ข่าววันนี้

“สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออก ยันเพื่อไทยกำลังใจดี

“สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” จ่อลาออก ยันเพื่อไทยไม่กังวล กำลังใจยังดี

จากกระแสข่าวลือเรื่องการลาออกจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร หลังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 เสร็จสิ้น นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลใดๆ และกำลังใจของทุกคนยังดีเยี่ยม

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ท้องสนามหลวง โดยกล่าวถึงกระแสข่าวที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เตรียมที่จะลาออกจากตำแหน่ง หากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร ว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อพรรคเพื่อไทย โดยนายสรวงศ์กล่าวว่า “ไม่มี วันนี้นายกรัฐมนตรีเองก็ยังมาร่วมทำบุญตักบาตร” ซึ่งเป็นการยืนยันว่านายกรัฐมนตรียังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

นายสรวงศ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า ทางพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลเกี่ยวกับข่าวลือดังกล่าว และไม่ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้เป็นการภายในแต่อย่างใด ทั้งยังยืนยันอย่างหนักแน่นว่าข่าวลือเรื่อง “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออกไม่ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยเสียกำลังใจแต่อย่างใด และกำลังใจของสมาชิกพรรคยังคงดีเยี่ยม โดยนายสรวงศ์ได้แสดงท่าทีให้เห็นถึงความมั่นใจด้วยการยกนิ้วโป้งขึ้นทั้งสองข้าง

ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยต่อข่าวลือ “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออก

การออกมาปฏิเสธข่าวลือของนายสรวงศ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยในการบริหารประเทศ และความเชื่อมั่นในตัวของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร แม้ว่าจะมีกระแสข่าวลือต่างๆ เกิดขึ้น แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

  • ความสำคัญของเสถียรภาพทางการเมือง: เสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การปล่อยข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน
  • การทำงานเป็นทีม: การที่พรรคเพื่อไทยออกมาสนับสนุนและให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายในพรรค
  • การมุ่งเน้นไปที่การทำงาน: พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

ข่าวลือเรื่อง “นายกฯ อิ๊งค์”​ แพทองธาร ชินวัตร ลาออก จึงถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบความแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย และเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

โดยสรุปแล้ว พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ “นายกฯ อิ๊งค์” ยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่ แม้จะต้องเผชิญกับข่าวลือและการโจมตีต่างๆ นานา การออกมาแสดงความมั่นใจและปฏิเสธข่าวลือของนายสรวงศ์ เทียนทอง จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ และจะยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศต่อไป

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ข่าวลือและการปล่อยข่าวที่ไม่เป็นความจริง อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นขององค์กรหรือบุคคลได้ ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือเผยแพร่ข่าวสารใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การมีความสามัคคีและการทำงานเป็นทีม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรหรือบุคคลสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น

ที่มา – “สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” จ่อลาออก ยันเพื่อไทยไม่กังวล กำลังใจยังดี

แม่ลูกขอโชค! เลขดังงวดนี้ ไอ้ส้มฉุน วัดทรงเสวย


แม่ลูกพากันมาขอโชค “ไอ้ส้มฉุน” ไม่ผิดหวังได้ “เลขดังงวดนี้” กลับไปลุ้น 16/8/68

วัดทรงเสวยคึกคัก! แม่ลูกพากันมาขอโชคจาก “ไอ้ส้มฉุน” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดัง ไม่ผิดหวังได้ “เลขดังงวดนี้” กลับไปเป็นแนวทางลุ้นโชคงวด 16 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ใครที่เป็นสายเสี่ยงโชคห้ามพลาด!

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศช่วงวันหยุดยาวที่วัดทรงเสวย อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท เป็นไปอย่างคึกคัก บรรดานักท่องเที่ยวต่างพาคุณแม่และครอบครัวเดินทางมาที่ศาลาไอ้ส้มฉุนกันอย่างเนืองแน่นตลอดทั้งวัน หลายคนนำสิ่งของมาไหว้ขอพรไอ้ส้มฉุน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังกันอย่างไม่ขาดสาย พร้อมนำของโปรดของไอ้ส้มฉุน อย่าง น้ำแดง ขนม ของเล่น เสื้อผ้าสีแดง มาถวายเพื่อขอโชคลาภ เนื่องจากชื่อเสียงของไอ้ส้มฉุนโด่งดังเรื่องการให้โชคให้ลาภแก่คอหวยมาแล้วหลายงวดติดต่อกัน บางรายว่ากันว่าเคยมีคนถูกรางวัลจากการขอพรไอ้ส้มฉุนติดต่อกันถึง 20 งวดเลยทีเดียว!

เลขเด็ด “ไอ้ส้มฉุน” ที่ใครๆ ก็อยากได้

สำหรับกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์ของที่วัดทรงเสวยก็คือ การจุดธูปขอโชคจากไอ้ส้มฉุน ซึ่งเป็นธูปพิเศษที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ให้ โดยแต่ละคนต่างก็นำธูปที่ได้มาจากถาดขอพรมาจุดเพื่อรอตัวเลขที่จะปรากฏ เพื่อนำไปเสี่ยงโชคซื้อลอตเตอรี่กันอย่างใจจดใจจ่อ ทำให้กระถางธูปเต็มแล้วเต็มอีก เจ้าหน้าที่ของวัดต้องคอยมาล้างและเกลี่ยธูปออกหลายต่อหลายรอบเพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาขอโชคกันอย่างไม่ขาดสาย

อย่างไรก็ตาม เลขที่ให้โชคนั้นก็ขึ้นอยู่กับดวงของแต่ละคนด้วย บางคนก็ได้เลขจากธูป บางคนก็ได้เลขจากอ่างน้ำมนต์ บางคนก็เสี่ยงเซียมซี ซึ่งก็แล้วแต่ความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละบุคคล

ขณะที่คอหวยรายหนึ่งที่เดินทางมาขอโชคที่วัดทรงเสวยในวันนี้ ได้เปิดเผยเลขเด็ดที่ได้มาให้ฟังว่า คือเลข 12 และ 10 โดยเตรียมที่จะนำไปซื้อลอตเตอรี่เพื่อลุ้นโชคในงวดที่จะถึงนี้

เคล็ดลับการขอโชคลาภจาก “ไอ้ส้มฉุน”

สำหรับใครที่อยากจะเดินทางมาขอโชคลาภจากไอ้ส้มฉุนที่วัดทรงเสวย ก็มีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ มาฝากกัน คือ ควรเตรียมของโปรดของไอ้ส้มฉุนมาถวาย เช่น น้ำแดง ขนม ของเล่น เสื้อผ้าสีแดง และที่สำคัญคือ ควรตั้งจิตอธิษฐานขอพรด้วยความตั้งใจและศรัทธา รับรองว่าไอ้ส้มฉุนจะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ การทำบุญที่วัดก็ถือเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการถวายสังฆทาน การปล่อยปลา หรือการบริจาคเงินเพื่อบูรณะวัด ก็ล้วนแต่เป็นการสร้างบุญกุศลที่จะช่วยให้ชีวิตมีความสุขและความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าการเสี่ยงโชคจะเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล แต่การเดินทางมาทำบุญที่วัดทรงเสวยก็ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี นอกจากจะได้ขอพรจากไอ้ส้มฉุนแล้ว ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ร่มรื่นและสวยงามของวัดอีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังมองหาเลขเด็ดงวดนี้ ลองแวะมาขอโชคจากไอ้ส้มฉุนที่วัดทรงเสวยดูนะครับ เผื่อว่าท่านอาจจะเป็นผู้โชคดีได้รับโชคลาภกลับบ้านไปก็ได้ ใครจะรู้!

การเสี่ยงโชคเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต อย่าลืมที่จะทำมาหากินและใช้ชีวิตอย่างมีสติด้วยนะครับ

ที่มา – แม่ลูกพากันมาขอโชค “ไอ้ส้มฉุน” ไม่ผิดหวังได้ “เลขดังงวดนี้” กลับไปลุ้น 16/8/68

คดีหมอบี: พบหลักฐานฉ้อโกง รถหรูเป็นของวัด

ความคืบหน้าคดี “หมอบี” ที่หลายคนให้ความสนใจ ล่าสุดพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าอาจเข้าข่ายการกระทำผิดฐานฉ้อโกง นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “รถหรู” ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ ทางหมอบียอมรับว่าเป็นทรัพย์สินของวัดจริง แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป มาติดตามกันครับ

คดี “หมอบี”: พบหลักฐานเข้าข่ายฉ้อโกง ส่วน “รถหรู” เจ้าตัวยอมรับ เป็นทรัพย์สินวัด

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม (รอง ผบก.ป.) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ หมอบี ว่าขณะนี้ทีมงานได้รวบรวมพยานหลักฐานไปมากพอสมควร และพบหลักฐานบางส่วนที่แสดงให้เห็นว่านายเสกสันน์อาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานฉ้อโกง อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ยังคงต้องทำการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบว่าเงินที่หายไปนั้นถูกนำไปใช้ในส่วนใดบ้าง

หมอบีได้ให้การว่า เงินส่วนดังกล่าวถูกนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ ของวัดพระบาทน้ำพุ ทั้งโครงการทุนนักเรียนนอก และโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบรายละเอียดในส่วนนี้อย่างละเอียด

สำหรับประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากคือเรื่องของรถยนต์หรู หมอบีได้ยอมรับว่าเป็นทรัพย์สินของวัดจริง และเตรียมที่จะส่งมอบคืนให้กับวัด อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงต้องตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินดังกล่าว เนื่องจากพบว่าชื่อผู้ครอบครองรถยนต์เป็นชื่อของเครือญาติของหมอบี ทำให้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อความโปร่งใส

ความคืบหน้าการสอบสวนพยานใน คดี “หมอบี”

ในการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องกับคดี “หมอบี” นั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบปากคำไปแล้วกว่า 20 คน ซึ่งเป็นพยานทั้งในส่วนของนายเสกสันน์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้ให้การในเบื้องต้นและพร้อมที่จะแสดงหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบว่ามีบางธุรกรรมที่หลวงพ่ออลงกตเป็นผู้ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง แต่ยังมีบางส่วนที่ขาดหายไป ทำให้ทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงให้กระจ่าง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ดินของวัดพระบาทน้ำพุจำนวน 2,326 ไร่ ที่พบว่ามีชื่อบุคคลและนิติบุคคลของวัดเข้ามาถือครอง ทางพนักงานสอบสวน บก.ป. จะประสานงานกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อตรวจสอบในประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในภาครัฐ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ได้เปิดเผยว่าทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว และจะมีการหารือร่วมกับพนักงานสอบสวนของ บก.ป. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องในวันที่ 13 ส.ค. นี้

สรุปแล้ว คดี “หมอบี” ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะมีหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งเรื่องฉ้อโกง ทรัพย์สินของวัด และการถือครองที่ดิน หวังว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววัน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับความเป็นธรรม

ที่มา – คดี “หมอบี” พบหลักฐานเข้าข่ายฉ้อโกง ส่วน “รถหรู” เจ้าตัวยอมรับ เป็นทรัพย์สินวัด

ยูเอ็นประณาม! อิสราเอลสังหารนักข่าวอัลจาซีรา 5 ราย

องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกมาประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีของอิสราเอลที่ส่งผลให้นักข่าวของอัลจาซีราเสียชีวิตถึง 5 รายในฉนวนกาซา ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาคมโลกต่างตกตะลึงและเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น รวมถึงการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม

ยูเอ็นประณาม การโจมตีของอิสราเอลที่สังหารนักข่าวอัลจาซีรา 5 ราย

นักข่าวอัลจาซีรา 5 คน รวมถึงอานัส อัล-ชารีฟ ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีนักข่าวอิสระอีก 2 คนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกัน กองทัพอิสราเอลอ้างว่าได้ทำการโจมตีชารีฟ โดยกล่าวหาว่าเขา “เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายในฮามาส” อย่างไรก็ตาม ชารีฟได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และอิสราเอลยังไม่ได้แสดงหลักฐานที่แน่ชัดเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาของตน

แม้ว่าจะมีรายงานว่าชารีฟเคยทำงานร่วมกับทีมสื่อฮามาสในฉนวนกาซาก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน แต่ในโพสต์โซเชียลมีเดียก่อนที่เขาจะเสียชีวิต นักข่าวรายนี้กลับวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มฮามาสเสียเอง เหตุการณ์นี้จึงยิ่งสร้างความสับสนและข้อสงสัยเกี่ยวกับแรงจูงใจในการโจมตี

กลุ่มสิทธิมนุษยชนและประเทศต่างๆ รวมถึงกาตาร์ ได้ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างกว้างขวาง โดยเรียกร้องให้มีการปกป้องนักข่าวและพลเรือนในพื้นที่ความขัดแย้ง

พิธีศพนักข่าวผู้เสียชีวิต

พิธีศพของชารีฟ, โมฮัมเหม็ด เกรย์เกห์ ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา และช่างภาพ 2 คน ได้แก่อิบราฮิม ซาเฮอร์ โมฮัมเหม็ด นูฟาล และโมอาเมน อาลีวา ได้จัดขึ้นในวันจันทร์ หลังจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธแบบกำหนดเป้าหมายที่เต็นท์ของพวกเขาในเมืองกาซาซิตี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความเสียใจต่อการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่าในวงการสื่อสารมวลชน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โมฮัมเหม็ด อัล-คาลดี ได้รับการระบุชื่อจากทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลอัล-ชิฟาว่าเป็นนักข่าวคนที่ 6 ที่เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีกคนหนึ่งจากการโจมตีครั้งนี้ด้วย

ตามท้องถนนในฉนวนกาซาเต็มไปด้วยฝูงชนที่มาร่วมงานศพ โดยอานัส อัล-ชารีฟ เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามออนไลน์หลายล้านคน

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนเสรีภาพสื่อ ได้ประณามอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่เรียกว่าการลอบสังหารชารีฟ สมาคมสื่อมวลชนต่างประเทศ (FBI) ระบุว่ารู้สึกโกรธแค้นต่อการสังหารแบบกำหนดเป้าหมายดังกล่าว รายงานระบุว่ากองทัพอิสราเอลได้ตราหน้านักข่าวชาวปาเลสไตน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “เป็นนักรบ โดยบ่อยครั้งไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้”

ด้านคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (CPJ) ระบุว่ารู้สึกตกใจกับการโจมตีครั้งนี้ และอิสราเอลไม่ได้แสดงหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาต่อชารีฟ และเสริมว่า “อิสราเอลมีรูปแบบการกล่าวหานักข่าวว่าเป็นผู้ก่อการร้ายมาอย่างยาวนานโดยไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ”

กองทัพอิสราเอลระบุว่ามีเอกสารที่พบในฉนวนกาซาซึ่งยืนยันว่าชารีฟเป็นสมาชิกของกลุ่มฮามาส รายงานดังกล่าวประกอบด้วย “รายชื่อบุคลากร รายชื่อหลักสูตรฝึกอบรมผู้ก่อการร้าย สมุดโทรศัพท์ และเอกสารเงินเดือน”

เอกสารที่เผยแพร่เพื่อเผยแพร่มีเพียงภาพหน้าจอของสเปรดชีตที่ดูเหมือนจะแสดงรายชื่อเจ้าหน้าที่ฮามาสจากฉนวนกาซาตอนเหนือ ซึ่งระบุถึงการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ฮามาส และส่วนหนึ่งของสิ่งที่กล่าวกันว่าเป็นสมุดโทรศัพท์ของกองพันจาบาเลียตะวันออกของกลุ่มติดอาวุธ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายจากอิสราเอลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักข่าวอัลจาซีราทั้งทีม

CPJ ระบุว่ามีนักข่าวอย่างน้อย 186 คนเสียชีวิตนับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาเมื่อเดือนตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักข่าวเสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลดังกล่าวในปี 1992

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวในโพสต์บน X ว่า “อิสราเอลต้องเคารพและคุ้มครองพลเรือนทุกคน รวมถึงนักข่าว เราเรียกร้องให้นักข่าวทุกคนเข้าถึงฉนวนกาซาโดยทันที ปลอดภัย และไม่ถูกขัดขวาง”

เมื่อเดือนที่แล้ว บีบีซีและสำนักข่าวอีกสามแห่ง ได้แก่ รอยเตอร์ส เอพี และเอเอฟพี ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดง “ความกังวลอย่างยิ่ง” ต่อนักข่าวในฉนวนกาซา ซึ่งพวกเขากล่าวว่าพวกเขาไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้มากขึ้น

รัฐบาลอิสราเอลไม่อนุญาตให้องค์กรข่าวต่างประเทศ รวมถึงบีบีซี เข้าไปในฉนวนกาซาเพื่อรายงานข่าวอย่างอิสระ ดังนั้นสำนักข่าวหลายแห่งจึงต้องพึ่งพาผู้สื่อข่าวประจำฉนวนกาซา.

เหตุการณ์ยูเอ็นประณาม การโจมตีของอิสราเอลที่สังหารนักข่าวอัลจาซีรา 5 รายในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความเสี่ยงที่นักข่าวต้องเผชิญในพื้นที่ความขัดแย้ง และความจำเป็นในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนในการทำหน้าที่รายงานข่าวสารอย่างเป็นอิสระ

ที่มา – ยูเอ็นประณาม การโจมตีของอิสราเอลที่สังหารนักข่าวอัลจาซีรา 5 ราย

อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

อินโดนีเซียประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างกองทัพ โดยมีการจัดตั้ง อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาคและโลก

อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่

ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการจัดตั้งกองบัญชาการกองทัพบกภูมิภาค (Kodam) จำนวน 6 แห่ง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั่วประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างกองทัพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอินโดนีเซียในการยกระดับศักยภาพทางทหารและการป้องกันประเทศ

กองทัพภาคใหม่เหล่านี้จะกระจายกำลังพลและทรัพยากรไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ หมู่เกาะเรียว สุมาตราตะวันตก-จัมบี ลัมปุง-เบงกูลู กาลิมันตันกลาง-ใต้ สุลาเวสีกลาง-ตะวันตก และเมราเกในจังหวัดปาปัวใต้ การขยายเครือข่ายกองทัพบกส่งผลให้ปัจจุบันอินโดนีเซียมีกองบัญชาการทั้งหมด 21 แห่งทั่วประเทศ ทำให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการจัดตั้งกองทัพภาคใหม่

ประธานาธิบดีสุเบียนโตเน้นย้ำว่า การเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและภัยคุกคามที่หลากหลาย สงครามในยุโรปและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้อินโดนีเซียต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น การมีกองทัพภาคที่เข้มแข็งจะช่วยปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ผู้นำอินโดนีเซียยังได้ประกาศแต่งตั้ง พล.ท. ทันดโย บูดี เรวิตา ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองทัพแห่งชาติ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่หลังจากว่างเว้นไปนานกว่า 20 ปี การกลับมาของตำแหน่งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างกองทัพบก เรือ และอากาศ รวมถึงปฏิบัติหน้าที่แทนผู้บัญชาการกองทัพเมื่อจำเป็น

โฆษกกองทัพบก วาฮยู ยูดายานา กล่าวว่า การขยายโครงสร้างกองทัพครั้งนี้เป็นการเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศแบบ “ป้องกันความมั่นคงของประชาชนทั้งมวล” และสนับสนุนการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน การมีกองทัพที่แข็งแกร่งไม่เพียงแต่ปกป้องประเทศจากภัยคุกคามภายนอกเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงภายในและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย

การตัดสินใจของอินโดนีเซียในการ อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ และปรับโครงสร้างกองทัพครั้งใหญ่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การลงทุนในกองทัพและการพัฒนาศักยภาพทางทหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและมีบทบาทในภูมิภาค

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อกองทัพอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความสมดุลทางอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีกองทัพที่แข็งแกร่งขึ้นของอินโดนีเซียอาจทำให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคต้องพิจารณาถึงศักยภาพทางทหารของตนเองและการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่

โดยสรุปแล้ว การ อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ ถือเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอินโดนีเซีย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติและตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งอินโดนีเซียและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

ที่มา – อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ ปรับโครงสร้างทหารครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี

เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวเพิ่ม

เนปาลเตรียมเปิดให้ปีนเขากันแบบฟรีๆ ถึง 97 ยอดเขาหิมาลัย เป็นเวลา 2 ปีเต็ม! เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ งานนี้สายผจญภัยห้ามพลาด!

เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวเพิ่ม

ในขณะเดียวกัน ค่าธรรมเนียมการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ก็จะมีการปรับขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยว เป็น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 486,525 บาท) ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีเลยทีเดียว

สำนักงานการท่องเที่ยวเนปาลหวังว่า โครงการนี้จะช่วยเน้นย้ำถึงศักยภาพของ “ผลิตภัณฑ์และจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ยังไม่ถูกสำรวจ” ของประเทศให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

การปีนเขาสร้างรายได้มหาศาลให้กับเนปาล ซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาที่สูงที่สุดในโลกถึง 10 ลูก โดยในปีที่ผ่านมา ค่าธรรมเนียมการปีนเขาสร้างรายได้ถึง 5.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 191 ล้านบาท) ซึ่งยอดเขาเอเวอเรสต์คิดเป็นรายได้กว่า 3 ใน 4 ของทั้งหมด

สำหรับยอดเขาที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมนั้น ตั้งอยู่ในจังหวัดการ์นาลีและสุดูร์ปัชิมของเนปาล มีความสูงตั้งแต่ 5,970 เมตร ถึง 7,132 เมตร ทั้งสองจังหวัดนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของเนปาล และถือเป็นจังหวัดที่ยากจนและพัฒนาน้อยที่สุดของประเทศ

หิมาล เกาตัม ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวเนปาลกล่าวว่า “แม้ว่าพื้นที่เหล่านี้จะมีความสวยงามตระการตา แต่กลับมีนักท่องเที่ยวและนักปีนเขาจำนวนน้อยมากที่เดินทางมาที่นี่ เนื่องจากปัญหาการเข้าถึงพื้นที่ที่ยากลำบาก เราหวังว่ามาตรการ เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา นี้ จะเป็นประโยชน์ ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นได้”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทางการมีแผนที่จะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อกับพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้หรือไม่ และชุมชนในพื้นที่จะสามารถรับมือกับการหลั่งไหลเข้ามาของนักปีนเขาได้ดีเพียงใด หากโครงการปีนเขาฟรีประสบความสำเร็จ

ในอดีต นักปีนเขาส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสนใจยอดเขาห่างไกลทั้ง 97 ยอดนี้ โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีนักปีนเขาเพียง 68 คนเท่านั้นที่กล้าเสี่ยงไปที่นั่น ในทางตรงกันข้าม ในปี 2024 เพียงปีเดียว มีการออกใบอนุญาตปีนเขาเอเวอเรสต์ถึง 421 ใบ

ยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงกว่า 8,849 เมตร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับปัญหาความแออัด ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความพยายามปีนเขาที่นำไปสู่การสูญเสียชีวิตหลายครั้ง

ในเดือนเมษายน 2024 ศาลฎีกาเนปาลได้มีคำสั่งให้รัฐบาลจำกัดจำนวนใบอนุญาตปีนเขาที่ออกให้สำหรับยอดเขาเอเวอเรสต์และยอดเขาอื่นๆ อีกหลายยอด โดยระบุว่าต้องเคารพขีดความสามารถของยอดเขา

ในเดือนมกราคมปีนี้ ทางการได้ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 36% สำหรับผู้ที่พยายามพิชิตยอดเขานอกฤดูกาลปีนเขาเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ค่าใช้จ่ายในการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนจะอยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ และ 3,750 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์

รัฐสภาเนปาลกำลังถกเถียงกันเกี่ยวกับกฎหมายฉบับใหม่ที่กำหนดให้ผู้ที่ต้องการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ต้องพิชิตยอดเขาที่มีความสูงกว่า 7,000 เมตรในประเทศให้ได้ก่อน สิ่งนี้ทำให้ยอดเขาในการ์นาลีและสุดูร์ปัชิมเป็น “สถานที่ฝึกซ้อมที่เหมาะสม”

แล้วทำไมถึงต้องเป็น 97 ยอดเขา?

การที่ เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปยังพื้นที่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก และเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย

  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย: ดึงดูดนักปีนเขามืออาชีพและผู้ที่ต้องการท้าทายตัวเอง
  • กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น: สร้างงานและรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล
  • โปรโมทความหลากหลายของเนปาล: แสดงให้เห็นว่าเนปาลไม่ได้มีแค่เอเวอเรสต์ แต่ยังมีภูเขาที่สวยงามอีกมากมาย

สรุป: โครงการ เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา เป็นโอกาสทองสำหรับนักปีนเขาและผู้ที่รักการผจญภัย ที่จะได้สัมผัสความงามของเทือกเขาหิมาลัยในราคาที่เป็นมิตรต่อกระเป๋า แต่ก็อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมและเคารพธรรมชาติด้วยนะครับ

ที่มา – เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวไปเอเวอเรสต์เพิ่มขึ้น

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศ หลังครบกำหนด 14 วันตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมขอบคุณนานาชาติที่ให้ความช่วยเหลือในการกดดันประเทศไทย และย้ำว่ากัมพูชาจะไม่ทอดทิ้งกำลังพล

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวในประเทศไทย โดยระบุว่าบัดนี้เป็นเวลา 14 วันแล้วนับตั้งแต่กองกำลังของประเทศไทยได้ควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ภายหลังจากการประกาศใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการระหว่างทั้งสองประเทศ

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ และทำการส่งตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายกลับประเทศโดยเร็ว เพื่อให้พวกเขาได้กลับไปพบกับครอบครัวที่กำลังรอคอยการกลับมาของพวกเขาด้วยความหวังและความคิดถึง

นอกจากนี้ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อประเทศคู่มิตรและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาโดยเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจจากนานาชาติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่แน่วแน่ของกัมพูชาว่า รัฐบาลและกองทัพจะไม่ทอดทิ้งหรือละเลยกำลังพลของตนเองแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือและปกป้องกำลังพลถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่ง

กัมพูชาต้องการให้ไทย ปล่อยทหาร 18 นาย กลับประเทศ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งมีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งปะปนกันไป การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศทั้งสอง และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

การที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้ไทยปล่อยทหาร 18 นาย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและดูแลสวัสดิภาพของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการปล่อยตัวทหารทั้ง 18 นาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะมีการตอบสนองจากรัฐบาลไทยอย่างไร และสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในอนาคตอย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การสื่อสารและการเจรจาอย่างเปิดอกและสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การใช้ความรุนแรงหรือการเผชิญหน้ากันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

หวังว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไว้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในระยะยาวได้ การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและการเจรจาอย่างเปิดอกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

“หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ ขอโทษ “อ.ตฤณห์”

หลังจากตกเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม “หมอบี” ได้ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรก ยืนยันว่าได้มอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบทุกบาททุกสตางค์ พร้อมทั้งกล่าวขอโทษ “อ.ตฤณห์” ที่เคยล่วงเกินด้วยคำพูดที่ไม่เหมาะสม เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

“หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ ขอโทษ “อ.ตฤณห์”

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากการให้ปากคำกับพนักงานสืบสวนกองบังคับการปราบปรามเป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” ฑูตสื่อวิญญาณ ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นด้วยการกล่าวขอโทษอาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร ที่ตนเองเคยใช้คำพูดไม่ดีใส่ รวมถึงครูบาอาจารย์ของตนทุกท่าน และหลวงพ่ออลงกต

“ผมอยากจะขอโทษอาจารย์ตฤณห์ที่ผมเคยพูดจาไม่ดีใส่ท่าน และขอโทษครูบาอาจารย์ทุกท่าน รวมถึงหลวงพ่ออลงกตด้วยครับ” หมอบีกล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด

นอกจากนี้ หมอบียังขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนให้ความเป็นส่วนตัวแก่ตนเอง ไม่อยากให้มีการดักรอหรือปีนรั้วบ้านเพื่อถ่ายภาพ รวมถึงเรื่องเงินบริจาคที่จะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ขอเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากบัญชีของมูลนิธิถูกปิดชั่วคราว แต่ยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกส่งมอบให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแน่นอน

ประเด็นเงินบริจาคและรถยนต์ของวัด

สำหรับประเด็นเงินสดที่นำไปมอบให้กับหลวงพ่ออลงกตนั้น หมอบีขอสงวนที่จะให้ปากคำ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดี แต่ยืนยันหนักแน่นว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ไม่เคยถูกเก็บไว้กับตัวเอง “ผมขอยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับบริจาคมา ผมได้ให้ทีมงานนำไปมอบให้กับหลวงพ่อครบทุกบาททุกสตางค์ครับ” หมอบีกล่าว

หมอบี ยังกล่าวถึงกรณีที่วัดเคยออกมาให้ข้อมูลว่า เงินบริจาคหายไป 5.4 ล้านบาทว่าไม่เป็นความจริง และหลวงพ่อก็ไม่เคยแจ้งเรื่องนี้ให้ตนเองทราบ

ส่วนประเด็นที่หลวงพ่ออลงกตกล่าวว่า รถยนต์บางส่วนของวัดยังอยู่ในความครอบครองของหมอบี หมอบีปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้โดยตรง พร้อมกับถามกลับว่า “รถอะไร คืนใคร” และกล่าวว่ารายละเอียดทั้งหมดได้ให้ข้อมูลกับตำรวจไปหมดแล้ว และยินดีให้ตำรวจตรวจสอบทุกอย่าง

  • ยืนยันความบริสุทธิ์: หมอบียืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์และพร้อมให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบทุกขั้นตอน
  • ขอโทษอาจารย์ตฤณห์: หมอบีกล่าวขอโทษต่ออาจารย์ตฤณห์สำหรับการกระทำที่ไม่เหมาะสมในอดีต
  • เงินบริจาค: ยืนยันว่าเงินบริจาคทั้งหมดจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส

โดยสรุปแล้ว หมอบีได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และยืนยันความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ลุล่วงไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ นั้นยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และต้องรอติดตามความคืบหน้าต่อไป

เรื่องราวของ “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาค การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาคและสังคมโดยรวม และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนเพื่อการกุศล

ที่มา – “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ อยากขอโทษ “อ.ตฤณห์” ที่เคยพูดจาไม่ดีใส่

อุตุฯ เตือน! ฝนสะสม 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝน

กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ฝนสะสมรายวัน 15 วันล่วงหน้า เตือนช่วง 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝนเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน ใกล้หย่อมความกดอากาศต่ำและร่องมรสุม เผย ในระยะนี้ยังไม่มีสัญญาณก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนที่จะเคลื่อนเข้าไทย แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา อัปเดตผลการพยากรณ์ฝนสะสม 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝนรายวัน (ทุกๆ 24 ชม. : นับตั้งแต่ 07.00 น. ถึง 07.00 น. วันรุ่งขึ้น) และลมที่ระดับ 925 hPa (750 ม.) 15 วันล่วงหน้า ระหว่าง 12-26 ส.ค. 68 จากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางยุโรป (ECMWF) วิเคราะห์ตามผลจากแบบจำลองฯ

ช่วงวันที่ 12-19 ส.ค. 68 เป็นช่วงที่ทั่วไทยยังมีฝน/ฝนฟ้าคะนอง เกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน บริเวณใกล้หย่อมความกดอากาศต่ำและร่องมรสุม ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ส่วนภาคอื่นๆ จะมีฝนเพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่เริ่มมีกำลังแรงขึ้น โดยฝนจะเริ่มตกกระจายถึงเกือบทั่วไปและตกหนักบางแห่ง ขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

สำหรับภาคใต้ จะเริ่มมีฝนฟ้าคะนองกระจายและตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะฝั่งอันดามันด้านรับมรสุม คลื่นลมแรงขึ้น ต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะฝนตกหนัก ฝนตกต่อเนื่องและฝนตกสะสม โดยฝน/ฝนฟ้าคะนอง มักเกิดขึ้นในช่วงเย็นถึงค่ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

ขอให้ประชาชนใช้รถใช้ถนนด้วยความระวัง ฝนตกถนนลื่น ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งควรเตรียมเต็นท์ ร่ม และเสื้อกันฝน เกษตรกรควรหาแหล่งกักเก็บและสำรองน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฝนน้อยในช่วงที่ผ่านมา เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต

ในช่วงวันที่ 20 – 26 ส.ค. 68 ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง แต่ปริมาณและพื้นที่อาจจะลดลงกว่าช่วงที่ผ่านมา ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนที่ตกต่อเนื่องและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

ในระยะนี้ยังไม่มีสัญญาณการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนที่จะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย แต่อาจจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำที่จะก่อตัวในทะเลจีนใต้ (ทางด้านตะวันออกชายฝั่งเวียดนาม) และอ่าวตังเกี๋ย และเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคอีสาน ในช่วงวันที่ 14-17 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นสภาวะปกติในช่วงฤดูฝน ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

สำหรับพายุโซนร้อนกำลังแรง “โพดุล (PODUL)” ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตก คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะไต้หวัน และเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนทางด้านตะวันออก

ในช่วง 12 – 14 ส.ค. 68 ขอเตือนผู้ที่จะเดินทางไปในบริเวณดังกล่าว ให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง พายุนี้ไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย ดังนั้น อย่าได้ตื่นตระหนกหรือวิตกกังวลกับข่าวลือที่ส่งต่อผ่านสื่อโซเชียลต่างๆ ฝนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในช่วงนี้ยังคงมาจากอิทธิพลของร่องมรสุมและมรสุมที่พัดตามฤดูกาล

โดยปกติแล้ว ช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน เป็นช่วงที่มีฝนตกชุกสำหรับประเทศไทย (ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามการประมวลผลข้อมูลใหม่ ดังนั้น ควรใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจและติดตามสภาพอากาศเบื้องต้นอย่างสม่ำเสมอ)

ฝนสะสม 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝน ต้องเฝ้าระวัง!

สถานการณ์ ฝนสะสม 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝน ทำให้หลายพื้นที่ต้องเตรียมรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่อาจเกิดขึ้นในระยะนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาเตือนให้ประชาชนติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่ต้องระวังในช่วง ฝนสะสม 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝน

  • น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยง
  • อุบัติเหตุบนท้องถนนเนื่องจากฝนตกหนักและถนนลื่น
  • ความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตร
  • โรคที่มากับน้ำ

ในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนเช่นนี้ การเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ

อย่าลืมตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน และติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

ที่มา – อุตุฯ พยากรณ์ฝนสะสมล่วงหน้า ช่วง 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝนเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง

Scroll to top