจมตีภาคพลังงานของยูเครนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา และยกระดับการโจมตีขึ้นอีกในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อน ส่งผลให้ทางการยูเครนต้องตัดไฟในบางพื้นที่เพื่อแบ่งสันปันส่วนการใช้ไฟฟ้า และหลังจากการโจมตีครั้งล่าสุด กระทรวงพลังงานก็ได้ประกาศตัดกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมทั่วประเทศ

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามในยูเครน และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ การโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่อาคารที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สร้างความเสียหายและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนต้องเผชิญกับความยากลำบากมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบจากเหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน

  • มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
  • โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย
  • ประชาชนต้องเผชิญกับการตัดไฟ
  • เกิดความเสียหายต่ออาคารที่อยู่อาศัย
  • สร้างความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในชีวิต

นานาชาติต่างประณามการกระทำของรัสเซีย และเรียกร้องให้ยุติการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อนำไปสู่การยุติสงครามและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในยูเครน

เหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและสะเทือนใจ การสูญเสียชีวิตและความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด การช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากและสร้างความหวังให้กับพวกเขา

การรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครนอย่างถูกต้องและเป็นกลางเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงและสามารถเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น การร่วมกันส่งกำลังใจและความช่วยเหลือให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความห่วงใยซึ่งกันและกัน

ที่มา – รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน ดับแล้ว 25 ศพ เจ็บอื้อ

ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” 100 ลำ

ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” สูงสุด 100 ลำจากฝรั่งเศส หลังจากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงของรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยูเครนจะได้รับเครื่องบินขับไล่ Rafale F4 ของฝรั่งเศส สูงสุด 100 ลำ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง ภายใน 1 ทศวรรษหลังจากนี้ เพื่อเสริมขีดความสามารถของเคียฟในการปกป้องประเทศจากการโจมตีของรัสเซีย การจัดหาเครื่องบินรบ ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพทางการทหารของยูเครน

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ออกมายกย่องว่านี่เป็นความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ หลังจากลงนามใน “หนังสือแสดงเจตจำนง” (letter of intent) ร่วมกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ที่ฐานทัพอากาศในกรุงปารีส

ตามแผนการแล้ว การส่งมอบเครื่องบินรบ ราฟาเอล เอฟ 4 จะแล้วเสร็จภายในปี 2578 ขณะที่การผลิตโดรนสกัดกั้นร่วมกันจะเริ่มขึ้นในปีนี้

รายละเอียดทางการเงินยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินการ และจะมีการจัดทำข้อตกลงซื้อขายระหว่างกันหลังจากนี้ โดยมีรายงานว่าฝรั่งเศสวางแผนที่จะดึงดูดเงินทุนจากสหภาพยุโรป และใช้สินทรัพย์ของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่เป็นที่ถกเถียงและทำให้กลุ่มสมาชิก EU 27 ประเทศมีความเห็นแตกแยก

“นี่คือข้อตกลงเชิงยุทธศาสตร์ที่จะคงอยู่เป็นเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่ปีหน้า” เซเลนสกีกล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับมาครงเมื่อวันจันทร์ และเสริมว่า ยูเครนจะได้รับ เรดาร์ฝรั่งเศสที่ทรงพลังมาก, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ 8 เครื่อง, และอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงอื่น ๆ

ส่วนนายมาครงกล่าวในงานแถลงข่าวร่วมกับนายเซเลนสกีว่า “เรากำลังวางแผน [เรื่องเครื่องบิน] Rafales 100 ลำ นั่นเป็นจำนวนมหาศาล นั่นคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูกองทัพยูเครน” และเสริมว่า เขาต้องการช่วยยูเครนเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของยูเครนเกิดขึ้นหลังจากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัสเซียได้ยกระดับการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อยูเครน โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและรถไฟ ซึ่งก่อให้เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ทั่วประเทศ มีพลเรือนหลายสิบคนเสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว

ปัจจุบัน ยูเครนกำลังใช้เครื่องบินรบ Mirage ของฝรั่งเศส รวมถึงเครื่องบิน F-16 ที่ผลิตในสหรัฐฯ ในการรับมือการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย นอกจากนั้น เคียฟยังได้ตกลงเบื้องต้นที่จะขอรับเครื่องบินขับไล่ Gripen ของสวีเดนเมื่อไม่นานมานี้

ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” สูงสุด 100 ลำ

การตัดสินใจของยูเครนในการจัดหาเครื่องบินรบราฟาเอล เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งกับรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้น และยูเครนต้องการเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งเครื่องบินรุ่นใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการต่อต้านการโจมตีทางอากาศ และปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ

รายละเอียดข้อตกลง ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล”

ข้อตกลงระหว่างยูเครนและฝรั่งเศสระบุว่า ยูเครนจะได้รับเครื่องบินรบ Rafale F4 จำนวนสูงสุด 100 ลำ พร้อมระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัย โดยการส่งมอบจะทยอยดำเนินการภายใน 10 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนที่จะเริ่มการผลิตโดรนสกัดกั้นร่วมกันในปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีและการผลิตระหว่างสองประเทศ

แม้ว่ารายละเอียดทางการเงินยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา แต่ฝรั่งเศสกำลังพิจารณาแหล่งเงินทุนต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป และการใช้สินทรัพย์ของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ เพื่อช่วยในการจัดหาเงินทุนสำหรับข้อตกลงนี้

การได้รับเครื่องบินรบราฟาเอล จะช่วยให้ยูเครนสามารถปรับปรุงกองทัพอากาศให้ทันสมัย และเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงที่ยูเครนกำลังเผชิญอยู่ การเสริมสร้างศักยภาพทางการทหารจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การที่ ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” ถือเป็นความหวังที่จะทำให้ยูเครนมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อตกลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ยังเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของฝรั่งเศสและพันธมิตร ในการสนับสนุนยูเครนในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของตนเอง

การที่ยูเครนได้เครื่องบินรบ ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” ทำให้เกิดคำถามว่ารัสเซียจะมีการตอบโต้อย่างไรต่อไป

ที่มา – ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” สูงสุด 100 ลำจากฝรั่งเศส

ทรัมป์พบเซเลนสกี หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พบกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย หลังประสบความสำเร็จกับข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม การส่งมอบจรวดโทมาฮอว์กอาจทำให้สถานการณ์ยิ่งบานปลาย

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้เปิดทำเนียบขาวต้อนรับนายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางในการยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปีแล้ว โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในบรรยากาศที่เป็นทางการในรูปแบบ “working lunch” ภายหลังจากที่ทรัมป์เพิ่งประสบความสำเร็จในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงในตะวันออกกลาง

ในการหารือครั้งนี้ เซเลนสกีได้แสดงความยินดีกับทรัมป์สำหรับบทบาทของเขาในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา พร้อมกล่าวว่า “ผมคิดว่าเราสามารถยุติสงครามยูเครน–รัสเซียนี้ได้ หากเราได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา” นอกจากนี้ เขายังได้เสนอแนวคิดในการแลกเปลี่ยนโดรนที่ผลิตในยูเครนกับจรวดพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” (Tomahawk) จากสหรัฐฯ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้เตือนว่า การส่งมอบจรวดชนิดนี้อาจทำให้สถานการณ์มีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น โดยกล่าวว่า “มันอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงครั้งใหญ่ และอาจเกิดเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ตามมาได้อีกมากมาย”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยส่งสัญญาณว่า เขาอาจพิจารณาที่จะมอบจรวดโทมาฮอว์กให้กับยูเครน แต่ภายหลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เขากล่าวว่า “เราก็จำเป็นต้องใช้มันเช่นกัน ซึ่งทำให้ผมยังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี”

ด้านทำเนียบขาวได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ทรัมป์และปูตินได้ตกลงที่จะพบกันที่ประเทศฮังการีในเร็ว ๆ นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการทูตต่อไป โดยคณะที่ปรึกษาของทั้งสองฝ่ายจะเริ่มพูดคุยเพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมครั้งนี้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า

ทรัมป์พบเซเลนสกี หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

เซเลนสกีเสนอแลกโดรนยูเครนกับจรวดโทมาฮอว์ก

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของนานาชาติในการหาทางออกให้กับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในยูเครน การพบปะระหว่างทรัมป์และเซเลนสกีถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การเจรจาและการประนีประนอมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างในมุมมองระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียเกี่ยวกับบทบาทของจรวดโทมาฮอว์กยังคงเป็นประเด็นที่ต้องแก้ไข การตัดสินใจของทรัมป์ว่าจะส่งมอบอาวุธดังกล่าวให้กับยูเครนหรือไม่ จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางของสงคราม

  • การที่ทรัมป์เข้ามามีบทบาทในการเจรจาหยุดยิงในฉนวนกาซา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • การหารือระหว่างทรัมป์และเซเลนสกีเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความเข้าใจและหาทางออกร่วมกันสำหรับวิกฤตในยูเครน
  • การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดการประชุมระหว่างทรัมป์และปูตินในอนาคตอันใกล้นี้ แสดงให้เห็นถึงความหวังในการเจรจาและการประนีประนอม

การยุติสงครามยูเครน–รัสเซียไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความพยายามและความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยังคงมีความหวังว่าสันติภาพจะสามารถเกิดขึ้นได้ในที่สุด

การหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และยูเครนครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการแสวงหาทางออกทางการทูตสำหรับความขัดแย้งที่ซับซ้อนนี้ แม้จะมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของสหรัฐฯ และความเต็มใจของทุกฝ่ายในการเจรจา จะเป็นปัจจัยสำคัญในการนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – “ทรัมป์” พบ “เซเลนสกี” ที่ทำเนียบขาว หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

ทรัมป์ขู่รัสเซีย! ส่งโทมาฮอว์กให้ยูเครน?

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนรัสเซียอย่างชัดเจนว่า อาจพิจารณาจัดส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามยังไม่จบ นี่เป็นการส่งสัญญาณว่าทรัมป์พร้อมเพิ่มแรงกดดันต่อวลาดิเมียร์ ปูตินด้วยอาวุธสำคัญ

ทรัมป์กล่าวระหว่างเดินทางบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันไปยังอิสราเอลว่า “ผมอาจบอกว่า ‘ถ้าสงครามนี้ไม่จบ ผมจะส่งโทมาฮอว์กให้พวกเขา'” เขายังเสริมว่า “โทมาฮอว์กเป็นอาวุธที่น่าทึ่ง รัสเซียไม่อยากได้มันหรอก”

อดีตผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่าได้คุยเรื่องขีปนาวุธโทมาฮอว์กกับโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนแล้ว โดยบอกว่า “พวกเขา (รัสเซีย) อยากให้มีโทมาฮอว์กมุ่งหน้าไปทางนั้นไหม? ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะอยาก” และ “โทมาฮอว์กคืออีกก้าวของการรุกราน”

สัญญาณที่แข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียโจมตีเครือข่ายพลังงานของยูเครนอย่างหนัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก่อนฤดูหนาว รัสเซียแสดง “ความกังวลอย่างยิ่ง” เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะจัดหาขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กให้ยูเครน ก่อนหน้านี้ปูตินเคยบอกว่า การที่สหรัฐฯ ให้ขีปนาวุธพิสัยไกลแก่ยูเครน จะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

เซเลนสกีกล่าวถึงการพูดคุยกับทรัมป์ว่าเป็นไปใน “ทิศทางที่ดีมาก” และทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการเสริมสร้าง “การป้องกันภัยทางอากาศ ความสามารถในการฟื้นตัว และศักยภาพพิสัยไกล” ของยูเครน รวมถึง “รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน”

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าทีของทรัมป์ต่อปูตินดูแข็งกร้าวขึ้น หลังจากที่ผู้นำรัสเซียปฏิเสธที่จะเจรจากับเซเลนสกีเพื่อลดความขัดแย้ง ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยบอกว่าเขาเชื่อว่ายูเครนสามารถทวงคืนดินแดนทั้งหมดที่เสียให้กับรัสเซียได้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เคยเรียกร้องให้ยูเครนประนีประนอมเพื่อยุติสงคราม

ขีปนาวุธโทมาฮอว์กจะทำให้ยูเครนมีอิสระในการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ซึ่งเซเลนสกีบอกว่าเป็นแรงกดดันที่จำเป็นเพื่อให้รัสเซียเจรจาสันติภาพอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ ยังคงต่อต้านการเรียกร้องของเซเลนสกีในการจัดส่งขีปนาวุธดังกล่าว

ทรัมป์สรุปสถานการณ์สงครามว่า “ผมคิดว่าปูตินจะดูดีมากถ้าเขาสามารถจัดการเรื่องนี้ได้” และ “มันจะไม่เป็นผลดีต่อเขา” หากสงครามยังยืดเยื้อต่อไป

ทรัมป์ขู่รัสเซีย อาจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามไม่ยุติโดยเร็ว

ทำไมทรัมป์ถึงขู่ส่งโทมาฮอว์กให้ยูเครน?

การขู่ส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน อาจเป็นกลยุทธ์ของทรัมป์ในการเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียให้ยุติสงคราม การที่ยูเครนมีขีปนาวุธที่สามารถโจมตีเป้าหมายในรัสเซียได้ จะทำให้รัสเซียต้องคิดหนักขึ้นเกี่ยวกับการทำสงครามต่อไป

นอกจากนี้ การส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวต่อรัสเซีย อาจเป็นการแสดงให้เห็นว่าทรัมป์ยังคงให้ความสำคัญกับยูเครน และพร้อมที่จะสนับสนุนยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วก็ตาม

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากสหรัฐฯ ส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน จริง อาจทำให้สถานการณ์ในยูเครนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น รัสเซียอาจตอบโต้ด้วยการโจมตียูเครนหนักขึ้น หรืออาจใช้มาตรการอื่นๆ เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ

นอกจากนี้ การที่ยูเครนมีขีปนาวุธที่สามารถโจมตีรัสเซียได้ อาจทำให้รัสเซียไม่เต็มใจที่จะเจรจาสันติภาพ และอาจทำให้สงครามยืดเยื้อต่อไปอีกนาน

การตัดสินใจว่าจะส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครนหรือไม่ เป็นการตัดสินใจที่สำคัญและมีความเสี่ยงสูง สหรัฐฯ จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

การที่ทรัมป์ออกมาขู่รัสเซียเรื่องการส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าสถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – ทรัมป์ขู่รัสเซีย อาจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามไม่ยุติโดยเร็ว

โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าล่าสุด

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียเปิดเผยว่า กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้าของประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่รัสเซียกำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนใกล้กับชายแดน เหตุการณ์โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้านี้สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มขึ้น

นายไอโอนุต มอสเตียนู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโรมาเนีย กล่าวว่า เครื่องบินขับไล่ F-16 สามารถเข้าใกล้โดรนดังกล่าวได้สำเร็จก่อนที่มันจะบินกลับเข้าไปในน่านฟ้ายูเครน ในเวลาไล่เลี่ยกัน โปแลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกนาโต ก็สั่งการให้เครื่องบินขึ้นสกัดโดรนรัสเซียที่รุกล้ำน่านฟ้าเช่นกัน สถานการณ์โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้านี้เป็นสัญญาณที่น่ากังวล

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียแถลงว่า ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 2 ลำ และ Eurofighters อีก 2 ลำ ขึ้นสกัดโดรนที่ตรวจพบในน่านฟ้าของประเทศ โดยได้ติดตามจนกระทั่งมันหายไปจากเรดาร์ และได้ออกคำเตือนให้ประชาชนในเขต ทุลเชอา ที่อยู่ใกล้ชายแดนแม่น้ำดานูบและยูเครนหลบภัย

โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่าข้อมูลยืนยันว่าโดรนลำดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในดินแดนโรมาเนียประมาณ 10 กิโลเมตร และอยู่ในน่านฟ้าของนาโต นานกว่า 50 นาที พร้อมประณามว่านี่คือ “การขยายวงสงครามของรัสเซียอย่างชัดเจน” และเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรและใช้มาตรการทางภาษีกับรัสเซีย การกระทำดังกล่าวทำให้ โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า กลายเป็นประเด็นสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ นาโตได้ประกาศแผนการเสริมสร้างการป้องกันในฝั่งตะวันออกของยุโรป หลังจากโปแลนด์ยิงโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้าของตนตก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกนาโต ยิงโดรนระหว่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน

แม้โรมาเนียจะมีกฎหมายที่อนุญาตให้กองทัพสามารถยิงโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้าได้ในช่วงเวลาปกติ แต่ยังไม่มีการอนุมัติกฎระเบียบการบังคับใช้ทั้งหมด ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

มาเรีย มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดน โพสต์แสดงความเห็นว่าการละเมิดน่านฟ้าครั้งนี้เป็น “การละเมิดน่านฟ้านาโตที่ยอมรับไม่ได้อีกครั้ง” และยืนยันว่าสวีเดนจะยืนเคียงข้างโรมาเนียในฐานะพันธมิตรนาโต และสมาชิกสหภาพยุโรป.

โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากเหตุการณ์โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า

เหตุการณ์โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การละเมิดน่านฟ้าเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่โดรนรัสเซียรุกล้ำเข้าไปในน่านฟ้าของประเทศสมาชิกนาโตอย่างโรมาเนีย ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากในหมู่ประเทศสมาชิกนาโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนยูเครน

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นการท้าทายต่อความมั่นคงของภูมิภาคยุโรปตะวันออก และอาจนำไปสู่การตอบโต้จากนาโต ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ในยูเครนเลวร้ายลงไปอีก

มาตรการตอบโต้ของนาโตต่อการรุกล้ำน่านฟ้า

หลังจากเหตุการณ์โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า นาโตได้ออกมาประณามการกระทำของรัสเซีย และได้ประกาศว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนทางอากาศในภูมิภาคยุโรปตะวันออก นอกจากนี้ นาโตยังได้เรียกร้องให้รัสเซียยุติการกระทำที่ยั่วยุ และเคารพในอธิปไตยของประเทศอื่น

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่านาโตจะใช้มาตรการตอบโต้อื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่ การตัดสินใจว่าจะตอบโต้อย่างไรขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ และการปรึกษาหารือระหว่างประเทศสมาชิกนาโต

  • การเพิ่มกำลังทางทหารในภูมิภาค
  • การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย
  • การสนับสนุนทางการทหารให้กับยูเครน

สถานการณ์นี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การตอบโต้ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุดจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกฝ่าย และจะต้องไม่ทำให้สถานการณ์ในยูเครนเลวร้ายลงไปอีก การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างโจมตียูเครน

รัสเซียลั่น! ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ล่าสุด

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังจากผู้นำโปแลนด์ออกมากล่าวหาว่าโดรนรัสเซียหลายลำรุกล้ำน่านฟ้าจนถูกยิงร่วง สร้างความตึงเครียดในภูมิภาค

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของรัสเซียได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าไม่มีแผนการที่จะโจมตีเป้าหมายใดๆ ในประเทศโปแลนด์ทั้งสิ้น แถลงการณ์นี้มีขึ้นหลังจากรัฐบาลวอร์ซอออกมาเปิดเผยว่า โดรนของรัสเซียได้รุกล้ำเข้าไปในน่านฟ้าของพวกเขา และถูกยิงตกในที่สุด

ตามข้อมูลที่เปิดเผยจากกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา พวกเขาได้ปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายทางทหารและอุตสาหกรรมในภาคตะวันตกของยูเครน โดยใช้ทั้งมิสไซล์และโดรน แต่ยืนยันว่าไม่มีแผนการที่จะโจมตีเป้าหมายใดๆ ในดินแดนของโปแลนด์

“โดรนของรัสเซียที่ถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์ มีระยะทำการสูงสุดไม่เกิน 700 กิโลเมตร” แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุ “อย่างไรก็ตาม เราพร้อมที่จะจัดการหารือกับกระทรวงกลาโหมของโปแลนด์ในประเด็นนี้”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพของโปแลนด์ตรวจพบโดรนอย่างน้อย 19 ลำรุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของพวกเขาเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีโดรน 3-4 ลำในจำนวนนี้ถูกเครื่องบินของโปแลนด์และนาโตยิงตก

นายทุสก์ยังยืนยันอีกว่า โดรนจำนวนมากบินเข้าสู่ประเทศของเขาจากทางเบลารุส โดยโดรนลำสุดท้ายถูกยิงตกในเวลา 6.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่โดรนของรัสเซียถูกยิงตกในดินแดนของชาติสมาชิกนาโต นายทุสก์เตือนว่า โปแลนด์กำลังเข้าใกล้ความขัดแย้งอย่างเปิดเผยมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

“ผมไม่มีเหตุผลที่จะอ้างว่าเราอยู่บนปากเหวของสงคราม แต่เส้นแบ่งได้ถูกข้ามไปแล้ว และมันอันตรายกว่าแต่ก่อนอย่างเทียบไม่ได้” นายกรัฐมนตรีโปแลนด์กล่าวกับรัฐสภา “สถานการณ์นี้ทำให้เราเข้าใกล้ความขัดแย้งอย่างเปิดเผยมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง”

สถานการณ์ตึงเครียดนี้ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออก และเรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดโดยเร็วที่สุด

ความสำคัญของการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหารัสเซียลั่น! ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การเจรจาและการสื่อสารระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย การที่รัสเซียแสดงความพร้อมที่จะหารือกับโปแลนด์ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่จำเป็นต้องมีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

รัสเซียลั่น! ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย-โปแลนด์หลังเหตุการณ์โดรนล้ำน่านฟ้า

เหตุการณ์โดรนล้ำน่านฟ้าและการยิงตกย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและโปแลนด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่โปแลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกของนาโตออกมากล่าวหารัสเซียอย่างเปิดเผย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างมากจากทั้งสองฝ่ายในการสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้ง

ท่าทีของนาโตต่อสถานการณ์รัสเซียลั่น! ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์

นาโตได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้การสนับสนุนโปแลนด์ในฐานะสมาชิก การที่นาโตส่งเครื่องบินลาดตระเวนเข้ามาในน่านฟ้าของโปแลนด์แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนาโตในการปกป้องสมาชิก และป้องกันการรุกรานจากภายนอก นาโตอาจจำเป็นต้องทบทวนมาตรการป้องกันชายแดนของตน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยและภูมิภาคของเรา

ดังนั้น การที่รัสเซียออกมายืนยันว่าไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์นั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามและพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไป

ที่มา – รัสเซียลั่น ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าจนโดนยิงร่วง

Scroll to top