ข่าวลพบุรี

กระท้อนหวาน ของดีจังหวัดลพบุรี ผลไม้ที่ผ่านการรับรอง GI

หากพูดถึงผลไม้หน้าร้อนที่ใครหลายคนตั้งตารอ โดยเฉพาะแฟนพันธุ์แท้ผลไม้ไทย คงหนีไม่พ้น กระท้อนหวาน ของดีจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อที่ได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ผิวสวย เนื้อนุ่มฟู ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางของคนรักผลไม้คุณภาพดีที่ผ่านการรับรอง GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นที่เรียบร้อยครับ

ทำความรู้จัก กระท้อนหวาน ของดีจังหวัดลพบุรี

พื้นที่การปลูกกระท้อนในจังหวัดลพบุรีนั้นถือเป็นพื้นที่พิเศษครับ โดยตั้งอยู่ในบริเวณ 3 ตำบลของอำเภอเมืองลพบุรี ได้แก่ ตำบลโพธิ์เก้าต้น ตำบลตะลุง และตำบลงิ้ว ซึ่งมีสภาพดินที่เป็น “พื้นที่น้ำไหลทรายมูล” เหมาะอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของกระท้อน ทำให้ได้ผลผลิตที่มีรสชาติหวานนุ่ม เนื้อหนา และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนเป็นที่มาของคำว่า กระท้อนหวาน ของดีจังหวัดลพบุรี ที่ใครได้ลองชิมเป็นต้องติดใจ

สายพันธุ์ยอดฮิตที่คุณต้องลอง

สำหรับกระท้อนจากลพบุรี ไม่ได้มีดีแค่ความหวาน แต่ยังมีให้เลือกถึง 5 สายพันธุ์ยอดนิยม ได้แก่:

  • พันธุ์ปุยฝ้าย: เนื้อนุ่มฟูสมชื่อ
  • พันธุ์อีล่า: หวานฉ่ำจนน่าประทับใจ
  • พันธุ์ทับทิม: สีสันสวย รสชาติกลมกล่อม
  • พันธุ์นิ่มนวล: เนื้อละเอียดละมุนลิ้น
  • พันธุ์กำมะหยี่: ผิวพรรณสวยโดดเด่น

ทุกสายพันธุ์ที่กล่าวมานี้ เกษตรกรในพื้นที่ต่างดูแลอย่างพิถีพิถันบนเนื้อที่กว่า 600 ไร่ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับผลไม้เกรดพรีเมียมในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งในปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากถึง 460 ตันเลยทีเดียวครับ

เตรียมตัวไปงานเทศกาลกระท้อนหวาน

สำหรับใครที่วางแผนอยากไปเลือกซื้อกระท้อนสดๆ จากมือเกษตรกร ห้ามพลาดงานเทศกาลประจำปีที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน ถึง 5 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณสนามที่ว่าการอำเภอเมืองลพบุรี ภายในงานนอกจากจะมีกระท้อนหวานคุณภาพดีจำหน่ายในราคาพิเศษแล้ว ยังมีสินค้าโอทอป ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกระท้อน รวมถึงกิจกรรมสาธิตการทำอาหารจากกระท้อนให้ได้รับชมกันอีกด้วย

ผมเชื่อว่าการสนับสนุนสินค้า GI ไทย ไม่เพียงแต่ทำให้เราได้ทานของอร่อยที่มีมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรในพื้นที่โดยตรง หากช่วงนี้คุณพอมีเวลาว่าง ลองพาครอบครัวไปสัมผัสบรรยากาศความอร่อยถึงถิ่นที่ลพบุรีกันนะครับ รับรองว่าคุณจะได้ทั้งความสุขและกระท้อนหวานๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้านแน่นอน

ที่มา – กระท้อนหวาน ของดีจังหวัดลพบุรี ผลไม้ที่ผ่านการรับรอง GI เตรียมออกสู่ตลาดแล้ว

ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวบ้านหมี่ จ่อดัน One Day Trip

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวท่องเที่ยวสายชิลล์! วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับคนที่กำลังมองหาเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ แบบ One Day Trip ใกล้กรุงเทพฯ ไม่ไกลมาก แค่นั่งรถไฟหรือขับรถไปแป๊บเดียวก็ถึง นั่นคือ ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวบ้านหมี่ ในอำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ที่กำลังจะถูกพัฒนาให้กลายเป็นจุดหมายฮอตฮิต สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี คุณวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ได้นำทีมหัวหน้าส่วนราชการลงพื้นที่ทดสอบเส้นทางเชิงเกษตรและวัฒนธรรมไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 เรียกได้ว่าลุยเต็มที่เลยทีเดียว เพื่อดูศักยภาพและเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นเส้นทางเดียวกัน

ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวบ้านหมี่ จ่อดันเป็น One Day Trip สร้างรายได้ให้ชุมชน

การ ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวบ้านหมี่ ครั้งนี้เน้นการบูรณาการระหว่างเกษตร วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน โดยมี 4 จุดเด็ดที่คณะผู้ว่าราชการได้ไปเยี่ยมชมและทดลองเดินทาง ซึ่งแต่ละจุดมีเสน่ห์เฉพาะตัว เหมาะสำหรับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคู่รักที่อยากได้ประสบการณ์ไม่ซ้ำใคร นักท่องเที่ยวสมัยนี้ไม่ได้อยากแค่ถ่ายรูปเฉยๆ แต่ต้องการลิ้มรสอาหารท้องถิ่น เรียนรู้วัฒนธรรม และสัมผัสชีวิตจริงของชาวบ้าน ซึ่งที่นี่ตอบโจทย์ทุกอย่างเลยครับ

4 จุดท่องเที่ยวหลักในเส้นทางทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวบ้านหมี่

  • จุดแรก: วัดห้วยแก้ว – เริ่มต้นทริปด้วยการกราบสักการะหลวงพ่อโปร่ง อดีตเจ้าอาวาสวัด ชมเจดีย์มหาเมตตารตนะรังษีที่สวยงาม สร้างกลางน้ำทรงหกเหลี่ยม ผสมผสานศิลปะขอม ไทย และลาวได้อย่างลงตัว บรรยากาศร่มรื่นด้วยน้ำตกธรรมชาติและต้นไม้ใหญ่ เหมือนหลุดเข้าไปในสวนสวรรค์เลยทีเดียว ที่นี่เหมาะสำหรับคนชอบถ่ายรูปเก๋ๆ และพักผ่อนใจ
  • จุดที่สอง: สวนกล้วยไม้กาญจนาออคิด – สวนขนาดใหญ่กว่า 130 ไร่ เพาะปลูกกล้วยไม้ส่งออกพันธุ์สวยๆ หายากเพียบ เปิดให้เข้าชมฟรี (หรือค่าตั๋วเล็กน้อย) เดินชมสวนได้ทั้งวัน ถ่ายรูปกับกล้วยไม้หลากสีสัน สายล่าเหล่าพันธุ์ห้ามพลาด! ที่นี่ยังมีบริการซื้อต้นกล้วยไม้นำกลับบ้านได้ด้วยนะ
  • จุดที่สาม: วัดคุ้งท่าเลา – ชมซุ้มประตูรูปหนุมานและไมยราพยักษ์ใหญ่ สะท้อนเอกลักษณ์วรรณคดีรามเกียรติ์แบบไทยๆ จากนั้นล่องเรือตลาดน้ำบางขาม สัมผัสวิถีริมแม่น้ำน้อยๆ ชุมชนเรียบง่าย ซื้อของกินเล่นๆ ริมน้ำ ชิลล์สุดๆ เหมาะกับคนชอบประสบการณ์ท้องถิ่นแท้ๆ
  • จุดที่สี่: ชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านมหาสอน (บ้านสวนขวัญ) – นั่งรถอีแต๋นท่องชุมชน ชมบ้านไทยหลบโจรอายุกว่า 100 ปี เรียนรู้ชีวิตเกษตรกร เลือกซื้อสินค้า OTOP แปรรูปจากผลไม้ อาหารพื้นบ้าน และต้องลอง ‘ดอกโสนซาวน้ำ’ คู่กับน้ำชาใบขลู่ อร่อยฟินจนลืมไม่ลง! จุดนี้เน้น互动กับชุมชน สร้างรายได้โดยตรงให้ชาวบ้าน
ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวบ้านหมี่ จ่อดัน One Day Trip

หลังจากทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวบ้านหมี่เสร็จ คุณวีรพงศ์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าพื้นที่นี้มีศักยภาพสูง สามารถทำเป็น One Day Trip หรือแม้แต่พักค้างคืนได้ โดยภาครัฐจะสนับสนุนชุมชนให้เป็นเจ้าของอัตลักษณ์ตัวเอง ช่วยเรื่องมาตรฐานสินค้า การตลาด และโปรโมทการเดินทางด้วยรถไฟซึ่งเป็นจุดขายหลักของบ้านหมี่ เพราะสถานีรถไฟอยู่ใกล้มาก สะดวกสุดๆ จากกรุงเทพฯ

ทำไมเส้นทางท่องเที่ยวบ้านหมี่ถึงน่าไป และประโยชน์ต่อชุมชน

นอกจาก 4 จุดหลักแล้ว บ้านหมี่ยังมีเสน่ห์จากทุ่งนาเขียวขจี ผลไม้ตามฤดูกาล และเทศกาลท้องถิ่น เช่น งานวัดหรืองานเกษตร ทำให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืน การทดสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์จังหวัดลพบุรี ที่ต้องการกระจายรายได้สู่ฐานราก เกษตรกร ผู้ประกอบการร้านอาหาร โฮมสเตย์ ทุกคนได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่เจ้าของรีสอร์ทใหญ่ๆ เท่านั้น ถ้าทุกคนช่วยกันโปรโมท SEO ท่องเที่ยวบ้านหมี่ ลพบุรีจะกลายเป็นเดสติเนชันใหม่ที่ฮิตติดชาร์ตแน่นอน

ส่วนตัวผมคิดว่าการท่องเที่ยวแบบนี้คืออนาคตของไทย เพราะมันช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรม สร้างงานให้ชุมชน และให้นักท่องเที่ยวได้ประสบการณ์แท้จริง ไม่ใช่แค่เช็คอินเฉยๆ สุดยอดเลย!

ใครพร้อมแล้ว รีบวางแผน One Day Trip ไป ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวบ้านหมี่ ด้วยตัวเองซะตอนนี้ สั่งตั๋วรถไฟออนไลน์ง่ายๆ แล้วไปชิมดอกโสนซาวน้ำกันเถอะ รับรองติดใจ กลับมากี่ครั้งก็ไม่เบื่อ! แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้วยนะครับ

ที่มา – ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยว “บ้านหมี่” จ่อดันเป็น One Day Trip สร้างรายได้ให้ชุมชน

อาลัย “หรั่ง” จิตอาสาขวัญใจคนลพบุรี

สุดเศร้า “หรั่ง เอกชัย” จิตอาสาขวัญใจคนลพบุรี เสียชีวิตแล้ว ภารกิจสุดท้ายเข้าช่วยเหลือชาวบ้าน ก่อนจากไปอย่างสงบ วันที่ 7 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกชัย เลิศล้น หรือ หรั่ง อายุ 49 ปี อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลพบุรี รหัสวัฒนะ 411 จิตอาสาตัวจริง ผู้ปิดทองหลังพระ จนได้รับฉายา Ghost Rider (มัจจุราชแห่งรัตติกาล) ชอบช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากปัญหาทุกชนิด มีผลงานมากมายเป็นที่ประจักษ์ จนเป็นที่รักใคร่ของประชาชน เจ้าหน้าที่ และเพื่อนอาสาสมัคร มูลนิธิต่างๆ ได้จากไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา สร้างความเสียใจให้ผู้ที่ทราบข่าวกันเป็นจำนวนมาก

การจากไปของ “หรั่ง” จิตอาสาขวัญใจคนลพบุรี ถือเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของจังหวัด เพราะเขาเป็นบุคคลที่ทุ่มเทช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน เขาก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเสมอ

ทั้งนี้ ก่อนที่นายเอกชัยจะเสียชีวิต ช่วงบ่ายของวันที่ 6 ธ.ค. ตำรวจวิทยุเรียกขอความช่วยเหลือหลังชาวบ้านพบงูสีดำเลื้อยเข้าบ้านที่ ต.ป่าตาล อ.เมือง จ.ลพบุรี หลังทราบขอความช่วยเหลือ นายเอกชัยรีบขับขี่จักรยานยนต์คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์การจับไปที่บ้านหลังดังกล่าว โดยสภาพรอบบ้านนั้นพบว่าเป็นป่ารก เจ้าของบ้านได้ชี้จุดที่พบเห็นงูครั้งสุดท้ายมันเลื้อยเข้าไปหลังเครื่องซักผ้าที่วางอยู่หลังบ้าน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก็สามารถจับงูใส่ถุงไปปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติเช่นทุกครั้ง

ล่าสุด เมื่อเวลา 12.10 น. ที่วัดศรีสุทธาวาส ต.พรหมมาสตร์ อ.เมือง จ.ลพบุรี ร่างของนายเอกชัย หรือ หรั่ง ถูกนำมาจาก รพ.สระบุรี โดยมีเพื่อนอาสาสมัคร กู้ภัยฯ หลายหน่วยงาน ประชาชน เดินทางมาส่งร่างนายเอกชัยกันเป็นจำนวนมาก โดยมีญาติ ครอบครัว เพื่อนอาสาฯ ต่างร้องไห้ด้วยความอาลัย

อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากจบภารกิจจับงู นายเอกชัยมีอาการหายใจไม่อิ่ม ญาติจึงได้นำส่งโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ได้พยายามยื้อชีวิตอย่างเต็มที่ แต่ก็ได้สิ้นใจในเวลาต่อมา ด้วยอาการเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งครอบครัวกล่าวว่า นายเอกชัยไม่ค่อยได้ไปพบแพทย์ตามนัด พักผ่อนไม่เพียงพอ เวลาได้ยินวิทยุหรือใครโทรตาม ดึกดื่นขนาดไหนก็ไปทุกครั้งโดยไม่ลังเล.

อาลัย “หรั่ง” จิตอาสาขวัญใจคนลพบุรี

เรื่องราวของ “หรั่ง” จิตอาสาขวัญใจคนลพบุรี เป็นอุทาหรณ์ให้เราเห็นถึงความเสียสละและการทำเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าเขาจะจากไปแล้ว แต่ความดีงามของเขาจะยังคงอยู่ในใจของคนลพบุรีตลอดไป

ภารกิจสุดท้ายของ “หรั่ง” จิตอาสาขวัญใจคนลพบุรี

ภารกิจสุดท้ายของนายเอกชัย คือการช่วยเหลือชาวบ้านจับงูที่เลื้อยเข้าบ้าน แม้ว่าจะเป็นงานเล็กน้อย แต่เขาก็ทำด้วยความเต็มใจและไม่ลังเล นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่งดงามของเขา

“หรั่ง” จิตอาสาขวัญใจคนลพบุรี ได้สร้างคุณงามความดีมากมายให้กับสังคม เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลัง เราควรจดจำและนำเอาความเสียสละของเขามาเป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีต่อไป

  • ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่หวังผลตอบแทน
  • เสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
  • ทำความดีอย่างสม่ำเสมอ

การจากไปของ “หรั่ง” จิตอาสาขวัญใจคนลพบุรี เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ แต่ความดีของเขาจะคงอยู่ตลอดไป ขอให้ดวงวิญญาณของเขาไปสู่สุคติ

ที่มา – อาลัย “หรั่ง” จิตอาสาขวัญใจคนลพบุรี ภารกิจสุดท้ายช่วยชาวบ้าน ก่อนจากไปอย่างสงบ

หลวงพ่ออลงกต ปฏิเสธปมชื่อซ้ำ เตรียมชี้แจง

“หลวงพ่ออลงกต” ปฏิเสธที่จะตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับประเด็นชื่อซ้ำกับ “นายอลงกต” ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เสียชีวิตไปแล้ว พร้อมทั้งเตรียมที่จะชี้แจงทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องในเร็วๆ นี้ โดยยืนยันว่าขณะนี้มีกำลังใจที่ดี

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานสถานการณ์จากวัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พบว่าบรรยากาศโดยทั่วไปค่อนข้างเงียบเหงา มีเพียงกลุ่มผู้สื่อข่าวที่เฝ้าติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการตรวจสอบหลักฐานและเอกสารของผู้เสียชีวิตทั้ง 20 ราย ซึ่งทางวัดพระบาทน้ำพุ โดยมูลนิธิธรรมรักษ์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ

ในขณะเดียวกัน มีประชาชนบางส่วนที่สวมใส่ชุดสีดำ เดินทางมายังวัดเพื่อเข้าร่วมพิธีฌาปนกิจศพของผู้เสียชีวิตทั้ง 20 ราย โดยที่ไม่ทราบว่าพิธีดังกล่าวได้ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีการตรวจอัตลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิตทั้งหมดให้แล้วเสร็จ นอกจากนี้ ทางวัดพระบาทน้ำพุจะต้องเสียค่าปรับให้กับทางเทศบาลเมืองเขาสามยอดเป็นจำนวน 1,000 บาทต่อร่าง ในการเก็บรักษาร่างผู้เสียชีวิตดังกล่าว

ต่อมา นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ได้ออกมาอธิบายถึงกรณีที่ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ มีชื่อเดิมว่า นายอลงกต พลมุข ซึ่งไปตรงกับชื่อของ นายอลงกต พลมุข ที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้เสียชีวิตไปแล้ว อีกทั้งวันเดือนปีเกิดยังตรงกัน ต่างกันเพียงปีเกิด โดยนายเฉลิมพลกล่าวว่า นายอลงกต พลมุข เป็นญาติโดยตรงและใกล้ชิดของตนเอง และตนเองก็อยู่ในงานศพของนายอลงกต ญาติๆ ต่างก็สงสัยและถามกันว่าไปเกี่ยวอะไรกับ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ

ตามที่มีสื่อได้นำเสนอว่า มีจดหมายธุรกรรมบางอย่างถูกส่งไปยังบ้านของนายอลงกต พลมุข ที่อำเภอผักไห่จริง แต่ทางญาติไม่ได้สอบถามไปยังหลวงพ่อที่วัดว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างไร เนื่องจากตนเองไม่ค่อยได้พบกับหลวงพ่อมากนัก จะมีเพียงการพบกันในช่วงเวลาสั้นๆ ในการประชุมเท่านั้น

ความสงสัยในหมู่ญาติว่าทำไมชื่อและนามสกุลของ นายอลงกต พลมุข ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ถึงเหมือนกันนั้น จะต้องพิจารณาว่าเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของทั้งสองคนตรงกันหรือไม่ ซึ่งตนเองไม่ทราบว่าสื่อได้ทำการตรวจสอบในส่วนนี้หรือไม่

ก่อนหน้านี้ เคยมีคนถามว่าตนเองมีนามสกุลเดียวกับหลวงพ่อและเป็นญาติกันหรือไม่ บางเพจได้นำรูปของตนเองไปเปรียบเทียบบูลลี่ หมิ่นประมาท และใส่ร้าย ซึ่งตนเองได้เตรียมหลักฐานไว้หมดแล้ว ส่วนเรื่องที่ตนเองมีนามสกุลเดียวกับหลวงพ่อนั้น ตนเองทราบเมื่อปี 2535 ในขณะที่ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ HIV เพราะเจ้าหน้าที่วัดบอกว่ามีนามสกุลเดียวกับหลวงพ่อ

สำหรับคำถามที่ว่าวัดมีที่ดินมากเกินไปหรือไม่ ถึงมีสิ่งปลูกสร้างมากมายและหลายแห่งนั้น ต้องแยกแยะระหว่างวัดกับมูลนิธิ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ 5 มูลนิธิ ที่ดินของมูลนิธิที่เป็นข่าวคือที่ดินที่อดีตไวยาวัจกรครอบครอง ซึ่งขณะนี้ญาติกำลังจะโอนให้เป็นของมูลนิธิ และทุกมูลนิธิต่างกำลังดำเนินการให้ถูกต้อง ทุกคนทราบดีว่าหลวงพ่อเป็นเหมือนเหรียญ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือวัด อีกด้านคือมูลนิธิ ผู้ที่ทำบุญก็จะศรัทธาบริจาคให้หลวงพ่อเพื่อนำไปทำประโยชน์ เช่น โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 33 พุทธสถานธรรม ใจฟ้า บ้านเด็กธรรมรักษ์นิเวศน์ ความคิดเห็นส่วนตัวคือ ขณะนี้สิทธิส่วนบุคคล สิทธิผู้ป่วย สิทธิองค์กร กำลังถูกละเมิด จริยธรรมในสื่อและกฎหมายจะต้องดำเนินการควบคู่กันไป

หลังจากที่สื่อได้นำเสนอข่าว ตอนนี้แทบไม่มีคนมาทำบุญ บางร้านถึงกับฉีกรูปหลวงพ่อออกไปเลย ตนเองเชื่อว่าขณะนี้มีขบวนการบางอย่างที่กำลังล้มล้างศาสนา กระแสข่าวถาโถมเข้ามาอย่างหนัก หลวงพ่ออลงกต บอกว่ามีธงบางอย่างที่จะจัดการท่าน ซึ่งเป็นเหมือนหมากตัวหนึ่ง หากจัดการได้ก็ถือว่าสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง

หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ กล่าวว่า ท่านมีกำลังใจที่ดีจากลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่มีความศรัทธา ซึ่งขณะนี้ท่านได้ดำเนินการประสานงานกับคณะทำงานด้านกฎหมาย เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงหลักฐานสำหรับการตอบและชี้แจงประเด็นต่างๆ ให้สังคมได้รับทราบ โดยคาดว่าจะสามารถชี้แจงให้ทราบได้ในเร็วๆ นี้

หลวงพ่ออลงกต ปฏิเสธตอบปมชื่อซ้ำ

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามถึงประเด็นชื่อ หลวงพ่ออลงกต ซ้ำกับ นายอลงกต พลมุข ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นั้น หลวงพ่อขอปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว

กำลังใจจากศิษย์: หลวงพ่ออลงกตเตรียมชี้แจงทุกประเด็น

เรื่องราวความศรัทธาและความเมตตาของ หลวงพ่ออลงกต ยังคงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนมากมาย แม้จะมีประเด็นต่างๆ เกิดขึ้น แต่กำลังใจจากลูกศิษย์และผู้ศรัทธา ก็ยังคงเป็นพลังสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ การเตรียมชี้แจงในทุกประเด็นที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความตั้งใจจริงที่จะตอบทุกข้อสงสัยของสังคม

ประเด็นเรื่องชื่อซ้ำ อาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ หรืออาจมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่านั้น การรอฟังการชี้แจงจาก หลวงพ่ออลงกต โดยตรง จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจหรือด่วนสรุปใดๆ

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” ปฏิเสธตอบปม ชื่อซ้ำคนตาย เตรียมชี้แจงทุกประเด็นเร็วๆ นี้

ด่วน! หลวงพ่ออลงกต ลาออกจากเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุแล้ว

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการสงฆ์! พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม “หลวงพ่ออลงกต” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” อย่างเป็นทางการแล้ว ท่ามกลางความตกตะลึงของศิษยานุศิษย์และผู้ที่ให้ความเคารพเลื่อมใสทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่าหลวงพ่อจะแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ แต่แล้วก็ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากทนายความชุดใหม่ของวัดยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบข้อมูลของวัด ทำให้ต้องรอความชัดเจนก่อนที่จะให้ข้อมูลใดๆ ได้

หลวงพ่ออลงกต ลาออกจากเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

ล่าสุด ได้มีข่าวออกมาว่า “หลวงพ่ออลงกต” ได้ตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบต่างๆ ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ทีมข่าวไทยรัฐได้สอบถามไปยังผู้ดูแลของ“หลวงพ่ออลงกต” และได้รับการยืนยันว่าหลวงพ่อได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุแล้วจริง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะมีการแจ้งให้ทราบต่อไปในภายหลัง

ทำไมหลวงพ่ออลงกตถึงลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ?

ถึงแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์กันว่าการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งของ“หลวงพ่ออลงกต” ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ และต้องการเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อกังขาใดๆ

วัดพระบาทน้ำพุ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสถานที่ดูแลผู้ป่วย HIV/AIDS และเด็กกำพร้าจำนวนมาก ซึ่งดำเนินการโดยหลวงพ่ออลงกตมาเป็นเวลานานหลายปี หลวงพ่อเป็นที่เคารพรักของคนทั่วไป ด้วยความเมตตา และความเสียสละที่ท่านมีต่อสังคม

การลาออกจากตำแหน่งของหลวงพ่อในครั้งนี้ ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวัดพระบาทน้ำพุ และวงการสงฆ์ของไทย หลายคนต่างรู้สึกเสียใจและเป็นห่วงสถานการณ์ของวัดหลังจากนี้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความหวังว่ากระบวนการต่างๆ จะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และวัดพระบาทน้ำพุจะยังคงสามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการต่อไปได้

ผลกระทบต่อวัดพระบาทน้ำพุ: ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงผู้นำย่อมนำมาซึ่งความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการภายใน การระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและเด็กกำพร้า รวมไปถึงการรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

  • การสรรหาเจ้าอาวาสรูปใหม่: การหาผู้ที่เหมาะสมมารับตำแหน่งต่อจากหลวงพ่ออลงกต เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความเสียสละ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
  • การบริหารจัดการการเงิน: วัดพระบาทน้ำพุพึ่งพาเงินบริจาคจากประชาชนเป็นหลัก การบริหารจัดการการเงินอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
  • การสร้างความเชื่อมั่น: การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาคและผู้ที่ให้การสนับสนุนวัด เป็นสิ่งที่จะช่วยให้วัดสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างราบรื่น

ท้ายที่สุดนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับวัดพระบาทน้ำพุ และขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้วัดยังคงเป็นที่พึ่งของผู้ที่ด้อยโอกาสต่อไปได้

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” ประกาศลาออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” แล้ว

“เจ้าคณะตำบล” เผยผลสอบเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

“เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด” สรุปผลสอบสวนเบื้องต้น “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” ชี้บัญชีการเงินของวัดที่มีอยู่หลายเล่ม ตรวจสอบยังไม่พบสิ่งผิดปกติ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าอาวาสวัดสระมะเกลือ เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี เปิดเผยถึงผลการสอบสวนเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ตามที่ได้รับมอบหมายจากทางเจ้าคณะปกครองให้ตั้งคณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบ ซึ่งการตรวจสอบได้แล้วเสร็จไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา และได้ทำเรื่องผลการสอบและสรุปผลการสอบสวนให้พระชั้นปกครองไปแล้ว ตามลำดับชั้น ทั้งเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะภาค โดยสรุปผลสอบในเบื้องต้นว่า ให้ทางวัดพระบาทน้ำพุได้จัดการเรื่องที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของคนอื่นให้โอนกลับมาสู่วัดภายใน 30 วัน ส่วนอันไหนที่ทำไว้แบบไม่ถูกต้องให้มีการจัดทำให้ถูกต้องทุกอย่าง

“เจ้าคณะตำบล” เผยผลสอบ “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ”

พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าอาวาสวัดสระมะเกลือ เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด เผยต่อว่า ส่วนเรื่องบัญชีการเงินของวัดที่มีอยู่หลายเล่มตรวจสอบยังไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น ในส่วนของบัญชีของหมอบีนั้นเป็นของเอกชนไม่ใช่ของวัด คณะสงฆ์จึงไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบบัญชีได้ เช่นเดียวกับที่ดินของวัดที่อยู่นอกพื้นที่ ทางคณะสงฆ์เองก็ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้เนื่องจากอยู่นอกเหนือพื้นที่ของตัวเอง

ส่วนที่สนามฟุตบอลใจฟ้านั้น ได้มีการสอบถามทางเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ท่านบอกว่า วัดพระบาทน้ำพุเป็นเสมือนสระน้ำใหญ่น้ำก็ไหลออกหลายทาง และเงินที่บริจาคนั้นส่วนใหญ่ผู้บริจาคกับผู้ป่วยเอดส์แต่นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่นั้น มันก็นำไปทำเพื่อสังคมเหมือนกัน ในเรื่องของสงฆ์ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว ส่วนเรื่องบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรก็เป็นส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ต้องดำเนินการต่อไป.

ผลการสอบสวนเบื้องต้นจาก “เจ้าคณะตำบล”

จากกรณีที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยในเรื่องการเงินของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นวัดที่ช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS มาอย่างยาวนาน การออกมาให้ข้อมูลของ “เจ้าคณะตำบล” ในครั้งนี้ ช่วยคลายความกังวลให้กับผู้บริจาคและประชาชนทั่วไปได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบยังคงต้องดำเนินต่อไป เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความมั่นใจในกระบวนการบริหารจัดการของวัดพระบาทน้ำพุ โดยทางคณะสงฆ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังคงติดตามและตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย

การบริจาคให้กับวัดพระบาทน้ำพุ ยังคงเป็นช่องทางสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ หากท่านใดมีความประสงค์ที่จะร่วมบริจาค สามารถติดต่อทางวัดโดยตรง หรือผ่านช่องทางที่วัดได้กำหนดไว้ เพื่อให้ความช่วยเหลือของท่านส่งถึงมือผู้ที่ต้องการได้อย่างแท้จริง

การออกมาให้ข้อมูลของ “เจ้าคณะตำบล” ในครั้งนี้ ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญ และเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันเพื่อให้วัดพระบาทน้ำพุ สามารถดำเนินงานช่วยเหลือสังคมต่อไปได้อย่างยั่งยืน และสำหรับท่านใดที่ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ที่มา – “เจ้าคณะตำบล” เผยผลสอบ “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” ยังไม่พบสิ่งผิดปกติในบัญชีวัด

พระลูกวัดแจง! ปมเรียกหลวงพ่ออลงกตป๊ะป๋า ที่ดิน2000ไร่แค่ชื่อ

“พระลูกวัด” ชี้แจงประเด็นคนเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” พร้อมเผยเรื่องที่ดิน 2,000 ไร่ ที่แท้เป็นแค่ชื่อเรียกติดปากเท่านั้นเอง! วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงเรื่องนี้กันค่ะ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดพระบาทน้ำพุ มีพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ที่ดินนี้ใช้ชื่อนายธนชัย อดีตไวยาวัจกร (ผู้เสียชีวิต) เป็นผู้ถือครองแทนวัด และกำลังดำเนินการเรียกคืนจากทายาทของนายธนชัย

บรรยากาศภายในโครงการค่อนข้างเงียบเหงา มีการแบ่งพื้นที่เป็นอาคารสำนักงาน, บ้านพักของผู้ติดเชื้อ HIV ที่แข็งแรง, พื้นที่เลี้ยงสุนัขและแมวจรจัดแบบปิด รวมถึงโครงการธรรมรักษ์นิเวศ 2 ซึ่งมีบ้านพักเด็กธรรมรักษ์ที่ดูแลเด็กและเยาวชนผู้ป่วย HIV และบ้านเด็กแกลด้าที่ช่วยเหลือเด็กกำพร้า

นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนประชานุเคราะห์ 33 จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของราชพัสดุมา 25 ปีแล้ว ยังมีอาคารที่เตรียมสร้างโรงพยาบาลธรรมรักษ์, พื้นที่เกษตรและเลี้ยงสัตว์, โรงงานแปรรูป และโรงงานไฟฟ้าของโครงการซึ่งปัจจุบันดูรกร้าง

จากการสำรวจพบว่าบ้านพักของผู้ป่วยถูกปล่อยทิ้งร้างจำนวนมาก แต่บางส่วนก็ยังมีผู้พักอาศัยอยู่ ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ช่วยกันตัดหญ้าและทำเกษตรเชิงซ้อนเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ ส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อ HIV ที่ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว ก่อนที่จะย้ายมาจากวัดพระบาทน้ำพุ

พระเจษฎา จิรัฏฐิโก พระลูกวัดธรรมรักษ์นิเวศ เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นดำริของหลวงพ่ออลงกต สร้างมา 20 กว่าปีแล้ว เนื่องจากช่วงที่ก่อตั้งมีผู้ป่วยจำนวนมากจนล้นธรรมรักษ์นิเวศน์ 1 (วัดพระบาทน้ำพุ) จึงต้องขยายมายังโครงการนี้ ภายในโครงการมีบ้านพักผู้ป่วย, บ้านเด็กธรรมรักษ์, โรงเรียน, มูลนิธิสิทธิเด็ก และโรงพยาบาล โครงการนี้ให้ผู้ป่วย HIV ที่เป็นผู้ใหญ่และแข็งแรงมาอาศัยอยู่และมีอาชีพ โดยทำงานทำความสะอาด, ทำสวน, เกษตรอินทรีย์ และได้รับเงินเดือนจากมูลนิธิ ส่วนผลผลิตทางการเกษตรก็นำไปขายให้โครงการในลักษณะวิสาหกิจชุมชน ซึ่งยืนยันว่ามีรายได้จริง นอกจากนี้โครงการยังรับเด็กที่มีเชื้อ HIV และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากผู้ติดเชื้อมาดูแลด้วย

โครงการนี้เปิดทำการอย่างเต็มรูปแบบมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่เริ่มทรุดโทรมในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตัวยาพัฒนามากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยน้อยลง และการหาอาสาสมัครก็เป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่ห่างไกลและเงินเดือนของมูลนิธิน้อย

พื้นที่โครงการน่าจะอยู่ที่ประมาณ 800-900 ไร่ ส่วนที่เรียกกันว่า 2,000 ไร่นั้น เป็นเพียงชื่อที่คนที่ทำงานให้หลวงพ่ออลงกตใช้เรียกกันติดปากเท่านั้น จำนวนผู้ป่วยปัจจุบันมีประมาณหลักร้อยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่เป็นบ้าน แต่ในโรงเรียนมีปีละประมาณ 800 คน ซึ่งโรงเรียนเป็นโรงเรียนประจำและส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่ติดเชื้อ HIV ด้วย

ทำไมถึงเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า”?

สำหรับประเด็นที่ต้องมีการขยายพื้นที่ พระเจษฎาให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะมีผู้ป่วยบางส่วนที่มารักษาตัวตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หากออกไปเรียนหรือใช้ชีวิตข้างนอกก็มักจะถูกรังเกียจ สุดท้ายก็จะกลับมาอยู่ที่นี่เพราะไม่มีที่ไป ญาติหลายคนก็ไม่สนใจรับไปเลี้ยง

โรงงานไฟฟ้าด้านหน้าทางเข้าโครงการ คาดว่าเป็นความคิดของหลวงพ่ออลงกตที่อยากให้ชาวบ้านนำไม้มาเผาผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่เคยลองผลิตแล้วเครื่องไม่สามารถใช้งานได้จึงต้องปิดตัวลง

สาเหตุที่โรงพยาบาลยังสร้างไม่เสร็จนั้น ไม่ทราบรายละเอียด แต่เมื่อก่อนเคยมีสถานีอนามัยภายใน มีพยาบาลอยู่ประจำประมาณ 15-16 ปี ก่อนที่จะมาสร้างเป็นโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่มียาต้านเอดส์ ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเลือกที่จะทานยาเองและออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอก ปัจจุบันที่นี่จึงกลายเป็นที่สวดมนต์ทำวัตรของพระและผู้ป่วยที่อาศัยอยู่

พระเจษฎายังชี้แจงประเด็นที่มีผู้เรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” ว่า เด็กๆ ทุกคนที่นี่เรียกหลวงพ่ออลงกตว่าป๊ะป๋าหมด พอเด็กเรียก ผู้ใหญ่บางคนที่สนิทกับหลวงพ่อก็เรียกตาม

ส่วนกรณีที่ดินตรงนี้เป็นชื่อของมูลนิธิหรือนายธนชัย ทุกคนเข้าใจว่าเป็นของมูลนิธิที่ให้ผู้ป่วยอาศัยอยู่ ไม่ได้มีใครไปสืบค้นว่าเป็นของใคร ส่วนตัวก็ทราบว่าเป็นชื่อของนายธนชัยตั้งแต่ตอนซื้อ แต่ไม่ได้แม่นข้อกฎหมายและไม่ได้คิดอะไร เพราะนายธนชัยก็เป็นคนดี เป็นผู้จัดการดูแลที่แห่งนี้ และหลวงพ่ออลงกตน่าจะเลือกคนที่ไว้ใจด้วย ญาติของนายธนชัยไม่เคยมาที่นี่ และนายธนชัยไม่เคยมีญาติมาข้องเกี่ยว ที่เห็นก็มีแต่ทำงานอย่างเดียว

สำหรับนายธนชัย อดีตไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เคยเป็นผู้จัดการโครงการและถือเป็นปูชนียบุคคล ลองคิดดูว่าคนเราตายแล้วมีคนทำรูปปั้นให้ ต้องเป็นคนดีแค่ไหน ตอนที่นายธนชัยยังมีชีวิตอยู่ ก็มาทำงานแบบไม่เอาเงินแม้แต่บาทเดียว กินข้าวที่โรงครัวกับผู้ป่วย ทำแต่งาน ดูแลทั้งคนป่วยและสถานที่

ทำความเข้าใจประเด็นเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ป๊ะป๋า และที่ดิน 2,000 ไร่

ทั้งนี้ อยากให้ทุกคนลองพิจารณาว่าหลวงพ่ออลงกตกลับมานอนวัดเที่ยงคืน และตื่นตีสามออกไปบิณฑบาตรทุกวันเป็นเวลา 30 ปี คุณคิดว่าคนคนนั้นจะโกงเงินหรือยักยอกเงินไปทำอะไร? ลองคิดอย่างมีเหตุผลดูว่าคนแบบนั้นจะเป็นคนอย่างไร

จากข้อมูลที่ได้รับจาก “พระลูกวัด” เราได้เข้าใจถึงที่มาของการเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” และความจริงเกี่ยวกับที่ดิน 2,000 ไร่ กันแล้ว หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และคลายข้อสงสัยของทุกท่านนะคะ

ที่มา – “พระลูกวัด” แจงปมคนเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ป๊ะป๋า เผย 2,000 ไร่ เป็นเพียงชื่อเรียกติดปาก

เลขาฯ โยนวัดตอบปมที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ”

“เลขาปู” โยนวัดตอบปมชื่อเจ้าของที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ” ลั่นไม่ใช่คนของวัด แค่กรรมการวัด คาดแถลงสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี บรรยากาศแม้เป็นวันหยุด แต่ก็มีผู้มาร่วมทำบุญไม่คึกคักเท่าที่ควร คณะที่จะมาประชุมเรื่องการจัดงานวัดพระบาทน้ำพุมีนายบรรเจต เทศพำนัก เลขาของหลวงพ่ออลงกต และนายสมพร โสเค็ง ไวยาวัจกรของวัดเข้าร่วม

จากการสอบถามนายบรรเจตถึงการประชุม ได้รับคำตอบสั้น ๆ ว่าเรื่องงานวัด หลวงพ่อได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน การประชุมเริ่มตั้งแต่ 10.45 น. โดยมีสื่อมวลชนรอสัมภาษณ์

ต่อมาเวลา 13.20 น. หลังเสร็จสิ้นการประชุม นายบรรเจต เทศพำนัก เลขาของหลวงพ่ออลงกต แจ้งว่าเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของวัด ซึ่งเป็นการประชุมประจำ ส่วนการแต่งตั้งทนายใหม่แทนทนายเกิดผล ขณะนี้คณะกรรมการกำลังพิจารณาอยู่

ส่วนเรื่องที่ดินที่มีการครอบครองโดยคนอื่นต้องรอทนาย ทนายเกิดผลห่วงหลวงพ่อเรื่องการพูดที่อาจผิดพลาด ตัวเองเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดก็ให้ออกมายอมรับเอง อย่าโยนมาให้หลวงพ่อ ส่วนเรื่องเงินที่หมอบีนำมาคืนหมดหรือยังก็ให้ไปถามหมอบีเอง

สำหรับทรัพย์สินของวัดที่มีประเด็นว่าอยู่ที่คนอื่นนั้น ตนไม่รู้เรื่อง ทรัพย์สินหรือสิ่งปลูกสร้างก็อยู่กับที่อยู่แล้ว ในส่วนที่บอกว่ามีผู้ถือครองนั้นไม่มี เพราะทรัพย์สมบัติทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของวัดและมูลนิธิอยู่แล้ว วันนี้ประชุมเรื่องผู้ป่วย ค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันค่าไฟฟ้าเท่านั้น เรื่องการรับบริจาคหรือผู้ที่มาร่วมทำบุญตอนนี้ก็ลดลง เป็นเรื่องปกติเพราะที่วัดมีแต่ผู้ป่วย

ส่วนที่มีคนกล่าวอ้างว่าตนมีทรัพย์สินผิดปกติ ให้กลับไปถามคนที่กล่าวอ้างเอง ในส่วนของรายชื่อผู้ที่ถือครองที่ดินที่มีชื่อเป็นคนใกล้ชิด เป็นคนของวัดนั้น ต้องไปถามวัด ผมเองไม่ใช่คนของวัด เป็นเพียงกรรมการวัด และเท่าที่ดูมันก็ถูกต้องอยู่แล้ว ถ้ามันไม่ถูกต้องก็คงอยู่ไม่ได้ ในส่วนของผู้ที่ได้รับให้ครอบครองพื้นที่นั้นมีมติของที่ประชุมอยู่แล้ว

ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่มีอะไร ต้องไปถามคนที่ตั้งข้อสังเกต ทางวัดก็อยู่อย่างปกติ การตั้งคำถามของแต่ละคนก็ต้องให้แต่ละคนนำคำถามมาด้วย ทางวัดเองก็ต้องชี้แจง ผมจะไปตอบแทนวัดไม่ได้ แต่จะเมื่อไหร่นั้นตนก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ ส่วนของหลวงพ่อท่านก็ได้อธิบายไปหมดแล้ว

ในส่วนเรื่องของหมอบี เขาต้องมาชี้แจงกับวัดอยู่แล้ว แต่จะมาเมื่อไหร่นั้นก็ต้องไปถามเขาเอง ผมบังคับใครไม่ได้ และไม่เคยคุยกับหมอบี อาคารผู้ป่วยก็มีอยู่แล้ว ผู้ป่วยนอนรักษาตัวอยู่ ให้มาดูกันได้ ส่วนที่ไวยาวัจกรบอกว่ามีผู้ป่วย 130 กว่าคนนั้น ในส่วนของบริจาคมันจะบาลานซ์กับผู้ป่วยไหม เรื่องนี้มันต้องทีละประเด็น แต่ทุกอย่างในวัดในมูลนิธิมีการใช้จ่ายอยู่แล้ว ส่วนวันแถลงนั้นเป็นเรื่องของวัด และต้องรอผู้ที่เกี่ยวข้อง วัดเขามีกรรมการ และเขาต้องแถลงแน่นอนภายในอาทิตย์นี้

“วัดพระบาทน้ำพุ” กับประเด็นที่ดิน

จากกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่ดินของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ล่าสุด เลขาฯ ของหลวงพ่ออลงกตได้ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้น โดยโยนให้ไปสอบถามทางวัดโดยตรงถึงรายละเอียดทั้งหมด เนื่องจากตนเองเป็นเพียงกรรมการวัดเท่านั้น

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “วัดพระบาทน้ำพุ”

  • การชี้แจงเรื่องที่ดินที่มีชื่อผู้ถือครอง
  • การแต่งตั้งทนายความใหม่
  • การตรวจสอบทรัพย์สินของวัด

เรื่องราวของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความโปร่งใสในการจัดการทรัพย์สิน และการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของวัด การออกมาให้ข้อมูลของทางวัดในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่หลายคนรอคอย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และคลายข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การออกมาแถลงของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ภายในสัปดาห์นี้ น่าจะเป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม เราจะนำมาอัปเดตให้ทราบต่อไป

ที่มา – “เลขาปู” โยนวัดตอบปมชื่อเจ้าของที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ” คาดแถลงสัปดาห์นี้

Scroll to top