ข่าววันนี้

อิสราเอลเดินหน้าแผนสร้างชุมชนยิว ดับฝันปาเลสไตน์

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ยังคงทวีความตึงเครียด เมื่อรัฐมนตรีอิสราเอลประกาศเตรียมเดินหน้าแผนการสร้างชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการใช้เป็นที่ตั้งรัฐในอนาคต การตัดสินใจนี้ถูกมองว่าเป็นการดับฝันการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างถาวร มาเจาะลึกรายละเอียดของแผนงานนี้และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกัน

อิสราเอลจ่อเดินหน้าแผนสร้างชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ ดับฝันตั้งรัฐปาเลสไตน์

นายเบซาเลล สโมตริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอิสราเอล ได้ประกาศว่าจะเริ่มโครงการ “E1” อีกครั้ง หลังจากถูกระงับไปนานกว่า 20 ปี โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับชาวยิวจำนวน 3,000 หลังในเขตเวสต์แบงก์ การตัดสินใจนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากนานาชาติ เนื่องจากเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการสันติภาพ

รายละเอียดโครงการ E1

โครงการ E1 มีเป้าหมายเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย 3,000 หลัง ระหว่างกรุงเยรูซาเลมและชุมชนมาอาเล อาดูมิม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการตัดขาดระหว่างเขตเวสต์แบงก์และกรุงเยรูซาเลมตะวันออกอย่างสมบูรณ์ นักวิเคราะห์มองว่านี่คือการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของอิสราเอลที่จะผนวกดินแดนเวสต์แบงก์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

นายสโมตริชยังกล่าวอีกว่า โครงการ E1 จะเป็นการทำลายแนวคิดเรื่องการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างสิ้นเชิง เพราะจะไม่มีพื้นที่ใดเหลือให้เจรจาหรือยอมรับได้อีกต่อไป ถ้อยแถลงนี้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวของรัฐบาลอิสราเอลชุดปัจจุบันต่อประเด็นปาเลสไตน์

การสร้างชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นหนึ่งในประเด็นขัดแย้งหลักระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ พื้นที่เวสต์แบงก์เป็นดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการใช้เป็นที่ตั้งรัฐอิสระในอนาคต การขยายตัวของชุมชนชาวยิวจึงเป็นการบั่นทอนโอกาสในการสร้างรัฐปาเลสไตน์

ข้อมูลจากกลุ่มต่อต้านการสร้างชุมชนชาวยิว “พีซ นาว” ระบุว่า ปัจจุบันมีชุมชนชาวยิวมากกว่า 160 แห่งในเขตเวสต์แบงก์ และมีชาวอิสราเอลอาศัยอยู่ประมาณ 700,000 คน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงขนาดของการขยายตัวของชุมชนชาวยิวในพื้นที่พิพาท

การเดินหน้าโครงการ E1 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หลายประเทศเริ่มแสดงท่าทีสนับสนุนการยอมรับรัฐปาเลสไตน์มากขึ้น รวมถึงสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับอิสราเอลอย่างมาก

เมื่อถูกถามว่าการรื้อฟื้นโครงการ E1 เป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศที่วางแผนจะยอมรับรัฐปาเลสไตน์หรือไม่ นายสโมตริชตอบว่า “มันจะไม่เกิดขึ้น จะไม่มีรัฐอะไรให้ยอมรับทั้งนั้น”

สหรัฐอเมริกาแสดงความกังวลเกี่ยวกับแผนการล่าสุดของอิสราเอล โดยระบุว่าเวสต์แบงก์ที่มั่นคงจะทำให้อิสราเอลปลอดภัย และสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค

ด้านสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกมาแสดงความคัดค้านการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตใดๆ ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการเมืองระหว่างคู่กรณี

การตัดสินใจของอิสราเอลที่จะเดินหน้าแผนอิสราเอลจ่อเดินหน้าแผนสร้างชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ ดับฝันตั้งรัฐปาเลสไตน์สร้างชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ยิ่งทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความซับซ้อนและตึงเครียดมากยิ่งขึ้น ความหวังในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที

การอิสราเอลจ่อเดินหน้าแผนสร้างชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ ดับฝันตั้งรัฐปาเลสไตน์ครั้งนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อชาวปาเลสไตน์โดยตรง ยังอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงในระดับภูมิภาค และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ท่าทีของนานาชาติต่อการกระทำของอิสราเอลจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

สำหรับอนาคตของอิสราเอลจ่อเดินหน้าแผนสร้างชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ ดับฝันตั้งรัฐปาเลสไตน์นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก อย่างไรก็ตาม การเจรจาและการหาทางออกร่วมกันยังคงเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้

ที่มา – อิสราเอลจ่อเดินหน้าแผนสร้างชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ ดับฝันตั้งรัฐปาเลสไตน์

EU ช่วยสเปนดับไฟป่า! ผู้เสียชีวิตเพิ่ม 3 ศพ

สถานการณ์ไฟป่าในสเปนยังคงน่าเป็นห่วง สหภาพยุโรป (EU) เร่งส่งเครื่องบินดับเพลิงเพื่อช่วยเหลือในการควบคุมสถานการณ์ ภายหลังยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ EU ส่งเครื่องบินช่วยสเปนรับมือไฟป่า หลังผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพ เพิ่มขึ้นเป็น 3 ราย ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าคลื่นความร้อนจะยังคงปกคลุมพื้นที่ต่อไปอีกหลายวัน

ไฟป่าที่โหมกระหน่ำในสเปน ทำให้ EU ตัดสินใจให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกการจัดการภัยพิบัติ ในขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสเปน (Aemet) เตือนว่าคลื่นความร้อนจะยังคงแผ่ปกคลุมประเทศไปจนถึงสัปดาห์หน้า โดยอุณหภูมิอาจสูงถึง 44 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับไฟป่าทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

EU ส่งเครื่องบินช่วยสเปนรับมือไฟป่า หลังผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพ

สเปนกลายเป็นประเทศที่ 5 ในยุโรปที่ต้องขอความช่วยเหลือจาก EU เพื่อรับมือกับไฟป่า โดยเครื่องบินดับเพลิงจากฝรั่งเศสได้เดินทางถึงแคว้นกาลิเซียแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสเปนยังเปิดเผยว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่จะร้องขอให้ EU ส่งนักดับเพลิงเพิ่มเติมหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น

เหตุการณ์EU ส่งเครื่องบินช่วยสเปนรับมือไฟป่า หลังผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพ นี้สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง โดยผู้เสียชีวิตรวมถึงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครดับเพลิง 2 ราย และประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับพื้นที่เกิดไฟป่า

นอกจากความสูญเสียในชีวิต เจ้าหน้าที่ยังได้จับกุมผู้ต้องสงสัยวางเพลิง 2 ราย ซึ่งทำให้จำนวนผู้ถูกจับกุมในข้อหาวางเพลิงในสเปนเพิ่มขึ้นเป็น 10 รายตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

สถานการณ์ไฟป่าในสเปนเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตไฟป่าที่เกิดขึ้นทั่วทวีปยุโรปตอนใต้ ข้อมูลจาก EU ระบุว่าตั้งแต่ต้นปี 2565 มีพื้นที่กว่า 629,000 เฮกตาร์ถูกเผาทำลายจากไฟป่า โดยสเปนมีสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของพื้นที่ดังกล่าว

ผลกระทบจากคลื่นความร้อนและไฟป่าที่รุนแรงขึ้น

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นและยาวนานขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดไฟป่าที่รุนแรงในยุโรป อากาศที่ร้อนจัดทำให้พื้นดินและพืชพรรณแห้งแล้ง กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว

ก่อนหน้านี้ ประเทศต่างๆ เช่น กรีซ บัลแกเรีย มอนเตเนโกร และแอลเบเนีย ได้ใช้กลไกคุ้มครองพลเรือนของ EU เพื่อขอความช่วยเหลือในการรับมือกับภัยพิบัติแล้ว

สถานการณ์ในกรีซเองก็ยังคงน่าเป็นห่วง ไฟป่าลุกลามต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยจุดที่อันตรายที่สุดคือเกาะชีออสและภูมิภาคอาเคอา ซึ่งมีพื้นที่ถูกเผาผลาญไปแล้วกว่า 10,000 เฮกตาร์ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 100 คน

วิกฤตไฟป่าครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกระทบที่รุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การป้องกันและรับมือกับไฟป่าจึงเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การEU ส่งเครื่องบินช่วยสเปนรับมือไฟป่า หลังผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน

ที่มา – EU ส่งเครื่องบินช่วยสเปนรับมือไฟป่า หลังผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพ

“ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี ยังของบ?

“ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์” สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของงบประมาณกระทรวงมหาดไทยที่ใช้ในการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า “ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังคงของบประมาณในการซ่อมแซมและสร้างตึกเก่าเพิ่มเติม

“ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังของบ?

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 นายณัฐพงศ์ได้อภิปรายขอตัดงบประมาณกระทรวงมหาดไทยในส่วนของโครงการก่อสร้างอาคารและสถานที่ราชการ โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่สมเหตุสมผลในการของบประมาณในหลายโครงการ

นายณัฐพงศ์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีการก่อสร้างอาคารและสถานที่ราชการจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสำนักปลัดกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครอง ที่มีการสร้างอาคารสถานที่ราชการและบ้านพักราชการรวมกันแล้วเป็นเงินกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถจัดกลุ่มออกมาได้เป็นสามกลุ่มหลักๆ ได้แก่

  • กลุ่มแรก โครงการที่ใช้งบประมาณปรับปรุงหรือซ่อมแซมอาคารศาลากลางจังหวัดหรือที่ว่าการอำเภอที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน เช่น ศาลากลาง จ.นราธิวาส ที่มีการตั้งงบประมาณเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ลานอเนกประสงค์ 3.5 ล้านบาท ทั้งที่เพิ่งสร้างมาแค่ 3 ปี หรือ ศาลากลาง จ.สุรินทร์ ซึ่งมีอายุเพียง 4 ปี กลับต้องมีการซ่อมแซมหลังคา 1.3 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามถึงคุณภาพการก่อสร้างและการตรวจรับงาน
  • กลุ่มที่สอง โครงการก่อสร้างใหม่ เช่น บ้านพักรองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี ที่มีการตั้งงบประมาณไว้ที่ 7.8 ล้านบาท ทั้งที่มีอายุเพียง 22 ปีเท่านั้น ซึ่งต่างจากโครงการส่วนใหญ่ที่มักสร้างใหม่เมื่ออาคารเก่ามีอายุ 30-40 ปีขึ้นไป
  • กลุ่มที่สาม โครงการตกแต่ง ทาสี และปรับภูมิทัศน์ ซึ่งมีจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยมีงบประมาณตั้งแต่หลักล้านไปจนถึงหลักสิบล้านบาท เช่น โครงการปรับภูมิทัศน์ศาลากลาง จ.ลำพูน 18.8 ล้านบาท หรือโครงการปรับภูมิทัศน์เสาธงนครปฐม 2.5 ล้านบาท

ทำไม “ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังของบ?

ประเด็นที่นายณัฐพงศ์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ โครงการที่เกี่ยวข้องกับอาคารศาลากลางกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากกระทรวงฯ กำลังจะย้ายไปที่ศูนย์ราชการแห่งใหม่ที่เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ซึ่งใช้งบประมาณถึง 9,000 ล้านบาท และมีการตั้งงบประมาณผูกพันไปถึงปี 2571 แต่ในขณะเดียวกัน อาคารศาลากลางกระทรวงมหาดไทยหลังเดิมก็ยังมีการตั้งงบประมาณสำหรับการปรับปรุงพื้นผิวผนัง ซ่อมแซมห้องน้ำ ฝ้าเชิงชาย และปรับปรุงห้องปฏิบัติงานแถลงข่าว

“ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังคงมีการของบประมาณสำหรับอาคารเก่า ซึ่งนายณัฐพงศ์มองว่าเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่คุ้มค่า เนื่องจากอาคารดังกล่าวจะถูกใช้งานอีกเพียง 2-3 ปีเท่านั้น เขาจึงเสนอให้ปรับลดค่าก่อสร้างอาคารมหาดไทยลง 15% เพื่อประหยัดงบประมาณของประเทศ

การที่ “ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังของบประมาณจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและพิจารณางบประมาณของภาครัฐอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

การอภิปรายของนายณัฐพงศ์เป็นการสะท้อนปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่อาจไม่สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นที่แท้จริง การตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการลงทุนและการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งเสริมการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ณัฐพงศ์” งงมหาดไทย จะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังของบซ่อม-สร้างตึกเก่าเพิ่ม

วิสุทธิ์ จี้ สส. ใครให้ 10 ล้านปัญญาอ่อน?

“วิสุทธิ์” ลั่น ปัญญาอ่อน ใครจะให้ 10 ล้าน เลื่อนลอย จี้ สส. พรรคประชาชน เปิดชื่อมาเลย ไม่ต้องมาย่อ ส.นั้น ส.นี้ บอกฟังแล้วไม่เชื่อ ชี้ เป็นไปได้ถูก “สแกมเมอร์” หลอก เพราะแก๊งต้มตุ๋นเยอะแยะ

วันที่ 14 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีคลิปเสียงที่ สส.พรรคประชาชน อ้างว่าถูกซื้อให้โหวตร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 หนัก 10 ล้านบาท ว่า ตนฟังคลิปแล้ว ต้องบอกว่าเลื่อนลอย ไม่รู้ใครส่งมา

“หากจะมีการเจรจากันเขาไม่ใช้โทรศัพท์หรอก ต้องเรียกมาคุยกัน จะจ่ายเงินตั้ง 10 ล้านบาท จะให้ใครไม่รู้โทรมา จะอ้างว่า คนนั้น คนนี้โทรมา แล้วใครล่ะ บอกมาสิ จะมาบอกว่าเป็น สส.ในพรรครัฐบาลโทรไป แล้วใครล่ะ ตนหรือ ก็เอามาเปิดเผยสิว่าเป็นใคร แล้วจะช่วยตรวจสอบให้ ผมเป็นกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร จะได้ตรวจสอบว่าใครทำผิด คลิปที่บอกว่าใครไม่รู้โทรมา เป็นใครก็พูดได้หมด แบบนี้มันเลื่อนลอย ประชาชนฟังแล้วก็ตัดสินกันเองว่าจริงหรือไม่ ถามว่าใครโทรมา ก็ไม่รู้ คุณไม่รู้แล้วผมจะรู้ได้อย่างไร จะมาอ้างฝ่ายรัฐบาลได้อย่างไร ก็บอกชัดๆ เอาไปให้ตำรวจแจ้งความเลยจะได้ดำเนินคดี ไปดีเอสไอก็ได้ จะได้ลากมาว่าเป็นใครบ้างโทรไปหาคุณ ต้องชัดเจนพูดแบบนี้เลื่อนลอย แล้วมาใส่ร้ายคนอื่น พี่น้องประชาชนฟังแล้วเป็นอย่างไร ผมฟังแล้วไม่เชื่อ ผมเป็นกลางที่สุดแล้ว ในใจพยายามจะเชื่อ แต่ถามว่าใครก็ไม่รู้โทรมา ก็ไม่รู้อีก แล้วจะมาบอกว่าเอาเงินให้ 10 ล้าน ปัญญาอ่อน ใครจะให้ 10 ล้าน แล้วไม่บอกว่าใครโทรไปจริงหรือ”

นายวิสุทธิ์ กล่าวยืนยันว่า เรื่องพวกนี้พรรคเราไม่จำเป็น ที่จะต้องไปซื้อเสียงเป็น 10 ล้าน ตอนนี้มีเสียงเกิน 10+ พรุ่งนี้จะเยอะกว่านี้ หลายคนไม่สบาย นอนโรงพยาบาล พรุ่งนี้จะถอดสายน้ำเกลือมา ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงแน่นอน เมื่อถามว่า ในคลิปเสียงมีการเปิดเผยว่าบุคคลดังกล่าวใหญ่กว่าคนตัวอักษร ส. ในพรรค นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่มี บอกมาตรงๆ ไม่ต้องมาย่อ ส.นั้น ส.นี้ บอกมาเลยว่าใคร นามสกุลอะไร สส.พรรคไหน อย่างไร บอกมา ถ้าไม่กล้าก็มากระซิบตน เดี๋ยวจะจัดการให้ แมนๆ หน่อย ถ้าจะพูดต้องพูดให้กล้าหาญชัดเจน ไม่ใช่มาพูดว่าคนนั้นคนนี้มากระซิบบอก ตลก

เมื่อถามว่า เป็นเพราะเสียงปริ่มน้ำหรือไม่จึงเกิดกระแสข่าวแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง นายวิสุทธิ์ ยืนยันว่า ไม่ได้ปริ่มน้ำ เกินมา 10 กว่าเสียง และขณะนี้เราก็ยังพออยู่ไม่ต้องไปซื้อ ราคา 10 ล้านแพงไป ไม่มีราคาอะไรขนาดนั้นหรอก เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าโดนสแกมเมอร์ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ แก๊งต้มตุ๋นเยอะแยะ ไม่จริงหรอก ลองดูดีๆ จะโดนเขาต้ม ท่านผู้แทน

ปัญญาอ่อน ใครจะให้ 10 ล้าน วิสุทธิ์ถาม

วิสุทธิ์ตอบโต้ สส. ปชช. หลังอ้างมีคนเสนอเงิน 10 ล้าน

จากกรณีที่มี สส. พรรคประชาชนออกมาอ้างว่ามีผู้เสนอเงิน 10 ล้านบาทเพื่อแลกกับการโหวตสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 นั้น นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้ออกมาตอบโต้ว่าเรื่องดังกล่าว “ปัญญาอ่อน ใครจะให้ 10 ล้าน” และเรียกร้องให้เปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องออกมา

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวอีกว่า การกล่าวอ้างเช่นนี้เป็นเรื่องเลื่อนลอยและไม่น่าเชื่อถือ หากมีการเสนอเงินจริง คงไม่มีใครโทรศัพท์มาเจรจา แต่จะเรียกไปคุยกันเป็นการส่วนตัว นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่า สส. คนดังกล่าวอาจตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ เนื่องจากปัจจุบันมีแก๊งต้มตุ๋นจำนวนมาก

นอกจากนี้ นายวิสุทธิ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นที่ สส. พรรคประชาชนอ้างว่า บุคคลที่เสนอเงินมีตำแหน่งใหญ่กว่า ส. ในพรรคว่า หากมีข้อมูลจริงก็ควรเปิดเผยออกมาตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

สรุปประเด็นที่น่าสนใจ:

  • นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ตอบโต้กรณี สส. พรรคประชาชนอ้างว่ามีผู้เสนอเงิน 10 ล้านบาท
  • นายวิสุทธิ์เรียกร้องให้เปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • นายวิสุทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า สส. คนดังกล่าวอาจตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์

การออกมาตอบโต้ของนายวิสุทธิ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการกล่าวอ้างดังกล่าว และต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน

ที่มา – ปัญญาอ่อน ใครจะให้ 10 ล้าน “วิสุทธิ์” จี้ สส.ปชน. ไม่ต้องมาย่อ เปิดชื่อมาเลย

สส.ณัฐพล จี้ถาม แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่

“ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของแอปพลิเคชัน (แอปฯ) ด้านการท่องเที่ยวที่กรมการท่องเที่ยวรับผิดชอบ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า แอปฯ เก่ายังไม่เสร็จ แต่กลับมีการของบประมาณเพื่อพัฒนาแอปฯ ใหม่อีก

สส.ณัฐพล จี้ถาม: แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้อภิปรายถึงมาตรา 11 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเน้นไปที่กรมการท่องเที่ยวที่ขออนุมัติงบประมาณเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่อีก 2 แอปฯ มูลค่ารวมประมาณ 40 ล้านบาท ทั้งๆ ที่แอปฯ เก่ายังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

รายละเอียดแอปฯ ที่เป็นประเด็น

แอปฯ แรกที่ของบประมาณในปีนี้คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลรองรับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่เดินทางมายังประเทศไทย (Muslim Friendly) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท ส่วนแอปฯ ที่สองเป็นแอปพลิเคชันที่มุ่งเน้นการโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานต่างๆ ด้วยงบประมาณกว่า 32 ล้านบาท

สส.ณัฐพล กล่าวว่า แม้การใช้แอปฯ เพื่อเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นสิ่งจำเป็นในยุคปัจจุบัน แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าและความซ้ำซ้อน โดยย้อนกลับไปในปีงบประมาณ 2567 กรมการท่องเที่ยวเคยของบประมาณเพื่อพัฒนาแอปฯ Tourism Wallet และแอปฯ Intelligence Travel Guide มาแล้ว ซึ่งจากการชี้แจงของกรมการท่องเที่ยวต่อคณะกรรมาธิการเมื่อเดือนที่ผ่านมา พบว่าแอปฯ ตัวแรกยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และแอปฯ ตัวที่สองในโครงการระยะที่ 1 ที่ใช้งบประมาณไปกว่า 30 ล้านบาทนั้น ยังไม่สามารถใช้งานได้จริง และยังมีการของบประมาณสำหรับระยะที่ 2 อีกกว่า 50 ล้านบาท

“ในขณะที่กรมการท่องเที่ยวยังทำแอปฯ เดิมไม่เสร็จ วันนี้กลับมาของบทำแอปฯ ใหม่อีกสองอัน ถ้าเราผ่านงบวันนี้ไป เท่ากับกรมการท่องเที่ยวกำลังทำแอปฯ อยู่ในมือ 4 แอปฯ ราคา 135 ล้านบาท ซึ่งจะเสร็จหรือเปล่า จะได้ใช้เมื่อไร แม้แต่ตัวหน่วยงานเองยังตอบไม่ได้” นายณัฐพลกล่าว

นายณัฐพลได้สรุปเหตุผล 4 ข้อที่ทำให้ต้องตัดงบประมาณส่วนนี้ ได้แก่:

  • ทุกแอปฯ ที่ระบุในคำของบประมาณ มีตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงแค่การสร้างแอปฯ ขึ้นมาได้เท่านั้น ไม่ได้มีการวัดผลถึงจำนวนผู้ใช้งานจริง ซึ่งหากคิดเพียงแค่นี้ ก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับที่หน่วยงานราชการต่างๆ มีแอปพลิเคชันรวมกันกว่า 400 แอปฯ โดยที่หลายแอปฯ ไม่มีการใช้งาน
  • จากการวัดผลคะแนนรีวิว พบว่าแอปฯ ด้านการท่องเที่ยวที่พัฒนาโดยหน่วยงานราชการนั้น มีคุณภาพสู้แอปฯ ของภาคเอกชนไม่ได้ ทั้งของไทยและต่างชาติ
  • มีความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ที่ต่างก็พัฒนาแอปฯ ส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยที่ข้อมูลไม่ได้เชื่อมโยงกัน
  • เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ โครงการเดิมยังไม่แล้วเสร็จ แต่กลับมีการของบประมาณสำหรับโครงการใหม่

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ นายณัฐพลจึงยืนยันที่จะขอปรับลดงบประมาณสำหรับแอปฯ ใหม่ทั้ง 2 แอปฯ

การที่ สส.ณัฐพล ออกมาตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของแอปฯ เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้งบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่ามากที่สุด การพัฒนาแอปฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อให้แอปฯ เหล่านี้สามารถใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง เราต้องจับตาดูว่ากรมการท่องเที่ยวจะสามารถตอบคำถามของ สส.ณัฐพล และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้งบประมาณที่ใช้ไปนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่ เป็นคำถามที่ควรได้รับคำตอบที่ชัดเจนและโปร่งใสจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “สส.ณัฐพล” จี้กรมการท่องเที่ยวตอบ แอปฯ เก่าไม่เสร็จ ของบฯ ทำแอปฯ ใหม่จะเสร็จเมื่อไหร่

สลด! เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัข

เกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ เมื่อเด็กอายุ 14 ปี ก่อเหตุราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น ก่อนนำซากไปโยนทิ้งน้ำ ล่าสุดตำรวจได้เรียกตัวเด็กชายพร้อมผู้ปกครองมาสอบสวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น ก่อนนำซากไปโยนทิ้งน้ำ

จากกรณีที่เฟซบุ๊กเพจ “มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand Foundation” ได้แชร์คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เด็กชายคนหนึ่งทำร้ายลูกสุนัขอย่างทารุณ โดยระบุว่าเด็กอายุ 14 ปี จับลูกหมาเผาทั้งเป็นในห้องน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิในจังหวัดลำปางได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีเด็กชายอายุเพียง 14 ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ได้ก่อเหตุโหดร้าย เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น เปลวไฟลุกไหม้อย่างน่าเวทนา ก่อนจะนำซากไปโยนทิ้งน้ำอย่างเลือดเย็น

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำร้ายสัตว์ แต่เป็นสัญญาณอันตรายของปัญหาพฤติกรรมรุนแรงที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิได้เข้าแจ้งความต่อ สภ.เกาะคา และประสานงานให้ตำรวจติดตามตัวเด็กพร้อมผู้ปกครองมาที่สถานีตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 แม้ว่าผู้ก่อเหตุจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ตามกฎหมายแล้วจะต้องเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองและปรับพฤติกรรมอย่างเข้มงวด

ขอฝากเตือนไปยังผู้ปกครองและครูบาอาจารย์ว่า พฤติกรรมความรุนแรงต่อสัตว์นั้น อาจพัฒนาไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อคนได้ จึงต้องเฝ้าระวัง สังเกต และดำเนินการแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะสัตว์ทุกชีวิตก็มีหัวใจ และไม่ควรต้องจบชีวิตลงอย่างทรมาน เพียงเพราะความสนุก หรืออารมณ์ชั่ววูบของใครบางคน

ความคืบหน้าคดี เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัข

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 น. ร.ต.อ.ศิริเวช ใจแสนวงค์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เกาะคา พร้อมด้วยกำลังตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากวอชด็อกลำปาง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ บริเวณห้องน้ำร้างใกล้ลานจอดรถของวัด โดยพบว่าบริเวณห้องน้ำมีร่องรอยของการถูกไฟไหม้ แต่ไม่พบซากของลูกสุนัข นอกจากนี้ บริเวณดังกล่าวก็ยังมีสุนัขจรจัดอาศัยอยู่ประมาณ 4-5 ตัว ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการบันทึกหลักฐานต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว

ต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวเด็กชายวัย 14 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเกาะคา พร้อมด้วยผู้ปกครอง มาพบกับพนักงานสอบสวน

จากการสอบสวนเบื้องต้น เด็กชายรายดังกล่าวได้ยอมรับว่าเป็นผู้ที่ก่อเหตุจุดไฟเผาสุนัขจริงตามที่ปรากฏในคลิป โดยอ้างว่ามีเพื่อนรุ่นเดียวกันอีก 2 คนร่วมก่อเหตุด้วย เด็กชายให้การว่าขณะที่กำลังจะเข้าห้องน้ำ สุนัขตัวดังกล่าวจะเข้ามาทำร้าย เพื่อนอีกคนจึงใช้น้ำมัน (ซึ่งอยู่ในห้องน้ำ และไม่ทราบว่าเป็นน้ำมันชนิดใด) ราดไปที่ตัวสุนัข ก่อนที่ตนเองจะจุดไฟเผา โดยมีเพื่อนอีกคนเป็นคนถ่ายคลิปวิดีโอ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามตัวเพื่อนอีกสองคนที่ร่วมก่อเหตุ พร้อมกับผู้ปกครอง มาพบกับพนักงานสอบสวน สภ.เกาะคา เพื่อทำการสอบสวนต่อไป และจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

เหตุการณ์ เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจและสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านพฤติกรรมและความรุนแรงในสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เราทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องร่วมกันสร้างสังคมที่เมตตาและเอื้ออาทรต่อสัตว์ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ​เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น ก่อนนำซากไปโยนทิ้งน้ำ

ทิดลักสายไฟกุฏิโดนแทง! เรื่องเศร้าในวัด

เกิดเหตุเศร้าสลดใจ! ทิดลักสายไฟกุฏิวัดที่เคยบวช จังหวัดนครศรีธรรมราช สุดท้ายโดนพระแทงสาหัส หลังใช้มีดต่อสู้ตอนถูกจับได้ เรื่องราวความขัดแย้งที่นำมาซึ่งความสูญเสียและความผิดหวัง

ทิดลักสายไฟกุฏิวัดที่เคยบวช สุดท้ายโดนแทงสาหัส

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. พ.ต.ท.ถาวร จันทรพงษ์ สว. (สอบสวน) สภ.เมืองนครศรีธรรมราช รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายในวัดมะม่วงปลายแขน ต.ท่างิ้ว อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อไปถึงพบผู้ถูกแทงสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ชีพนำส่ง รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช ทราบชื่อ นายเสนยากร หรือ จุก อินทร์พิทักษ์ อายุ 38 ปี อดีตพระที่เคยบวชที่วัดแห่งนี้ เพิ่งสึกได้ 1 เดือน มีแผลถูกแทงที่หลังและศีรษะแตก

คู่กรณีคือ พระอดิศร นาคทองทิพย์ อายุ 25 ปี พระลูกวัด รอมอบตัวกับตำรวจ มีแผลถูกแทงที่ต้นขาขวา ในที่เกิดเหตุพบมีดปลายแหลมเปื้อนเลือด และปลอกมีด ในกุฏิร้างที่นายเสนยากรใช้นอน พบยาบ้า 1 เม็ด

จากการสอบสวน พระอดิศรให้การว่า นายเสนยากรหลังสึกแล้วยังมีพฤติกรรมเสพยาและลักเล็กขโมยน้อยในวัดเป็นประจำ ก่อนเกิดเหตุ พระอดิศรตรวจตรากุฏิ พบนายเสนยากรกำลังทิดลักสายไฟกุฏิวัดที่เคยบวช จึงเข้าห้ามและใช้ไม้กวาดตี นายเสนยากรชักมีดแทง พระอดิศรแย่งมีดได้และแทงสวนไปที่หลังของนายเสนยากร

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ทิดลักสายไฟกุฏิวัดที่เคยบวช?

พระอดิศรถูกนำตัวไปทำแผลที่ รพ. ก่อนคุมตัวมาสอบสวนที่โรงพัก ตำรวจแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย ส่วนนายเสนยากรจะถูกสอบสวนหลังจากรักษาตัวหายดีแล้ว

เรื่องราวนี้สะท้อนปัญหาหลายด้าน ทั้งเรื่องยาเสพติด การขาดศีลธรรม และความขัดแย้งในสังคม การทิดลักสายไฟกุฏิวัดที่เคยบวช ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และนำมาซึ่งความรุนแรงที่ไม่ควรเกิดขึ้น

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ทุกคนระลึกถึงศีลธรรม และหลีกเลี่ยงอบายมุข การใช้สติในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ การใช้ความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งทางออกที่ดี

บทสรุป ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการ ทิดลักสายไฟกุฏิวัดที่เคยบวช นำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิด การป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ และการใช้สติในการแก้ไขความขัดแย้ง เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ทิดลักสายไฟกุฏิวัดที่เคยบวช พลาดโดนพระแทงเจ็บสาหัส หลังใช้มีดสู้ตอนถูกจับได้

สส.ณัฐพล อัด มท. ของบซื้อบัตรประชาชน แพงจริง!

“ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล” ชี้กรมการปกครองของบซื้อบัตรประชาชนแพงเกินจริง จี้ปรับลดงบในชั้นกรรมาธิการแล้ว แต่ให้เหตุผลว่าต้องซื้อเผื่อไว้ กลัวต้นทุนจะเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ดูราคาย้อนหลัง 3-4 ปีก็ไม่ได้แพงขึ้น

วันที่ 14 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 – 3 ในมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย

นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวอภิปรายถึงเรื่องบัตรประชาชนว่า โดยปกติจะประกอบด้วยบัตรสีฟ้าที่มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 16.74 บาท และวัสดุต้นทุนอยู่ที่ 19.67 บาท เฉลี่ยรวม 36.41 บาทต่อบัตร ซึ่งคำของบประมาณที่ขอมาจากกรมการปกครองนั้น ค่าเฉลี่ย งบประมาณการซื้อบัตรประชาชนและการซื้อวัสดุเคลือบทั้งปี 68 และ 69 เท่ากัน ต่างกันแค่จำนวน ประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อให้สต๊อกไม่ขาด และไม่มีปัญหาในแต่ละปี โดยปัญหาเมื่อเปรียบเทียบดูย้อนหลังแล้ว จะพบว่าในปี 66 และปี 67 ซื้อได้ในราคา 13 – 14 บาทต่อบัตร

ส่วนในปี 68 มีการซื้อบัตรประชาชนไป 2 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกเป็นการซื้ออย่างเร่งด่วนด้วยวิธีการคัดเลือกซึ่งซื้อในราคา 18.50 บาทต่อบัตร ส่วนล็อตที่สองซื้อได้ในราคา 15.55 บาทต่อบัตร ไม่ได้เป็นไปตามคำขอ เมื่อข้อมูลปรากฏเช่นนี้ ตนเองได้พูดคุยกับกรมการปกครองในชั้นกรรมาธิการว่าหากซื้อจริงไม่ถึงจำนวนนี้ ขอปรับลดยอดที่ขอมาได้หรือไม่ ให้ใกล้เคียงกับยอดที่มีการจัดซื้อจริง

ทั้งนี้ ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 6 ปีใน 8 ล็อตของการซื้อบัตรประชาชนจะอยู่ที่ 16.74 บาทต่อบัตรโดยกรมการปกครองก็ทราบ แต่ยังยืนยันที่จะขอซื้อบัตรประชาชนในใบละ 19.581 บาทเท่าเดิม โดยให้เหตุผลว่าต้องเผื่อไว้เผื่อต้นทุนจะเปลี่ยนแปลง แต่หากดูย้อนหลัง 3 – 4 ปีต้นทุนไม่ได้แพงขึ้น

นายณัฐพล กล่าวอีกว่า กรมการปกครองของบซื้อซื้อบัตรประชาชนเกินจริง ถ้า e-bidding ไม่มีปัญหาคงซื้อได้ถูกกว่านี้ ถ้ายอมปรับลดตามจริงจะเหลือเงินปีละ 30 – 40 ล้านบาท และมองว่าถ้าทำได้จริง ราคาก็จะไม่ถึงเท่าตามที่ขอมา จึงขอฝากไปยังกระทรวงมหาดไทยว่าให้ติดตามการปรับกรอบเพดานงบประมาณลงมาของบัตรประชาชน ให้เป็นไปตามที่ซื้อจริง และอาจจะนำเงินส่วนต่างไปใส่ในแผนงานอื่นของกระทรวงมหาดไทยที่จำเป็นกว่านี้ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องคงกรอบเงินเดิมไว้

สส.ณัฐพล อัด มท. ของบซื้อบัตรประชาชน แพงกว่าราคาจริง ขอตัดแล้วแต่บอกต้องเผื่อไว้

ประเด็นที่ สส.ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล หยิบยกขึ้นมานั้น จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจึงควรมีความยืดหยุ่นและปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประเด็นสำคัญ: ทำไมต้องของบซื้อบัตรประชาชนแพงกว่าราคาจริง?

การที่กรมการปกครองยังคงยืนยันที่จะของบประมาณซื้อบัตรประชาชนในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด แม้ว่าราคาย้อนหลังจะไม่ได้มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

นอกจากนี้ การที่ สส.ณัฐพล เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ และนำเงินส่วนต่างไปใช้ในแผนงานอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นมากกว่า นับว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะจะช่วยให้การใช้งบประมาณของกระทรวงมหาดไทยมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้งบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคประชาชนและผู้แทนราษฎร เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ดังนั้น การที่ สส.ณัฐพล กล้าที่จะออกมาเปิดเผยและตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลในการซื้อบัตรประชาชนครั้งนี้ ถือเป็นบทบาทที่สำคัญของผู้แทนราษฎรในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “สส.ณัฐพล” อัด มท. ของบซื้อบัตรประชาชน แพงกว่าราคาจริง ขอตัดแล้วแต่บอกต้องเผื่อไว้

ปภ.เตือน! 24 จังหวัดเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

ปภ. เตือน 24 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก ช่วงวันที่ 15–17 ส.ค.

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกประกาศเตือนภัยให้ 24 จังหวัด เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 15-17 สิงหาคมนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้งเตือนจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 15 – 17 สิงหาคม 2568 โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณพื้นที่เสี่ยงและบริเวณที่มีฝนตกสะสมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ปภ. ยังได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลสาธารณภัย ให้สามารถเข้าเผชิญเหตุและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติขึ้น รวมถึงการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้รับทราบล่วงหน้า พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์และวิธีการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง

นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ประกอบกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 16/2568 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2568 แจ้งว่า จากการคาดการณ์สภาพอากาศพบว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ และได้ประเมินวิเคราะห์สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ พบว่ามีพื้นที่บางส่วนที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำ เนื่องจากการระบายน้ำไม่ทันและระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำ

พื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ระหว่างวันที่ 15 – 17 สิงหาคม 2568 มีดังนี้:

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, ตาก, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, อุดรธานี, สกลนคร, อุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: ชุมพร, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงการเฝ้าระวังระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาต่างๆ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากทางราชการอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากเป็นภัยธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมความพร้อมและมีสติอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

ที่มา – ปภ. เตือน 24 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก ช่วงวันที่ 15–17 ส.ค.

Scroll to top