ข่าวราชกิจจานุเบกษา

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ราชองครักษ์ในพระองค์

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง เป็นข่าวราชการที่น่าสนใจล่าสุดจากราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแสดงถึงพระราชประเพณีและการถวายความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ โดยมีเนื้อหาสำคัญว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรทั้ง 93 นาย ปฏิบัติราชการในหน้าที่ดังกล่าวต่อไปอีกวาระ

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

พระบรมราชโองการนี้ทรงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 ประกอบพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 พระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2495 และระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่กำหนดบทบาทของราชองครักษ์ในการถวายความปลอดภัยและรับใช้พระองค์อย่างใกล้ชิด ราชองครักษ์ในพระองค์ถือเป็นหน่วยงานพิเศษที่มีหน้าที่สำคัญยิ่งในการคุ้มกันพระองค์ท่านและราชวงศ์ โดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งต้องมีความจงรักภักดีสูงสุดและมีคุณสมบัติเหมาะสม

การโปรดเกล้าฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน สะท้อนถึงพระราชวิสัยในการทรงคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถเพื่อถวายราชการแผ่นดิน

รายชื่อนายทหารและนายตำรวจที่ได้รับพระราชทาน

รายชื่อแบ่งตามเหล่าทัพและกองทัพตำรวจ ดังนี้

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารบก จำนวน 55 นาย

  • 1. พลเอก กิตติพงศ์ ชื่นใจชน
  • 2. พลเอก เดชาธร สุขแสง
  • 3. พลเอก ไพศาล หนูสังข์
  • 4. พลเอก ร่มเกล้า ปั้นดี
  • 5. พลเอก อมฤต บุญสุยา
  • 6. พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์
  • 7. พลเอก อุดม แก้วมหา
  • 8. พลโท ชายแดน กฤษณสุวรรณ
  • 9. พลโท ณุดนัย บูรณสมภพ
  • 10. พลโท ธีรพล ศรีเกษม
  • 11. พลโท พงษ์ศักดิ์ เอี่ยมพญา
  • 12. พลโท พงษ์สวัสดิ์ ภาชนะทิพย์
  • 13. พลโท พิจิตร บุญญสุวรรณ
  • 14. พลโท วรเดช เดชรักษา
  • 15. พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ
  • 16. พลโท ศาสตรา ศรีเพ็ญ
  • 17. พลโท สราวุธ ไชยสิทธิ์
  • 18. พลโท เสรี ตรีครุธพันธุ์
  • 19. พลโท อาจิณ ปัทมจิตร
  • 20. พลตรี กิตติ คงหอม
  • 21. พลตรี กิตติ ประพิตรไพศาล
  • 22. พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว
  • 23. พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร
  • 24. พลตรี ณรงค์ฤทธิ ปาณิกบุตร
  • 25. พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์
  • 26. พลตรี ธารา เจนตลอด
  • 27. พลตรี ธวัชชัย วรรณดิลก
  • 28. พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร
  • 29. พลตรี นิติ ติณสูลานนท์
  • 30. พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
  • 31. พลตรี ไพบูลย์ จุลภาคี
  • 32. พลตรี เรืองพงษ์ วงษ์ศรีสุข
  • 33. พลตรี เรืองศักดิ์ แก่นกำจร
  • 34. พลตรี ศรัณย์ รอดบุญธรรม
  • 35. พลตรี สมใจ คิดเกื้อการุญ
  • 36. พลตรี สิษฐเศรษฐ์ หิรัณญพงศ์
  • 37. พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์
  • 38. พลตรี สุจินต์ ทรัพย์สิน
  • 39. พลตรี เสกสรรค์ พรหมศักดิ์
  • 40. พันเอก กฤษณ์ สุนสะธรรม
  • 41. พันเอก จรูญ จตุรงค์
  • 42. พันเอก เฉลิมพล นุตรักษ์
  • 43. พันเอก ชาตรี สงวนธรรม
  • 44. พันเอก ชินสรณ์ เรืองศุข
  • 45. พันเอก ฐิติพงษ์ อินวะษา
  • 46. พันเอก ณัฏฐภูมิ หลาวทอง
  • 47. พันเอก ธนิต อิ่มอกใจ
  • 48. พันเอก ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์
  • 49. พันเอก พิเชษฐ์ ชุติเดโซ
  • 50. พันเอก พิพัฒน์ ศรีทองพิมพ์
  • 51. พันเอก ภาณุมาส จีนานุรักษ์
  • 52. พันเอก มีชัย นิลศาสตร์
  • 53. พันเอก ยุทธนาม เพชรม่วง
  • 54. พันเอก รุ่งเพชร คนทัด
  • 55. พันเอก ศตวรรษ อินทร์กง

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารเรือ จำนวน 18 นาย

  • 56. พลเรือเอก ปรีดิวัฒน์ ดิลกนรนารถ
  • 57. พลเรือโท ธวัชชัย พิมพ์เมือง
  • 58. พลเรือโท พนม ควรประดิษฐ์
  • 59. พลเรือโท สุริยา ภักดีเสนา
  • 60. พลเรือโท อนิรุธ สวัสดี
  • 61. พลเรือตรี ชนก สนทราพรพล
  • 62. พลเรือตรี ชานินท์ ศรียาภัย
  • 63. พลเรือตรี ชเนศร์ สิงหชาญ
  • 64. พลเรือตรี ชัย เกตุวัฒนกิจ
  • 65. พลเรือตรี ชัยยุทธ์ คลังเงิน
  • 66. พลเรือตรี โยธิน ธนะมูล
  • 67. พลเรือตรี ศศิน สวรรคทัต
  • 68. พลเรือตรี ศิริพัฒน์ แพงพันธุ์
  • 69. นาวาเอก เกียรติก้อง ปานทอง
  • 70. นาวาเอก บุญมี แก้วสง่า
  • 71. นาวาเอก ไมตรี บุตรบุรี
  • 72. นาวาเอก ไวพจน์ วีระประเสริฐศักดิ์
  • 73. นาวาเอก อมรศักดิ์ ปัทมปราณี

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารอากาศ จำนวน 7 นาย

  • 74. พลอากาศตรี เจริญ วัฒนศรีมงคล
  • 75. พลอากาศตรี นรุธ กำเนิดนักตะ
  • 76. พลอากาศตรี พฤทธิ์ ตึกสุอินทร์
  • 77. พลอากาศตรี มณเฑียร หมีโชติ
  • 78. นาวาอากาศเอก ชวภณ ยิ้มพงษ์
  • 79. นาวาอากาศเอก เนาวมรัตน์ ประพัฒน์ทอง
  • 80. นาวาอากาศเอก พรประเสริฐ ผ่านภพ

นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 13 นาย

  • 1. พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร
  • 2. พลตำรวจโท พิสิฐ ตันประเสริฐ
  • 3. พลตำรวจโท ยิ่งยศ เทพจำนงค์
  • 4. พลตำรวจโท รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ
  • 5. พลตำรวจโท อิทธิพล อิทธิสารรณชัย
  • 6. พลตำรวจตรี ชัยรพ จุณณวัตต์
  • 7. พลตำรวจตรี โชคชัย งามวงศ์
  • 8. พลตำรวจตรี ชัยยะ เพ็ชรปัญญา
  • 9. พลตำรวจตรี พันธนะ นุชนารถ
  • 10. พลตำรวจตรี วัลลพ จำนงค์อาษา
  • 11. พลตำรวจตรี วิวัฒน์ คำชำนาญ
  • 12. พลตำรวจตรี ศรัญญู ชำนาญราช
  • 13. พันตำรวจเอก เดชาวัต ชาวศรีทอง

รายชื่อทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มจากราชกิจจานุเบกษาได้เลยครับ การแต่งตั้งราชองครักษ์ในพระองค์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นระยะ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการถวายงานและรักษาความมั่นคงให้สถาบันพระมหากษัตริย์

ในมุมมองของผม การโปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง ครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเข้มแข็งของกองทัพไทยและตำรวจที่พร้อมถวายชีวิตเพื่อพระองค์ท่าน เหล่าบุคคลสำคัญเหล่านี้ล้วนมีประวัติการรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างดี หากคุณสนใจประวัติศาสตร์ราชองครักษ์หรือข่าวราชการเพิ่มเติม ลองคอมเมนต์ด้านล่างหรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ถือเป็นข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองไทยล่าสุด ที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและนักการเมืองจำนวนมาก ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการนี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการแต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เข้ามารับตำแหน่งแทนนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ตามที่วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เนื่องจากนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ได้พ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระ ทำให้ตำแหน่งว่างลง การแต่งตั้งนี้จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560

รายละเอียดในพระบรมราชโองการ

ในประกาศระบุชัดเจนว่านายจิรุตม์ วิศาลจิตร มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย การโปรดเกล้าฯ นี้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังกำหนดจัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการในวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 10.59 น. ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงาน กกต. เพื่อความเป็นทางการ

บทบาทสำคัญของกรรมการการเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลการเลือกตั้งทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย การมีกรรมการใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

  • กำกับดูแลกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด
  • รับเรื่องร้องเรียนและทุจริตเลือกตั้ง
  • จัดทำทะเบียนผู้มาใช้สิทธิ์
  • ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งนี้ คาดว่าจะนำประสบการณ์มาปรับใช้ในการทำงานของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น การลงทะเบียนออนไลน์หรือการตรวจสอบผลแบบเรียลไทม์

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่ครั้งล่าสุดและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐบาล การมีคณะกรรมการชุดใหม่ที่สมบูรณ์ จะช่วยให้การเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติในอนาคตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ลดข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสที่มักเกิดขึ้นในอดีต

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงกระบวนการทำงานของรัฐธรรมนูญที่ให้วุฒิสภามีบทบาทในการเสนอชื่อผู้เหมาะสม ซึ่งช่วยให้เกิดความสมดุลในการตรวจสอบอำนาจ ประชาชนควรติดตามการทำงานของนายจิรุตม์ในตำแหน่งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งไทยจะยั่งยืนและเป็นธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความต่อเนื่องของสถาบันการเมือง หาก กกต. ชุดใหม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยได้อย่างมาก แนะนำให้ทุกท่านติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาและเว็บไซต์ กกต. เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ เป็นพระราชกรณีย์ที่แสดงถึงพระเมตตาและพระราชหทัยอันห่วงใยต่อข้าราชการทหารผู้เสียสละชีวิตและร่างกายเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี 2 ฉบับ ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษให้แก่ทหาร 4 นายที่เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษนี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานแก่ข้าราชการทหารผู้กล้าหาญ ซึ่งมักเกิดขึ้นในกรณีที่ทหารเสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปกติหรือเหตุฉุกเฉิน การพระราชทานยศนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องคุณงามความดี แต่ยังช่วยให้ครอบครัวของผู้เสียสละได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม เช่น ค่าตอบแทนและสวัสดิการเพิ่มเติมตามกฎหมาย

รายละเอียดประกาศฉบับแรก: พระราชทานยศพลตรีแก่พันเอกเทพทอง

ประกาศฉบับแรกเรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ระบุว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศ พลตรี เป็นกรณีพิเศษให้แก่ พันเอกเทพทอง อินทรทัต ข้าราชการทหารสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย ที่เสียชีวิตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาปกติ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568

พันเอกเทพทอง อินทรทัต เป็นตัวอย่างของทหารผู้เสียสละอย่างสูงสุด การจากไปของท่านทิ้งไว้ซึ่งความจดจำอันน่าประทับใจในหมู่เพื่อนร่วมงานและครอบครัว พระราชทานยศนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของหน้าที่ทหารในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

ประกาศฉบับที่สอง: พระราชทานยศแก่ 3 ทหารบาดเจ็บทุพพลภาพ

ส่วนประกาศฉบับที่สองเรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบก จำนวน 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บถึงพิการทุพพลภาพเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน ดังนี้

  • จ่าสิบเอก มะนายี สาเมาะ เป็น พันโท ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2567
  • จ่าสิบเอก เจริญ เพ็ชรภิมล เป็น พันโท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2568
  • สิบโท อดิศัย สุขศิริวัฒน์ เป็น ร้อยตรี ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2567

ทั้ง 3 นายนี้ต่างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความกล้าหาญในการปกป้องประชาชนและประเทศชาติ แม้ร่างกายจะทุพพลภาพ แต่จิตวิญญาณของความเป็นทหารยังคงอยู่

ความหมายและความสำคัญของการพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ

การพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษมิใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นพระราชกรุณาเฉพาะสำหรับผู้ที่เสียสละอย่างยิ่งยวด ตามประมวลกฎหมายทหารและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ยศที่พระราชทานนี้จะมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ทำให้ครอบครัวได้รับ年金และสิทธิอื่นๆ ในระดับยศสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลทั้งกองทัพไทย

ในอดีต มีตัวอย่างมากมายของการพระราชทานยศเช่นนี้ เช่น ในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบหรือภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความภักดีและความสามัคคีในหมู่ทหาร ปัจจุบัน กองทัพไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนในยามภัยพิบัติ การรักษาความมั่นคง หรือการสนับสนุนโครงการพระราชดำริ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บนี้ จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนเห็นคุณค่าของการเสียสละเพื่อส่วนรวม ทหารเหล่านี้คือวีรบุรุษที่สมควรได้รับการยกย่องจากประชาชนทุกคน

บทเรียนจากความกล้าหาญของทหารผู้รับพระราชทานยศ

จากกรณีนี้ เราสามารถเรียนรู้ได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดชีวิตคือหัวใจของความเป็นทหาร ไม่ว่าจะในกองบัญชาการกองทัพไทยหรือกองทัพบก ทุกหน่วยงานล้วนมีความสำคัญ ครอบครัวของทหารเหล่านี้คงภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับพระราชกรุณานี้ โดยมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความมั่นคงของชาติยังคงต้องพึ่งพาทหารผู้กล้าเหล่านี้ การพระราชทานยศนี้ไม่เพียงยกย่องบุคคล แต่ยังเป็นพระราชปณิธานในการดูแลทุกคนที่อุทิศตนเพื่อแผ่นดิน

สุดท้ายนี้ การพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษนี้แสดงให้เห็นถึงพระราชหทัยอันเปี่ยมเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สร้างความปลื้มปีติแก่ปวงพสกนิกร หากคุณชื่นชอบข่าวสารพระราชกรณีย์และเรื่องราวทหารไทย สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา เพื่อร่วมกันยกย่องวีรบุรุษของชาติ

ที่มา – พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พล.ต.ต.อำนวย พวกสนิท พ้นราชองครักษ์

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 24 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พล.ต.ต.อำนวย พวกสนิท พ้นจากหน้าที่ราชองครักษ์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงบุคลากรในหน่วยงานที่รับผิดชอบการถวายความปลอดภัยแด่พระบรมวงศานุครราชวงศ์ ข่าวนี้สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่รัดกุมในราชสำนัก โดยอาศัยพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พล.ต.ต.อำนวย พวกสนิท พ้นจากหน้าที่ราชองครักษ์

พระบรมราชโองการดังกล่าวลงวันที่ 23 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ พลตำรวจตรีอำนวย พวกสนิท พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2569 ทันทีที่ประกาศออกมา ชาวเน็ตและสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจ เพราะราชองครักษ์ถือเป็นตำแหน่งที่ใกล้ชิดและมีความรับผิดชอบสูง

เนื้อหาเต็มในราชกิจจานุเบกษา

เนื้อหาในเอกสารระบุชัดเจนว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 4 มาตรา 6 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2495 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พลตำรวจตรีอำนวย พวกสนิท ซึ่งดำรงตำแหน่งนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากหน้าที่ดังกล่าว คุณสามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ที่นี่ เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ราชองครักษ์คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ราชองครักษ์เป็นหน่วยงานพิเศษภายใต้ราชสำนักไทย มีหน้าที่หลักในการถวายความปลอดภัยและการคุ้มกันพระบรมวงศานุครราชวงศ์ โดยเฉพาะนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเข้มงวดจากบุคลากรตำรวจชั้นนำที่มีความสามารถและความจงรักภักดีสูงสุด ตำแหน่งนี้ไม่ใช่แค่การรักษาความปลอดภัย แต่ยังรวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อย

  • รับผิดชอบการถวายพระเกียรติยศและความปลอดภัย
  • ปฏิบัติหน้าที่ในพระราชพิธีสำคัญ
  • เป็นกำลังหลักในการคุ้มกันตลอด 24 ชั่วโมง
  • ต้องผ่านการฝึกอบรมพิเศษและมีประสบการณ์ยาวนาน

การที่ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พล.ต.ต.อำนวย พวกสนิท พ้นจากหน้าที่ราชองครักษ์ จึงเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการหมุนเวียนบุคลากร เพื่อรักษามาตรฐานสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่

พื้นฐานทางกฎหมายที่ใช้

พระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมมือกันถวายความปลอดภัย โดยมาตรา 7 อนุญาตให้มีการแต่งตั้งและปลดเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ขณะที่พระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2495 มาตรา 4, 6, 9 ควบคุมการบริหารนายตำรวจในราชสำนักโดยตรง ทำให้การประกาศครั้งนี้ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

พล.ต.ต.อำนวย พวกสนิท ถือเป็นนายตำรวจอาวุโสที่มีบทบาทมานานในวงการราชองครักษ์ แม้จะไม่มีข้อมูลสาเหตุที่ชัดเจน แต่การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เป็นเรื่องปกติในองค์กรที่มีระเบียบวินัยสูง เพื่อให้เกิดความสดชื่นและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ

ผลกระทบและมุมมองต่อสังคม

ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดตามข่าวราชการและการเมือง การพ้นจากหน้าที่ของราชองครักษ์อาวุโสอาจนำไปสู่การแต่งตั้งบุคคลใหม่ที่พร้อมรับผิดชอบต่อไป สะท้อนถึงความมั่นคงของระบบในราชสำนักไทยที่ปรับตัวได้ทันสมัย

ในมุมมองของผู้เขียน การโปรดเกล้าฯ ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารทรัพยากรบุคคลที่โปร่งใสและเป็นระบบ ช่วยรักษาภาพลักษณ์ของสถาบันให้ยั่งยืน หากคุณสนใจเรื่องราชสำนักและกฎหมายไทย ลองติดตามบทความเพิ่มเติมจากเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ “พล.ต.ต.อำนวย พวกสนิท” พ้นจากหน้าที่ราชองครักษ์

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” นายกฯ สมัย 2

วันนี้เรามีข่าวสำคัญทางการเมืองไทยที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ซึ่งเพิ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจสมบูรณ์แบบแล้ว

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เมื่อเวลา 13.40 น. ของวันที่ 20 มีนาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยมีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158

เนื้อหาสำคัญในพระบรมราชโองการระบุว่า ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบในการแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ดังนั้นจึงทรงแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นี่ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และเป็นสมัยที่ 2 ของท่าน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เนื้อหาเต็มพระบรมราชโองการ

พระบรมราชโองการมีถ้อยคำเคร่งขรึมตามประเพณีราชการไทย โดยสรุปดังนี้:

  • ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ
  • สภาเห็นชอบด้วยคะแนนเกินกึ่งหนึ่ง
  • อาศัยมาตรา 158 รัฐธรรมนูญ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 19 มี.ค. 2569

ประวัติและบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่ท่านเคยรับผิดชอบ ทำให้เป็นที่รู้จักในนโยบายแคนาบิสการแพทย์และสุขภาพประชาชน

การได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ครั้งนี้ มาจากการเจรจาร่วมรัฐบาลที่เข้มแข็งของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีที่นั่งในสภาไม่น้อย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากสมาชิกสภา

ความสำคัญของมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เหตุการณ์นี้ปิดฉากการเมืองที่ตึงเครียดหลังการเลือกตั้ง โดยนำพาประเทศเข้าสู่เสถียรภาพใหม่ คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะโฟกัสที่เศรษฐกิจฟื้นตัว สุขภาพ และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจท้องถิ่น และการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ประชาชนจำนวนมากแสดงความยินดีและคาดหวังว่านโยบายประชาชนใจถึงใจจะเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพและพัฒนาสาธารณสุขให้เท่าเทียม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เน้นความสมดุลระหว่างประเพณีและความก้าวหน้า คุณคิดอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ!

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นราชองครักษ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวราชการที่น่าสนใจมาอัปเดตกันอีกแล้วครับ เมื่อ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นพระบรมราชโองการที่แสดงถึงพระราชประเพณีและการถวายความจงรักภักดีอันสูงสุด ข่าวนี้กลายเป็นที่พูดถึงในหมู่คนไทยจำนวนมาก เพราะเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในกองทัพเรือและราชสำนักครับ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นราชองครักษ์

ประกาศดังกล่าวถูกเผยแพร่บน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม อาศัยอำนาจตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 8 และ 10 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 และข้อ 4 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ดำรงตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นราชองครักษ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยครับ เพราะตำแหน่งนี้มีความสำคัญยิ่งในการถวายพระราชกระบวนพยุหยาตราชองครักษ์ และการคุ้มกันพระองค์ท่าน รวมถึงพระราชวงศ์ ซึ่งต้องผ่านการคัดเลือกที่เข้มงวดและมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม และความสามารถทางทหาร

พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี คือใคร? ประวัติที่น่าศึกษา

พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นนายทหารอาวุโสที่มีประสบการณ์ยาวนานในกองทัพเรือไทย ท่านจบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือ และไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) สมัยที่ 31 ระหว่างปี พ.ศ. 2559-2561 ในช่วงนั้น ท่านมีผลงานเด่นในการพัฒนากองทัพเรือ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และดูแลความมั่นคงทางทะเลของชาติ หลังจากนั้น ท่านยังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ และมีบทบาทสำคัญในด้านยุทธศาสตร์ทางทหาร

  • เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2497
  • จบปริญญาตรี สาขานายเรือ จากโรงเรียนนายเรือ
  • เคยเป็นผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และ 2
  • ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 (ธงมหาวชิรมงกุฎ)
  • มีประสบการณ์ในการถวายงานพระองค์มานาน

ด้วยผลงานและความจงรักภักดีที่สั่งสมมา การ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นราชองครักษ์ จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความไว้วางพระราชหฤทัยในตัวท่านครับ

นายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ มีหน้าที่อะไรบ้าง?

ตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยองครักษ์ที่รับผิดชอบการถวายความปลอดภัยขั้นสูงสุดแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระราชวงศ์ ตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หน้าที่หลัก ได้แก่

  • คุ้มกันพระองค์ในพระราชพิธีและกิจกรรมต่างๆ
  • วางแผนและปฏิบัติการด้านความมั่นคง
  • ถวายราชการในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
  • ฝึกอบรมกำลังพลเพื่อความพร้อมรบ
  • ประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ

ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งต้องเป็นนายทหารสัญญาบัตรที่มีอาวุโสและคุณวุฒิเหมาะสม ซึ่งพลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ตอบโจทย์ทุกประการ

ความสำคัญของประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ราชกิจจานุเบกษาเป็นสื่อกลางอย่างเป็นทางการในการประกาศพระบรมราชโองการ ทำให้ประชาชนทราบและเชื่อมั่นในพระราชกรณียกิจ ประกาศฉบับนี้ยืนยันถึงการสืบสานประเพณีราชองครักษ์ที่ยาวนานกว่า 100 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 และแสดงถึงความต่อเนื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการปกครองและคุ้มครองชาติ

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างกองทัพและราชสำนัก ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงไทย หากใครอยากอ่านรายละเอียดเต็มๆ สามารถ คลิกดาวน์โหลดประกาศได้ที่นี่ ครับ

สรุปแล้ว การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นราชองครักษ์ ถือเป็นข่าวดีที่แสดงถึงความเข้มแข็งของกองทัพและราชสำนักไทย ในมุมมองของผม นี่คือตัวอย่างของความจงรักภักดีที่แท้จริง ซึ่งควรเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นใหม่ครับ หากคุณมีมุมมองอย่างไร ชวนคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างเลย หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ข่าวนี้ด้วยนะครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี” เป็นนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์

โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 18 หน่วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 18 หน่วย จากเดิมที่อยู่ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่การเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือเป็นพระราชกรณียกิจที่แสดงถึงความเมตตาและการสืบสานประเพณีราชการทหารอย่างต่อเนื่อง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนาม “หน่วยทหารรักษาพระองค์” 18 หน่วย

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศ เรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ โดยมีพระบรมราชโองการระบุชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2569 เป็นต้นไป อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม

รายชื่อหน่วยทหารรักษาพระองค์ที่เปลี่ยนนาม

หน่วยทหารทั้ง 18 หน่วยที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนาม มีดังนี้:

  1. กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  2. กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  3. กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  4. กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  5. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  6. กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  7. กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  8. กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  9. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  10. กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กรมทหารราบ 902 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  11. กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบ 902 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  12. กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบ 902 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  13. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบ 902 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  14. กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  15. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  16. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  17. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 21 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ 902 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  18. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ความหมายและความสำคัญของพระราชกรณียกิจนี้

หน่วยทหารรักษาพระองค์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการคุ้มกันและถวายราชการพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองพลทหารราบและกรมทหารปืนใหญ่ที่เป็นกำลังหลัก การโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 18 หน่วย นี้ สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการรักษาความต่อเนื่องของราช伝統ทหาร และยืนยันความจงรักภักดีของกำลังพลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์หน่วยทหารรักษาพระองค์ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลก่อนๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงแห่งราชบัลลังก์ การเปลี่ยนชื่อจาก ‘ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ ซึ่งทรงเป็นพระมารดา สู่ ‘ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’ แสดงถึงการถ่ายทอดพระราชอำนาจและการสืบสานอย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ยังมีการปรับชื่อบางหน่วย เช่น จากกรมทหารราบที่ 21 เป็น 902 เพื่อให้สอดคล้องกับระบบใหม่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปีที่ 11 ของรัชกาลปัจจุบัน ถือเป็นพระราชกรณียกิจที่สร้างขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลทหารทุกนาย และย้ำเตือนถึงหลักสิริวัฒนาพรรษา kalของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในมุมมองของผู้เขียน การโปรดเกล้าฯ ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับโครงสร้างองค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างเอกภาพในกองทัพรักษาพระองค์ให้มุ่งมั่นถวายราชการพระองค์อย่างเต็มกำลัง หากคุณสนใจประวัติศาสตร์ทหารไทยหรือข่าวสารราชการ ลองติดตามเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นด้านล่างนี้ได้เลย!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนาม “หน่วยทหารรักษาพระองค์” 18 หน่วย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ 1,671 ราย

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ” ให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ จำนวน 1,671 ราย ถือเป็นประกาศที่สำคัญในวงการตุลาการ

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง “แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ” อย่างเป็นทางการ โดยระบุถึงพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการตุลาการให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,671 รายชื่อ ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงตำแหน่งครั้งใหญ่

การ“แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ” ในครั้งนี้ มีผลต่อการบริหารงานและความยุติธรรมในหลายระดับชั้นศาล เพื่อให้การพิจารณาคดีและการดำเนินงานของศาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น รายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งมีดังต่อไปนี้:

  1. นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
  2. นางชวิณดา เลิศไพรวัลย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลฎีกา
  3. นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
  4. นางดณยา วีรฤทธิ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
  5. นายถาวร เศษมะพล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
  6. นายศิระ โกสิยารักษ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
  7. นางสุนทรี วิไลสรการ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
  8. นายสัณพัชญ รัตนเมกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญามีนบุรี ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
  9. นางสาวศศิธร พงศ์พันธุ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
  10. นายเทิดทูล ภาสะฐิติ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 ดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงการหมุนเวียนและความก้าวหน้าในสายงานของข้าราชการตุลาการ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ

สำหรับประชาชนทั่วไป การรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในระดับสูงเช่นนี้ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ การเปิดเผยรายชื่อและตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้ง ทำให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ

นอกเหนือจากรายชื่อที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีข้าราชการตุลาการอีกจำนวนมากที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ ทั่วประเทศ ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดได้จากประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยตรง เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

การ“แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ” ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง แต่ยังเป็นการมอบหมายความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่งต่อการตัดสินและพิจารณาคดีต่างๆ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในวงการตุลาการจึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสนใจ

(อ่านประกาศฉบับเต็ม เช็กทุกรายชื่อ – คลิกที่นี่)

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการบุคลากรในระบบศาล เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ” ให้ดำรงตำแหน่งในศาล 1,671 ราย

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตขรก. กทม.

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “สวาท ห้วยทราย” อดีตข้าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หลังพบการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างร้ายแรง จนนำไปสู่การถูกไล่ออกจากราชการ เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจข้าราชการให้ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม

เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ใจความสำคัญของประกาศดังกล่าวคือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรพรรดิมาลา ที่นางสวาท ห้วยทราย อดีตข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ตำแหน่งเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ชำนาญงาน งานบริการที่จอดยานยนต์ กองรายได้ สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร เคยได้รับพระราชทาน

สาเหตุของการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ในครั้งนี้ เนื่องมาจากนางสวาท ห้วยทราย กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้อื่น หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งขัดต่อมาตรา 85 (1) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามข้อ 65 (3) ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 ประกอบมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2554

นอกจากนี้ นางสวาท ห้วยทราย ยังถูกสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562 โดยคำสั่งอันถึงที่สุด ซึ่งเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 และนางสวาท ห้วยทราย เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตข้าราชการ กทม. ประพฤติชั่วร้ายแรง-มีคำสั่งไล่ออก

ประกาศดังกล่าวลงวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ผลกระทบและความสำคัญของการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ

การโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ในกรณีนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อผู้ที่ได้รับพระราชทาน การกระทำทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ และการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ถือเป็นการลงโทษและแสดงให้เห็นว่าการกระทำผิดจะไม่ได้รับการละเว้น

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ การยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต และการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คือสิ่งที่ข้าราชการพึงกระทำ เพื่อรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตนเองและองค์กร หากข้าราชการประพฤติมิชอบ ย่อมต้องได้รับโทษตามกฎหมาย และอาจถูกโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ซึ่งถือเป็นความเสื่อมเสียอย่างยิ่ง

การที่ข้าราชการถูกไล่ออกจากราชการและถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตัวข้าราชการผู้นั้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและคนรอบข้างอีกด้วย ดังนั้น ข้าราชการทุกคนจึงควรตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง และตั้งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจสอบและลงโทษข้าราชการที่กระทำผิด นอกจากนี้ การสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

เราควรเรียนรู้จากกรณีนี้ เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยเริ่มจากตัวเราเองในการเป็นพลเมืองที่ดีและส่งเสริมค่านิยมที่ถูกต้อง การเคารพกฎหมายและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่น่าอยู่

ที่มา – โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตข้าราชการ กทม. ประพฤติชั่วร้ายแรง-มีคำสั่งไล่ออก

Scroll to top